สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 481 ความลับเริ่มเปิดเผย
ทั้งสองต่างฝ่ายต่างจ้องมองซึ่งกันและกัน
หนึ่งเย็นยะเยียบเท่าน้าแข็ง อีกหนึ่งสงบราบเรียบดุจบ่อน้าโบราณ
บุรุษวัยกลางคนเผยสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวอย่างเย็นชา “นึกไม่ถึงว่า
ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้จะได้พบพานยอดยุทธ์เช่นพี่ท่าน ผู้น้องเหลิ่งเวย
ท่านที่นับถือโปรดบ่งบอกนามอันสูงส่ง!”
“จงหยู” จงหยูประสานมือคารวะอย่างเยือกเย็น
ทั้งคู่ยังไม่ละสายตาจากอีกฝ่าย
อึดใจหนึ่ง เหลิ่งเวยค่อยกล่าวอย่างฉับพลัน “พวกเรายังมีเรื่องต้อง
กระทำ ขออำลา” กล่าวจบ มันก็นำกลุ่มหมุนตัวจากไป
จงหยูเพ่งตามองตามคนกลุ่มนั้นไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“เหล่าต้า คนผู้นั้นร้ายกาจนักหรือ?” บุรุษหนุ่มเสื้อแดงลองถามหยั่ง
เชิง
เหลิ่งเวยแค่นเสียงอย่างเย็นชา “อย่าได้ตอแยคนผู้นั้น”
คนอื่น ๆ พอฟังเช่นนี้ล้วนตะลึงลานอย่างพร้อมเพรียง! แม้ว่าเหล่าต้า
ไม่ได้บอกกล่าวตรง ๆ ว่าอีกฝ่ายฝีมือเข้มแข็งสักเพียงใด ทว่านับตั้งแต่
มาถึง เหล่าต้าเพิ่งออกปากเตือนเช่นนี้เป็นครั้งแรก
บุรุษหนุ่มเสื้อแดงหันกลับไปมองอย่างสงสัยใคร่รู้ เห็นสมณะที่ดู
ธรรมดาสามัญยิ่งผู้นั้นยังคงยืนนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม
มันมองไม่เห็นว่าคนผู้นี้ร้ายกาจตรงที่ใด!
มันสะบัดศีรษะแรง ๆ สะกดความงุนงงสงสัยกลับลงไปที่ก้นบึ้งในใจ
มันแม้ทระนงถือดี แต่ไม่เคยลำพองใจจนขาดความระมัดระวัง บุคคลที่
กระทั่งเหล่าต้ายังหวาดระแวงเช่นนี้ ย่อมไม่รวบรัดธรรมดา พอนึกถึง
จุดมุ่งหมายในการเดินทางมาครั้งนี้ ต้องโพล่งถามอย่างกะทันหัน “เหล่า
ต้า หรือว่ามันก็… …”
เหลิ่งเวยหน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย สุ้มเสียงยังคงเย็นชาเหมือนเช่น
ปกติ “มันหากใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่”
“เช่นนั้นพวกเราเล่า?”
“ก่อนอื่นเราก็ต้องหาที่พัก”
จั่วม่อผู้น่าสงสาร การฝึกปรืออย่างสุขสงบของมันเพิ่งจะเริ่มต้นได้
ไม่กี่วัน กลับถูกก่อกวนด้วยเรื่องราวแปลกประหลาดอีกคำรบ นั่นคือมีซิว
เจ่อต่างถิ่นจำนวนมากเดินทางเข้ามายังเมืองซวีหลิง หรือกล่าวให้ถูกต้อง
กว่านั้น ต้องบอกว่าปรากฏยอดยุทธ์จำนวนมากเดินทางมาชุมนุมกัน
ยอดยุทธ์?
ทุกวันนี้ผู้ที่สามารถเรียกได้ว่ายอดยุทธ์ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นซิว
เจ่อด่านจินตัน เมืองซวีหลิงจู่ ๆ ปรากฏจินตันมากมายเดินทางเข้ามา
สถานการณ์ผิดปกตินี้สะกิดความตื่นตัวของผู้คนในทันที
ว่ากันว่าในเมืองซวีหลิงเกิดการต่อสู้ปะทุขึ้นบ่อยครั้ง คู่กรณีย่อมเป็น
จินตันทั้งสิ้น นำมาซึ่งการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก กระทั่งห้องเรียน
ฝึกวิชาของเกาะเต่ายังได้รับผลกระทบไปด้วย บรรดาศิษย์จำนวนมากซึ่ง
ล้วนเป็นซิวเจ่อระดับต่าพากันหวาดผวาจนไม่กล้าเดินทางมาเข้าเรียน
สำหรับบรรดาขุมกำลังท้องถิ่น สิ่งที่พวกมันต้องรักษาเอาไว้ก็คือ
สภาพแวดล้อมอันสงบสันติ ไม่ว่าธุรกิจการค้าใดล้วนต้องการ
สภาพแวดล้อมที่สงบสุข
การหลั่งไหลเข้ามาอย่างคับคั่งของเหล่ายอดยุทธ์ กลับกลายเป็น
ปัญหาที่พวกมันต้องปวดเศียรเวียนเกล้ามากที่สุด เทพมรณะเหล่านี้ไม่ว่า
อยู่ตัวคนเดียวหรือมากันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยมากมักไม่มีอารมณ์ที่ดี การฆ่า
คนกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไม่ต่างจากการรับประทานอาหาร
บรรดายอดยุทธ์ต่างถิ่นเป็นปัจจัยที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในการรักษาความ
สงบสันติของเมือง
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อไม่เคยคิดจะยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับการรักษาความ
สงบในเมืองซวีหลิง นั่นเป็นหน้าที่ของพรรคซวีหลิงต่างหาก แต่จาก
สถานการณ์ผิดปกตินี้ มันสังหรณ์ใจว่าพายุใหญ่อันร้ายกาจกำลังก่อตัวขึ้น
เงียบ ๆ
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เรื่องราวใดกันที่ทำให้จินตันมากมายถึงเพียงนี้ พากันแห่แหนมายัง
เมืองซวีหลิง? เมืองซวีหลิงไม่ใช่เมืองใหญ่ ทั้งยังไม่ได้มีสินค้าที่โดดเด่นเป็น
พิเศษอันใด
ด้วยสังหรณ์ร้ายอันรุนแรง จั่วม่อตัดสินใจสืบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง
บรรยากาศภายในเกาะเต่ากลายเป็นเขม็งตึงเครียดทันที ค่ายกล
พิทักษ์เกาะเปิดใช้งานอีกครั้ง ส่วนห้องเรียนฝึกวิชาก็ยกเลิกไปทั้งหมด
ข่าวสารถูกส่งมาจากเมืองซวีหลิงไม่ขาดสาย
ในระยะเวลาอันสั้นเพียงสองวัน จำนวนจินตันในเมืองซวีหลิงเพิ่มขึ้น
เป็นหนึ่งร้อยคน นี่เป็นจำนวนที่ทำให้ทุกผู้คนหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
หนึ่งร้อยจินตันเพียงพอจะถล่มเมืองซวีหลิงจนราบเป็นหน้ากลอง!
แต่จินตันยังคงทยอยเข้ามาเพิ่มไม่ขาดสาย
หลังจากเจ็ดวันผ่านไป จำนวนจินตันในเมืองซวีหลิงบรรลุถึงระดับอัน
น่าขนพองสยองเกล้า ห้าร้อยคน!
การต่อสู้ในเมืองซวีหลิงปะทุขึ้นแทบทุกหัวระแหง ผู้คนเข่นฆ่ากัน
กลางถนนอยู่บ่อยครั้ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ระหว่างจินตัน
เป็นที่น่าตระหนกอกสั่นนัก ทุกที่ในเมืองซวีหลิงเต็มไปด้วยร่องรอยความ
เสียหาย ไม่มีผู้ใดกล้าห้ามปรามพวกมัน ต่อหน้าการต่อสู้ระดับนี้ ซิวเจ่อ
ระดับต่ามีค่าไม่ต่างจากฝุ่นธุลี หามีคนแยแสสนใจพวกมันไม่
ซิวเจ่อระดับต่าจำนวนมหาศาลเริ่มหลบหนีออกจากเมืองซวีหลิง
อย่างอกสั่นขวัญแขวน
ซิวเจ่อระดับต่ามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาศิษย์ในห้องเรียน
เกาะเต่าพากันแล่นไปยังเกาะเต่า ด้วยความหวังว่าจะขอลี้ภัย สำหรับ
แรงงานไม่เสียค่าจ้างที่วิ่งมาถึงหน้าประตูด้วยตัวเอง จั่วม่อย่อมไม่
เกรงอกเกรงใจ รับพวกมันทั้งหมดเข้ามาในเกาะ แต่มันคาดไม่ถึงว่า
พฤติการณ์ของมันคราวนี้ จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในหมู่ซิวเจ่อระดับ
ต่า
ในสายตาผู้อื่น ซิวเจ่อระดับต่าสามารถพบได้ทุกที่ ไม่มีคุณค่าใด ๆ
ผู้ใดจะเสียเวลาให้การปกป้องซิวเจ่อที่ไร้ค่าเช่นพวกมัน?
ก่อนหน้านี้ชื่อเสียงของเกาะเต่าในหมู่ซิวเจ่อระดับต่าก็เป็นสิ่งที่ดีมาก
อยู่แล้ว พอฟังว่าเกาะเต่ายินดีรับซิวเจ่อระดับต่าทั้งหมดที่ไปขอพึ่งใบบุญ
ผู้คนที่ไม่ยินยอมจากไปล้วนพากันหอบหิ้วครอบครัว วิ่งไปยังเกาะเต่าใน
บัดดล
จั่วม่อยอมรับมวลชนทั้งหมดอย่างไม่เกี่ยงงอน จะอย่างไรเกาะเต่าก็
ใหญ่โตมโหฬาร สามารถรองรับพวกมันทุกคน
แต่รอจนจั่วม่อเห็นสวีเจิ้งเวย ยังอดตะลึงลานไม่ได้ รีบตรงเข้ารับหน้า
“นั่นไม่ใช่ผู้เฒ่าสวีหรอกหรือ? ลมอันใดหอบผู้เฒ่าสวีมาด้วย?”
สวีเจิ้งเวยใบหน้าชราแดงซ่านอยู่บ้าง “เราผู้เฒ่าต้องมาขอพึ่งใบบุญ
ของท่านประมุขเกาะด้วยแล้ว!”
จั่วม่ออึ้งงันอีกรอบ จากนั้นกล่าวพลางหัวร่อ “ผู้เฒ่าสวี อย่าได้ล้อเล่น
แล้ว”
สำหรับบรรดาซิวเจ่อระดับต่า มาขอเข้าร่วมกับมันไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่สวีเจิ้งเวยเป็นจินตันผู้หนึ่ง สมควรไม่มีปัญหาประสบภัยคุกคามถึงชีวิต
กระมัง?
“ยามนี้เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดมีอารมณ์ล้อเล่น” สวีเจิ้งเวยถอนใจยาว
เยือก “อา ท่านประมุขเกาะยังไม่ทราบว่าพวกมันทำลายเมืองซวีหลิง
อย่างไร! คนป่าเถื่อนเหล่านั้นเอาแต่ต่อสู้เข่นฆ่ากันทุกวัน พวกมันคงไม่
ทราบว่าหยุดมือเขียนอย่างไร! มีอยู่หลายครั้งที่เราผู้เฒ่าแทบจะรักษาชีวิต
น้อย ๆ เอาไว้ไม่ได้”
เห็นใบหน้าระโหยโรยแรงของสวีเจิ้งเวย จั่วม่อในที่สุดค่อยเข้าใจว่า
สถานการณ์ยังร้ายแรงกว่าที่มันคิด รีบปลอบโยนพลางกล่าวว่า “เข้ามา
เข้ามา ผู้เฒ่าสวี เข้าไปสนทนากันในเกาะดีกว่า”
กล่าวจบก็นำทางสวีเจิ้งเวยเข้าไปในเกาะ
การต่อสู้ภายในเมืองรุนแรงยิ่ง ก่อนหน้านี้ซางเว่ยหมิงที่เข้าไปสืบข่าว
ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จั่วม่อจึงเรียกมันกลับมายังเกาะเพื่อความปลอดภัย
ดังนั้นจนถึงยามนี้ มันยังไม่ล่วงรู้ว่ายอดยุทธ์เหล่านี้แห่แหนกันมาด้วยเหตุ
อันใด แต่สวีเจิ้งเวยเป็นจินตัน สมควรล่วงรู้เบื้องลึกเบื้องหลังอยู่บ้าง
จริงดังคาด จั่วม่อพอสอบซักอย่างละเอียด เรื่องราวความลับอัน
ยิ่งใหญ่ประการหนึ่งก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ผิวน้า
มีคนเคยได้ยินว่าในละแวกเมืองซวีหลิงมีซากโบราณสถานอยู่แห่ง
หนึ่ง เป็นวิหารเทพสุริยันแห่งชนเผ่าเทพสุริยันในยุคโบราณ มหาวิหาร
เทพที่ว่านี้หลับใหลอยู่ที่ใดที่หนึ่งภายใต้ทะเลเมฆใกล้เมืองซวีหลิง
ทีแรกผู้คนพอฟังเรื่องนี้ ล้วนแค่นหัวร่ออย่างเหยียดหยาม
ทุกวันนี้ ในหนึ่งปีหากไม่มีข่าวลือเกี่ยวกับซากโบราณสถานหรือขุม
สมบัติ หรือไม่ก็ถ้าเซียนวิเศษปรากฏขึ้นสักหลายครั้ง ก็ผิดแปลกไปแล้ว
ข่าวลือจะแต่งแต้มเล่าลือเสียจนประหนึ่งว่าเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน แต่รอ
จนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ทุกผู้คนค่อยพบว่านั่นเป็นเพียง
เรื่องหลอกลวงเท่านั้น
ทว่าข่าวลือคราวนี้กลับผิดแผกแตกต่าง เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป
รายละเอียดหลายอย่างก็ถูกเปิดเผยตามมา ค่อย ๆ ดึงดูดความสนใจจาก
ผู้ชมเหล่านั้น
รอจนหน้ากากเทพสุริยันที่ชำรุดเสียหายจู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นในงาน
ประมูลขนาดใหญ่หนหนึ่ง ผู้คนก็เริ่มเชื่อข่าวลือ ซิวเจ่อที่มีฝีมือหลอมสร้าง
หลายท่านถูกเชื้อเชิญมาเพื่อตรวจสอบยืนยันหน้ากากโบราณที่แตกหักนี้
เมื่อแต่ละคนกลับออกมา พวกมันล้วนมีสีหน้าอัศจรรย์ใจในหน้ากากชิ้นนี้
โดยไม่มีข้อยกเว้น
กลิ่นอายสภาวะเก่าแก่โบราณที่แฝงเร้นอยู่ภายใน ทำให้ซิวเจ่อทุกคน
ที่สัมผัสกับมันเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
จากนั้นข่าวลืออื่น ๆ ก็ผุดขึ้นตามตลาดร้านถิ่น ว่ากันว่าสำนักที่
ใหญ่โตที่สุดในเมืองซวีหลิง พรรคซวีหลิง ได้ลอบเสาะหาซากโบราณสถาน
เหล่านี้มานานหลายปี หน้ากากนี้เป็นหนึ่งในสิ่งของที่พวกมันค้นพบ แต่ไม่
ทราบเพราะเหตุใด สุดท้ายรั่วไหลออกสู่ท้องตลาดในภายหลัง
และยิ่งไปกว่านั้น ยังเล่าลือกันว่าเบื้องหลังพรรคซวีหลิงยังมีขุมพลัง
อำนาจที่ยิ่งใหญ่ซ่อนตัวอยู่หลังฉาก และพรรคซวีหลิงที่แท้ถูกก่อตั้งขึ้น ก็
เพียงเพื่อเสาะหาและสำรวจซากโบราณสถานที่ว่านี้เอง!
ข่าวลือมากมายแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรทะเลเมฆอย่างรวดเร็ว
ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อหลังจากฟังเรื่องราวเหล่านี้จากสวีเจิ้งเวย
พลันตระหนักในทันทีว่าข่าวลือนี้เป็นความจริง! เนื่องเพราะพฤติการณ์
ของพรคคซวีหลิงแปลกประหลาดเกินไป เกาะเต่าเปิดศึกต่อสู้กับ
ตระกูลเถียนอย่างดุเดือดรุนแรง แต่พรรคซวีหลิงกลับไม่มีปฏิกิริยาใด
แม้แต่น้อย ซึ่งความจริงเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ขุมกำลังที่ครองอำนาจอยู่ใน
สถานที่แห่งนี้สมควรเพิกเฉยได้ นอกเสียจากว่าความกังวลสนใจของพวก
มันไม่ได้อยู่ที่การรักษาขุมอำนาจตั้งแต่แรกแล้ว!
เมื่อรับทราบสาเหตุของเรื่องราว มันในที่สุดก็เข้าใจว่าจินตันมากมาย
ไฉนมารวมตัวกันที่เมืองซวีหลิง
“แล้วพรรคซวีหลิงไม่มีปฏิกิริยาใดเลยหรือ?” จั่วม่อพลันคิดถึง
คำถามนี้
“ไม่มี” สวีเจิ้งเวยสั่นศีรษะ “พวกมันยังจะมีปฏิกิริยาใดได้? กับจินตัน
มากมายถึงเพียงนี้! ยามนี้ผู้คนกำลังหารือกันเรื่องไปยังพรรคซวีหลิง เพื่อ
กดดันให้หลู่เจิ้นเปิดเผยตำแหน่งของซากโบราณสถานออกมา”
จั่วม่อพอครุ่นคิดก็พบว่าถูกต้อง พรรคซวีหลิงย่อมไม่ใช่คู่มือของจิน
ตันจำนวนมากถึงเพียงนี้ ที่เป็นได้มากที่สุดคือพวกมันจะต้องร้องขอความ
ช่วยเหลือจากขุมกำลังที่หนุนหลังพวกมัน
“เวลานี้มีจินตันมากันกี่คนแล้ว?” จั่วม่อยังคงซักถามรายละเอียด
“สมควรมากกว่าครึ่งของจินตันทั่วอาณาจักรทะเลเมฆ” สวีเจิ้งเวย
กล่าว “ไม่ว่าผู้ใดที่มีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาส
เช่นนี้ ชนเผ่าที่มีดวงอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์ศึก ล้วนเป็นชนเผ่าอันเข้มแข็ง
ทรงพลัง คนเหล่านี้คงมุ่งหวังว่าหากพวกมันบังเอิญได้รับสมบัติวิเศษสัก
ชิ้นสองชิ้น คราวนี้พวกมันก็ร่ารวยจริง ๆ แล้ว”
จั่วม่อไม่กล่าวคำใด นกตายเพราะอาหารคนตายเพราะสมบัติ สัจ
ธรรมข้อนี้ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ใต้ทะเลเมฆเต็มไปด้วยภยันตรายสารพัดชนิด ไหนจะบรรดาสัตว์อสูร
อันร้ายกาจเหล่านั้น พวกมันเป็นจินตันแล้วจะเป็นไร รับรองว่าไม่มีปัญญา
หลุดรอดจากอันตรายยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้ หลังจากมีประสบการณ์กับสนาม
รบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์โดยตรง เกี่ยวกับภยันตรายภายในซาก
โบราณสถานแห่งยุคบรรพกาล เกรงว่าไม่มีผู้ใดรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งกว่าจั่วม่อ
กับพวกอีก ครั้งนั้นหากไม่มีซือ อสุภะประหลาดตนนั้น พวกมันจะสามารถ
หลุดรอดออกมาจากที่แห่งนั้นได้หรือไม่ยังไม่ทราบแน่ชัด
ขบคิดถึงตรงนี้ อดคิดถึงอสุภะประหลาดไม่ได้
ไม่ทราบว่าลุงซือเสาะพบบ้านเกิดของตนหรือไม่… …
ครุ่นคิดกลับไปกลับมาหลายตลบ จั่วม่อตกลงใจไม่เกลือกกลั้วกับ
ปลักน้านี้ เกาะเต่าอันกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสินค้าของตัวเอง ไม่
จำเป็นต้องกังวลเรื่องการหาเลี้ยงปากท้อง มันจะรอคอยอีกสองสามเดือน
ข้างหน้า ดูว่ามีโอกาสซื้อหาตัวอ่อนเมฆวารีมารักษาอากุ่ยหรือไม่ หากไม่
อาจหาซื้อได้จริง ๆ เช่นนั้นพวกมันก็ต้องเดินทางเข้าไปในทะเลเมฆด้วย
ตัวเองแล้ว
สมบัติแม้เป็นสิ่งที่ดี แต่หากไม่จำเป็น มันจะไม่เดิมพันด้วยชีวิตของ
ตัวเองเป็นอันขาด
เห็นจั่วม่อไม่สนใจจริง ๆ สวีเจิ้งเวยอดถามอย่างงุนงงไม่ได้ “ท่าน
ประมุขเกาะไม่สนใจหรือ?”
“หลวงจีนมีมาก ข้าวต้มกลับมีน้อย ลองดูจำนวนคนเหล่านั้น ยังจะมี
ที่หลงเหลือสำหรับพวกเราอีกหรือ” จั่วม่อกล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ จากนั้น
ปลอบใจสวีเจิ้งเวย “ผู้เฒ่าสวี อย่าได้คิดมากไปแล้ว พักผ่อนบนเกาะให้
สบายใจเถอะ“
จั่วม่อคบค้าสมาคมกับสวีเจิ้งเวยมาระยะหนึ่ง ทราบว่านี่เป็นบุคคล
อันสัตย์ซื่อผู้หนึ่ง
เมื่อทราบสาเหตุของหายนะภัย จั่วม่อเปิดค่ายกลพิทักษ์เกาะเต็ม
รูปแบบ แล้วหันไปฝังศีรษะอยู่กับการฝึกฝีมือต่อ ส่วนบรรดาซิวเจ่อระดับ
ต่าบนเกาะ หลังจากลงหลักปักฐานเรียบร้อย ก็เริ่มเปิดห้องเรียนฝึกวิชาอีก
ครั้ง
หลังจากล่วงรู้ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด จั่วม่อระบายลมหายใจอย่าง
โล่งอก ทันใดนั้นเห็นเจดีย์น้อยเหินลิ่วเข้ามาอย่างลุกลี้ลุกลน
ร่างอ้วนกลมและชายคาโค้งมนของเจดีย์น้อย ทำให้มันดูคล้ายกรง
เล็บเนื้อนุ่มกลม ๆ ยิ่งน่ารักน่าเอ็นดูมากขึ้น มันพอพบเห็นจั่วม่อ ดูคล้าย
พบเจอพระมาโปรด อุ้งมืออ้วนกลมตะครุบชายเสื้อจั่วม่ออย่างไม่รีรอ
“บุตรอันประเสริฐ บิดาไม่ว่างมาเล่นกับเจ้าหรอก ไปเล่นกับพี่น้อง
ของเจ้าเถอะ!” จั่วม่อตบเจดีย์น้อยเบา ๆ อย่างรักใคร่
เจดีย์น้อยกลับมีทีท่าตื่นตระหนกสุดระงับ ฉุดกระชากชายเสื้อของ
จั่วม่ออย่างเอาเป็นเอาตาย พยามลากมันไปในทิศทางหนึ่ง
“อย่าได้ก่อกวนแล้ว อย่าได้ก่อกวนแล้ว!” จั่วม่อดุพลางหัวร่อ นึกไม่
ถึงเจดีย์น้อยกลับยิ่งฉุดกระชากแรงขึ้น ค่อยสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ
จั่วม่อใจหายวาบ หรือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น?
เจดีย์น้อยเห็นจั่วม่อดูเหมือนจะเข้าใจแล้ว รีบเหินลิ่วนำไปเบื้องหน้า
จั่วม่อตามติดหลังไปอย่างกระชั้นชิด
เจดีย์น้อยนำจั่วม่อมาถึงปากทางเข้าถ้าแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว