สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 480 ลมเมฆเริ่มก่อตัว
นับตั้งแต่การต่อสู้ในครั้งนั้น ชิงฮวาเสวี่ยก็ลอบติดตามการเคลื่อนไหว
ของเซี่ยวม่อเกอเป็นการลับ แต่หลังจากทำสงครามครั้งใหญ่บนกระดาน
หมากรุกกับอวี้เหิง เซี่ยวม่อเกอก็คล้ายระเหยหายไปจากภพอสูรอย่าง
สิ้นเชิง สถานที่อยู่ของมันไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด ขุมกำลังหลายฝ่ายที่สนใจ
ในตัวเซี่ยวม่อเกอพากันทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังเข้าสืบหาอย่างสุด
ความสามารถ แต่ค้นไม่พบร่องรอยอันใดแม้แต่น้อย
เซี่ยวม่อเกอเป็นใครกันแน่?
ไม่มีผู้ใดทราบ บุรุษหนุ่มอัจฉริยะที่ปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหัน
เจิดจรัสราวกับดาวหางพาดผ่านนภา ทว่าก็ลี้ลับสุดหยั่งไปพร้อมกัน ไม่มี
ผู้ใดทราบว่ามันผุดขึ้นจากที่ใด ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าที่แท้มันเป็นใคร ไม่มีผู้ใด
บอกได้ว่ามันเรียนรู้ยอดศาสตร์อสูรที่ดูเหมือนจะเก่าแก่โบราณเป็นอย่าง
ยิ่งเหล่านั้นจากที่ใด
มันเปรียบประดุจปริศนาที่ไม่อาจเข้าใจได้ประการหนึ่ง
ในบรรดายอดยุทธ์อสูรรุ่นเยาว์ พลังของมันแน่นอนว่าไม่อาจจัดอยู่
ในระดับสูงสุด ยอดยุทธ์อายุเยาว์ที่เหนือล้ากว่ามันเกรงว่าสามารถร่าย
รายชื่อออกมาได้ยาวเป็นหางว่าว จนกระทั่งถึงตอนนี้มันเพิ่งทำศึกเพียง
สามครั้งเท่านั้น หนึ่งคือศึกทลายคุก สองเป็นศึกเวทีท้าประลอง และ
สุดท้ายคือศึกหมากรุกสงคราม หากเทียบกับเหล่าอสูรยอดอัจฉริยะที่ผ่าน
ศึกนับร้อยนับพันมาตั้งแต่เยาว์วัย ความสำเร็จของมันก็ดูจะสลัวมัวหม่น
ไปสักหน่อย
เพียงแต่ด้วยการศึกสะท้านฟ้าสามครั้งนี้ นามของเซี่ยวม่อเกอคล้าย
จะแฝงไว้ด้วยมนต์ขลังอันแปลกพิสดารเป็นพิเศษ ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วน
หลงใหลคลั่งไคล้อย่างบอกไม่ถูก
ชิงฮวาเสวี่ยผู้เคยประมือกับมันด้วยตัวเอง ยังมีความรู้สึกลึกล้า
มากกว่าผู้คนส่วนใหญ่เสียอีก
นางลอบให้ความสนใจกับเซี่ยวม่อเกอ ตระกูลของนางแม้เป็นเพียง
สาขาย่อยของตระกูลชิงฮวา แต่อำนาจอิทธิพลที่นางสามารถช่วงใช้ยัง
ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลสามัญจะยกขึ้นเปรียบเทียบได้ ทุกผู้คนล้วนล่วงรู้ข้อ
บาดหมางระหว่างเซี่ยวม่อเกอกับตระกูลชิงฮวา ความสนใจที่นางมีต่อ
เซี่ยวม่อเกอจึงไม่สะกิดความสงสัยของผู้ใด ชิงฮวาจางสุ่ยเมื่อได้ข่าวคราว
เกี่ยวกับเซี่ยวม่อเกอ จะรีบนำมาบอกต่อเม่ยเม่ยของมันทันที
แต่เซี่ยวม่อเกอไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลยนับจากนั้น เมื่อช่วงเวลาในการ
หายตัวของมันทอดยาวออกไปเรื่อย ๆ หลายคนค่อย ๆ หมดความอดทน
ไปทีละน้อย ยกตัวอย่างเช่นโฉมสะคราญจีลี่หวี่
แต่ชิงฮวาเสวี่ยไม่ใช่ นางเดิมทีก็เป็นบุคคลที่อดทนอดกลั้นกว่าผู้ใด
มิหนำซ้านางยังไม่เหมือนจีลี่หวี่ ผู้ซึ่งมีกิจธุระมากมายต้องจัดการสะสาง
ชิงฮวาเสวี่ยในตระกูลเป็นเพียงหญิงสาวที่ธรรมดาสามัญที่สุดผู้หนึ่ง ถึงกับ
ไม่มีผู้ใดระแคะระคายว่านางครอบครองพลังอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ มี
เพียงเกอเกอของนาง ชิงฮวาจางสุ่ยที่พอจะคาดเดาได้บางส่วน
นางเฝ้าอดทนรอคอยให้เป้าหมายแสดงตนออกมาอีกครั้ง
การรอคอยของนางในที่สุดก็ไม่ได้สูญเปล่า หนานเยว่ซึ่งเกี่ยวข้องกับ
เซี่ยวม่อเกอ จู่ ๆ ก็โยกย้ายครอบครัวออกจากถิ่นเดิม! เรื่องนี้สะกิดความ
สนใจของชิงฮวาเสวี่ยทันที นางหาข้ออ้างออกจากตระกูลในบัดดล ลอบ
ติดตามหนานเยว่ไปห่าง ๆ
มีอุบัติเหตุหลายครั้งในระหว่างการเดินทาง ทำให้นางกระตือรือร้น
สนใจมากกว่าเดิม หนานเยว่แทบจะตรวจพบการคงอยู่ของนางหลายต่อ
หลายครั้ง บันดาลให้ชิงฮวาเสวี่ยตื่นตะลึงไม่น้อย และพลังของหนานเยว่ที่
สำแดงออกมาระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสตร์อสูร
เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้อันทรงพลัง ยิ่งทำให้ชิงฮวาเสวี่ยตื่นตะลึงมาก
กว่าเดิม
เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าเซี่ยวม่อเกอครอบครองศาสตร์อสูร
ชั้นสูงจำนวนมาก นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนคาดเดาว่ามันมีชาติกำเนิด
อันสูงส่ง
นางแม้อัศจรรย์ใจกับพลังของศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ของ
หนานเยว่ แต่ไม่เคยมีความคิดช่วงชิง ศาสตร์บุปผาฟ้าครามของนางเมื่อ
เทียบกับศาสตร์อสูรของผู้อื่น หาได้อ่อนด้อยกว่าไม่
ชิงฮวาเสวี่ยลอบติดตามหนานเยว่ไปจนถึงรังของตระกูลคัง หลังจาก
นั้นไม่นาน ตระกูลของหมิงเจวี๋ยจื่อก็มาถึงเช่นกัน สัญญาณทั้งหมดทำให้
กระทั่งคนเยือกเย็นเช่นชิงฮวาเสวี่ยยังรู้สึกตื่นเต้น เซี่ยวม่อเกอจะต้องวาง
แผนการบางอย่างเอาไว้แน่ มิเช่นนั้นสามตระกูลนี้ไฉนมารวมตัวกัน?
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ทั้งสามตระกูลอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างรักใคร่กลม
เกลียว ไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใดอีก
ชิงฮวาเสวี่ยก็เฝ้ารอต่อไปโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระอันใด นางเสาะพบ
ที่พำนักอันเงียบสงบในละแวกใกล้เคียงกับเคหะสถานของสามตระกูล
ผู้คนบ้านใกล้เรือนเคียงล้วนรักใคร่เอ็นดูแม่นางน้อยที่อ่อนโยนและเงียบ
ขรึมนี้ สตรีสูงอายุที่มีน้าใจหลายนางยังคอยแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนนาง
เป็นประจำ ทำให้นางถึงกับรู้สึกสุขสงบยิ่งกว่าอยู่ที่บ้านด้วยซ้า
จนกระทั่งวันนี้ นางตื่นแต่เช้าเหมือนเช่นทุกวัน
เคหะสถานที่อยู่ตามชายป่ามักหันหน้าเข้าหาแม่น้า ที่พำนักของสาม
ตระกูลอยู่ที่อีกฟากของแม่น้าเอง นางไม่ต้องย่างเท้าออกจากบ้านก็
สามารถมองเห็นอีกฝ่ายได้ชัดตา
เห็นที่อีกฟากแม่น้า ผู้คนกลุ่มใหญ่มาชุมนุมกันบนลานว่างข้างแม่น้า
ชิงฮวาเสวี่ยบอกได้ในทันทีว่าผู้นำของคนกลุ่มนี้เป็นพวกหนานเยว่
สามสหาย พวกมันดูคล้าย…กำลังฝึกฝนกระบวนทัพชนิดหนึ่ง
ชิงฮวาเสวี่ยตาเป็นประกายขึ้นทันที พวกมันกำลังจะสร้างกองทัพใช่
หรือไม่?
นึกถึงศักดิ์ฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองของเซี่ยวม่อเกอ นาง
ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจอันใด แต่นางเฝ้ามองสามตระกูลนี้มานาน
ทราบสถานการณ์ของพวกมันดี ในบรรดาตระกูลทั้งสาม นับตระกูลคัง
เข้มแข็งที่สุด แต่จะอย่างไรยังคงเป็นเพียงตระกูลเล็ก ๆ ตระกูลของหนาน
เยว่ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ทั้งตระกูลมีเพียงสิบเอ็ดคนเท่านั้น ส่วนตระกูลของ
หมิงเจวี๋ยจื่อก็เป็นตระกูลเล็ก ๆ เช่นเดียวกัน
อาศัยผู้คนไม่กี่คนนี้ คิดสร้างกองทัพจะเป็นไปได้อย่างไร! แต่พวก
หนานเยว่เห็นได้ชัดว่ากำลังฝึกฝนขบวนทัพจริง ๆ!
ชิงฮวาเสวี่ยแม้ไม่ล่วงรู้เรื่องกระบวนทัพ แต่นางยังพอบอกได้ถึงพลา
นุภาพอันร้ายกาจของกระบวนทัพเบื้องหน้า ในใจพลันบังเกิดความคิดอัน
อุกอาจประการหนึ่ง
เซี่ยวม่อเกอกลับมาแล้ว!
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ในใจอันเงียบสงบของนาง พลันปรากฏความ
ลิงโลดยินดีกระเพื่อมไหวเป็นระลอก
กับแผนการอันยิ่งใหญ่ของผูเยานี้ จั่วม่อกลับไม่ได้คาดหวังอะไร
แม้แต่น้อย มันรู้สึกว่านี่เป็นเพียงการกระเสือกกระสนคิดกู้หน้าของผูเยา
เท่านั้น ทั้งหลายทั้งปวงเพียงคิดล้างอายจากการที่ถูกเว่ยช่วงชิงค่ายเว่ยไป
จากมัน
จัดตั้งกองพัน?
พวกหนานเยว่มีกันสักกี่คน? ยังจะจัดตั้งกองพันอันใดอีกเล่า! ช่าง
เหลวไหลไร้สาระจริง ๆ!
มันได้แต่เห็นอกเห็นใจหนานเยว่กับคนอื่น ๆ อย่างสุดซึ้ง โทสะอัน
ยิ่งใหญ่ของผูเยาคงได้แต่ระบายใส่บรรดาสหายที่น่าสงสารเหล่านี้แล้ว แต่
แน่นอนว่าจั่วม่อไม่คิดยื่นมือเข้าพิทักษ์ความเป็นธรรมให้แก่บรรดาลูก
ศิษย์ที่น่ารักของมัน แค่ผูเยาไม่ระบายโทสะใส่มัน มันก็ขอบคุณฟ้าดินเป็น
ล้นพ้นแล้ว! หากผูเยาเริ่มงัดข้อกับเว่ยอีกครั้ง คนที่จะต้องเสี่ยงอันตรายก็
คือตัวมันนี่เอง!
ผู้เช่าอาศัยทะเลาะเบาะแว้งกัน ทรัพย์สินที่เสียหายจะอย่างไรก็ยัง
เป็นของเจ้าของบ้าน!
ดังนั้นจั่วม่อหุบปากเงียบอย่างชาญฉลาด ทั้งไม่คัดง้างและไม่กล่าว
อันใด
หนานเยว่กับพวกเจ้าทั้งหมดเอ๋ย รอให้เกอมีอำนาจมากกว่านี้
เสียก่อน เกอจะชดเชยให้แก่พวกเจ้าเป็นอย่างดี… … แต่ยามนี้เพื่อสวัสดิ
ภาพของเกอ คงต้องรบกวนพวกเจ้าอดทนไปก่อนแล้ว… …
ว่าแล้วจั่วม่อก็กลับไปคร่าเคร่งจดจ่ออยู่กับการฝึกฝีมือของตนด้วย
จิตใจอันสุขสงบ
เรื่องราวของเกาะเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีสิ่งใดให้ต้องห่วงกังวลอีก
มันในที่สุดก็สามารถทุ่มเทฝึกปรืออย่างสงบสุข โอกาสเช่นนี้สำหรับมัน
นับว่ายากจะพบพานจริง ๆ
หลังจากพลังทั้งสามรวมเป็นหนึ่ง พลังทั้งสามของมันแม้สามารถ
แปรเปลี่ยนไปมาในหมู่พวกมันได้ แต่พลังที่เข้มแข็งที่สุดไม่ต้องสงสัยเลย
ว่ายังคงเป็นพลังสังขารปิศาจ รองลงมาคือพลังจิตสำนึก และพลังปราณ
รั้งอันดับสุดท้าย
และยามนี้ มันในที่สุดก็ได้ลิ้มรสปัญหาที่จุดอ่อนด้านพลังปราณนำพา
มาให้ พลังทั้งสามเปรียบประดุจถังไม้ใส่น้าที่ทำด้วยไม้สามชนิด ถังจะกัก
เก็บน้าได้มากน้อยเท่าใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแผ่นไม้ที่ยาวที่สุด แต่เป็นแผ่นไม้
ที่สั้นที่สุดต่างหาก
พลังปราณอันน่าสังเวชของมัน ย่อมเป็นแผ่นไม้ที่สั้นที่สุดอย่างไม่
ต้องสงสัย
หากมันไม่สามารถซ่อมแซมแผ่นที่สั้นที่สุดนี้ได้ เช่นนั้นไม่ว่าจะเพิ่ม
ความยาวของแผ่นไม้อีกสองแผ่นมากเท่าใดก็ไม่มีประโยชน์
ซึ่งความจริงพลังสังขารปิศาจและพลังจิตสำนึกของมันแทบจะหยุด
การรุดหน้าไปแล้ว จั่วม่อรู้ว่าผู้ร้ายตัวจริงของอาชญากรรมครั้งนี้ คือพลัง
ปราณของมันเอง
จั่วม่อที่น่าสงสาร ยามนี้มือขวาถือฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ ส่วนมือซ้าย
ถือจิงสือไว้เต็มกำมือ คร่าเคร่งเพิ่มพูนพลังปราณทั้งวันทั้งคืน ด้วย
ความหวังว่าจะสามารถยกระดับพลังปราณของตนให้ได้โดยเร็วที่สุด
พรรคซวีหลิง
“ว่ากระไร?” หลู่เจิ้นสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง สุ้มเสียงแหบพร่า
ระคายหู “เรื่องราวแพร่งพรายออกไปได้อย่างไร?”
หวงเจี๋ยหน้าเขียวคล้า แววตาประหวั่นพรั่นพรึง สุ้มเสียงสั่นสะท้าน
“ข้าไม่ทราบ! พวกเราเก็บงำความลับไว้เป็นอย่างดี! ผู้คนที่ล่วงรู้ล้วนไม่มี
โอกาสได้ติดต่อกับภายนอก… …”
“เช่นนั้นเรื่องรั่วไหลออกไปได้อย่างไร?” หลู่เจิ้นขัดจังหวะอย่าง
เกรี้ยวกราด ใบหน้าชุ่มโชกไปด้วยเม็ดเหงื่อ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนออกมา
“ข้าไม่รู้… …ข้าไม่รู้จริง ๆ… …” หวงเจี๋ยหน้าเผือดขาวราว
แผ่นกระดาษ พึมพำตะกุกตะกักอย่างเลื่อนลอยซึมเซา
ในเวลานี้เอง ปรากฏศิษย์ผู้หนึ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“แย่แล้ว! แย่แล้ว! ท่านประมุข! หลี่ซานถูกฆ่าตาย… …”
ปัง
หวงเจี๋ยแข้งขาอ่อนยวบ ทรุดนั่งแปะลงกับพื้นด้วยใบหน้าสิ้นหวัง
ในเวลานี้หลู่เจิ้นค่อยสงบสติอารมณ์ลงส่วนหนึ่ง มันทราบว่าเรื่อง
สำคัญที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่การหาวิธีแก้ปัญหา แต่เป็นการรีบรายงานไปยัง
เบื้องบนโดยเร็วที่สุด!
จงหยูสองตาหลับพริ้ม เดินไปตามท้องถนนในเมืองซวีหลิงด้วยเท้า
เปล่า ไม่ต่างจากสมณะสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ระหว่างทางผู้คนที่รู้จักมัน
ล้วนมีสีหน้าเคารพเลื่อมใส พากันค้อมคารวะแต่ไกลอย่างเงียบเชียบ
ในระยะเวลาเพียงไม่นาน เกาะเต่ากลับกลายเป็นขุมกำลังที่ได้รับ
ความเคารพสูงสุดจากซิวเจ่อระดับต่าในเมืองซวีหลิง
เมื่อเทียบกับพรรคซวีหลิงที่ไม่ถามไถ่เรื่องราวใด หรือขุมกำลังอื่น ๆ
ที่มักจะกดขี่ข่มเหงพวกมัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่เกาะเต่ามีต่อซิวเจ่อชั้น
ต่าเป็นสิ่งที่พวกมันไม่เคยพบเคยเห็นจากที่ใดมาก่อน
และในบรรดาห้องเรียนมากมายของเกาะเต่า นับจงหยูเป็นผู้ที่เอาใจ
ใส่ดูแลมากที่สุด
นักบวชนิกายพุทธในหมู่ซิวเจ่อทั้งปวง เดิมทีก็เป็นกลุ่มคนที่พิเศษ
เฉพาะเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว ความลุ่มหลงในการเผยแผ่วิถีทางแห่งเซนของ
พวกมันเหนือล้ากว่าซิวเจ่อประเภทอื่น ๆ มาก เซียนกระบี่ชั่วชีวิตเพียง
แสวงหามรรคากระบี่ หลายคนจวบจนสิ้นใจยังไม่มีผู้สืบทอดแม้แต่คน
เดียว เพียงทิ้งวิชาความรู้ชั่วชีวิตของพวกมันให้แก่ผู้มีวาสนา เซียนยันต์ก็
มักจะคลั่งไคล้อยู่กับวิชาค่ายกลและวิชายันต์ ไม่แยแสสนใจในการรับศิษย์
สืบทอดวิชาเช่นเดียวกันกับเซียนกระบี่ ส่วนเซียนสัญจร โดยมากมัก
ถ่ายทอดทักษะวิชาของตนในรูปแบบบิดาสู่บุตร เก็บงำทักษะวิชาไว้เป็น
ความลับภายในตระกูล
แต่นักบวชนิกายพุทธกลับปรารถนาจะสั่งสอนทักษะฝีมือของพวก
มันให้แพร่กระจายไปยังทุกคน พวกมันยินดีถ่ายทอดสิ่งที่พวกมันล่วงรู้
ออกไปให้กว้างไกลที่สุด
เคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์ที่จงหยูฝึกปรือในครั้งแรก ก็ได้รับการถ่ายทอด
จากสมณะชราโดยไร้ข้อผูกมัดใดเช่นนี้เอง ห้องเรียนฝึกวิชาของเกาะเต่า
แม้ว่าต้องจ่ายค่าศึกษาเล่าเรียน แต่ทุกครั้งที่เปิดทำการสอน จำนวนคน
ที่มาเข้าเรียนล้วนมากมายมหาศาลกว่ารายชื่อที่ลงทะเบียนเอาไว้มากนัก
จงหยูไม่เคยไล่ส่วนเกินเหล่านั้นออกไป เพียงทำการสอนอย่างสงบ
รัศมีความสงบเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างของจงหยู กระทั่งอีเจิ้งผู้
มาจากสำนักเลื่องชื่อยังอดนับถือเลื่อมใสไม่ได้
จวบกระทั่งถึงบัดนี้ อีเจิ้งยังไม่อาจทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ว่า
สมณะนอกรีตที่ไม่ได้ถือกำเนิดจากวิถีทางอันเที่ยงธรรมผู้หนึ่ง ไฉนทรง
พลังอำนาจยิ่งกว่าบรรดาศิษย์พี่ในวัดของมันเสียอีก! นี่ไม่ได้กล่าวถึงด้าน
พลังฝีมืออันสูงเยี่ยม แต่เป็นในด้านรัศมีสภาวะและจิตแห่งเซนของ
นักบวชนิกายพุทธ!
การบรรยายของจงหยูยาวนานยิ่ง มักจะดำเนินติดต่อกันหลายวัน
นักบวชนิกายพุทธที่มาเข้าร่วมฟังเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน และมีหลาย
คนที่เดินทางมาจากต่างเมือง เพื่อมาเข้ารับฟังการสอนโดยเฉพาะ
หลังจากเลิกจากชั้นเรียน จงหยูชมชอบเดินทอดน่องไปตามท้องถนน
ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันเมื่อเดินอยู่ท่ามกลางกระแสผู้คนอันคึกคักสับสน
กลับสามารถสัมผัสได้ถึงระลอกการสั่นไหวอันแปลกประหลาดในใจตนเอง
คล้ายต้องการบ่งบอกสิ่งใดแก่มัน ดังนั้นมันชมชอบทำเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง
ในไม่ช้าการเดินทอดน่องไปตามท้องถนน ก็กลับกลายเป็นส่วนหนึ่ง
ในวัตรปฏิบัติของมัน
ทว่าในวันนี้… …
จงหยูจู่ ๆ ชะงักเท้า
ที่มุมถนนด้านตรงข้าม เห็นกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยแสงสมบัติละลานตา
กำลังหัวร่อพลางสนทนาอย่างไม่เกรงอกเกรงใจผู้ใด
“โฮ่ เมืองซวีหลิงนี้รุ่งเรืองไม่เบา!” ผู้กล่าววาจาเป็นบุรุษหนุ่มในชุด
ยาวสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง มันกำลังกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างตื่น
ตาตื่นใจ จากนั้นพลันตาลุกวาบ “เด็กหญิงนางนั้นไม่เลวเลย!”
“อยู่ที่ใด?” “อยู่ที่ใด?”
คนอื่น ๆ ตื่นเต้นสนใจขึ้นมาทันที พากันยื่นหน้าเข้ามาชมดู
“นั่นอย่างไรเล่า เด็กหญิงผู้นั้น พวกเจ้าเห็นหรือไม่ คนที่สวมใส่เกราะ
สีฟ้า! ดูเรือนร่างของนางสิ… …” บุรุษเสื้อแดงกล่าวพลางเช็ดน้าลาย
คนอื่น ๆ ล้วนจ้องมองด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ตัวบัดซบทั้งหลาย! อยู่อย่างเรียบ ๆ ร้อย ๆ ให้แก่ข้า!”
ผู้คนที่กำลังน้าลายไหลพอฟังเสียงตวาด ต้องพากันเหี่ยวเฉาราวกับ
มะเขือยาวผ่านน้าค้างแข็ง
เจ้าของวาจาเมื่อครู่เป็นบุรุษกลางคนผู้หนึ่ง สุ้มเสียงยะเยียบเย็นชา
กำลังดวงตากวาดมองรอบด้านอย่างช้า ๆ
ที่แปลกประหลาดที่สุดคือดวงตาของมัน ซึ่งดูคล้ายน้าแข็งทมิฬใต้ก้น
บึ้งของพื้นโลก แผ่ซ่านประกายเย็นเยียบอันน่าตระหนกออกมา ไม่ว่ามอง
ผ่านไปที่ใด คล้ายอุณหภูมิลดต่าลงอย่างฉับพลันกลายเป็นเย็นเยียบเสียด
กระดูก แอ่งน้าขังตามพื้นกลับกลายเป็นน้าแข็งด้วยระดับความเร็วที่
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ผู้ที่ผ่านทางไปมารอบ ๆ ล้วนตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ แตกฮือ
ออกไปในทันที
จากนั้นสายตาของบุรุษกลางคนตกลงบนร่างของจงหยู
ทันใดนั้นคราบหิมะน้าแข็งปรากฏขึ้นบนร่างจงหยูโดยปราศจากสุ้ม
เสียง โดยเฉพาะตรงหว่างคิ้ว ถึงกับปกคลุมไปด้วยชั้นน้าแข็ง
แต่แล้วสองคิ้วพลันสั่นพลิ้วอย่างพิสดาร ชั้นน้าแข็งแตกหลุดหล่นร่วง
ไปหมดสิ้น จงหยูค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า