สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 476 แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น
จั่วม่อจ้องมองกู้หมิงกงเงียบ ๆ
ไร้เสียงยังเหนือกว่ามีเสียงอีก แรงกดดันที่เกิดจากความนิ่งเงียบนี้
แทบทำให้กู้หมิงกงหายใจหายคอไม่ออก ความหวาดกลัวไร้ที่สิ้นสุด
แผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ มันรู้สึกว่าสายตาของผู้อื่นคล้ายมองดูบาง
สิ่งที่ตายไปแล้ว หรือไม่ก็มองดูแพะแกะที่กำลังจะถูกเชือด!
ข้ายังไม่อยากตาย… …
สิ่งที่มันไม่รู้ก็คือ ความนิ่งเงียบของจั่วม่อที่แท้ไม่ได้ตั้งใจจะกดดันมัน
แต่เนื่องเพราะกำลังปรึกษาหารือกับผูเยาและเว่ยอย่างดุเดือดต่างหาก!
“ข้าต้องการให้มันทำงานให้ข้า” ในทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อยักไหล่
สีหน้ายึดถือเป็นจริงเป็นจัง “แต่มันเป็นจินตัน พลังบำเพ็ญเพียรสูงส่งกว่า
ข้า อีกทั้งยังเชี่ยวชาญวิชาค่ายกล นับเป็นตัวอันตรายตัวหนึ่ง พวกเจ้ามีคำ
ชี้แนะหรือไม่?”
ผูเยากล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ “หากเจ้าเพียงต้องการภูมิความรู้วิชา
หลอมสร้างในสมองของมัน เช่นนั้นก็แค่ดึงวิญญาณของมันออกมาก็พอ”
“ดึงวิญญาณ?” ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้จั่วม่อสั่นเทาอย่างไม่อาจบังคับ
ยับยั้ง
“แม้ว่านี่ฟังดูโหดเหี้ยมไปบ้าง แต่ได้ผลดียิ่ง หากเจ้าสามารถดึง
วิญญาณของมันออกมา เจ้าจะครอบครองภูมิความรู้ที่เป็นของมันได้อย่าง
รวดเร็ว เป็นไร? หวั่นไหวใจแล้วหรือไม่?” ม่านตาสีแดงน่าขนลุกของผูเยา
หรี่แคบลง รอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากแฝงเร้นกลิ่นอายเย็นเยียบอันเป็น
เอกลักษณ์ ร่ายยาวต่อไปว่า “แน่นอน โลกนี้ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ เจ้าจะ
ได้รับความทรงจำกับความเข้าใจของมัน แต่ก็จะส่งผลกระทบต่อจิตใจ
ของเจ้าเองด้วย”
จั่วม่อพอฟังต้องขนหัวลุกเกรียว แต่ยังอดถามไม่ได้ “ผลกระทบอัน
ใด?”
“โดยทั่วไปก็ลักษณะนิสัยแตกแยก หรือไม่ก็นิสัยใจคอเปลี่ยนแปลง
และอื่น ๆ อีกมาก ผู้ใดจะรู้ได้? ผู้คนเล่นกับสิ่งนี้มานานปี แต่ยังไม่มีใคร
เข้าใจอย่างถ่องแท้” ผูเยากล่าวอย่างไม่รับผิดชอบ
จั่วม่อแทบจะละทิ้งวิธีการของผูเยาในทันที เบือนหน้าไปอีกทาง
“เว่ย แล้วเจ้ามีหนทางหรือไม่?”
เว่ยขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยปากอย่างแช่มช้า “เราอาจมุ่งเน้น
เฉพาะอาคมหวงห้ามก็พอ”
“อาคมหวงห้าม?” จั่วม่อดวงตาทอประกายวูบ แต่แล้วหัวคิ้วพลัน
ขมวดมุ่น “พลังบำเพ็ญเพียรของมันเหนือล้ากว่าข้า ข้าไหนเลยจะฝัง
อาคมหวงห้ามลงไปในร่างมันได้ มิหนำซ้ามันมีฝีมือทางค่ายกล อาจบางที
อาคมหวงห้ามสะกดมันไว้ไม่ได้”
“ข้ารู้จักอาคมหวงห้ามโบราณชนิดหนึ่ง บางทีอาจได้ผล” เว่ยกล่าว
อย่างสงวนท่าทีเป็นอย่างยิ่ง
จั่วม่อตาลุกวาว “อาคมหวงห้ามอันใด? รีบบอก รีบบอก!”
ผูเยายังทำหน้าอยากรู้อยากเห็น ตัวตนของเว่ยเก่าแก่โบราณกว่ามัน
เสียอีก และมันเองก็ใคร่รู้ว่าอาคมหวงห้ามแปลกพิสดารพันลึกอันใดที่เว่ย
จะนำออกมา
“อา ข้าคิดว่าก่อนอื่นเราจำเป็นต้องพูดเรื่องการชำระเงินกัน
เสียก่อน” เว่ยกล่าวพลางแย้มยิ้มเล็กน้อย
ในชั่วพริบตานี้ จั่วม่อแทบรู้สึกว่าสีหน้าของเว่ยเหมือนกับผูเยาไม่มี
ผิดเพี้ยน มันแทบทรุดคุกเข่าลงทันควัน ผูเยาเป็นคำสาปแช่งโดยแท้ ไม่ว่า
ผู้ใดอยู่ใกล้มัน ล้วนใกล้ชาดเป็นสีแดงใกล้หมึกเป็นสีดำ กระทั่งหัวใจของ
เจ้าผู้นี้ยังดำทมิฬ!
“อย่าได้ล้อเล่นแล้ว!” จั่วม่อโอดครวญ
เว่ยไม่สะทกสะท้าน ยังคงแย้มยิ้มให้จั่วม่อ
จั่วม่อยอมแพ้อย่างรวดเร็ว “ตกลง ตกลง เจ้าต้องการสิ่งใดตอบ
แทน?”
“ค่ายเว่ยฝึกปรือทักษะปิศาจ ที่จริงไม่เหมาะกับผู ยกพวกมันให้แก่
ข้าเถอะ” เว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ผูเยาดวงตาหรี่แคบลงในบัดดล กลายเป็นเรียวแหลมและเย็นเยียบ
ดุจคมมีด ตลอดทั้งร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายอันตรายสุดขีดออกมา
เว่ยไม่สะทกสะท้านต่อสายตาที่สามารถฆ่าคนตายของผูเยา ราวกับ
ว่าไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง “จู่เหรินคนเก่าของข้าเป็นมหาปิศาจ
ตนหนึ่ง ข้าย่อมมีความเข้าใจวิถีฝึกปรือทักษะปิศาจมากกว่าผู สามารถ
ช่วยให้พวกมันรุดหน้าเร็วขึ้น ที่สำคัญที่สุด จวบจนกระทั่งถึงวันนี้ค่ายเว่ย
ยังไม่ได้ให้กำเนิดแม่ทัพบัญชาการศึกแม้แต่คนเดียว นี่เพียงพอที่จะแสดง
ให้เห็นว่าผูเยาไม่เหมาะกับการสั่งสอนค่ายเว่ย”
ผูเยาสีหน้าไม่สู้ดี คนคล้ายคมมีดเย็นเยียบหลุดออกจากฝัก อาภรณ์
ดำที่สวมใส่สะบัดโดยไม่มีลม ประหนึ่งว่ามันพร้อมจะกระโจนเข้าขย้าศัตรู
ได้ทุกเมื่อ
สำหรับผูเยา ค่ายเว่ยเป็นเพียงสิ่งที่มันใช้ฆ่าเวลา ไม่ได้เห็นว่าสำคัญ
อะไรมาก แต่นี่ได้หมายความว่ามันจะยินยอมให้ใครบางคนมาช่วงชิงไป
จากมัน! ผูเยาผู้ทระนงถือดี ไหนเลยจะทนให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง
ได้?
เปลวไฟสีดำในทะเลแห่งจิตสำนึกคล้ายผนึกรวมรั้งขึ้นมาในบัดดล
จั่วม่อรู้สึกหนังศีรษะชาซ่าน ท่านย่ามันเถอะ ทั้งสองคนนี้ล้วนเป็นคน
ที่มันไม่อาจล่วงเกินได้ทั้งคู่!
อยู่ดี ๆ ข้าไฉนถูกลากเข้ามาในสงครามระหว่างพวกมันได้?
นี่อันตรายยิ่ง! อันตรายเกินไปสำหรับชีวิตน้อย ๆ ของมัน!
มันไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่ครึ่งคำ ถึงกับสงสัยว่าหากมันมีท่าทีเห็นด้วย
แม้สักเล็กน้อย ผูเยาจะต้องฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ ตรงนี้แน่
ผูเยาสุ้มเสียงเย็นเยียบเสียดกระดูก “อาคมหวงห้าม? เฮอะ ผู้ใดไม่
รู้จักอาคมหวงห้าม? เพียงแค่เสนออาคมหวงห้ามออกมาชุดหนึ่ง ก็
เรียกร้องจะเอาค่ายเว่ยไป? เจ้าสำคัญตนผิดไปแล้ว! มา กับแค่อาคมหวง
ห้ามเท่านั้น แม้วิญญูชนจอมปลอมบางคนจะไม่สอนให้ ข้าจะสอนให้เอง!
อาคมหวงห้ามนี้เรียกว่าคำสาปอเวจีม่วง… …”
เว่ยกล่าวขัดเสียงอ่อนเบา “คำสาปอเวจีม่วงมีเพียงอสูรราหูเท่านั้นที่
จะใช้ได้ หากไม่มีพลังจิตสำนึกเพียงพอ จะส่งผลสะท้อนกลับใส่ผู้ใช้”
ผูเยาอึ้งงันวูบ สีหน้ากลายเป็นขัดตาอยู่บ้าง “เฮอะ ไม่ใช้คำสาปอเวจี
ม่วงก็ได้ ยังมีคำสาปเข็มผีร้าย”
“คำสาปเข็มผีร้ายจำเป็นต้องมีเข็มกระดูกหยินสิบสามเล่ม ของ
เหล่านี้ไม่ใช่หาได้ง่าย!”
ผูเยาใบหน้ายิ่งดำทะมึนกว่าเดิม พลันแย้มยิ้มเย็นชา “อ้อ เช่นนั้นข้า
ชักอยากเห็นอาคมหวงห้ามที่เจ้าคุยนักคุยหนาเสียแล้วสิ”
“กล่าวเช่นนี้หมายความว่าเจ้าตกลงแล้วหรือไม่เล่า?” เว่ยมองตาผู
เยาอย่างไม่กลัวเกรง
ผูเยากล่าวอย่างถือดี “อาศัยระดับพลังของเจ้าหนูนี่ ฝีมือที่สามารถ
เรียนรู้ได้ทันที ทั้งยังไม่มีผลข้างเคียง หากเจ้ามีฝีมือเช่นนั้นจริง ค่ายเว่ยส่ง
มอบให้แก่เจ้าจะเป็นไรไป!”
จั่วม่อต้องการกล่าวเบา ๆ สักคำ “พี่ใหญ่ทั้งสอง ค่ายเว่ยดูเหมือนจะ
เป็นของข้าต่างหาก อย่าตกลงกันเองตามอำเภอใจได้หรือไม่… …”
แต่ความมีเหตุผลทำให้มันหุบปากเงียบอย่างชาญฉลาด พี่ใหญ่ทั้ง
สองท่านนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจล่วงเกินได้!
ทันใดนั้นมันพลันฉุกใจคิด ใช่แล้ว สู้กันเถอะ! สู้กันเข้าไป! ยิ่งพวกเจ้า
สู้กันมากเท่าไร เกอยิ่งได้กำไรมากเท่านั้น! เคยมีคำกล่าวว่าอย่างไรหนอ
นกกระสากับหอยมุกต่อสู้กัน ชาวประมงได้รับข้าวสาร… …4
จั่วม่อพลันหุบปากแนบแน่น ไม่กล่าวคำใดแม้สักครึ่งคำ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่เกรงอกเกรงใจแล้ว” เว่ยยิ้มอ่อนโยน แต่
วาจาไม่ต่างจากซ่อนเข็มเอาไว้ในผ้าฝ้าย ทำให้ผูเยายิ่งมีสีหน้าขัดตามาก
ขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
“ทำสงครามน้าลายไปก็ไม่มีประโยชน์ ข้ายังรอให้เจ้าสำแดงอาคม
หวงห้ามมหัศจรรย์พันลึกนั่น จะได้ช่วยเปิดหูเปิดตาข้าสักครา” ผูเยากล่าว
อย่างแฝงนัย
เว่ยในที่สุดค่อยเอ่ยปากแผ่วเบา “อาคมหวงห้ามนี้เรียกว่าแสง
ศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น”
ผูเยาพอได้ยินนามนี้ สีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล ดวงตาที่เบิกกว้างจน
แทบถลนเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ “แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น! เจ้าที่แท้
ล่วงรู้วิชาแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น!”
4 ประโยคเดิมคือ นกกระสาหอยมุกต่อสู้กัน ชาวประมงได้ประโยชน์ แต่ดูเหมือนจั่วม่อชอบแปลงสำนวน หรือไม่
ก็ชอบจำผิดเป็นประจำ
สีหน้าเช่นนี้ของผูเยา จั่วม่อเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ในความตื่น
ตะลึงแฝงความหวาดหวั่น ในความอัศจรรย์ใจยังมีความไม่เชื่อถืออย่างลึก
ล้า
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น? นั่นมันสิ่งของเยี่ยงไร?
จั่วม่อในใจเต็มไปด้วยความสับสนงงงวย หากของสิ่งนี้เป็นเหตุให้
กระทั่งผูเยายังเสียกิริยา เช่นนั้นจะต้องมีพลังอำนาจมากเป็นแน่
เว่ยยังคงแย้มยิ้มอ่อนโยนดุจเดิม แต่ในเวลาเช่นนี้กลับยิ่งเต็มไปด้วย
ความลี้ลับสุดหยั่งคาด “ข้าพยายามจะร่าเรียนวิชานี้โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่
สุดท้ายก็เรียนรู้ไม่สำเร็จ”
“เจ้าที่แท้เป็นใครกันแน่?” ผูเยาจ้องมองเว่ยตาเขม็ง หากมิใช่ว่าพวก
มันมีสภาพคงอยู่ด้วยกันและตกตายร่วมกัน ไม่แน่ว่ามันจะโจมตีออกไป
โดยไม่รีรอลังเลแต่อย่างใด!
มันพลันตระหนักว่ามันล่วงรู้เรื่องราวความเป็นมาของเว่ยน้อยนิด
เสียเหลือเกิน นอกเหนือจากล่วงรู้ว่าเว่ยครั้งหนึ่งเคยเป็นชุดเกราะป้ายศิลา
สุสานของอดีตแม่ทัพกองกำลังของพวกมันแล้ว ผูเยาก็ไม่ได้ล่วงรู้มารดา
มันอันใดอีก
“ข้าก็คือเว่ย5” เว่ยแย้มยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มนี้อบอุ่นดั่งแสง
ตะวันยามรุ่งสาง
5 เว่ยคำนี้แปลว่าเฝ้ารักษาหรือปกป้องพิทักษ์ เป็นคำเดียวกันกับเว่ยของค่ายเว่ย
จั่วม่อเห็นทั้งคู่เผชิญหน้ากันอย่างเขม็งตึงเครียด กลายเป็นประสาท
เสียขึ้นมาทันที พี่ใหญ่ทั้งสอง นี่เป็นทะเลแห่งจิตสำนึกของข้านะ จะ
อย่างไรก็ช่วยไว้หน้าข้าบ้าง มันโยนความคิดชาวประมงได้รับข้าวสารทิ้ง
ไปทันควัน พยายามไกล่เกลี่ยทั้งที่เหงื่อเย็นไหลท่วมแผ่นหลัง “ค่อย ๆ พูด
ค่อย ๆ จากันเถอะ ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จากันเถอะ แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณ
มั่นคือสิ่งใดกัน? ร้ายกาจมากหรือ?”
เว่ยเพียงหันมาแย้มยิ้มให้มันดุจเดิม
ผูเยากล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าในเมื่อเรียนรู้ไม่สำเร็จ แล้วจะสอนให้แก่
มันได้อย่างไร?”
เว่ยฉีกยิ้ม “พรสวรรค์ของข้าไม่นับเป็นอะไรได้ เรียนรู้ไม่สำเร็จก็หา
ใช่เรื่องแปลกอันใด”
ผูเยาคล้ายเพิ่งได้ยินเรื่องน่าขบขันที่สุดในโลก “เช่นนั้นเจ้าก็เข้าใจว่า
เจ้าเด็กน้อยผู้นี้มีพรสวรรค์กระมัง? จุ๊จุ๊ แม้ว่ามันจะเป็นศิษย์ของข้า แต่
หากกล่าวถึงพรสวรรค์ของมัน เฮอะเฮอะ บอกได้เลยว่าธรรมดาสามัญ
ยิ่ง!”
จั่วม่อไหนเลยจะยอมรับได้ ใบหน้าพลันกลับกลายเป็นเขียวคล้า!
เป็นไร? เกอไม่มีพรสวรรค์เช่นนั้นหรือ?
“เกอไม่มีพรสวรรค์ใช่หรือไม่?” จั่วม่อโต้ทันควัน “แล้วผู้ใดร่าไห้อ้อน
วอนขอให้เกอไปเป็นศิษย์? จุ๊จุ๊ พอข้ามแม่น้าก็เผาสะพาน กวาด
รับประทานจนเกลี้ยงเกลาแล้วบอกว่าเกอไม่มีพรสวรรค์หรือ?”
กระทั่งใบหน้าหนาของผูเยายังเปลี่ยนเป็นแดงก่า กระอักกระไออย่าง
รุนแรง
เว่ยสีหน้าคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม “ใช่แล้ว อา เจ้าไม่อาจเป็นอสูรที่น่า
สมเพชเช่นนั้นได้ อย่างนี้เป็นไร ยกศิษย์คนนี้ให้แก่ข้าดีหรือไม่?”
“อย่าคิดล่อลวงข้า” ผูเยากลับมาแย้มยิ้มเย้ยหยันอีกรอบ “ข้าไม่ใช่
เด็กน้อยไม่รู้ความที่ไม่เข้าใจอันใด! แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นคือหนึ่งใน
เก้ามหาแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งบรรพกาล สุดยอดวิชาอันยิ่งใหญ่นี้ไหนเลยจะ
ฝึกปรือสำเร็จโดยง่ายดาย? หากมันสามารถเรียนรู้ได้สำเร็จจริง ข้าจะ
ยอมรับว่าเจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นเหล่าซือของมัน มิเช่นนั้นลองไปหาที่
สงบ ๆ นั่งพักเพ้อฝันของเจ้าไปคนเดียวเป็นอย่างไร”
“ประเสริฐ” เว่ยผงกศีรษะอย่างไม่ลังเล หลังจากกล่าวจบคำ มันก็ยื่น
มือขวาออกมา เห็นหมอกดำพวยพุ่งออกจากมือขวาข้างนั้น รวมตัวเป็นลูก
กลมสีดำอย่างรวดเร็ว ภายในลูกกลมสีดำอาจมองเห็นจุดแสงระยิบระยับ
ได้ถนัดชัดตา ยิ่งขับเน้นความลี้ลับมากกว่าเดิม
เว่ยหันไปยิ้มให้จั่วม่ออีกครา จากนั้นลูกกลมสีดำลอยไปทางจั่วม่อ
แทรกหายเข้าไปในร่างมันทันที
จั่วม่อยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ สมองขาวว่างเปล่าไปหมด
ในชั่วพริบตานี้เอง มันรู้สึกว่ามวลความคิดจิตใจอันกว้างใหญ่ไพศาล
และลี้ลับซับซ้อน ราวกับน้าป่าที่ไหลบ่าลงจากภูเขา กลืนกินมันลงไปใน
บัดดล
จั่วม่อดูเหมือนอยู่ในโลกแห่งแสงอันแปลกพิสดาร ทุกหนแห่งเต็มไป
ด้วยแสงสี แสงสีอันหลากหลายและมากมายสุดคนานับเช่นนี้ มันไม่เคย
พบเคยเห็นจากที่ใดมาก่อน แทบเข้าใจว่าสีสันทั้งหมดทั้งมวลที่มีอยู่ในโลก
หล้าล้วนสถิตอยู่ในที่แห่งนี้หมดสิ้น
แสง!
สีสันอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ในที่แห่งนี้ ล้วนเป็นแสงทั้งสิ้น!
บ้างสลัวเลือนราง บ้างกระจ่างเจิดจ้า บ้างสดใสมีชีวิตชีวา บ้างดำมืด
ราวกับน้าหมึก… …
พวกมันบิดตัว แปรเปลี่ยน แตกสลาย แล้วก่อเกิดขึ้นอีกคำรบ!
พวกมันเกิดและตายอยู่ในวัฏจักรชนิดหนึ่ง แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
และกว้างใหญ่ไพศาลเสียจนจั่วม่อไม่อาจมองเห็นขอบเขตจุดสิ้นสุด
นี่เป็นมหาสมุทรแห่งแสง!
ดูเหมือนจะมีเสียงหนึ่งอยู่เหนือศีรษะของจั่วม่อ ทว่าไม่ว่าจะพยายาม
รับฟังเท่าใด ก็ไม่อาจได้ยินถนัดชัดเจน แต่หากไม่แยแสสนใจ เสียงนั้นกลับ
เจาะเข้าไปในโสตประสาทของมันอีกครา
ในโลกแห่งสรรพแสงที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งนี้ มีเพียงมันผู้เดียวเท่านั้น
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ ผูเยาแตกตื่นตะลึงลานอีกรอบ “รอย
ประทับวิญญาณ! รอยประทับวิญญาณของแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น!”
เว่ยช้อนตามอง แย้มยิ้มเล็กน้อย “เคราะห์ดีที่มันยังไม่สลายไป
ไม่เช่นนั้นคงน่าเสียดายนัก”
ผูเยากลายเป็นนิ่งเงียบงัน ในใจกำลังขบคิดอย่างหนัก หากกล่าวว่า
การที่เว่ยล่วงรู้วิธีฝึกปรือแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นสร้างความแตกตื่น
ตระหนกให้แก่มันเป็นอย่างยิ่ง เช่นนั้นการที่เว่ยครอบครองรอยประทับ
วิญญาณของแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น กลับทำให้มันมั่นใจในการคาดเดา
ของตนมากยิ่งขึ้น
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นเป็นหนึ่งในเก้ามหาแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งบรรพ
กาล จำนวนผู้ที่เคยฝึกปรือสำเร็จอาจนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว ทุกวันนี้ไม่
ว่าเซียน อสูรหรือปิศาจ ส่วนมากไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้า
สุดยอดวิชาที่มีชื่อเสียงกระเดื่องดังในยุคโบราณนี้ แน่นอนว่าต้องมี
ที่มาไม่ธรรมดาสามัญ
เว่ยในเมื่อครอบครองรอยประทับวิญญาณของแสงศักดิ์สิทธิ์
วิญญาณมั่น เช่นนั้นมันกับยอดคนโบราณผู้คิดค้นสุดยอดวิชาแขนงนี้
สมควรมีความสัมพันธ์กันโดยตรง
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น… …แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น… …
ผูเยาในใจวาบขึ้นดุจสายฟ้าฟาด ดวงตาเบิกกว้างในบัดดล