สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 479 ความคืบหน้าหลังจากชัยชนะ
กู้หมิงกงผู้หวาดกลัวมาเป็นเวลานาน ไม่ได้ต่อต้านแข็งขืนใด ๆ
ยินยอมให้จั่วม่อฝังอาคมหวงห้ามลงไปในร่างมันแต่โดยดี จั่วม่อเมื่อจัดตั้ง
อาคมหวงห้ามสำเร็จค่อยวางใจได้ เป็นเพื่อนกู้หมิงกงกลับไปยังที่พำนัก
ของมัน รื้อค้นทั้งภายในภายนอกรอบหนึ่ง เก็บเกี่ยวผลกำไรเล็ก ๆ ได้อีก
หนึ่งกอง
กู้หมิงกงผู้น่าสงสาร ใบหน้าไม่หลงเหลือสีเลือดสักหยด ซึ่งความจริง
มันยังไม่ได้ฟื้นคืนสติจากความตื่นตระหนกอันใหญ่หลวง
ผู้อื่นระดับพลังบำเพ็ญเพียรเห็นชัด ๆ ว่ายังไม่ได้เข้าสู่ด่านจินตัน แต่
กลับสามารถฝังอาคมหวงห้ามลงไปในร่างมันจริง ๆ เรื่องนี้พลิกคว่าสามัญ
สำนึกทั้งมวลที่มันล่วงรู้ และสำหรับภาระหน้าที่ชุดใหญ่ซึ่งอาจเรียกได้ว่า
ซับซ้อนและยากลำบากที่จั่วม่อมอบให้ มันยังไม่คัดค้านแม้แต่น้อย
สอนวิชาหลอมสร้าง ทำการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์ จัดเตรียมวัตถุดิบ..
กู้หมิงกงเป็นมือเก่าอันช่าชอง มีสิ่งใดบ้างที่ไม่เคยพบเห็นมา มัน
ตระหนักในสถานการณ์ของตนอย่างชัดแจ้ง
เชลยศึกย่อมไม่มีสิทธิ์ต่อรอง หากมิใช่ว่าอีกฝ่ายสนใจใคร่รู้ในฝีมือ
หลอมสร้างของมัน เกรงว่ากระดูกของมันคงเย็นชืดไปนานแล้ว เอ่ยถึง
เรื่องการสอนวิชา มันไหนเลยจะไม่คุ้นเคยได้ เนื่องเพราะฉายา ‘เทพเซียน
แห่งยันต์’ ของมัน มักปรากฏผู้คนมากมายเดินทางมาเยือนถึงเรือนชาน
เพื่อขอคำชี้แนะ ส่วนในด้านการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์ นั่นยิ่งเป็นอาชีพ
หลักของมันอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม รอจนมันเข้าไปในค่ายจินวูครั้งแรก มองดูบรรดาซิว
เจ่อหลอมสร้างที่ยืนเรียงรายแน่นขนัดอยู่ด้านล่าง ยังอดตื่นตระหนกไม่ได้
ถึงตอนนี้มันได้แต่ประเมินขุมกำลังของเกาะเต่าใหม่อีกครั้ง กองกำลังที่
สามารถครอบครองซิวเจ่อหลอมสร้างจำนวนมากเช่นนี้ นับว่ามีอยู่น้อย
มาก กระทั่งสำนักใหญ่ ๆ ก็ยังไม่มีขุมกำลังถึงเพียงนี้
เพิ่งจะสลัดหลุดจากความตื่นตระหนก กู้หมิงกงกลับต้องตื่นตะลึงอีก
เป็นคำรบสอง!
เมื่อมันทำการสอนไปถึงจุดหนึ่ง และบอกให้พวกมันสามารถทดลอง
ดูด้วยตัวเองได้ ฝูงชนที่ด้านล่างพลันสำแดงไฟอีกาทองคำออกมาอย่าง
พร้อมเพรียง!
พริบตาดุจประกายไฟ ในม่านสายตาของมันพลันพร่างพรายละลาน
ไปด้วยไฟอีกาทองคำสองพันดวง กู้หมิงกงเลือดในกายถึงกับเย็นเฉียบ
ภาพอันงดงามตระการเบื้องหน้า เกินขีดสามารถที่มันจะจินตนาการ
ได้ไปไกลโข ไฟอีกาทองคำระดับสี่กลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในการทำงาน
ของผู้คนไปตั้งแต่เมื่อใด? เหล่าทวยเทพกำลังล้อเล่นอันใด?
ห้องเรียนคราแรกของกู้หมิงกง ผ่านไปด้วยห้วงสมองมึน ๆ งง ๆ
เช่นนี้เอง
มันเคยเข้าใจว่าตัวเองเป็นบุคคลอันรอบรู้ที่ผ่านโลกมามากมาย แต่…
อนิจจา เมื่อในที่สุดมันก็ได้สติจากความตื่นตะลึงที่ได้รับจาก
ห้องเรียนครั้งแรก ปลุกปลอบอารมณ์เริ่มต้นเปิดห้องเรียนครั้งที่สอง กลับ
ถูกหวดฟาดแสกหน้าอย่างไม่ปราณีอีกครั้ง!
ลูกศิษย์หลายคน วันนี้มาพร้อมกับอาวุธเวทที่พวกมันเพิ่งหลอมสร้าง
ขึ้น เพื่อขอคำชี้แนะจากเหล่าซือผู้รอบรู้
กู้หมิงกงรู้สึกปลาบปลื้มขึ้นมาทันที ลูกศิษย์ที่กระตือรือร้นและขยัน
ขันแข็งเช่นนี้ เหล่าซือไหนเลยจะไม่ชมชอบ
แต่รอจนมันชมดูอาวุธเวทที่เพิ่งหลอมสร้างขึ้นหลายชิ้นนั้นถนัดตา
ต้องสีหน้าแข็งค้างในบัดดล
นี่มันค่ายกลอันใด? ไฉนข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน!
นี่ก็ไม่เคยเห็น!
นี่ก็… …ยังคงไม่เคยพบเห็นมาก่อน!
อัปยศอดสู! เป็นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง! กู้หมิงกงผู้น่า
สงสารใบหน้าแดงฉานราวตับสุกร แทบจะหารอยแยกเพื่อแทรกแผ่นดิน
หนี เหล่าซือหากไม่อาจตอบคำถามข้อหนึ่งจากลูกศิษย์ ยังสามารถยกย่อง
ชื่นชมสำหรับความคิดสร้างสรรค์ของศิษย์ผู้นั้นอย่างใจกว้าง แต่หากไม่มี
ปัญญาตอบคำถามจำนวนมากของลูกศิษย์ตั้งแต่ในช่วงแรกเริ่ม เช่นนั้นก็
เป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าอย่างสุดจะบรรยายแล้ว
เทวดาฟ้าดินเจ้าขา ช่วยข้าด้วยเถอะ!
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเทวดาฟ้าดินได้ยินเสียงคร่าครวญอย่างหวน
โหยในใจมันหรือไม่ แต่สองปรมาจารย์มาช่วยเหลือมันจริง ๆ
ห้องเรียนอันมึน ๆ งง ๆ ผ่านไปอีกหนึ่งรอบ
อย่างไรก็ตาม กู้หมิงกงหลังจากเลิกชั้นเรียนก็รีบไปหาสองปรมาจารย์
ทันที สอบถามพวกมันถึงค่ายกลแปลกประหลาดและไม่คุ้นเคยที่พบเจอ
ในวันนี้ มันเป็นบุคคลอันปราดเปรื่องผู้หนึ่ง รู้จักยกขึ้นวางลง แม้ว่ารู้สึกอับ
อายขายหน้าต่อเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ มันก็ไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว
หากมันถอยหนีสักเล็กน้อย สิ่งที่รอคอยมันอยู่คือการเชือดทิ้งใน
กระบี่เดียว
ไม่มีผู้ใดจะเก็บเชลยที่ไร้ประโยชน์เอาไว้ ไม่ต้องกล่าวถึงจู่เหรินที่
ตระหนี่เป็นพิเศษของมัน
ไม่ว่าจะอย่างไร มันต้องแสดงคุณค่าของมันอย่างสุดความสามารถ
ยิ่งแสดงคุณค่าได้มากเท่าใด สถานการณ์ของมันก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น และ
จะยิ่งห่างไกลจากความตายมากขึ้นเท่านั้นด้วย
เริ่มแรกยังมีความคิดเช่นนี้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน มันก็จมอยู่กับ
ความลุ่มหลงคลั่งไคล้ในค่ายกลพิสดารพันลึกเหล่านี้
ค่ายกลเหล่านี้ผิดแผกแตกต่างจากค่ายกลทั้งมวลที่มันเคยได้เรียนรู้
มาก่อน พวกมันดึงดูดใจอย่างผิดธรรมดา บันดาลให้มันเคลิบเคลิ้มงมงาย
เป็นอย่างยิ่ง
รอจนมันเห็นรูปร่างที่แท้จริงของค่ายกลเหล่านี้ บรรดาแผนผังปิศาจ
อันงดงามและน่าขนลุกเหล่านั้น มันก็จ่อมจมลงไปในความคลั่งไคล้สุดจิต
สุดใจโดยไม่รู้ตัว ไม่อาจไถ่ถอนตัวเองได้อีก!
ด้วยการเพิ่มกู้หมิงกงเข้ามาคนหนึ่ง ความคืบหน้าในการย่อยสลาย
แผนผังปิศาจ รวมถึงฝีมือหลอมสร้างของผู้คนในค่ายจินวู ล้วนรุดหน้าไป
อย่างรวดเร็วดุจติดปีกบิน!
สถานการณ์ในเกาะเต่าดีขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อม้าฝาน เหลยเผิงและเหนียนลู่เสร็จสิ้นการสร้างเม็ดพลังทองคำ
นี่หมายความว่าเกาะเต่าเริ่มเข้าสู่ยุคของจินตัน รวมกับพวกมันทั้งสาม
เกาะเต่าก็มีมากกว่าหกจินตันแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น สองปรมาจารย์แห่งค่าย
จินวู เนื่องเพราะประโยชน์ที่ได้รับจากการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับ
กู้หมิงกง ในที่สุดเริ่มสัมผัสถึงสัญญาณอันแน่ชัด พากันปิดด่านฝึกตนอย่าง
พร้อมเพรียง เป้าหมายคือจินตัน
ผู้ที่ไม่คาดฝันที่สุดกลับเป็นฉุนอวี๋เฉิง ไม่นานมานี้เมื่อมันเร่ง
เพาะเลี้ยงสัตว์ปราณสำหรับช่วยในการเพาะปลูกพืชปราณ บังเอิญคิดค้น
เวทวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์ปราณวิชาใหม่อย่างสมบูรณ์ เรียกว่า ‘เวทวิชาหมื่น
สัตว์ร้ายหล่อเลี้ยงสังขาร’ พลังปราณพุ่งทะยานขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ เริ่ม
ปิดด่านฝึกตนโดยไม่กล่าวคำใด
ค่ายเว่ยก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์
นับตั้งแต่ผูเสียเดิมพันให้กับเว่ย ค่ายเว่ยที่เคยขึ้นตรงกับผูเยาก็
เปลี่ยนไปอยู่ในมือของเว่ย ในด้านของการฝึกปรือวิถีปิศาจ ผูเยาไม่ใช่คู่มือ
ของเว่ยอย่างแท้จริง
‘เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวา’ ที่ผูเยาพยายามปรับปรุงแก้ไข
อย่างสุดความสามารถ ถูกเว่ยนำไปดัดแปลงอีกครั้ง มันเพียงเปลี่ยนแปลง
แก้ไขอีกสองสามจุด กลับทำให้พลังของเคล็ดวิชาพุ่งทะยานขึ้นไปอีกขั้น ที่
ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเว่ย คือสามารถเปลี่ยนซู่หลง
กับอาเหวินกลายเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกได้สำเร็จ
พิชัยยุทธ์ของแม่ทัพปิศาจแตกต่างจากอีกสองเผ่าพันธุ์ไปคนละทาง
จู่เหรินคนเก่าของเว่ยเป็นแม่ทัพปิศาจอันร้ายกาจที่เคยอาละวาดไปทั่ว
โลก การที่มันจะเชี่ยวชาญในด้านนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด อย่างไรก็ตาม
มีเรื่องหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด ผู้ที่เป็นแม่ทัพปิศาจที่ยอดเยี่ยมที่สุดในค่าย
กลับเป็นจั่วม่อ
จั่วม่อดูเหมือนจะเข้าใจวิธีผสานพลังของทุกคนเข้าด้วยกันได้ตาม
ธรรมชาติ ในด้านนี้หากเทียบกับจั่วม่อแล้ว ซู่หลงกับอาเหวินนับว่าอ่อน
ด้อยกว่ามาก แต่ทุกผู้คนล้วนคัดค้านความคิดที่จั่วม่อจะนำทัพบุกตะลุยไป
เบื้องหน้า ซู่หลงกับอาเหวินเร่งฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง เพื่อหวังว่าพวกมันจะ
สามารถป้องกันไม่ให้จั่วม่อออกศึกที่แนวหน้า
ในช่วงเวลานี้ ได้รับประโยชน์จากรายได้บนเกาะที่เพิ่มขึ้นอย่าง
รวดเร็ว จั่วม่อยามนี้มือเติบยิ่ง ทั้งวัตถุดิบและจิงสือที่จำเป็นในการหลอม
สร้างศาสตรามาร ล้วนจัดการให้อย่างพรักพร้อม
ค่ายเว่ยในทุกวันนี้ สามารถอธิบายได้ว่าเปลี่ยนจากปืนคาบศิลา
กลายเป็นปืนใหญ่
เว่ยยามนี้เบิกใจยิ่ง ดังนั้นเป็นธรรมดาที่ผูเยาจะอารมณ์ขุ่นมัวยิ่ง
ผูเยาผู้ทระนงถือดี ไหนเลยจะกล้ากลืนฝืนทนกับการสูญเสียค่ายเว่ย
ได้! แต่มันจำต้องยอมจำนนต่อการเดิมพัน แน่นอนว่าไม่อาจกระทำเรื่อง
น่าขายหน้าเช่นเรียกร้องขอทวงคืน ในใจมันค่ายเว่ยไม่นับเป็นอะไรได้ แต่
มันไม่อาจพ่ายแพ้ต่อเว่ย
เมื่อเว่ยปรับเปลี่ยน ‘เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวา’ อีกครั้ง และทำ
ให้การเพาะสร้างแม่ทัพปิศาจประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก ผูเยาเดือด
ดาลจนแทบคลั่ง ในครั้งนั้นที่พวกมันช่วยกันปรับปรุงเคล็ดองครักษ์ทุกข์
ยากมหาทิวา เว่ยร่วมมือเป็นอย่างดีด้วยใบหน้าสัตย์ซื่อ แต่กลับซุกซ่อน
เคล็ดลับหลายแห่งเหล่านี้เอาไว้
ที่แท้เจ้าผู้นี้มีจุดมุ่งหมายชั่วร้ายเช่นนี้มาตั้งแต่แรก!
ตระหนักว่าตนถูกหลอกลวงมานาน เบื้องหน้าผูเยาไม่ได้เปิดเผยสิ่ง
ใดออกมา แต่ลอบเก็บความเคียดแค้นเอาไว้ในใจ
และแล้วผูเยาก็ค้นพบหนทางอย่างรวดเร็ว
“ไปที่คุกสิบนิ้ว?” จั่วม่องุนงงอยู่บ้าง แต่เมื่อหวนคิดว่ามันไม่ได้พบ
หน้าหนานเยว่ คังเจ๋อ หมิงเจวี๋ยจื่อกับพวกมานานแล้ว ก็รีบตอบรับอย่าง
ยินดี “ประเสริฐ ไปดูกันเถอะ!”
หนึ่งมนุษย์หนึ่งอสูรพากันไปยังคุกสิบนิ้วในบัดดล
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างยังคงเป็นเช่นเดิม แต่ดูเหมือนว่า
ผู้คนจะลดน้อยลงและเงียบสงบยิ่งกว่าเดิม
จั่วม่อเสาะพบสามสหาย หนานเยว่ คังเจ๋อและหมิงเจวี๋ยจื่ออย่าง
รวดเร็ว
ทั้งสามพอพบเห็นจั่วม่อล้วนลิงโลดยินดีสุดระงับ พากันห้อมล้อมเข้า
มาคารวะทักทายอย่างนอบน้อม อย่างไรก็ตาม สายตาของพวกมัน
กระหายใคร่รู้ในตัวผูเยามากกว่า พลังสภาวะสุดกร้าวแกร่งของผูเยาโดด
เด่นสะดุดตาเกินไปจริง ๆ บันดาลให้ทั้งสามรู้สึกใจสั่นสะท้าน
จั่วม่อยังประหลาดใจอยู่บ้าง ผูเยาคราวนี้ถึงกับเปิดเผยตัวตนที่
แท้จริงให้ผู้คนพบเห็น ซึ่งแตกต่างจากพฤติการณ์ปกติ เจ้าผู้นี้ที่แท้คิดทำ
อะไร?
แต่มันยังคงสลัดความสับสนงุนงงออกไป แนะนำว่า “นี่คือผู”
“ผูต้าเหริน สบาย!” สามสหายคารวะทักทายอย่างพร้อมเพรียง
ผูเยาแย้มยิ้มเล็กน้อย “พวกเจ้าทั้งสามสบาย”
ผูเยาเดิมทีก็หล่อเหลาไร้เทียมทานจนแทบจะกลายเป็นลี้ลับชั่วร้าย
ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก มันประหนึ่งดอกกุหลาบบานสะพรั่งกลางม่าน
รัตติกาล ทั้งน่าประหวั่นพรั่นพรึง แต่ก็น่าลุ่มหลงทรงเสน่ห์
สามอสูรเยาว์วัยไหนเลยจะเคยพบพานรอยยิ้มเปี่ยมมนตร์มารเช่นนี้
มาก่อน อดตะลึงลานไม่ได้ หนานเยว่ถึงกับใบหน้าแดงซ่านอย่างที่หาได้
ยาก
จั่วม่อยิ่งมึนงงกว่าเดิม ผูเยาวันนี้แปลกพิลึกจริง ๆ
แต่จั่วม่อยังคงโยนความคิดสงสัยทิ้งไปในทันที หันไปถามทั้งสาม
สหาย ว่าระยะนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง
อสูรทั้งสามระยะหลังมานี้อยู่ในสภาพดีขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
ด้านของศาสตร์อสูรที่รุดหน้าก้าวไกลอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะเพิ่มความ
สะดวกในการสนับสนุนซึ่งกันและกัน หนานเยว่กับหมิงเจวี๋ยจื่อโยกย้าย
ตระกูลของพวกมันไปยังดินแดนของตระกูลคัง ดังนั้นสามารถช่วยเหลือ
เกื้อกูลกันเป็นอย่างดี
ทั้งสามถือว่าพวกตนเป็นศิษย์ของเซี่ยวม่อเกอเช่นเดียวกัน ร่วม
เคลื่อนไหวรุกหน้าล่าถอยไปด้วยกัน ไม่เพียงทั้งสามสหายพลังฝีมือรุดหน้า
ตระกูลของพวกมันก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน ดินแดนของตระกูลคังอยู่
ห่างไกล ไม่มีขุมกำลังอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกมันเริ่มดี
ขึ้น
อย่างไรก็ตาม สามสหายเผ่าอสูรไม่อาจปิดบังความวิตกกังวลของ
พวกมันได้
เมื่อซักถามอย่างละเอียด จั่วม่อในที่สุดค่อยทราบว่าในระยะนี้ สภาพ
ของเผ่าอสูรตกอยู่ในสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก
หลังจากที่ในครั้งนั้นสองกองทัพหลัก กองพันเพลิงเดือดกับกองพัน
น้าแข็งเย็นเยือกถูกทำลายพินาศสิ้น มหานครนภาโลหิตก็กลับกลายเป็น
โม่หินบดเนื้อที่แท้จริง โลหิตชุ่มโชกไปทุกแห่งหน สามเผ่าพันธุ์เปิดศึกไม่
ขาดระยะ ผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างดุเดือด เจ้ามาข้าไปไม่มีที่สิ้นสุด การ
สู้รบดุร้ายรุนแรงยิ่ง ทั้งสามฝ่ายล้วนประสบความสูญเสียอย่างหนักหนา
สาหัส
ที่จั่วม่อไม่ทราบก็คือ เหตุการณ์ที่กลายเป็นรุนแรงถึงเพียงนี้ ชนวน
เหตุหลักเกิดจากพวกมันเองเมื่อครั้งที่บุกฝ่าออกจากมหานครนภาโลหิต
คราวนั้น
สามสหายบอกเล่าต่อไปว่า เมื่อหลายวันก่อน กองกำลังซิวเจ่อกอง
หนึ่งพลันปรากฏขึ้นโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า ที่บริเวณด้านในสุดของภพ
อสูร สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง แม้ว่าท้ายที่สุดกองกำลังนี้ถูกสังหาร
สิ้น แต่ฝ่ายอสูรก็ได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง พวกมันค้นพบ
ข้อเท็จจริงในภายหลัง ว่ากองทัพซิวเจ่อขบวนนี้บุกผ่านเข้ามาทางรอย
แยกของความโกลาหลที่ไม่เป็นที่รู้จัก
เหตุร้ายครั้งนี้สะท้านสะเทือนไปทั่วภพอสูร ผู้คนล้วนหวาดหวั่นพรั่น
พรึงสุดระงับ แม้ว่าก่อนหน้านี้ที่แนวหน้าจะเกิดศึกสงครามขึ้นอย่างไม่เคย
หยุดหย่อน แต่สำหรับอสูรส่วนมาก ไม่เคยได้รับผลกระทบต่อชีวิตของ
พวกมันมาก่อน แต่ความจริงอันโหดร้ายนี้ได้ทำลายความคิดอันไร้เดียงสา
ของพวกมันเป็นผุยผง พวกมันค่อยค้นพบอย่างตื่นตระหนก ว่าสงครามที่
แท้อยู่ใกล้ชิดกับพวกมันมากถึงเพียงนี้ อาจปรากฏขึ้นที่ข้างกายพวกมัน
เมื่อไรก็ได้
ฝันร้ายยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้ สิ่งที่น่าหวาดหวั่นขวัญผวายิ่งไปกว่า
นั้น คือหลังจากนั้นไม่นาน กองพันซิวเจ่อเล็ก ๆ อีกทัพหนึ่งพลันปรากฏขึ้น
ในอาณาจักรอสูรอีกแห่งหนึ่ง เคราะห์ดีที่สถานที่แห่งนั้นเป็นอาณาจักร
ขนาดใหญ่ กองกำลังที่ประจำการอยู่ที่นั่นเข้มแข็งยิ่ง ทำให้ครั้งนี้ไม่เกิด
ความเสียหายมากนัก
แต่นี่ยิ่งเป็นเหตุให้อสูรทั่วไปซึ่งกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่แล้ว
กลายเป็นประหวั่นพรั่นพรึงมากกว่าเดิม
กระทั่งในอาณาจักรอสูรเล็ก ๆ ก็ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าทุกสถานที่
ได้รับการค้นหาจนปรุโปร่งแล้ว ไม่มีผู้ใดทราบว่ารอบกายพวกมันยังมีรอย
แยกของความโกลาหลที่ยังไม่มีใครค้นพบอยู่อีกหรือไม่ ความปลอดภัยใน
ชีวิตของมันสั่นคลอนในบัดดล
หลายตระกูลส่งผู้คนออกค้นหารอบ ๆ เขตแดนของตน เริ่มปูพรมค้น
แทบทุกตารางนิ้ว เพื่อจัดการช่องว่างรอยโหว่ที่อาจมีอยู่
อย่างรวดเร็ว มีตระกูลหนึ่งพบรอยแยกของความโกลาหลซ่อนอยู่
อย่างเร้นลับยิ่ง ห่างจากบ้านของพวกมันไปเพียงห้าสิบลี้ คนทั้งตระกูล
หวาดกลัวจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง รีบโยกย้ายตระกูลหลบหนีไปใน
คืนนั้น
และนี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หลายวันมานี้เหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ทยอย
เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศอกสั่นขวัญแขวนแพร่กระจายเป็นวง
กว้าง
อสูรหนุ่มสาวทั้งสามล้วนวิตกกังวลเช่นเดียวกัน ในบริเวณที่พวกมัน
พำนักอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่มีขุมกำลังที่แท้จริงอยู่ในพื้นที่ ทำให้พวกมัน
ใช้ชีวิตอย่างสะดวกดาย แต่เนื่องเพราะเหตุนี้ หากปรากฏทัพซิวเจ่อ
รุกรานเข้ามาจริง ๆ พวกมันก็ไม่มีความสามารถที่จะป้องกันตัวเช่นกัน
หลังจากทั้งสามบอกเล่าจนจบสิ้น จั่วม่ออดกังวลไปกับพวกมันไม่ได้
หนานเยว่กับพวกแม้ว่าเป็นอสูร แต่พวกมันใกล้ชิดสนิทสนมกับจั่วม่อ
มากกว่าซิวเจ่อทั่วไปเสียอีก เป็นธรรมดาที่จั่วม่อไม่ต้องการให้เกิดเรื่อง
ขึ้นกับพวกมัน
ในเวลานี้เอง สุ้มเสียงอันดึงดูดใจของผูเยาพลันดังขึ้น “ข้ามีหนทาง!”