สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 478 แสงศักดิ์สิทธิ์
ลึกเข้าไปภายในถ้า ท่ามกลางความมืดเป็นแผ่นผืน เห็นประกายไฟ
นับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกมาอย่างฉับพลัน ราวกับต้นไม้ที่มีไฟลุกไหม้อยู่บน
กรอบโครงร่าง
เสียงฝูงแมลงกรีดแหลมบาดหู ดาหน้าเข้ามาราวกับกระแสคลื่น
รุนแรงที่โหมซัดไม่ขาดสาย แต่คลื่นแมลงอันน่าสะท้านขวัญเหล่านี้กลับ
คล้ายถูกม่านพลังล่องหนขวางรั้งเอาไว้ เมื่อผลักดันมาถึงระยะหนึ่ง ก็ไม่
สามารถรุดหน้าได้อีก
คนที่สายตาแหลมคมสักหน่อย อาจสามารถมองออกได้ว่ากำแพงที่
มองไม่เห็นเหล่านี้ ที่แท้เป็นริ้วเงาดำสายหนึ่ง
เงาดำสายนี้รวดเร็วยิ่ง อาศัยเพียงตาเปล่าแทบไม่อาจมองเห็นได้ชัด
ตา
นั่นคือสือผิ่น เป็นสือผิ่นที่ใบหน้าน้อย ๆ อาบชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ร่างของมันไม่ได้เชื่องช้าลงแม้แต่น้อย ตรงเข้าผลักดันคลื่นแมลง
อย่างหนักหน่วงกินแรง และเมื่อพลังปราณในร่างมันถูกเผาผลาญไปเรื่อย
ๆ คลื่นแมลงที่ถูกขวางรั้งเอาไว้ก็ค่อย ๆ รุกคืบใกล้ปากถ้าเข้าไปทุกขณะ
ทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ สือผิ่นจะผนึกพลังทั่วร่างผลักดันคลื่นแมลงถอยร่นไป
อีกครั้ง
ทั้งสองฝ่ายคล้ายกำลังเล่นชักเย่อกันอย่างเมามัน เพียงแต่พวกมัน
ไม่ได้ดึงมาทางตัวเอง ทว่าผลักดันไปยังทิศทางฝ่ายตรงข้าม
การประลองกำลังหนนี้ดำเนินต่อเนื่องไปถึงสองชั่วยาม สือผิ่นใบหน้า
ค่อยทอแววเหนื่อยล้าสิ้นแรง
เห็นบนพื้นกองสุมทับถมไว้ด้วยซากแมลงมากมาย ทันใดนั้นเส้นใย
พลังงานสีดำพลันพวยพุ่งออกมาจากร่างแมลงที่ไร้ชีวิตเหล่านี้ แทรกหาย
เข้าไปในร่างของสือผิ่น
ทุกครั้งที่เกิดเรื่องเช่นนี้ สือผิ่นจะกลายเป็นคึกคักแจ่มใสขึ้นมาอีกครั้ง
จากนั้นพลังโจมตีของมันจะเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม
ห่างไกลออกไปจากสมรภูมิเดือดด้านในถ้า ในบริเวณที่ใกล้กับปากถ้า
จนไม่อาจใกล้ไปกว่านี้ได้อีก เห็นเจ้าดำน้อยหมอบขวางอยู่บนแผ่นหิน
กึ่งกลางปากถ้าด้วยท่าทีขลาดเขลา สองหนวดโบกสะบัดเป็นระยะ หาก
ภายในถ้ามีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อยนิด มันจะวิ่งรี่ออกจากถ้าในบัดดล
บรรดาเจ้าตัวเล็กยามนี้เข้าใจรูปแบบกฏเกณฑ์อย่างถ่องแท้แล้ว
แมลงร้ายกาจเหล่านี้จะไม่ย่างเท้าออกจากถ้าแม้แต่ก้าวเดียว ในช่วงสอง
สามวันแรก เจ้าตัวเล็กทั้งหลายจะร่วมทางกับสือผิ่นเข้าไปเล่นสนุกในถ้า
ด้วย แต่ไม่นานเจดีย์น้อยกับเจ้าเพลิงน้อยก็เริ่มเบื่อหน่าย ละทิ้งสือผิ่นออก
ไปหาเรื่องเล่นด้านนอกอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเจ้าดำน้อยถูกทิ้งไว้ให้รับ
หน้าที่เฝ้ายามที่หน้าถ้า อาจเป็นเพราะมันดูสัตย์ซื่อและมีคุณธรรมน้ามิตร
มากที่สุดกระมัง
แน่นอนว่าคุณธรรมน้ามิตรยังต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หาก
สถานการณ์ดูเหมือนจะเป็นไปในทางเลวร้าย เจ้าดำน้อยจะหันหลังโกย
อ้าวทันที ไม่ไยดีกับสือผิ่นแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุฉะนี้เอง สือผิ่นก็เฝ้ารังควานหาเรื่องฝูงแมลงในถ้าทั้งวันทั้ง
คืนโดยไม่คิดเลิกรา
เมืองซวีหลิงคล้ายเริ่มฟื้นคืนสู่ความสงบสุขดังเดิม บรรดากิจการ
ร้านค้าที่ร้อนรนกระวนกระวายมานาน ในที่สุดค่อย ๆ วางใจลง
ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ทุกผู้คนทราบดีว่า
ท้องฟ้าเหนือเมืองซวีหลิงได้เปลี่ยนไปแล้ว!
การศึกระหว่างตระกูลเถียนกับเกาะเต่าไม่เพียงสั่นสะเทือนเมืองซวีห
ลิงเท่านั้น ยังสะท้านไปทั่วอาณาจักรทะเลเมฆทั้งหมด!
เมื่อขุมกำลังอื่นพบว่ามีกองพันที่ไม่มีใครรู้จักจู่ ๆ พุ่งทะยานขึ้นสู่
ทำเนียบห้าสิบอันดับแรก รั้งตำแหน่งที่สามสิบสองภายในชั่วข้ามคืน
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจพวกมันล้วนคล้ายคลึงกัน…คนเหล่านี้เป็นใคร?
กระทั่งกองพันซวีหลิง กองทัพอันดับหนึ่งของพรรคซวีหลิง ยังรั้ง
อันดับที่แปดสิบเท่านั้น ทั้งสองตำแหน่งไม่ได้อยู่ในระดับชั้นเดียวกันโดย
สิ้นเชิง
แม้ว่าพรรคซวีหลิงกับเกาะเต่าไม่มีข้อบาดหมาง แต่เมื่อเกิดศึก
ใหญ่โตถึงปานนี้ ความเงียบงันของพรรคซวีหลิง ในสายตาของคนจำนวน
มากไม่ต่างจากการยอมอ่อนข้อ และในความเห็นของกองกำลังท้องถิ่นใน
เมืองซวีหลิง ความเข้มแข็งของทั้งสองฝ่ายเพียงมองปราดเดียวก็สามารถ
แยกแยะได้ชัดเจน อย่างน้อยที่สุด พวกมันไม่เชื่อว่าพรรคซวีหลิงสามารถ
ทำลายตระกูลเถียนได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
ต่อการพุ่งทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงของเกาะเต่า ขุมกำลังขนาดใหญ่
ในอาณาจักรทะเลเมฆเริ่มระมัดระวังเป็นพิเศษ
มองจากข่าวสารข้อมูลที่พวกมันรวบรวมมา อาวุธยุทโธปกรณ์ของ
เกาะเต่าเรียกได้ว่าเป็นเลิศ อาศัยสินค้าเช่นชุดเกราะแสงเย็นวิญญาณฟ้า
ยุทโธปกรณ์ของไพร่พลเกาะเต่านับเป็นชุดระดับสี่อย่างสมบูรณ์แบบ ทำ
เอาหลายกองพันถึงกับน้าลายไหลหยดย้อย
อาณาจักรทะเลเมฆแม้ไม่ใช่ดินแดนมั่งคั่งร่ารวย แต่อาวุธ
ยุทโธปกรณ์ระดับสี่ทั้งชุดเช่นนี้ อันที่จริงยังไม่ถือว่าแปลกเป็นพิเศษ แม้ว่า
มีราคาค่างวดไม่น้อย ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่สามารถซื้อหาได้ แต่หาก
นับเป็นพัน ๆ ชุดแล้ว ที่สามารถจ่ายได้มีเพียงขุมกำลังใหญ่ไม่กี่แห่งเท่านั้น
สิ่งที่ชวนให้ผู้คนอิจฉาริษยาอย่างแท้จริง กลับเป็นกระบี่สีทองที่ไม่มี
ผู้ใดรู้จักในมือนักรบของเกาะเต่าต่างหาก สินค้าเหล่านี้จึงเป็นอาวุธเวทที่
เหนือกว่าระดับสี่!
อาวุธเวทที่เหนือกว่าระดับสี่หมายถึงอันใด? นั่นมิใช่ว่าเป็นระดับห้า
หรอกหรือ?
อาวุธเวทระดับห้ากลายมาเป็นยุทโธปกรณ์พื้นฐานในกองทัพตั้งแต่
เมื่อใด? พวกมันเมื่อได้เห็นสิ่งนี้ ปฏิกิริยาแรกของคนส่วนใหญ่คือไม่
อยากจะเชื่อ แต่ข้อมูลข่าวสารที่ตามมาล้วนยืนยันความถูกต้องของ
ข่าวสารนี้ เรื่องนี้จุดชนวนความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมาทันที
อาวุธเวทระดับห้า!
อาวุธเวทระดับห้า ในอีกแง่หนึ่งแทบจะหมายถึงจินตันโดยตรง ผู้ที่มี
ความสามารถพอจะซื้อหาหรือสามารถหลอมสร้างอาวุธเวทระดับห้า
โดยทั่วไปแล้วล้วนเป็นจินตันทั้งสิ้น
ไม่มีหนิงม่ายที่ไหนจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปซื้อหาอาวุธเวทระดับห้า ต่อให้
พวกมันมีปัญญาซื้อ ก็ไม่มีปัญญานำกลับบ้าน นอกเสียจากว่าถูกบีบบังคับ
ไปถึงหน้าประตูเป็นตายเท่านั้น ‘คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยก’ ขอเพียง
เป็นบุคคลที่ล่วงรู้เรื่องราวทางโลกสักเล็กน้อย ล้วนเข้าใจความจริงข้อนี้ดี
อาวุธเวทระดับห้า เพียงพอให้ผู้คนลงมือเข่นฆ่าช่วงชิงอย่างไม่
เสียดายชีวิต!
พวกมันไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ว่ามีกองทัพที่ทุกผู้คนล้วน
ครอบครองอาวุธเวทระดับห้า!
เมื่อข่าวคราวเรื่องอาวุธเวทระดับห้าแพร่สะพัดออกไป กองกำลัง
หลายแห่งเริ่มบังเกิดความคิดชั่วร้าย แต่อันดับที่สามสิบสองของกองพัน
เกาะเต่าทำให้พวกมันต้องสะดุดยั้งคิด
ไม่ว่ากองพันใดในห้าสิบสุดยอด ไหนเลยตอแยได้โดยง่าย
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มสังเกตเห็นขุม
กำลังแปลก ๆ ที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักนี้
อย่างไรก็ตาม ในหมู่พวกมันไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจได้ ว่าอาศัยบ่อน้า
เล็ก ๆ ที่ห่างไกลเช่นอาณาจักรทะเลเมฆ ไฉนปรากฏจระเข้ใหญ่อันทรง
พลังเช่นนี้ลอบแหวกว่ายเข้ามากบดานโดยไร้สุ้มเสียงได้
แสงศักดิ์สิทธิ์ไม่ต่างอันใดจากขุมนรก!
ลำแสงทุกประเภทกวาดผ่านร่างมันซ้าแล้วซ้าเล่า ไม่หยุดยั้งแม้แต่ชั่ว
อึดใจเดียว จั่วม่อท่องไปมาอยู่ระหว่างความสุขเกินบรรยายและความทุกข์
ทรมานจนแทบอยากตาย บัดเดี๋ยวมึนงงเลอะเลือน บัดเดี๋ยวกระจ่างแจ่ม
ชัด จำต้องลิ้มลองทุกรสชาติของการมีชีวิตอย่างไม่รู้จักจบสิ้น!
ผูเยากับเว่ยกระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบายออกโดยแรง จับจ้อง
มองดูจั่วม่อผู้ถูกห่อหุ้มอยู่ในกลุ่มแสงตาเขม็ง สีหน้าตึงเครียดเป็นที่สุด
เว่ยแม้กล่าวอย่างโอ่อ่าผ่าเผย แต่เรื่องราวเมื่อเกี่ยวข้องกับความเป็น
ตายของพวกมันทั้งหมด หากบอกว่ามันไม่ประสาทเสียก็หลอกลวงผู้คน
แล้ว เวลาห้าชั่วยามล่วงผ่านไป สภาพของจั่วม่อยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
เว่ยเริ่มสำนึกเสียใจอยู่บ้าง แสงศักดิ์สิทธิ์ยากจะบรรลุรู้แจ้ง ในชนเผ่าสระ
สวรรค์ไม่มีผู้ใดสามารถเรียนรู้สำเร็จ นี่เป็นเหตุผลที่สุดท้ายรอยประทับ
วิญญาณได้ส่งผ่านมาถึงมัน
จั่วม่อไม่ได้เป็นคนของเผ่าสระสวรรค์เสียด้วยซ้า… …
แต่ยามนี้ไม่ว่ากล่าวอันใดล้วนสายเกินไป มันได้แต่ภาวนาให้จั่วม่อ
สามารถบรรลุแสงศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ มิเช่นนั้นพวกมันทั้งสาม ไม่ว่าผู้ใดก็
ไม่อาจหนีรอดจากแสงศักดิ์สิทธิ์
ทันใดนั้นเอง แสงรอบกายจั่วม่อพลันสลัวเลือนรางลง
เพียงชั่วระยะสิบอึดใจ แสงทั้งหมดสลายหายไป รอบกายมันกลับ
กลายเป็นห้วงความว่างเปล่าสีดำสนิท ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้
ด้วยตาเปล่า
เว่ยสีหน้าทอแววปิติยินดี แต่มันเกรงว่าจะรบกวนจั่วม่อ ไม่กล้า
หายใจโดยแรง เค้าความตึงเครียดบนใบหน้ายิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
เห็นพื้นที่หนึ่งจั้งรอบกายจั่วม่อเปลี่ยนเป็นมิติความว่างเปล่าอย่าง
สมบูรณ์ ความว่างเปล่าสีดำที่ไร้ก้นบึ้ง
ภายในความว่างเปล่าดำทมิฬ จั่วม่อลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน
ตูม!
พลังสภาวะยิ่งใหญ่ไพศาลสยบโลกหล้ากวาดวาบอย่างเกรี้ยวกราด
ดุจพายุโหม!
ผูเยากับเว่ยแค่นเสียงหนัก ๆ อย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าขาวเผือด
ถลึงจ้องดวงตาของจั่วม่ออย่างตื่นตะลึง
ดวงตาของจั่วม่อสาดแสงเจิดจรัสผิดธรรมดา ประหนึ่งดวงดาว
เปล่งแสงกลางม่านความว่างเปล่าสีดำทมิฬ ดวงตาทั้งคู่ไร้ซึ่งอารมณ์
ความรู้สึก ประหนึ่งเทพยดาผู้สูงศักดิ์ทอดตามองโลกมนุษย์อย่างไม่แยแส
ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา ดวงตาสีเลือดสาดประกายวูบ คล้ายคิด
ตอบโต้กลับไป
เว่ยที่ด้านข้าง ความตื่นตะลึงบนใบหน้าค่อยเลือนหาย แทนที่ด้วย
ความลิงโลดยินดีเป็นล้นพ้น
ในเวลานี้เอง แสงเจิดจ้าในดวงตาจั่วม่อหายวับไปอย่างสมบูรณ์ เผย
ให้เห็นรูปลักษณ์ดั้งเดิมของดวงตาทั้งคู่
จั่วม่อรู้สึกราวกับว่ามีความฝันที่ยาวนาน ยาวนานจนประมาณ
กาลเวลาไม่ได้ บรรดาลำแสงในความฝันยังสมจริงถึงเพียงนั้น แต่เมื่อ
พยายามนึกถึง กลับไม่สามารถจดจำพวกมันได้ ร่างกายไม่หลงเหลือความ
เจ็บปวดแสนสาหัสอีก กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์พร้อมเหมือนเช่นเมื่อยาม
แรกเริ่ม
“เกิดอะไรขึ้น?” มันถามอย่างงุนงง
“ขอแสดงความยินดี!” เว่ยกล่าวอย่างตื่นเต้น
จั่วม่อหันมองไปรอบ ๆ อย่างงงงวย แต่พอเห็นหน้าเว่ยยังอดชะงักงัน
ไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นเว่ยตื่นเต้นลิงโลดถึงเพียงนี้ ไม่ทราบเพราะ
เหตุใด มันเองก็รู้สึกอารมณ์เบิกบานขึ้นเช่นกัน
“ยินดีกับข้าเรื่องอันใด?” จั่วม่อถามอย่างช่วยไม่ได้ มันขมวดคิ้วนิ่ว
หน้า กล่าวอย่างสับสนมึนงงไม่คลาย “ข้าดูเหมือนจะเพิ่งฝันร้าย เป็น
ความฝันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง”
แม้ว่ามันจะจดจำไม่ได้ แต่ความรู้สึก ‘น่าสะพรึงกลัว’ ฝังลึกอยู่ในใจ
มัน ยามนี้พยายามหวนคิดดู ยังอดร่างสั่นเทาไม่ได้
“ใช่แล้ว ข้าสำเร็จวิชาแสงศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือไม่?” จั่วม่อในที่สุดค่อย
นึกออกว่าก่อนหน้านี้มันทำอะไร ดวงตาพลันเบิกกว้าง ร้องออกมาว่า “ข้า
เพิ่งจะ… …”
“ใช่!” เว่ยไม่อาจปิดบังความปลาบปลื้มยินดีบนใบหน้าของมันได้
“ดังนั้นขอแสดงความยินดีด้วย!”
จั่วม่อตะลึงงัน ย้อนถามอย่างเหลือเชื่อ “ข้าทำสำเร็จจริง ๆ?”
“เจ้าเสร็จสิ้นขั้นตอนที่ยากเย็นที่สุดแล้ว!” เว่ยยังคงมีน้าเสียงตื่นเต้น
“เมื่อกาลก่อนข้าเฝ้าครุ่นคิด ว่าคงมีเพียงผู้ที่เป็นเช่นเดียวกันกับยอดยุทธ์
โบราณ สามพลังรวมเป็นหนึ่งจึงสามารถบรรลุถึงแสงศักดิ์สิทธิ์ได้ นึกไม่ถึง
ว่าจะเป็นจริง!”
ภายใต้การชี้นำของเว่ย จั่วม่อพบแสงศักดิ์สิทธิ์อยู่ภายในร่างกายของ
ตนตามที่คาด
แต่มันเมื่อพบเห็นแสงศักดิ์สิทธิ์ภายในร่าง ต้องบังเกิดความผิดหวัง
อย่างรุนแรง แสงศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้เบาบางเท่าเส้นผม เป็นสีเทาหม่นไร้
ประกาย ไม่มีรัศมีที่ควรจะเจิดจรัสพราวพร่างให้สมกับที่เป็นแสงศักดิ์สิทธิ์
แม้แต่น้อย
จั่วม่ออดขมวดคิ้วไม่ได้ “นี่คือแสงศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ หรือ?”
เว่ยเห็นสีหน้าจั่วม่อ ทราบว่าเจ้าผู้นี้กำลังครุ่นคิดอันใด แต่มันมิเพียง
ไม่มีโทสะ ยังกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “นี่ย่อมเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น
ของแท้แน่นอน แต่ยังเป็นเพียงรูปแบบเบื้องต้นเท่านั้น อย่าได้ตัดสินแค่
เพียงรูปลักษณ์ภายนอกของมัน หากเจ้าสามารถเข้าใจความหมายที่
แท้จริงภายในแสงศักดิ์สิทธิ์ รูปลักษณ์ของมันจึงจะเปลี่ยนแปลงไป ตั้งใจ
ให้ดี ความมหัศจรรย์ทั้งมวลของแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นล้วนแฝงเร้นอยู่
ภายในนั้น เรื่องต่อจากนี้ข้าไม่อาจสอนเจ้าได้อีก เจ้าจะต้องทำความเข้าใจ
ด้วยตัวเอง”
ท่าทีไร้ความรับผิดชอบของเว่ยทำเอาจั่วม่อขุ่นข้องยิ่ง “แล้วอาคม
หวงห้ามเล่า? เจ้าไม่ได้บอกว่าแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นสามารถใช้สร้าง
อาคมหวงห้ามหรอกหรือ? จุดมุ่งหมายของข้าคืออาคมหวงห้าม! เว่ย คิด
คดโกงข้าไม่ใช่เรื่องถูกต้อง เจ้าจะเพาะสร้างนิสัยแย่ ๆ เช่นนี้ไม่ได้!”
เว่ยไม่รู้จะหัวร่อหรือร่าไห้ดี “ลองเรียกหามันดู พลังอัศจรรย์จะ
เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ”
“เฮอะ! ให้มันจริงเถอะ!” จั่วม่อเพ่งจิตในบัดดล เคล็ดวิชาที่ไม่คุ้นเคย
มากมายพลันปรากฏขึ้นในใจ มันตื่นตะลึงเล็กน้อย ค่อย ๆ พิจารณาเคล็ด
วิชาเหล่านี้อย่างระมัดระวัง จากนั้นกล่าว “ดีมาก เจ้าไม่ได้คดโกงข้าจริง
ๆ! เว่ย ข้าขอเตือนเจ้าเอาไว้ อย่าได้เลียนเยี่ยงผู เพาะสร้างนิสัยชอบคด
โกงข้า เจ้าจะกลายเป็นวายร้ายเหลี่ยมจัดไปเสีย!”
ผูเยาที่ด้านข้างสีหน้าเขียวคล้า
เว่ยหัวร่อดังสนั่น ในใจรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก รอย
ประทับวิญญาณของแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นนี้เป็นหนามแทงใจมันมา
โดยตลอด ในอดีตสิ่งนี้เคยเป็นทั้งความหวังและแรงกดดันต่อมันอย่างสูง
คนในเผ่าพากันเข้าใจว่ามันเป็นคนที่มีโอกาสบรรลุแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณ
มั่นมากที่สุดในเผ่า ดังนั้นส่งมอบรอยประทับวิญญาณนี้ให้แก่มัน แต่
กระนั้นมันก็ไม่สามารถเข้าใจแสงศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ จนกระทั่งมหันตภัยกราย
มาถึงเผ่า มันได้ยินยอมสละตน เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นจิตวิญญาณแห่ง
ศาสตรา จนกระทั่งถูกหลอมสร้างเป็นชุดเกราะป้ายศิลาสุสานด้วยวิธีการ
ลับ ล้วนแล้วแต่เพื่อปกป้องชนเผ่า
ทว่าต่อมาชนเผ่าของมัน…ยังคงถูกทำลายไป เฝ้ามองพี่น้องร่วมเผ่า
คนสุดท้ายสิ้นลมไปต่อหน้า เว่ยหัวใจสลายลงตรงนั้นเอง
ชุดเกราะป้ายศิลาสุสานสืบทอดผ่านมือของผู้เข้มแข็งนับไม่ถ้วน
บรรดาจู่เหรินของมันทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลอันทรงพลังอำนาจสะท้านยุค
สมัย แต่มันไม่เคยเปิดเผยความลับสุดยอดนี้ต่อผู้ใด ความลับที่ชื่อว่าแสง
ศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น!
เนื่องเพราะมันทราบว่าไม่มีผู้ใดสามารถฝึกปรือวิชานี้ได้
แต่รอยประทับวิญญาณนี้ประหนึ่งสายโซ่แห่งชะตากรรม คอย
พันธนาการหัวใจของมันเอาไว้ตลอดเวลา ในที่สุดวันนี้ค่อยปลดเปลื้อง
ภาระที่เคี่ยวกรำมันมานานนับหมื่นปี ต้องรู้สึกเบิกบานสำราญใจอย่าง
บอกไม่ถูก
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นที่เคยสยบโลกหล้าในยุคสมัยแรกเริ่ม ใน
ที่สุดได้พบเห็นแสงสว่างอีกครา!
เว่ยจู่ ๆ ก็รู้สึกเต็มไปด้วยความคาดหวังต่ออนาคต