สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 483 กำลังหนุน!
เมื่อสือผิ่นดึงคนตัวเล็ก ๆ ในชุดขาวที่มีขนาดเท่ากับตัวมันเข้ามา
ตรงหน้าจั่วม่อ จั่วม่ออ้าปากค้างจนคางแทบจรดพื้น
“จู่เหริน โปรดประทานนามให้ด้วย!” สือผิ่นกล่าวอย่างเคร่งขรึม
จั่วม่อมองดูคนสีขาวตัวเล็กอย่างอยากรู้อยากเห็น คนสีขาวตัวเล็ก
คล้ายเอียงอายอยู่บ้าง คอยแอบอยู่ด้านหลังสือผิ่น ลอบมองออกมาด้วย
สายตาขลาดอาย คนสีขาวตัวเล็กมีรูปร่างเท่ากับสือผิ่นไม่มีผิดเพี้ยน
ใบหน้างดงามละเอียดอ่อน แต่คนสีขาวรูปโฉมละมุนละไมกว่าสือผิ่น สือ
ผิ่นมีสีหน้าท่าทีดุดันรุนแรงกว่า นี่ทำให้ทั้งคู่มีท่วงท่าสภาวะแตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง คนสีขาวตัวเล็กให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนดั่งแสงตะวัน
ในขณะที่สือผิ่นแผ่ซ่านกลิ่นอายเย็นเยียบอยู่ตลอดเวลา
หลังจากเพ่งพิศอยู่ชั่วครู่ จั่วม่อยังคงไม่อาจทราบชัดว่าคนสีขาวตัว
เล็ก ที่แท้เป็นชายหรือหญิงกันแน่
จั่วม่อชี้ไปที่คนสีขาวตัวเล็ก พลางหันไปถามสือผิ่น “มันเป็น… …ของ
เจ้า… …”
“น้องชาย!” สือผิ่นใบหน้าทั้งเคร่งขรึมทั้งจริงจัง
โอ้ ที่แท้เป็นบุรุษ น่าเสียดาย… … ฮะ ไฉนข้ารู้สึกว่าน่าเสียดาย… …
“เช่นนั้นมันเรียกว่าหยางกวง (แสงตะวัน) ” พลังจินตนาการอันน้อย
นิดของจั่วม่อทำให้มันไม่อาจนึกหาชื่อที่ดีกว่านี้ได้ เพียงตั้งอย่างทื่อด้าน
พอให้พ้นหน้าไป
“หยางกวง… …” สือผิ่นเอียงคอ ใบหน้าน้อย ๆ เคร่งขรึมจริงจัง ยิ่งคิด
ยิ่งรู้สึกว่านามนี้ดียิ่ง “ขอบคุณจู่เหรินประทานนาม!”
หยางกวงเผยอยิ้มสว่างไสวดุจแสงตะวัน
สองพี่น้องบินรี่ติดตามกันจนลับหายไป ดูท่าคงไปหาเรื่องเล่นที่อื่น
จั่วม่อสั่นศีรษะอย่างระอาใจเล็กน้อย จากนั้นหันกลับไปวางแผนหา
ความร่ารวยของมันต่อ
ภายในถ้า กู้หมิงกงเหม่อมองซากแมลงที่กองสุมบนพื้นตาแทบถลน
คนคล้ายถูกสายฟ้าฟาดใส่กลางศีรษะ
“ต้า… …ต้าเหริน… …” สุ้มเสียงสั่นสะท้านของมันได้ยินถนัด ฟัง
คล้ายลิ้นขมวดพันกัน ตะกุกตะกักถามว่า “ใคร… …ใครฆ่าพวกมัน
ทั้งหมด?”
“อ้อ สัตว์ปราณของข้าเอง” จั่วม่อตอบอย่างไม่เห็นสำคัญ จากนั้น
ถามอย่างกระตือรือร้นสนใจ “ซากแมลงเหล่านี้ สามารถใช้หลอมสร้างชุด
เกราะใบหลิวคลื่นทมิฬที่เจ้าว่าหรือไม่?”
กู้หมิงกงอึ้งงันไปครู่ใหญ่ สัตว์ปราณฆ่าแมลงเหล่านี้? สวรรค์! สัตว์
ปราณอันใดจึงร้ายกาจปานนี้!
แมลงใบไม้ศิลาลึกเป็นสัตว์ปราณระดับห้า! เปลือกเกราะอันแกร่ง
กร้าวของพวกมัน กระบี่บินต่ากว่าระดับห้าไม่อาจระคายผิว! แมลงใบไม้
ศิลาลึกโดยทั่วไปแล้วไม่มีจุดอ่อน พวกมันไม่เกรงกลัวพิษ เพลิงไฟหรือ
ความเย็น อีกทั้งพวกมันอาศัยอยู่รวมเป็นฝูงใหญ่ ยากจะรับมือเป็นที่สุด
มันลองหยิบซากแมลงจากพื้นขึ้นมาชมดู แมลงใบไม้ศิลาลึกตัวนี้
เสียชีวิตมานานแล้ว บนเปลือกแข็งไม่มีริ้วรอยแม้แต่รอยเดียว แต่เมื่อลอง
เปิดเปลือกชั้นนอกออกดู จะสามารถพบเห็นรอยแผลกระบี่ที่คว้านทะลวง
ผ่านเลือดเนื้อร่างกายภายในทั้งหมด
เจตจำนงกระบี่อันร้ายกาจ!
สัตว์ปราณอันร้ายกาจ!
กู้หมิงกงค่อยปลุกปลอบสติกลับคืนมา รีบตอบรับว่า “ได้ ได้ พวกมัน
สามารถนำไปหลอมสร้างได้! สามารถนำไปหลอมสร้างได้! แมลงใบไม้ศิลา
ลึกมากมายถึงเพียงนี้ บริวารไม่เคยเห็นจากที่ใดมาก่อนเลย ต้าเหรินท่าน
อาจหัวร่อเยาะ แต่คราวนี้บริวารหวาดกลัวอย่างแท้จริง”
พอฟังว่าสามารถหลอมสร้างชุดเกราะใบหลิวคลื่นทมิฬได้ จั่วม่อ
ทำท่าประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก หน้าบานเป็นจานเชิง
ทั้งหมดนี้สามารถใช้หลอมสร้างชุดเกราะใบหลิวคลื่นทมิฬ! บางทีแต่
ละคนอาจได้รับคนละชุด!
“ต้าเหริน ท่านได้สำรวจถ้าแล้วหรือไม่?” กู้หมิงกงถามขึ้นอย่าง
กะทันหัน
พอฟังคำถาม จั่วม่อพลันฉุกใจคิด หรือว่าในถ้ายังมีอย่างอื่นด้วย? รีบ
ย้อนถามกลับ “ยังไม่ได้สำรวจ มีอะไรหรือ?”
กู้หมิงกงอธิบายว่า “ต้าเหรินอาจยังไม่ทราบ แต่แมลงใบไม้ศิลาลึก
เหล่านี้มีลักษณะพิเศษประการหนึ่ง นั่นคือพวกมันจะกัดกินโลหะพิภพ
บางชนิด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เปลือกเกราะของพวกมัน
ดังนั้นแมลงใบไม้ศิลาลึกมักจะอาศัยอยู่ด้านบนของเหมืองแร่พิเศษบาง
ชนิด ต้าเหรินอาจต้องลองสำรวจบริเวณนี้ดู หากสามารถหาเหมืองเหล่านี้
พบ จะเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวง”
จั่วม่อใจพอฟัง อดหวั่นไหวใจไม่ได้
ไม่ว่าขุมกำลังใด เหมืองแร่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่
หมายถึงรายได้ที่มั่นคงสม่าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังที่มั่งคั่งร่ารวยสัก
เท่าใด หากไม่มีรายได้ที่มั่นคง ขุมกำลังนั้นย่อมไม่อาจรอดชีวิตได้นาน
เกาะเต่าอยู่ในเงื่อนไขที่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นท้องทุ่งปราณหรือถ้าไหมหิมะ
เย็นเยือกก็ล้วนแล้วแต่เป็นรายได้ที่มั่นคงสม่าเสมอ
หากเพิ่มเหมืองเข้ามาอีกสักแห่ง นั่นเท่ากับเพิ่มบุปผาบนแพรพรรณ
จั่วม่อตกลงใจสำรวจถ้าตามคำแนะนำของกู้หมิงกงทันที และเรื่อง
ครั้งนี้ทำให้มันนึกขึ้นได้ว่าบนเกาะมีถ้าที่ยังไม่ได้สำรวจอีกมาก อาจมี
ความลับมากมายที่มันยังไม่ได้ค้นพบ หลังจากสำรวจถ้าแห่งนี้แล้ว มัน
จะต้องสำรวจให้ทั่วเกาะอย่างแน่นอน
ถ้าไหมหิมะเย็นเยือกก็ยังสำรวจไม่เสร็จสิ้น ภายในถ้ายิ่งลึกยิ่งหนาว
เหน็บเสียดกระดูก ยากจะเดินทางเข้าไปได้
เมื่อคำนึงถึงด้านความปลอดภัยเป็นหลัก จั่วม่อไม่ได้บุกเข้าไปในส่วน
ลึกของถ้าใบไม้ศิลาลึกเพียงลำพัง แต่เรียกเหล่ายอดยุทธ์มาช่วยกันสำรวจ
ด้วย จริงดังคาด พวกมันพบสายแร่ของเหล็กกล้าลายหินแห่งหนึ่ง
เหล็กกล้าลายหินเป็นวัตถุดิบระดับสี่ มีการใช้กันอย่างกว้างขวางใน
การผลิตอาวุธเวทแทบทุกชนิด ดังนั้นราคาสูงมาก
สายแร่เหล็กกล้าลายหิน ท้องทุ่งปราณหลายหมื่นหมู่ ถ้าไหมหิมะเย็น
เยือก… เกาะเต่ายามนี้มั่งคั่งร่ารวยยิ่งกว่าผู้ใดในเมืองซวีหลิง
แต่มีเพียงไม่กี่คนซึ่งร่วมสำรวจกับจั่วม่อที่ทราบเรื่องสายแร่ บนเกาะ
ยามนี้มีผู้คนมากหน้าหลายตา สถานการณ์เบื้องนอกก็สับสนวุ่นวาย หาก
ข่าวเรื่องสายแร่แพร่งพรายออกไป ผู้คนอาจจู่โจมเกาะเต่าทันที
เวลาเช่นนี้ยังคงอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวจะดีกว่า
พรรคซวีหลิงถูกก่อกวนไม่เว้นแต่ละวัน โดยฝีมือของเหล่าซิวเจ่อที่
พยายามซักไซ้ถามหาสถานที่ตั้งของวิหารเทพสุริยันอย่างบ้าคลั่ง หลู่เจิ้น
กับพวกแม้อยากหลบลี้หนีหน้าก็ไม่มีปัญญาจากไป
“อา เมื่อใดเบื้องบนจะส่งคนมา!” หวงเจี๋ยคร่าครวญอย่างหวนโหย
ใบหน้าขมขื่น หากมิใช่ว่าคนเหล่านั้นยังคงระมัดระวังขุมอำนาจเบื้องหลัง
ของพวกมันทั้งสอง เกรงว่าซิวเจ่อป่าเถื่อนเหล่านั้นคงฉีกพวกมันออกเป็น
ชิ้น ๆ เสียนานแล้ว!
“อีกไม่นาน” หลู่เจิ้นแสร้งทำเป็นเยือกเย็น
ในเวลานี้เอง ตะเกียงน้ามันบนโต๊ะพลันระเบิดแสงสว่างวาบ สุ้มเสียง
แกร่งกร้าวทรงอำนาจดังสะท้านทั่วห้อง
“ออกมาต้อนรับ!”
หลู่เจิ้นกับหวงเจี๋ยตะลึงงัน จากนั้นสีหน้าทอแววปลาบปลื้มปิติ พวก
มันเหินทะยานออกไปพร้อมกัน หลู่เจิ้นล้วงระฆังหยกใบเล็ก ๆ ออกมา สั่น
เบา ๆ สองครั้งครา
เสียงระฆังยาวเยือกกังวานแว่วไปทั่วทั้งพรรคซวีหลิง
ชั่วอึดใจให้หลัง เห็นศิษย์พรรคซวีหลิงนับไม่ถ้วนเหินร่างออกมาจาก
ภูเขา สีหน้าเคร่งขรึม จัดแถวเข้าหากันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เหล่าซิวเจ่อจินตันที่รอคอยมานานจนแทบอดรนทนไม่ไหว ถึงตอนนี้
พากันเบิกตากว้าง ต้องการชมดูว่าพรรคซวีหลิงคิดเล่นลวดลายใด บรรดา
ผู้ที่มีความคิดประเปรียวสีหน้าแปรเปลี่ยนทันควัน ฉุกคิดถึงขุมกำลังที่
หนุนหลังพรรคซวีหลิงขึ้นมา ดูท่าสำนักที่อยู่เบื้องหลังพรรคซวีหลิงคิด
เปิดเผยตัวตนแล้วหรือไม่?
ลูกศิษย์พรรคนับไม่ถ้วนยืนเรียงรายเป็นสองแถวขนานกัน จากหน้า
ประตูพรรค ทอดยาวไปถึงหน้าประตูเมืองซวีหลิง พวกมันยืนก้มศีรษะ
อย่างนอบน้อม ปราศจากสุ้มเสียงสำเนียงใด พิธีการอันเคร่งขรึมและเงียบ
สงัดนี้ บันดาลให้จินตันทั้งหมดในเมืองซวีหลิงมีสีหน้าท่าทีหนักอึ้งขึ้นมา
หลู่เจิ้นกับหวงเจี๋ยปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าสุดของแถว
ขณะที่ทุกคนแหงนหน้ารอคอย เส้นสายเพลิงไฟจุดหนึ่งพลันปรากฏ
ขึ้นที่เส้นขอบฟ้า ทีแรกเปลวเพลิงกลุ่มนี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ภายในชั่ว
กะพริบตาเดียว พลันขยายใหญ่พรวดพรวด บดบังดวงอาทิตย์ แผดเผา
ท้องนภา
ท้องฟ้าที่เดิมทีเป็นสีฟ้ากระจ่างพลันสูญเสียสีสัน!
เปลวเพลิงลุกโชติช่วงกลืนกินฟ้าสวรรค์!
หญ้าเขียวบนพื้นเหี่ยวเฉาด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา
เปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านสีดำในบัดดล แม่น้าที่ไหลผ่านพื้นดินคล้ายเดือดพล่าน
ขึ้นมาทันตาเห็น! ลำธารที่มีขนาดย่อมลงสักเล็กน้อย ถึงกับแห้งเหือดไปใน
บัดดล
นี่ไม่ต่างจากวันสิ้นโลก!
ยอดยุทธ์จินตันทั้งมวลพอเห็นฉากนี้ชัดตา ล้วนมีสีหน้าแตกตื่นตะลึง
ลาน ผู้ที่ขลาดเขลาอยู่บ้างถึงกับรู้สึกเข่าสั่นกระทบกัน
ในใจพวกมันมีเพียงคำเดียว…
…หยวนอิง!
มีเพียงหยวนอิงเท่านั้น จึงสามารถครอบครองสภาวะหมิ่นหยามทั้ง
โลกหล้าเช่นนี้ได้!
เปลวเพลิงคลุมนภาคล้ายพบช่องทางให้ไป พลันไหลบ่าไปหาหลู่เจิ้น
กับหวงเจี๋ยอย่างกระชั้นเร่งร้อน รอจนเข้าใกล้พวกมัน พลันสำแดง
รูปลักษณ์เป็นบุคคลสองคน ผู้ที่นำอยู่เบื้องหน้าเป็นบุรุษชราในชุดยาวสี
แดงฉาน ที่ด้านหลังเป็นบุรุษหนุ่มผู้ยืนอย่างสงบเสงี่ยม
ท้องฟ้าที่แดงฉานพลันกลับคืนเป็นสีฟ้าครามอีกครั้ง โดยปราศจาก
ควันไฟแม้แต่เส้นสายใยเดียว
“ศิษย์หลู่เจิ้น คารวะผู้อาวุโสเซิน!”
“ศิษย์หวงเจี๋ย คารวะผู้อาวุโสเซิน!”
หลู่เจิ้นกับหวงเจี๋ยคุกเข่ากราบกรานลงบนพื้นอย่างนอบน้อม โขก
ศีรษะสามครั้ง ด้านหลังพวกมันศิษย์พรรคซวีหลิงล้วนคุกเข่าโขกศีรษะ
อย่างพร้อมเพรียง เป็นฉากเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่สะท้านใจผู้คน
ผู้อาวุโสเซินผิวพรรณอิ่มเอิบเป็นสีชมพูระเรื่อ บนหน้าผากมีไฝเม็ด
หนึ่ง สายตาคมกล้าดุดัน ชมดูภาพเบื้องหน้าสีหน้าเผยแววชื่นชมวูบหนึ่ง
“ไม่เลว พวกเจ้าทำได้ดี แม้ว่าตอนหลังจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นเล็กน้อย แต่
ความดีความชอบยังเหนือกว่าความผิด หลังจบเรื่องนี้พวกเจ้าสามารถ
กลับคืนสู่สำนักได้”
หลู่เจิ้นกับหวงเจี๋ยปิติยินดียิ่ง นี่เป็นสิ่งที่พวกมันกังวลสนใจมากที่สุด
แต่ฟังจากวาจาของผู้อาวุโสเซิน ดูเหมือนว่าทางสำนักจะไม่สืบสาวราว
เรื่องความผิดพลาดครั้งนี้ ทั้งยังอนุญาตให้พวกมันกลับคืนไปยังสำนัก
ความปรารถนาอันยาวนานของพวกมันในที่สุดก็กลายเป็นความจริง ทั้ง
สองอดหลั่งน้าตาออกมาไม่ได้ โขกศีรษะอีกครั้ง “ขอบพระคุณผู้อาวุโส
เมตตา!”
“ประเสริฐ ลุกขึ้นเถอะ” ผู้อาวุโสเซินกล่าวเบา ๆ
“ขอรับ!” สองผู้นำแห่งพรรคซวีหลิง ในที่สุดค่อยลุกขึ้นยืนตรงอีกครั้ง
ถึงตอนนี้บุรุษหนุ่มที่ด้านหลังผู้อาวุโสเซินค่อยก้าวล้าออกมา
ประสานมือแสดงความยินดี “ขอแสดงความยินดีกับศิษย์น้องทั้งสอง”
คนทั้งสองไหนเลยกล้าเสียมารยาท รีบประสานมือคำนับตอบ
“คารวะศิษย์พี่หลี!”
หากหนิงอี้อยู่ที่นี่ ย่อมจดจำได้ว่าคนผู้นี้คือหลีซู่ที่ผลักดันให้มันลงมือ
กับเกาะเต่า แม้ในนามหลีซู่จะเป็นศิษย์ผู้พี่ของหลู่เจิ้นกับหวงเจี๋ย แต่ศักดิ์
ฐานะของคนผู้นี้สูงส่งกว่าพวกมันมาก เมื่อทั้งสองกลับคืนไปยังสำนัก ยังมี
หลายเรื่องที่อาจต้องพึ่งพาหลีซู่ ดังนั้นพวกมันย่อมไม่กล้าล่วงเกินศิษย์พี่
อายุเยาว์ผู้นี้
ตั้งแต่ต้นจนจบ พวกมันไม่มีใครมองดูซิวเจ่ออื่น ๆ ที่ชุมนุมอยู่รอบ
ด้านแม้สักแวบ เรียกได้ว่ากระทั่งหางตายังไม่แล
ทว่าเหล่าจินตันป่าเถื่อนที่ทระนงถือดี ล้วนหุบปากเงียบกริบอย่าง
สิ้นเชิง
อาศัยซิวเจ่อหยวนอิงผู้หนึ่ง สามารถอาละวาดไปทั่วอาณาจักรทะเล
เมฆโดยไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้!
บรรดาซิวเจ่อที่แล่นมายังพรรคซวีหลิงเพื่อกดดันหลู่เจิ้นล้วนใบหน้า
เขียวคล้า หากผู้อื่นต้องการคิดบัญชี ไม่มีผู้ใดจะหลีกหนีเคราะห์กรรมหนนี้
ได้ ต่อหน้าสุดยอดยุทธ์ด่านหยวนอิง พวกมันกระทั่งพลังจะต่อต้านแข็งขืน
ยังไม่มี
หากใช้ผู้คนจำนวนมากพอเข้ากลุ้มรุม อาจสามารถเข่นฆ่าสังหารจิน
ตันได้อย่างไม่ยากเย็น ดังนั้นในสนามรบ อัตราการเสียชีวิตของจินตันไม่
ถือว่าต่า มากพอจะบ่งบอกยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
แต่หากเผชิญกับชนชั้นหยวนอิง ลวดลายเช่นนี้ไม่ได้ผลอย่างสิ้นเชิง!
ขอเพียงมีข้อผิดพลาดสักเล็กน้อย เปิดช่องว่างรอยโหว่ที่เล็กที่สุดสายหนึ่ง
ก็เพียงพอให้ซิวเจ่อด่านหยวนอิงหลบหนีเอาตัวรอดไป
เนื่องด้วยเหตุนี้เอง อัตราการเสียชีวิตในสนามรบของชนชั้นหยวนอิง
จึงต่ามากจนแทบไม่มีเลย
คิดฆ่าซิวเจ่อด่านหยวนอิง มีเพียงชนชั้นหยวนอิงเท่านั้นที่กระทำได้!
นึกถึงพลังสภาวะที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังทำลายล้างของผู้อื่น ไม่มีผู้ใด
ปลุกปลอบความกล้าขึ้นได้
เกี่ยวกับขุมกำลังเบื้องหลังของพรรคซวีหลิงย่อมมีการประเมินอย่าง
สูงไว้บ้างแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าผู้มากลับเป็นหยวนอิงผู้หนึ่ง! หลายคน
ยังสังเกตจากคำเรียกหาที่หลู่เจิ้นใช้เรียกคนผู้นี้ นี่คงมิใช่ว่าขุมกำลัง
เบื้องหลังที่ส่งคนผู้นี้มา ยังคงมีหยวนอิงอื่น ๆ อยู่อีกกระมัง?
สำนักที่มีหยวนอิงผู้หนึ่ง ผู้คนก็ได้แต่แหงนหน้ามองแล้ว!
แล้วสำนักที่มีหยวนอิงมากกว่าหนึ่งคนเล่า?
เมื่อหยวนอิงผู้หนึ่งมาถึง สถานการณ์อันสับสนวุ่นวายก็สงบราบคาบ
ลงทันควัน! ไม่มีผู้ใดต่อสู้ฆ่าฟันกันตามท้องถนนอีก ทุกผู้คนคล้ายพร้อมใจ
กันรักใคร่กลมเกลียวและกลายเป็นเรียบ ๆ ร้อย ๆ ขึ้นมาทันที
ซิวเจ่อมากมายเริ่มจากไป พวกมันรู้สึกว่าความหวังน้อยนิดเกินไป จึง
เลือกที่จะจากไปแต่เนิ่น ๆ
แต่จินตันจำนวนไม่น้อยยังคงรั้งอยู่ ก่อนหน้าพวกมันคล้ายไล่ตาม
ไขว่คว้าเงาสายหนึ่ง แต่เมื่อหยวนอิงปรากฏตัว นี่มิเท่ากับยืนยันความจริง
แท้แน่นอนของข่าวลือหรอกหรือ
หากมิใช่เป็นความจริง ไฉนต้องส่งหยวนอิงผู้หนึ่งมาด้วยเล่า?