สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 477 อันตราย
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น!
นามที่บางครั้งคราวจะถูกอ้างถึงในบันทึกโบราณบางฉบับ ว่ากันว่า
ถูกคิดค้นขึ้นโดยวีรบุรุษของชนเผ่าสระสวรรค์ มหัศจรรย์สุดเปรียบปาน
พิชิตไปโดยไร้ผู้ต้าน เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ถูกจัดเป็นหนึ่งในเก้ามหาแสง
ศักดิ์สิทธิ์
ผูเยาย่อมไม่เคยพบเห็นแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น ไม่ทราบว่ามี
รูปลักษณ์เป็นเช่นไร หรือมีพลังอย่างไรบ้าง และไม่ใช่แค่เพียงแสง
ศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น แสงศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ มันก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แสง
ศักดิ์สิทธิ์แทบทั้งหมดปรากฏขึ้นในช่วงแรกของยุคโบราณ แล้วจากนั้นก็
หายไปจากบันทึก
ไม่มีผู้ใดทราบว่าไฉนแสงศักดิ์สิทธิ์จึงค่อย ๆ หายไปจากหน้า
ประวัติศาสตร์ แต่นี่หาใช่เรื่องแปลกอันใดไม่ ตลอดหน้าประวัติศาสตร์อัน
ยาวนาน หรือจะมีเพียงเก้ามหาแสงศักดิ์สิทธิ์หายสาบสูญไปกับกาลเวลา?
ย่อมมิใช่ หลายพันหลายหมื่นปีมานี้ เคล็ดวิชาลับและทักษะฝีมืออัศจรรย์
พันลึกมากมายทยอยหายสาบสูญไป ไม่ว่าวิชาที่ยิ่งใหญ่มาจากที่ใด ล้วน
ไม่อาจต้านทานสายน้าแห่งกาลเวลาอันไพศาลได้
“ชนเผ่าสระสวรรค์? เจ้าเป็นอะไรกับชนเผ่าสระสวรรค์?” ผูเยา
ถลึงตามองเว่ย
เป็นครั้งแรกในวันนี้ ที่เว่ยเผยสีหน้าตื่นตระหนกออกมา “สมกับที่
เป็นสารานุกรมศาสตร์อสูรเคลื่อนที่ กระทั่งชนเผ่าสระสวรรค์ของข้าเจ้าก็
รู้จัก” จากนั้นมันผงกศีรษะรับ “มิผิด ถูกต้องตามที่เจ้าคิด ข้ามาจากชน
เผ่าสระสวรรค์”
เรื่องราวเกี่ยวกับชนเผ่าสระสวรรค์ที่ผูเยาล่วงรู้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
แต่ด้วยข้อมูลอันน้อยนิดนั่น ยังเป็นที่ล่วงรู้ได้ชัดเจนว่าชนเผ่าสระสวรรค์
เป็นชนเผ่าที่ทรงพลังอำนาจ เคยพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้านในยุคสมัยหนึ่ง
ทั้งคู่จมลงไปในความเงียบงัน ผูเยาไม่ทราบจะกล่าวกระไรดี ความ
เข้าใจของมันที่มีต่อชนเผ่าสระสวรรค์มีจำกัดยิ่ง ต่อให้ล่วงรู้ว่าเว่ยมาจาก
ชนเผ่าสระสวรรค์ก็ไม่มีความหมายอะไร ส่วนเว่ยดูเหมือนจะอยู่ในห้วง
ความคิด ใบหน้าทอแววหวนรำลึกและความโหยหาอาดูรชนิดหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าที่เป็นที่กล่าวขานหรือทรงพลังอำนาจสักเท่าใด ก็
ไม่สามารถยืนหยัดต่อต้านกระแสธารแห่งกาลเวลาอันเชี่ยวกรากได้
เช่นเดียวกันกับเคล็ดวิชาลับและทักษะฝีมือเหล่านั้น ย่อมหายลับไปใน
สายธารแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนานเช่นกัน
แสงสีพราวพรายละลานล้วนแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง โลดขึ้นเบื้องหน้า
จั่วม่อ ล่องลอยเข้ามาใกล้ แล้วจากนั้นกระถดถอยห่างออกไป ประหนึ่ง
มัจฉาแหวกว่ายในวารี
ลำแสงสีเขียวสดสายหนึ่งว่ายเวียนมาตรงหน้าจั่วม่อ จั่วม่อยื่นมือ
ออกสัมผัสตามสัญชาติญาณ
เมื่อแสงสีเขียวนี้สัมผัสถูกมือของจั่วม่อ กระแสเรียวบางสายหนึ่ง
พลันเจาะทะลวงเข้ามาในใจมัน กระแสเรียวบางเส้นนี้แฝงไว้ด้วยข้อมูล
ข่าวสารปริมาณมหาศาล ยากจะเข้าใจ ทั้งลึกซึ้งและลี้ลับสุดหยั่ง่คาด สิ่งที่
น่าอัศจรรย์ใจที่สุด คือภายในนั้นยังแฝงเร้นไว้ด้วยริ้วรอยพลังชีวิตขุมหนึ่ง!
พลังชีวิตนี้อ่อนแอยิ่ง แต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายสภาวะเก่าแก่โบราณ
และทรงพลังอำนาจ
นี่ไม่ถูกต้อง!
ดูเหมือนจะมีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นในใจ ราวกับว่ามีภูตผีสิงร่าง จั่วม่อ
คลายมือออก แล้วลำแสงสีเขียวสดก็แหวกว่ายหายไปในมหาสุทรแห่งแสง
ประหนึ่งมัจฉาอันปราดเปรียวตัวหนึ่ง
จั่วม่อสั่นศีรษะแรง ๆ ราวกับคิดสลัดความคิดอื่นออกจากใจ โลกแห่ง
แสงนี้ดุจดั่งดินแดนแห่งแปลกใหม่อัศจรรย์ ซึ่งทำให้มันไม่ทราบจะทำ
อย่างไร
โชคยังดีอยู่บ้างที่มันยังจดจำทุกคำที่เว่ยบอกกับมันก่อนหน้านี้ได้
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น!
มันต้องตามหาแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น
ใช่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มแสงเหล่านี้หรือไม่?
จั่วม่อครุ่นคิดไปพลางสอดตาเสาะหาตามกลุ่มแสงไปพลาง มันเห็น
ลำแสงสีแดงเข้มสายหนึ่ง และเพียงความคิดของมันปรากฏ แสงสีแดงเข้ม
สายนั้นก็พุ่งตรงเข้าหามัน จั่วม่อยื่นมือออกสัมผัสแสงสีแดงอย่างไม่รีรอ
พลังงานอันกราดเกรี้ยวและแผดเผาลุกลามไปทั่วแขนอย่างรวดเร็ว
จั่วม่อรู้สึกราวกับทั้งร่างลุกไหม้ในบัดดล
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ความรู้สึกไม่ถูกต้องยิ่งรุนแรงขึ้น มันปล่อยมือ
แสงสีแดงว่ายเวียนจากไปทันที
จั่วม่อค่อย ๆ บังเกิดความเข้าใจ หากในใจมันคิดถึงแสงใด แสงนั้นจะ
ลอยเข้ามาหามันเอง สิ่งที่มันต้องทำก็คือตามหาแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น
ท่ามกลางกลุ่มแสงมากมายสุดคนานับเหล่านี้
จั่วม่อหัวคิ้วขมวดมุ่น
สถานที่แห่งนี้สมควรมีลำแสงมากกว่าร้อยล้านสาย หากมันพยายาม
เฟ้นหาไปทีละหนึ่งสายสองสาย นี่ไม่ต่างอันใดกับการงมหาเม็ดทรายหนึ่ง
เม็ดในมหาสมุทร
จะต้องมีหนทาง… …
จั่วม่อจมลงไปในห้วงภวังค์ความคิด ไม่ทันสังเกตเห็นบรรดาแสงที่
แปรเปลี่ยนไป
“เจ้าคิดว่ามันจะสามารถเข้าใจแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นได้หรือไม่?”
ผูเยาเงยหน้าขึ้นมองเว่ย ถามเสียงขรึม “ต่อให้มีรอยประทับวิญญาณ แต่
ความยากเย็นแสนเข็ญยังคงไม่น้อยลง เจ้าเชื่อมั่นในตัวมันถึงเพียงนั้น?”
เว่ยสั่นศีรษะพลางตอบว่า “ข้าไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย”
นิ่งไปอึดใจหนึ่ง ค่อยกล่าวสืบต่อ “แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นยากจะ
ฝึกปรือเป็นที่สุด ในครั้งนั้นกระทั่งภายในเผ่า จำนวนของผู้ที่ฝึกปรือสำเร็จ
ยังนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว ชนเผ่าสระสวรรค์ที่เสื่อมทรุดลง เกิดจากการ
สูญเสียแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นนี่เอง มหาแสงศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าไม่มีวิชาใด
ที่ฝึกปรือได้ง่ายดาย แสงศักดิ์สิทธิ์ทุกชนิดล้วนมีเงื่อนไขที่เข้มงวดกวดขัน
แม้แต่พวกเราในสมัยนั้นยังไม่ทราบว่ามีเงื่อนไขอันใดบ้าง”
“เช่นนั้นเจ้าไฉนมอบรอยประทับวิญญาณให้แก่มัน?” ผูเยาถามด้วย
สีหน้ามึนงงเล็กน้อย
เว่ยตอบเสียงราบเรียบเยือกเย็น “ในอดีต รอยประทับวิญญาณมีไว้
เพื่อหลงเหลือเมล็ดพันธุ์ให้แก่ชนเผ่า แต่บัดนี้ชนเผ่าสระสวรรค์ล่มสลาย
ไปเนิ่นนานมากแล้ว ยามนี้ข้าเป็นเพียงชุดเกราะป้ายศิลาสุสานเท่านั้น
เก็บเอาไว้ยังจะมีความหมายใด ไฉนไม่สามารถมอบให้แก่มันเล่า?”
ผูเยาไม่ทราบจะกล่าวกระไร
“บัดนี้ไม่ใช่โลกของเราอีกแล้ว” เว่ยยิ้มจาง ๆ แฝงความอ้างว้างชนิด
หนึ่ง สุ้มเสียงทั้งลุ่มลึกและสงบเยือกเย็น “ยุคสมัยนี้เป็นโลกของมัน”
“ข้าสูดได้กลิ่นอันตรายจากเจ้าสิ่งนี้” ผูเยาโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน
เว่ยคลี่ยิ้มเล็กน้อย “แน่นอน คิดร่าเรียนสุดยอดวิชาไหนเลยไม่มี
ความเสี่ยงได้?”
ขณะที่จั่วม่อขมวดคิ้วครุ่นคิดหาวิธี ลำแสงที่ห้อมล้อมรอบกายพลัน
ขยับเคลื่อนไหวอย่างพลุ่งพล่าน
จั่วม่อไม่ทันระวัง ต้องกรีดร้องออกมา แสงสีแดงสายหนึ่งกวาดผ่าน
ร่างมัน มันรู้สึกราวกับถูกต้มอยู่ในกระถางหลอมกลั่นโอสถ เปลวไฟแผด
เผาเลือดเนื้อร่างกายทุกตารางนิ้ว ความเจ็บปวดเสียดหัวใจประหนึ่งคลื่น
น้ากระแทกกระทั้นระลอกแล้วระลอกเล่า กลืนกินมันลงไปในบัดดล
นานเท่าใดแล้วที่มันไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเจียนตายเช่นนี้?
นับตั้งแต่ที่มันครอบครองเปลวไฟอีกาทองคำ เปลวไฟทั่วไปก็ไม่อาจ
ทำร้ายมันได้อีก ต่อมาเปลวไฟลายชั้นมหาทิวายิ่งดุร้ายและวาง
อำนาจบาตรใหญ่กว่าเดิม เพิ่มพลังป้องกันให้มันอย่างมหาศาล ทั้งยังเป็น
เปลวไฟที่หาได้ยากยิ่งในหมู่เปลวไฟระดับหก ดังนั้นความเจ็บปวดจากการ
ถูกเปลวไฟแผดเผาเช่นนี้ มันไม่ได้สัมผัสมานานมากแล้ว
ความเจ็บปวดจากการที่ดวงวิญญาณทุกส่วนถูกแผดเผา แทบทำให้
จั่วม่อเสียสติในทันที
ในเวลานี้เอง แสงสีขาวสงบเงียบเยียบเย็นสายหนึ่งพลันตกลงบนร่าง
ความเจ็บปวดจากการถูกแผดเผากลับกลายเป็นเย็นเยียบเสียด
กระดูกในบัดดล ราวกับถูกใบมีดน้าแข็งขูดกระดูก จั่วม่อร่างสั่นกระตุก
อย่างรุนแรง สุดจะระงับยับยั้งได้
นี่มันเกิดเรื่องบัดซบอันใดกัน?
ในจิตใจอันว่างเปล่าของมัน หลงเหลือเพียงคำถามนี้เท่านั้น
“เก้ามหาแสงศักดิ์สิทธิ์ล้วนมีพลังมหัศจรรย์ของตัวเอง ที่เรียกว่าแสง
ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องเพราะพวกมันเป็นแสงที่เกิดขึ้นพร้อมกับการถือกำเนิดของ
ความโกลาหล แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นเป็นหนึ่งในแสงแรกเริ่มเหล่านั้น”
เว่ยกล่าวเป็นเชิงชวนสนทนา
ผู้เยาบังเกิดความสนใจอย่างลึกล้าต่อความลับที่เว่ยกำลังกล่าว
ออกมา เผยสีหน้าที่ทั้งตื่นตระหนกและเหลือเชื่อ “เกิดขึ้นพร้อมกับการถือ
กำเนิดของความโกลาหล! ไหนเลยมีสมบัติวิเศษเช่นนี้ด้วย?”
“เป็นสมบัติวิเศษอย่างแท้จริง” เว่ยพยักหน้าเห็นพ้อง “ส่วนที่ล้าค่า
ที่สุดของแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เอง แสงศักดิ์สิทธิ์
แต่ละส่วนเสี้ยว ล้วนบรรจุไว้ด้วยเนื้อความจำนวนมากมายมหาศาล เป็น
เนื้อความที่เกี่ยวข้องกับจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งและการถือกำเนิดของห้วง
ความโกลาหลแรกเริ่ม”
ผูเยาดวงตาเบิกกว้างแทบถลน ครางเบา ๆ “เป็นไปไม่ได้… …”
ผูเยาสีหน้าอดเผยแววหิวกระหายไม่ได้ รูปแบบกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน
ล้วนแฝงเร้นอยู่ในการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งที่คงอยู่ระหว่างสวรรค์กับ
โลก เป็นวิถีทางที่เหล่าผู้เข้มแข็งทุกยุคทุกสมัยติดตามไขว่คว้าเสมอมา ไม่
ว่าจะเป็นเซียน อสูรหรือปิศาจ เมื่อฝึกปรือจนบรรลุถึงระดับหนึ่ง เป้าหมาย
สูงสุดที่พวกมันแสวงหา ล้วนสอดคล้องและคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์
ใจ
“อา นี่คือสิ่งที่ล้าค่าที่สุดของบรรดาแสงศักดิ์สิทธิ์” เว่ยไม่อธิบาย
เพิ่มเติม เพียงกล่าวต่อไปว่า “แต่นี่ก็เป็นส่วนที่ยากเย็นที่สุดในการ
ถ่ายทอดแสงศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน แสงศักดิ์สิทธิ์เมื่อถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับ
ฟ้าดิน ย่อมยากจะเข้าใจ ทั้งยังทรงพลานุภาพร้ายกาจเกินบรรยาย หากผู้
ฝึกปรือไม่ระวัง ภายใต้แสงศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้อาจสามารถกลายเป็นเถ้าธุลี
ได้ตลอดเวลา”
ผูเยาพอฟังพลันสีหน้าแปรเปี่ยนเป็นปั้นยาก ดวงตาสีเลือดหรี่แคบ
ราวกับคมมีด กระชากเสียงถามอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าคิดทำร้ายมัน
หรือ?”
มันแม้คาดคิดว่ามีโอกาสที่จะเป็นอันตราย แต่นึกไม่ถึงว่าจะอันตราย
ถึงเพียงนี้!
“ทำร้ายมัน?” เว่ยหัวร่อเบา ๆ “ก็แค่เสี่ยงอันตรายบ้างเท่านั้น หรือ
เจ้าจดจำไม่ได้แล้ว ทั้งเจ้าและข้าล้วนอยู่บนเรือลำนี้เช่นเดียวกัน หากเรือ
พลิกคว่า ข้าไหนเลยจะหนีรอดไปได้”
ผูเยาสีหน้าคลายลงเล็กน้อย นี่ก็ไม่ผิด หากจั่วม่อประสบเหตุเภทภัย
เว่ยก็ไม่สามารถหนีรอดไปได้เช่นกัน ยามนี้พวกมันทั้งสามถือว่าเป็น
ตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกัน ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถหลบหนีได้
“เจ้าเข้าใจเรื่องราวมากเท่าใด?” ผูเยาถามด้วยน้าเสียงขุ่นข้อง
“ไม่เข้าใจแม้แต่น้อย” เว่ยคล้ายไม่เห็นสีหน้าดำคล้าดุจก้นหม้อของผู
เยา กล่าวสืบต่อว่า “เวลานี้พลังทั้งสามของมันผสานรวมเป็นหนึ่ง มีสภาพ
คล้ายคลึงกับยอดยุทธ์โบราณเหล่านั้น หากจะให้กล่าวว่าผู้ใดมีโอกาส
สำเร็จมากที่สุด คนผู้นั้นก็ต้องเป็นมัน แม้ว่าจะมีโอกาสเพียงน้อยนิดก็
ตาม”
“พฤติกรรมของเจ้าครั้งนี้สุ่มเสี่ยงยิ่ง! พลอยทำให้ข้าตกอยู่ใน
อันตรายไปด้วย!” ผูเยาถลึงจ้องเว่ยด้วยสายตาเย็นเยียบ จ้องมองราวกับ
ว่าขอเพียงกล่าววาจาขัดหูสักเล็กน้อย มันจะโถมเข้าไปเสี่ยงชีวิตด้วยทันที
“รอยประทับวิญญาณหากยังไม่มีการสืบทอด อีกไม่นานก็จะสลาย
หายไปแล้ว” สุ้มเสียงของเว่ยแฝงเร้นความโศกสลดจาง ๆ มันเงยหน้าขึ้น
จ้องตาผูเยาอย่างไม่กลัวเกรง “หากเปลี่ยนเป็นเจ้า จะไม่เสี่ยงเดิมพันดู
บ้างหรือ?”
ผูเยาไร้วาจาจะกล่าว
เว่ยกล่าวไม่ผิด หากเปลี่ยนเป็นมัน แน่นอนว่าจะต้องเสี่ยงเดิมพัน
เช่นเดียวกัน! มันทราบดีว่ารอยประทับวิญญาณนี้สูงค่าถึงเพียงไหน หาก
รอยประทับวิญญาณนี้สามารถซื้อขายได้ สำนักใหญ่เช่นคุนหลุนไม่ว่า
จะต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าใด ล้วนยินดีจ่ายทั้งสิ้น!
นี่เป็นสมบัติอันล้าค่าอันหาที่เปรียบมิได้!
“ชนเผ่าโบราณล้วนล่มสลายไป วิถีการฝึกปรือแบ่งแยกออกเป็นสาม
ข้าไม่ทราบแล้วว่าแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นยังคงใช้การได้อยู่อีกหรือไม่?
แต่ข้าไม่อาจนั่งนิ่งเฉยชมดูมันสลายหายไปต่อหน้าต่อตา” เว่ยทอดถอน
แผ่วเบา “นี่อาจจะเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์ส่วนเสี้ยวสุดท้ายในโลกนี้แล้ว”
ผูเยายังคงเงียบงัน
“นี่มิใช่เหมือนกันกับศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยของเจ้าหรือ?
เจ้าสามารถทนดูมันหายไปได้หรือไม่? ยามที่เจ้ารับมันเป็นศิษย์ เจ้ามิใช่ว่า
ครุ่นคิดเช่นเดียวกันนี้หรอกหรือ?” เว่ยทอดตามองไปยังที่ห่างไกล คล้าย
มองไปยังพี่น้องร่วมเผ่าที่แทบจะลืมเลือนไปแล้ว ปากรำพึงเบา ๆ “นี่ไม่ใช่
โลกของเราอีกแล้ว แต่จะอย่างไรมันยังคงเป็นโลกใบเดิมที่เราเคยอาศัยอยู่
ทั้งเจ้าและข้าจะไม่คิดทิ้งสิ่งใดไว้เบื้องหลังบ้างหรือ?”
ผูเยายังคงนิ่งงันเฉกเช่นเดิม
ลำแสงนับไม่ถ้วนทอยยกวาดผ่านร่างของจั่วม่ออย่างไม่หยุดยั้ง
จั่วม่อรู้สึกราวกับว่ามันกำลังลอยผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ในขุมนรก
ความรู้สึกต่างมันล้วนลิ้มรสมาหมดสิ้นแล้ว ลำแสงทำลายล้างแต่ละสาย
แทบจะทำลายมันลงได้ทุกขณะ แต่จากนั้นลำแสงแห่งชีวิตจะฟื้นสภาพ
ให้แก่มัน นี่เป็นวัฏจักรแห่งการเกิดดับ ในหนึ่งอึดใจ มันเข้าใจว่าอยู่บน
จุดสูงสุดของโลกหล้า จากนั้นเพียงแค่ชั่วพริบตา พลันรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่ไม่สู้
ตกตาย
พลังงานแสงแต่ละชนิดหลากหลายเหลือคณา แต่ละลำแสงมีพลัง
แตกต่างกัน รสชาติที่ได้รับย่อมผิดแผกแตกต่างตามธรรมชาติ!
จั่วม่อรู้สึกราวกับว่ามันเป็นไก่ที่กำลังถูกย่าง กลิ้งคลุกไปมาอยู่ใน
เครื่องเทศสารพัดชนิด
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นอันใด มันหลงลืมไปนานแล้ว
เจ้าพวกแสงอุบาทว์บัดซบเหล่านี้!
จั่วม่อขบฟันแน่น คิดร่าไห้แต่ไร้น้าตา มันไม่สามารถขยับได้แม้แต่
น้อย ลำแสงเหล่านี้ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของมัน ไม่ได้สำแดงไมตรีจิต
เหมือนเช่นตอนแรกเริ่มอีก
สิ่งที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้น คือไม่ว่าลำแสงใดจะส่องลงบนร่างมัน จิตใจ
มันยังคงกระจ่างชัดอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายความว่ามันได้ ‘ลิ้มรส’ ทุก
ลำแสงโดยไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่ลำแสงเดียว
ไม่เอาอีกแล้ว!
จั่วม่อปรารถนาจะร้องขอความช่วยเหลือ ในสถานที่ผีสางนี้มีลำแสง
นับร้อยล้านเส้น หากมันต้องผ่านลำแสงทั้งหมดนี้ … …
ขุมนรก! นี่มันขุมนรกชัด ๆ!
ช่วยข้าด้วย!