สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 475 ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามเสร็จสมบูรณ์
- Home
- สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation
- บทที่ 475 ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามเสร็จสมบูรณ์
จั่วม่อลอยค้างกลางเวหาเหนือเกาะเต่า ทอดตามองเกาะมหึมาที่อยู่
ใต้ฝ่าเท้า อดพลุ่งพล่านใจไม่ได้
ทันใดนั้นมันพลันกางสองแขนออกกว้าง ผนึกพลังปราณทั่วร่างขึ้น
เพียะเพียะเพียะ!
เห็นแท่งหนามเวิ้งฟ้าอากาศครามหนึ่งร้อยแปดแท่งพุ่งขึ้นจากพื้นดิน
แล้วลอยเงียบ ๆ รายล้อมรอบกายมัน
จั่วม่อสีหน้ากลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง หยิบขวดแก้วแสงพิสุทธิ์
ออกมาจากแหวน ค่อย ๆ เปิดจุกอย่างเบามือ กลุ่มอากาศสีครามพลันไหล
เลื่อนออกมาจากปากขวดไม่ขาดสาย อากาศสีครามเหล่านี้เลิศพิสดารเป็น
พิเศษ คล้ายเมฆคล้ายหมอก แต่ทั้งมิใช่เมฆ ทั้งมิใช่หมอก เพียงเป็นมวล
อากาศสีฟ้าครามแถบหนึ่ง เมื่อลอยออกมาจากขวดก็ไม่กระจายตัว แต่
ลอยเกาะกลุ่มสูงขึ้นไปบนฟ้า เริ่มหมุนวนอย่างแช่มช้า
จั่วม่อสิบดรรชนีกรีดกรายอย่างเร่งร้อน ที่ปลายนิ้วเห็นริ้วพลังปราณ
อันงดงาม บัดเดี๋ยวสว่างจ้า บัดเดี๋ยววูบดับ ประกายแสงเบ่งบานเชื่อม
ประสาน ทั้งต่อเนื่องลื่นไหลและลี้ลับพิสดาร!
ทันใดนั้นจั่วม่อดวงตาสาดประกายเจิดจ้า ตวาดก้อง “ฮ่า!”
ริ้วลำแสงสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากมือ กระทบถูกอากาศสีครามอย่าง
แม่นยำ
อากาศสีครามพลันแข็งค้าง จากนั้นแตกระเบิดเป็นฝนประกาย
กลายเป็นหมอกควันสีครามหนึ่งร้อยแปดสาย แยกย้ายพุ่งเข้าใส่แท่ง
หนามเวิ้งฟ้าอากาศครามทั้งหนึ่งร้อยแปดแท่ง จั่วม่อสีหน้ายิ่งเครียดขรึม
กว่าเดิม มือขวายกขึ้นกวักเรียก แท่งหนามเวิ้งฟ้าอากาศครามแท่งหนึ่ง
พลันลอยเข้ามาหยุดตรงหน้า
เห็นจั่วม่อคล้ายไม่ขยับเคลื่อนไหว แต่เบื้องหน้าพลันปรากฏเปลวไฟ
ลายชั้นมหาทิวาโดยไร้เสียง เปลวไฟพอปรากฏขึ้นก็กลืนกินแท่งหนามเวิ้ง
ฟ้าอากาศครามเข้าไปทันที อากาศสีครามที่อยู่ภายในแท่งหนามคล้ายถูก
กระตุ้น กลายเป็นพลุ่งพล่านปั่นป่วนขึ้นมา ส่งผลให้เปลวไฟลายชั้นมหา
ทิวาแต่งแต้มด้วยริ้วสีฟ้าครามสดใส
ราวครึ่งชั่วยามให้หลัง ริ้วสีฟ้าภายในเปลวไฟลายชั้นมหาทิวาก็
ถดถอยไป กลับกลายเป็นเปลวไฟสีทองที่มีแถบสีแตกต่างกันเป็นชั้น ๆ
ดังเดิม
แท่งหนามเวิ้งฟ้าอากาศครามลอยกลับเข้ามาในมือจั่วม่อ เห็นตรา
ผนึกสีครามเรียวยาวเด่นชัดอยู่แท่งหนาม แท่งหนามในยามนี้เป็นประกาย
เรืองรอง แผ่ซ่านพลังอำนาจออกมาอย่างเลือนราง
จั่วม่อเผยสีหน้าพึงพอใจ มือขวายกขึ้นกวักเรียกอีกครั้ง แท่งหนาม
อีกแท่งหนึ่งลอยเข้าหา กระบวนการหลอมสร้างเริ่มต้นขึ้นเป็นคำรบสอง
มันหลอมสร้างแท่งหนามเวิ้งฟ้าซ้าแล้วซ้าเล่า แล้วเสร็จหนึ่งแท่ง ก็
เริ่มแท่งต่อไปทันที ต่อเมื่อเหน็ดเหนื่อยจึงหยุดพัก และเมื่อพลังปราณ
ฟื้นฟูเต็มเปี่ยม จึงเริ่มลงมือหลอมสร้างต่ออีกครั้ง หลอมสร้างไป ๆ ก็ยิ่ง
ช่าชองชำนาญมากขึ้น บรรลุความเข้าใจในตราผนึกอากาศครามอย่าง
ลึกซึ้ง ส่งผลให้ความเร็วในการหลอมสร้างยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
สามวันให้หลัง การหลอมสร้างเสริมพลังให้แก่แท่งหนามเวิ้งฟ้า
อากาศครามทั้งหนึ่งร้อยแปดแท่ง ก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์
บรรดาแท่งหนามเวิ้งฟ้าอากาศครามที่หลอมสร้างขึ้นใหม่ ล่องลอย
ห้อมล้อมรอบกายมันประหนึ่งมวลหมู่ดารารายล้อมจันทรา จั่วม่อ
คลับคล้ายรู้สึกถึงการเชื่อมโยงอันพิเศษเฉพาะระหว่างพวกมันได้อย่าง
เลือนราง ตราผนึกอากาศครามมีทั้งสิ้นหกรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ละ
รูปแบบมีพลังอำนาจเฉพาะตัว ล้วนวาบขึ้นในใจจั่วม่ออย่างชัดแจ้ง
จั่วม่อคล้ายพลันเข้าใจเรื่องราวบางประการ
แทบไม่รู้สึกตัว มันยกสองมือผลักขึ้นสูง
ราวกับว่ามีสายใยเชื่อมโยงที่มองไม่เห็นอยู่ระหว่างแท่งหนามเวิ้งฟ้า
อากาศครามหนึ่งร้อยแปดแท่ง ทั้งหมดราวกับถูกดึง พลันลอยขึ้นอย่าง
พร้อมเพรียง
เห็นตราผนึกอากาศครามบนแท่งหนามสว่างวาบขึ้นทีละแท่ง ๆ รอ
จนแท่งหนามเวิ้งฟ้าอากาศครามแท่งสุดท้ายสาดประกายเจิดจ้าออกมา
ทันใดนั้นบังเกิดพลังกดดันที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งกวาดวาบรอบกายจั่วม่อ
จั่วม่อร่างสะท้านขึ้นอย่างรุนแรง!
ประดุจน้าในบ่อที่เต็มเปี่ยม จู่ ๆ ทะลักล้นออกมา
จั่วม่อกระทั่งขบคิดยังไม่ขบคิด สองมือพลันสะบัดกดลงกลางอากาศ
ธาตุอันว่างเปล่าอย่างดุดัน ตวาดกึกก้อง “ลงไป!”
ราวกับลูกธนูหลุดออกจากแล่ง แท่งหนามเวิ้งฟ้าอากาศครามหนึ่ง
ร้อยแปดแท่งเปลี่ยนเป็นลำแสงสีครามหนึ่งร้อยแปดสาย พุ่งดิ่งลงไปยังทุก
ซอกทุกมุมของเกาะเต่า
ม่านแสงสีครามกว้างใหญ่มหึมาพลันครอบคลุมลงบนเกาะ ประหนึ่ง
คว่าชามมหายักษ์ลงจากท้องฟ้าเบื้องบน
ชาวเกาะเต่าหลายคนถูกการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อกวนจนตระหนก รีบ
ทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า ความสนใจของพวกมันถูกม่านแสงบาง ๆ นี้ดึงดูด
ไว้ทันที
จั่วม่อระบายลมหายใจยาวดุจเพิ่งยกภูเขาออกจากอก มันแหงนหน้า
ขึ้นมองดูโล่แสงสีครามที่ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะ ม่านแสงนี้เบาบางยิ่ง แทบ
ไม่ต่างจากเปลือกไข่ คล้ายกับว่าเพียงกระทบถูกก็จะแตกสลายไปกับตา
แต่จั่วม่อแน่ใจว่าเว้นเสียแต่ยอดคนด่านหยวนอิงจะมาถึง มิฉะนั้นอาศัย
เพียงซิวเจ่อด่านจินตันอย่าหมายจะทำลายม่านแสงบาง ๆ นี้ได้ กระทั่งซิว
เจ่อด่านหยวนอิง คิดทำลายม่านแสงบางเฉียบนี้ไหนเลยง่ายดายดังใจนึก
ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามมีพลังป้องกันสูงล้าสุดยอด หากสามารถ
เสาะหาวัตถุดิบที่ดีกว่านี้ และอากาศสีครามที่บริสุทธิ์กว่านี้ พลังของค่าย
กลจะทวีขึ้นจนถึงจุดที่กระทั่งหยวนอิงยังไม่อาจทำลายได้
แต่จั่วม่อรีบสลัดความคิดเพ้อฝันนี้ออกจากใจอย่างรวดเร็ว อาศัย
ทรัพย์สมบัติที่มันมี ต่อให้รวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ยังไม่เพียงพอจะหลอม
สร้างแท่งหนามเวิ้งฟ้าอากาศครามเช่นนั้นชุดหนึ่ง
โล่แสงค่อย ๆ เลือนรางลงจนมองไม่เห็นอีก ท้องฟ้าดูเหมือนกลับสู่
สภาพเดิม แต่จั่วม่อทราบว่าพลังป้องกันของค่ายกลในยามนี้มากกว่าเดิม
ถึงสองเท่า
จั่วม่อต้องการสร้างรังของตนให้กลายเป็นป้อมปราการ
มันกำลังใคร่ครวญว่าสมควรสร้างหอรบค่อยกลสงครามสักจำนวน
หนึ่งหรือไม่ แต่จากนั้นก็หยุดความคิดนี้ สำหรับเกาะเต่าในปัจจุบัน พลัง
ของหอรบค่ายกลสงครามแทบไม่มีประโยชน์ใดอีกแล้ว ในอดีตครั้งเมือง
อีกาทองคำ พลังของพวกมันทุกคนยังอ่อนด้อยอยู่มาก และศัตรูของพวก
มันก็ไม่ได้เข้มแข็งกระไรนัก
แต่ในตอนนี้ จั่วม่อกระทั่งนับไม่ถูกแล้วว่าเคยพบเห็นจินตันมากมาย
เท่าใด หากเกิดการต่อสู้ขึ้น พลังของหอรบค่ายกลสงครามแทบไม่มี
ความสำคัญอีกต่อไป อย่าว่าแต่พลังฝีมือของพวกมันในปัจจุบันก็ไม่ใช่สิ่ง
ที่พวกมันในอดีตจะยกขึ้นเทียบได้ หลังจากผ่านการเคี่ยวกรำในสนามรบ
ปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ อาศัยความช่วยเหลือของฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ ค่าย
กลสลักร่างที่มีต้นกำเนิดจากแผนผังปิศาจ รวมถึงโอสถปราณและกระยา
หารปราณนับไม่ถ้วน ขอเพียงเป็นสิ่งที่จั่วม่อมีอยู่ มันไม่เคยตระหนี่หวง
แหนเอาไว้ ดังนั้นซิวเจ่อค่ายจูเชวี่ยมากมายล้วนบรรลุถึงหนิงม่ายขั้นสาม
กระทั่งค่ายจินวูยังมีหลายคนที่บรรลุถึงด่านหนิงม่ายขั้นสามเช่นกัน
กลายเป็นจินตันเป็นวิถีทางที่ถูกต้องเที่ยงแท้ ซิวเจ่อด่านจินตัน
ธรรมดาหนึ่งคน เทียบได้กับหนึ่งร้อยซิวเจ่อหนิงม่าย
แต่สำหรับการสร้างเม็ดพลังทองคำนี้ จั่วม่อไม่มีวิธีการดีงามที่
สามารถช่วยเหลือได้ ยามนี้พลังทั้งสามของมันผสานรวมเป็นหนึ่ง พลัง
ปราณที่ตกอยู่ในวงจรอันแปลกประหลาดซึ่งไม่เคยมีวี่แววว่าจะเติบโต ใน
ที่สุดก็ทลายขีดจำกัดออกมา เริ่มเติบโตขึ้นอีกครั้ง
แน่นอนว่ามีส่วนดีย่อมมีส่วนที่เสีย ยามนี้เมื่อวัฏจักรการเติบโตอัน
แปลกประหลาดของพลังปราณถูกทำลาย กลับส่งผลให้สังขารปิศาจของ
มันหยุดการรุดหน้า ต่อให้จั่วม่อฝึกปรือสังขารปิศาจ สิ่งที่รุดหน้ากลับเป็น
พลังปราณกับพลังจิตสำนึกของมันแทน จั่วม่อถึงกับสงสัยว่าการเติบโต
ของสังขารปิศาจถูกจำกัดเอาไว้ด้วยระดับพลังปราณและพลังจิตสำนึก
เกรงว่าต้องรอจนพลังทั้งสามบรรลุถึงระดับเดียวกันทั้งหมด จึงสามารถ
เริ่มเติบโตอีกครั้ง
เนื่องจากการที่ก่อนหน้านี้พลังปราณของมันหยุดการรุดหน้า ดังนั้น
นอกเหนือจากการเปรียบเทียบกับเหล่าอสูรบุปผาแล้ว ทั่วทั้งค่ายนับระดับ
พลังปราณของจั่วม่อต่าต้อยที่สุด นี่ทำให้มันสลดหดหู่แทบตาย
จั่วม่อถามผูเยากับเว่ย พยายามเสาะหาแนวคิดในการสร้างเม็ดพลัง
ทองคำ แต่กระทั่งวัตถุโบราณทั้งสองยังไม่มีหนทางช่วยเหลือ จะอย่างไร
ท้ายที่สุดแล้วพวกมันก็ไม่ใช่ซิวเจ่อ
จั่วม่อได้แต่ตั้งใจว่าภายหน้าจะลองสอบถามสวีเจิ้งเว่ยกับเลี่ยวฉีชาง
ดู หากมันสามารถว่าจ้างจินตันส่วนหนึ่งเข้ามาเสริมกำลังในกองทัพ ระดับ
พลังของทั้งค่ายจะพุ่งทะยานขึ้นไปยังอีกระดับชั้นหนึ่ง
เวลานี้จั่วม่อมีเรื่องอื่นที่ต้องสนใจมากกว่า
ศิลาเพรียกแก่นสารวิญญาณปฐพีถูกวางไว้ที่ใจกลางเกาะ สมบัติ
วิเศษนี้น่าอัศจรรย์โดยแท้ บันดาลให้ระดับพลังปราณธรรมชาติทั่วทั้งเกาะ
เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน บรรดาท้องทุ่งปราณได้รับผลกระทบมากที่สุด พา
กันยกระดับสูงขึ้นอีกขั้นหนึ่งอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ท้องทุ่งปราณเมื่อระดับสูงขึ้น ย่อมสามารถเพาะปลูกพืชหญ้าปราณ
ที่ระดับสูงขึ้น และสามารถให้ผลผลิตที่คุณภาพดีงามกว่าเดิม
จั่วม่อยังพบพานพืชปราณระดับสูงในเคหะสถานของตระกูลเถียน
และโยกย้ายกลับมาด้วย ทั้งหมดปลูกไว้ใกล้ ๆ กับศิลาเพรียกแก่นสาร
วิญญาณปฐพี หนึ่งในนั้นเป็นต้นเฟิงพิโรธ (ต้นเมเปิล) ระดับห้า ใบเฟิงสี
แดงฉานราวเปลวเพลิง กิ่งก้านเป็นสีแดงเข้มจัด หากเดินเข้าไปใกล้ จะ
รู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากต้นเฟิงพิโรธอย่างชัดเจน
นี่เป็นพืชปราณธาตุไฟที่หาได้ยากยิ่งชนิดหนึ่ง ใบเฟิงแต่ละใบมีค่า
นับพันจิงสือ ผลที่ถือกำเนิดจากต้นเฟิงพิโรธเรียกว่าผลเนตรเพลิง ใช้ใน
การหลอมสร้างอาวุธเวทธาตุไฟชั้นสูง
พืชปราณที่ล้าค่าอีกชนิดหนึ่งเรียกว่ากล้วยไม้กวนอิมพันดรรชนี
ดอกไม้ชนิดนี้จัดอยู่ระดับห้า รูปร่างคล้ายดรรชนีของพระโพธิสัตว์กวนอิม
เมื่อเบ่งบานออกจะปรากฏดอกกล้วยไม้นับพันอย่างพร้อมพรัก จึงถูก
ขนานนามว่ากล้วยไม้กวนอิมพันดรรชนี ดอกไม้ชนิดนี้เป็นที่ปรารถนา
อย่างลึกซึ้งของบรรดานักบวชนิกายพุทธ เป็นประโยชน์ต่อจิตแห่งเซน
ของพวกมันอย่างใหญ่หลวง ทั้งยังสามารถใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับโอสถ
ปราณชั้นสูงหลายชนิด กล้วยไม้กวนอิมพันดรรชนีทุกสิบปีบานเพียงหนึ่ง
ครั้ง เพราะเหตุนี้จึงหาได้ยากยิ่ง
ตระกูลเถียนถึงกับครอบครองพืชปราณหายากสองชนิด ทำเอาจั่วม่อ
ทั้งตื่นตะลึงทั้งปลาบปลื้มยินดีพร้อมกัน เทียบกับพืชปราณล้าค่าสองชนิด
นี้แล้ว ต้นเหอเถาอัสนีคำรนของมันไม่นับเป็นอะไรได้
เถียนเหล่าเหยียจื่อเริ่มก่อร่างสร้างตัวจากการค้าขายพืชปราณ ใน
บรรดาของสะสมของมันย่อมต้องมีมากกว่าพืชปราณล้าค่าสองชนิดนี้
นอกจากนี้ยังมีพืชปราณระดับสี่ที่หายากอีกมากมาย แต่ทั้งหมดบัดนี้ล้วน
อยู่ในถุงเงินของจั่วม่อแล้ว มันย้ายสวนพืชปราณทั้งสวนไปยังเกาะเต่า ขุด
ค้นเอาสมบัติทั้งหมดของตระกูลเถียนกลับมาด้วย กระทั่งสมบัติลับที่ซ่อน
ลึกอยู่ใต้ดินยังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาหมดสิ้น ซึ่งเรื่องนี้คงต้องยกให้เป็นความดี
ความชอบอันยิ่งใหญ่ของเจ้าดำน้อย
สำหรับคันฉ่องวิเศษรัศมีฟ้า จั่วม่อย่อมกำนัลให้กับศิษย์น้องกงซุน
อาวุธเวทชิ้นนี้แทบจะเรียกได้ว่าถือกำเนิดมาเพื่อแม่ทัพบัญชาการศึก
มอบให้กับแม่นางน้อย เท่ากับติดปีกให้แก่พยัคฆ์ร้าย
ผลกำไรอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ในครั้งนี้เหนือความคาดหมายของมันไป
มาก แต่ก็ยังคงมีการสูญเสีย
ศิษย์พี่เหวยเสิ้งกับจงหยูต้องฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ บาดแผลของ
จงหยูไม่สาหัสนัก แต่ศิษย์พี่ใหญ่ยังไม่รู้สึกตัวด้วยซ้า จั่วม่อวิตกกังวลเป็น
อย่างยิ่ง
ยามนี้มาย้อนคิดดู พลังของหนิงอี้ยังคงสะท้านใจมันนัก
เทียบกับความร้ายกาจของหนิงอี้ เถียนเหล่าเหยียจื่อนับเป็นมือคน
ละชั้นอย่างเห็นได้ชัด ที่ผ่านมาจั่วม่อไม่เคยให้ค่ากับอาวุธเวทมากนัก แต่
การศึกครั้งนี้สะกิดความสนใจมันอย่างเต็มที่ หากมิใช่ผลงานอันน่า
ประหลาดใจของทหารยันต์ทองคำดำกับกระบี่ดำในมือของศิษย์พี่ใหญ่
ศึกครั้งนี้เกรงว่าผู้ที่ตายตกสมควรเป็นพวกมันเสียเก้าส่วน
อาวุธเวทอันทรงอานุภาพ ยามสำแดงพลังอำนาจออกมาอย่างเต็มที่
ช่างน่าสะพรึงกลัวโดยแท้!
มันในที่สุดค่อยเข้าใจ ว่าไฉนซิวเจ่อมากมายติดตามไล่ล่าอาวุธเวท
อย่างไม่เสียดายชีวิต!
ในเรื่องราวทั่วไปย่อมไม่ตระหนักถึง แต่เมื่อเผชิญกับยอดยุทธ์ที่
แท้จริง ในที่สุดค่อยเข้าใจว่าอันใดเรียกว่าดิ้นรนเอาชีวิตรอดทุกฝีก้าว อัน
ใดเรียกว่าความอับจนปัญญาที่แท้จริง! และทั้งหมดนี้ นอกเหนือจากพลัง
ฝึกปรืออันลึกล้าของศัตรูแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออาวุธเวทในมือของพวก
มัน!
หนึ่งอาวุธเวทสามารถตัดสินชะตาชีวิตผู้คน
ฝ่ายพวกมันก็หลอมสร้างอาวุธเวทไม่น้อย แต่ไม่เคยมีอาวุธเวทชิ้นใด
ครอบครองพลังสะท้านฟ้าสะเทือนดินเฉกเช่นร่มอสุราภูตโลหิต จั่วม่อ
ค่อยรู้สึกตัวว่าพวกมันไม่ได้ลงทุนลงแรงในด้านนี้มากพอ
สุดยอดยุทธภัณธ์เวทที่แท้จริงแทบทั้งหมดมักถูกหลอมสร้างขึ้นโดย
ซิวเจ่อที่เป็นผู้ใช้เองโดยตรง อาวุธเวทประเภทนี้ไม่มีผู้ใดคิดขาย และสิ่งที่
หาซื้อได้ตามท้องตลาดอย่างเช่นชุดเกราะแสงเย็นวิญญาณฟ้า แม้โดดเด่น
แต่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสุดยอดอาวุธเวทที่แท้จริง
จั่วม่อตกลงใจหลอมสร้างอาวุธเวทอันทรงอานุภาพสักชิ้น
มิเช่นนั้นเหตุการณ์คับขันอันตรายเช่นครั้งที่แล้ว อาจซ้ารอยขึ้นอีก
ครั้ง
มันนึกถึงคนผู้หนึ่ง
ถูกโซ่ล่ามเซียนมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา กู้หมิงกงท้อแท้หดหู่ยิ่ง ไม่กิน
ไม่ดื่มหลายวันย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับยอดคนด่านจินตันเช่นมัน แต่มัน
ยังต้องทนต่อสภาพเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด? ในใจมันเวิ้งว้างว่างเปล่า
นับตั้งแต่สามสิบปีที่แล้ว เมื่อฝีมือหลอมสร้างและสร้างยันต์ของมันพัฒนา
ไปถึงขีดสุด ชีวิตของมันก็เรืองรองเฟื่องฟู ไม่ว่าไปยังที่ใด ผู้ใดไม่ต้อนรับ
ขับสู้มันด้วยรอยยิ้มและท่าทางพินอบพิเทา?
แต่ยามนี้ย่อมไม่ใช่ เนื่องเพราะมันเป็นเชลยผู้หนึ่ง
มันทราบชัดว่าผู้อื่นที่ไม่หักคอมันทิ้งคามือ อาจเพียงเพราะสนใจใน
ฝีมือหลอมสร้างและสร้างยันต์ของมัน หากมันไม่มีคุณค่าให้ใช้สอย
สำหรับมันย่อมมีผลสุดท้ายเพียงอย่างเดียว … ทอดร่างเป็นซากศพดุจ
สุนัขข้างถนน!
กู้หมิงกงหวาดกลัวจับใจ
ในเวลานี้เอง ประตูเปิดออกท่ามกลางเสียงเสียดสีระคายหู
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งผ่านเข้ามาในสายตา เป็นบุรุษหนุ่มน่ากลัวที่คร่ากุม
มันมา
กู้หมิงกงทราบว่าเวลาตัดสินชะตากรรมของมันมาถึงแล้ว