สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 484 ระดับชั้นของหยวนอิง
จั่วม่อยัดเม็ดยาเสริมสร้างพลังปราณเข้าปากพลางเคี้ยวอย่างเมามัน
สีหน้าผ่อนคลายสบายอารมณ์ ราวกับว่ากำลังขบเคี้ยวเม็ดถั่วคั่ว ปากเคี้ยว
มือก็ส่งเข้าปากไม่หยุด ทีละเม็ดทีละเม็ด เม็ดยาเสริมสร้างพลังปราณที่มี
ราคาค่างวดสิบชิ้นจิงสือระดับสี่ ถูกโยนหายเข้าไปในปากของมันอย่าง
ต่อเนื่อง
พวกมันได้รับวัตถุดิบจำนวนมหาศาลจากตระกูลเถียน และด้วย
จำนวนอันมากมายเหล่านั้น ก็ถูกหลอมกลั่นเป็นโอสถปราณปริมาณ
มหาศาลเช่นกัน อย่างเช่นเม็ดยาเสริมสร้างพลังปราณที่มันกำลัง
รับประทานเล่น จั่วม่อซึ่งยามนี้มั่งคั่งบริบูรณ์มากพอ ตัดสินใจอนุญาตให้
ทุกคนใช้โอสถปราณเหล่านี้อย่างเต็มที่ เพื่อเร่งความเร็วในการยกระดับ
พลังบำเพ็ญเพียร และในฐานะลูกพี่ใหญ่ จั่วม่อย่อมมีเม็ดยาอยู่ในมืออย่าง
ไม่จำกัด มิหนำซ้ามันยังค้นพบว่าต่อให้มันรับประทานเม็ดยามากเท่าใด
ร่างกายของมันก็ไม่รู้สึกอึดอัดขัดข้องแม้แต่น้อย ดังนั้นมันรับประทานเม็ด
ยาประหนึ่งว่าเป็นของขบเคี้ยวยามว่าง
และด้วยวิธีรับประทานของบำรุงอย่างบ้าคลั่งนี้เอง พลังปราณใน
ร่างกายของมันเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ
เม็ดยาเสริมสร้างพลังปราณแต่ละเม็ดพอรับประทานเข้าไป ก็กลับ
กลายเป็นกระแสพลังปราณอันอ่อนโยน แผ่ซ่านกระจัดกระจายผ่าน
อวัยวะทุกส่วนในร่างอย่างรวดเร็ว
เทียบกับการดูดซับพลังปราณธรรมชาติจากภายนอกแล้ว พลังปราณ
ในเม็ดยาเสริมสร้างพลังปราณทั้งอ่อนโยนและบริสุทธิ์กว่ามาก ดังนั้นช่วย
ร่นระยะเวลาที่จั่วม่อต้องใช้กลั่นเกลาพลังปราณลงไปได้อักโข ซิวเจ่อ
ทั่วไปอาจมีปัญหากับเรื่องพลังปราณสะดุดติดขัด เนื่องเพราะสิ่งสกปรกที่
เจือปนในพลังปราณ แต่จั่วม่อไม่ต้องพะวงกับเรื่องเหล่านี้แม้แต่น้อย
สังขารปิศาจมหาทิวาแข็งแกร่งยิ่ง สามารถทานทนต่อพลังปราณปริมาณ
มหาศาลกว่าซิวเจ่อทั่วไปมาก
มิหนำซ้ายังมีพลังปราณส่วนหนึ่ง กลับกลายเป็นพลังจิตสำนึกหรือ
เข้าหล่อเลี้ยงสังขารปิศาจด้วยตัวเอง
แต่กระนั้น พลังปราณของจั่วม่อก็ยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าตระหนก
จั่วม่อในที่สุดค่อยเข้าใจ ว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรอันน่าสะพรึงกลัว
ของศิษย์สำนักใหญ่เพาะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ที่แท้เกิดจากการสวาปาม
สมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินและโอสถปราณจำนวนมหาศาลเข้าไปนี่เอง!
ตัวมันเองเป็นเพียงขุมกำลังเล็ก ๆ ในอาณาจักรอันห่างไกล ยัง
สามารถใช้ทรัพยากรมากมายช่วยในการฝึกฝีมือ เช่นนั้นอำนาจอิทธิพล
ของบรรดาศิษย์สำนักใหญ่เกรงว่ายังยิ่งใหญ่กว่ามันหลายเท่าตัว! ซิวเจ่อที่
ฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรเช่นนั้นมาทั้งชีวิต ไหนเลยจะไม่เข้มแข็งแกร่งกร้าว
กว่าผู้ใด?
โอ้ ทุกวันนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว
จั่วม่อในใจสัมผัสกับความสุขทางโลก ปากขบเคี้ยวเม็ดยาเสริมสร้าง
พลังปราณ อยู่ในอารมณ์ปลอดโปร่งผ่อนคลาย
เม็ดยาเสริมสร้างพลังปราณไม่ใช่ของหายากบนเกาะ เนื่องด้วยมี
วัตถุดิบอันล้นเหลือ ฝีมือหลอมกลั่นโอสถของทุกคนรุดหน้าราวติดปีกบิน
แม้แต่โอสถปราณที่หลอมกลั่นยากเย็นที่สุดยังไม่อาจยืนหยัดต้านทาน
จำนวนวัตถุดิบอันมั่งคั่งบริบูรณ์ได้ หลายคนที่เก่งกาจที่สุดในค่าย ฝีมือ
หลอมกลั่นโอสถบรรลุถึงขั้นเหนือล้า เมื่อหลอมกลั่นหนึ่งครั้งสามารถผลิต
โอสถปราณได้มากกว่าสามร้อยเม็ด ฝีมือนี้ถึงกับขู่ขวัญผู้คนจนขวัญหนีดี
ฝ่อแทบตายแล้ว
มันหวนนึกถึงเมื่อครั้งที่หลอมสร้างเม็ดยาอีกาทองคำบนภูเขาสุญตา
ช่างน่าทุเรศสุดทนดูจริง ๆ!
อากุ่ยนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างกายจั่วม่อเหมือนเช่นเคย จั่วม่อไม่กล้าให้นาง
รับประทานโอสถปราณจำพวกเม็ดยาเสริมสร้างพลังปราณ ร่างกายของ
อากุ่ยอยู่ในสภาพย่าแย่ สิ่งของที่เปี่ยมด้วยอิทธิฤทธิ์เช่นเม็ดยาเสริมสร้าง
พลังปราณ สำหรับนางไม่ต่างจากพิษร้าย อาจเป็นเหตุให้ร่างกายแตก
กระจายเป็นเสี่ยง ๆ
พลังงานสีม่วงในร่างกายอากุ่ยเติบโตขึ้นอีกครั้ง เกี่ยวกับพลัง
ประหลาดนี้ กระทั่งผูเยากับเว่ยยังไม่สามารถบอกอะไรได้ อย่าว่าแต่จั่วม่อ
ที่มีประสบการณ์น้อยกว่าพวกมันมาก แต่มันในเมื่อล่วงรู้ว่าพลังงานสีม่วง
นี้มีประโยชน์ต่ออากุ่ย จั่วม่อก็ไม่คิดกังวลสนใจให้มากความ
“ฟังว่าตอนนี้ในเมืองซวีหลิงมีหยวนอิงอยู่สามคน! จุ๊จุ๊ สามหยวนอิง
ไม่ธรรมดาจริง ๆ!”
“สามหยวนอิง? เป็นความจริง? ในอาณาจักรทะเลเมฆนี่หรือมีสาม
หยวนอิง? เจ้าล้อข้าเล่นแน่ ๆ!”
“อาณาจักรนี้ก็ใหญ่โตไม่น้อย อาจมีสามหยวนอิงจริ งๆ ก็ได้ หาก
แม้แต่สามคนยังไม่มี เช่นนั้นก็น่าสังเวชเกินไปแล้ว”
“ที่แท้คำร่าลือเกี่ยวกับวิหารเทพสุริยันก็เป็นเรื่องจริง?”
“สมควรเป็นความจริง กระทั่งซิวเจ่อด่านหยวนอิงก็มาถึงแล้ว ยังจะ
เป็นเรื่องหลอกลวงอีกหรือ?”
“ข้าว่าพวกเราอยู่ใกล้มากถึงเพียงนี้ หากแม้แต่ผลกำไรเล็กน้อยยังไม่
อาจเก็บเกี่ยวได้ ไยมิใช่ขาดทุนย่อยยับ?”
รับฟังคำสนทนาเหล่านี้ จั่วม่ออดรนทนไม่ไหวจริง ๆ มันถอดรองเท้า
ขว้างใส่กลางวงที่กำลังสนทนากันอย่างออกรส สบถด่าว่า “เจ้าพวก
ปัญญาอ่อน! พวกเจ้าต้องการจิงสือมากกว่าชีวิตหรือ? ทั้งหมดติดตามข้า
มาถึงที่นี่ พวกเราเคยมีวันดี ๆ สักกี่วัน?”
ในเวลานี้เอง สุ้มเสียงสงบราบเรียบพลันเอ่ยแทรกขึ้นกลางคัน
“ดูเหมือนพวกเจ้าทั้งหมดจะว่างงานมากเกินไป วันนี้ลองฝึกฝน
เพิ่มเติมเป็นเท่าตัวดูเสียหน่อยเป็นไร”
พรึบ! ทุกผู้คนหันขวับไปมองด้วยใบหน้าเขียวคล้า! แม่นางน้อย!
จริงดังคาด เห็นแม่นางน้อยกงซุนยืนจ้องมองพวกมันอยู่ใกล้ ๆ
ดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ
ทั้งกลุ่มแตกฮือหายวับในบัดดล
“เจ้าพวกนี้น่ารำคาญโดยแท้” จั่วม่อก่นด่า “แต่ละคนจมูกเชิดจน
แทบจะชี้ขึ้นฟ้า หรือพวกมันคิดว่าพวกมันร้ายกาจที่สุดในโลกจริง ๆ!”
“เจ้าพวกนี้กลายเป็นเช่นนี้หลังจากได้ชัยติดต่อกันไม่กี่ครั้ง” กงซุนชา
กล่าวพลางทรุดนั่งลง “ข้าจะเรียกพบพวกมัน สนทนาเปิดอกกับพวกมัน
สักครา”
ม้าฝานกับพวกทั้งสามที่ยืนอยู่ด้านข้างพอฟังคำ ‘สนทนาเปิดอก’
แม้ว่าพวกมันจะเป็นจินตันแล้วก็ตาม ยังสีหน้าเผือดขาวทันที
“พวกเราต้องระวังให้มาก” จั่วม่อกล่าวเสียงต่า “ยอดยุทธ์มากมาย
มาชุมนุมกันที่นี่ จะต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
กงซุนชาสะท้านใจวูบ แม้ว่าศิษย์พี่จะดูผ่อนคลายสบายอารมณ์ แต่
มันทราบดีว่าจั่วม่อมีลางสังหรณ์เฉียบไวกว่าผู้ใดทั้งหมด เรื่องนี้ได้รับการ
พิสูจน์จากเหตุการณ์มากมายที่ผ่านมา กงซุนชาล่วงรู้จุดอ่อนจุดแข็งของ
ตนดี มันอาจเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่พอมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ทางด้าน
สายตามองการณ์ไกล มันไม่อาจเทียบเท่าศิษย์พี่
มันพยักหน้า “อา ข้าจะจัดให้พวกมันออกลาดตระเวน”
ในเวลานี้เอง พลันปรากฏคลื่นพลังปราณอันดุเดือดรุนแรงกวาดซัด
มาจากที่ห่างไกล!
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างช่วยไม่ได้ โพล่งออกมาว่า “หยวนอิง!”
วาจายังไม่ทันจะสิ้นสุด คนก็เหินร่างขึ้นกลางอากาศ ในเวลาเดียวกัน
เหวยเสิ้งกับคนอื่น ๆ ปรากฏขึ้นข้างกายมันในเวลาไล่เลี่ยกัน
แต่ละคนเหม่อมองไปทางเมืองซวีหลิงด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
คลื่นพลังปราณอันปั่นป่วนระลอกนี้มาจากเมืองซวีหลิง!
ระหว่างเกาะเต่ากับเมืองซวีหลิงใช้เวลาเดินทางสองชั่วยามเต็ม
ระยะทางไม่ใช่ใกล้ ๆ! แต่ระลอกพลังปราณแกร่งกร้าวที่สามารถเหยียด
หยันโลกหล้านี้กลับชัดเจนแจ่มแจ้งราวกับปะทุขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกมัน!
กระทั่งเหวยเสิ้งยังอดไม่ได้ ต้องเผยสีหน้าตื่นตระหนกสุดระงับ!
การปะทะกันของพลังปราณจะต้องน่าหวาดหวั่นขวัญผวาเพียงใด จึง
จะทำให้เกิดคลื่นพลังปราณปั่นป่วนรุนแรงถึงเพียงนี้ได้? แล้วคลื่นพลัง
ปราณปั่นป่วนจะต้องน่าสะพรึงกลัวเพียงใด จึงสามารถกวาดซัดมาถึงที่
ห่างไกลเช่นนี้ในระยะเวลาอันกระชั้นสั้นเช่นนี้ได้?
หยวนอิง! นี่ต้องเป็นหยวนอิงเท่านั้น!
แม้ว่าไม่มีใครในหมู่พวกมันเคยพบเห็นหยวนอิงมาก่อน แต่พวกมันก็
แน่ใจเป็นที่สุด! การปะทะพลังปราณอันน่าขนพองสยองเกล้านี้ ไม่ใช่สิ่งที่
จินตันจะสามารถกระทำได้!
นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกผู้คนรู้สึกได้โดยตรง ถึงระดับพลังอันสูงส่งสุดยอด
ของยอดคนด่านหยวนอิง!
กงซุนชาล้วงคันฉ่องวิเศษรัศมีฟ้าออกมาในบัดดล ทาบมือลงบน
กระจก ภาพของเมืองซวีหลิงพลันปรากฏขึ้นบนกระจก
เมื่อทุกคนเห็นสิ่งที่อยู่บนกระจกชัดตา ล้วนสูดลมหายใจอย่างหนาว
เหน็บ
บรรดาคนที่ก่อนหน้านี้ยังคันไม้คันมือ บัดนี้หน้าซีดขาวจนกลายเป็น
เทา ความพลุ่งพล่านคันไม้คันมือสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เห็นเมืองซวีหลิง ซึ่งเดิมทีก็เต็มไปด้วยหลุมบ่อจากการต่อสู้ของเหล่า
จินตันในช่วงหลายวันมานี้ บัดนี้คล้ายขนมต้านเกา (ขนมเค้ก) ที่ถูกตัด
แบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งที่อยู่ติดกับทะเลเมฆลอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว
ทุกผู้คนย่อมเคยคุ้นกับถนนหนทางในเมืองซวีหลิง ในใจแทบจะวาด
ภาพโครงสร้างถนนในอีกครึ่งเมืองที่ลอยหายไปได้!
สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดก็คือ พื้นผิวรอยตัดทั้งหมดราบเรียบหมดจด ราว
กับถูกมีดที่คมกริบตัดแบ่งออกไป ทั้งส่องประกายแวววาวดุจเคลือบด้วย
แก้วผลึก
ซิวเจ่อที่มีฝีมือทางเวทวิชาธาตุไฟสามารถล่วงรู้ในทันที ว่าชั้นผิวที่
คล้ายเคลือบผลึกแก้วนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพื้นดินและหินเหล่านี้ถูกเผา
ไหม้ด้วยเปลวไฟที่ทรงพลังอำนาจเหนือธรรมดา
ตัวเมืองครึ่งที่ลอยออกไป ในที่สุดถูกทะเลเมฆกลืนหายลงไปอย่าง
รวดเร็ว ราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งใดอยู่ตรงนั้นมาก่อน
กลางเวหา เห็นสองเงาร่างเลือนรางเผชิญหน้ากันโดยไร้เสียง
พวกมันใช่หยวนอิงหรือไม่?
ในใจทุกคนมีเพียงคำถามนี้
คนทั้งสองจับจ้องมองกันเงียบ ๆ อยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นแยกย้ายจากไป
อย่างกะทันหัน หนึ่งในนั้นยังเหลือบมองมาในทิศทางของจั่วม่อกับพวก
แวบหนึ่ง ทำเอาพวกมันแทบสะดุ้งขึ้นสุดตัว!
อีกฝ่ายกำลังเตือนพวกมัน!
เคราะห์ดีที่สุดยอดฝีมือผู้นั้นเพียงคิดตักเตือน ไม่ได้สืบสาวราวเรื่อง
ต่อไป แล้วร่างนั้นก็หายวับไปจากขอบเขตการมองเห็นของคันฉ่องวิเศษ
เมื่อทุกคนกลับลงไปในเกาะ หลายคนมีสีหน้าเลื่อนลอยซึมเซา
ผลกระทบที่พวกมันได้รับในครั้งนี้รุนแรงเกินไป พลังอำนาจที่หยวนอิง
สำแดงออกมาช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง ควรทราบว่าเมืองซวีหลิงมี
ขนาดใหญ่กว่าเกาะเต่าถึงห้าเท่า หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ หากซิวเจ่อหยวน
อิงต้องการ พวกมันก็มีพลังมากพอที่จะลบเกาะเต่าออกไปจากแผนที่โดย
ไม่ลำบากยากเย็นอันใด
กงซุนชากัดริมฝีปากเบา ๆ ใบหน้าขาวซีดอยู่บ้าง “พวกเราไม่ใช่คู่มือ
ของมัน”
ประโยคนี้ทำให้มันรู้สึกอัปยศอดสูเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าแดงฉาน ใน
แววตาทั้งตื่นตระหนกอย่างรุนแรง และไม่ยินยอมพร้อมใจเป็นอย่างยิ่ง
จั่วม่อย่อมตระหนักชัดถึงความทระนงถือดีของกงซุนชา แม่นางน้อย
เมื่อกล่าวเช่นนี้ หมายความว่าพวกมันไม่มีโอกาสได้ชัยแม้แต่ส่วนเดียว!
บัดนี้มันเริ่มเข้าใจแล้ว สุดยอดฝีมือเช่นหยวนอิงไม่ใช่ผู้ที่จะ
เผชิญหน้าได้โดยอาศัยเพียงกระบวนทัพ ได้แต่ต้องพึ่งพากลยุทธ์อย่างสุด
ความสามารถ ชนชั้นเหล่านี้มีพลังพอจะทำลายมิติและเดินทางข้ามผ่าน
ห้วงความว่างเปล่า พวกมันไม่ใช่ผู้ที่จะถูกฆ่าตายโดยอาศัยแค่เพียง
กำลังคน
จั่วม่อฝืนเค้นรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรกระมัง พวกเราจะไม่ล่วงเกินหยวน
อิงแน่ ๆ”
ทุกผู้คนจมลงไปในความเงียบสงัด
ก่อนหน้านี้พวกมันเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ค่ายจูเชวี่ยทำศึกประสบ
ชัยอย่างต่อเนื่อง บุกฝ่าอาละวาดไปโดยไร้ผู้ต้านติด กระทั่งจินตันหลาย
คนยังตกตายภายใต้การบุกทะลวงของพวกมัน พวกมันเคยคิดว่าพวกมัน
แข็งแกร่งขึ้นบ้างแล้ว ทั้งยังมีหลายคนกำลังจะเข้าสู่การสร้างเม็ดพลัง
ทองคำ ดังนั้นความเชื่อมั่นของพวกมันสูงลิ่วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่ในเวลานี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีอารมณ์จะสนทนา พวกมันในที่สุดก็ล่วงรู้
ว่าความเชื่อมั่นของพวกมันโง่เขลาเบาปัญญาเพียงใด ไม่ต่างจากกบตัว
น้อยที่ก้นบ่อน้าแม้แต่น้อย!
เพียงหนึ่งในสองหยวนอิงบนฟากฟ้าเมื่อครู่ ก็เพียงพอจะทำลายล้าง
พวกมันทั้งหมดในคราวเดียว!
ทุกผู้คนสูญเสียความสนใจที่จะกล่าววาจา
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ
เว่ยกล่าวว่า “ดูเหมือนประสบการณ์การครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อมัน
ไม่น้อย”
ผูเยาตอบอย่างไม่เห็นสำคัญ “ถูกหวดฟาดเสียบ้างไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่
จะอย่างไรก็เพียงแค่หยวนอิงผู้หนึ่งเท่านั้น”
“ถูกของเจ้า ก็แค่หยวนอิงผู้หนึ่งเท่านั้น” เว่ยพยักหน้าเห็นพ้อง แล้ว
หันกลับไปทำหน้าที่สั่งสอนค่ายเว่ยของมันต่อ มันพบว่าภาระหน้าที่นี้
สนุกสนานน่าสนใจยิ่ง
ก็แค่หยวนอิงเท่านั้น มีอะไรให้สนใจด้วย?
รายละเอียดของการต่อสู้ครั้งนี้ส่งมาถึงพวกมันอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในสองผู้ที่ปะทะกันคือผู้อาวุโสแซ่เซินจากพรรคซวีหลิง อีกฝ่าย
หนึ่งคือผู้อาวุโสของหนึ่งในสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรทะเลเมฆ ผู้
อาวุโสอวิ๋นไห่เซิง กระบวนท่าที่ผ่าเมืองซวีหลิงออกเป็นสองเสี่ยง เกิดจาก
การดีดซัดสายพิณจากพิณเสาหยกทะเลเมฆของอวิ๋นไห่เซิง
ในการประมือครั้งนี้ นอกเหนือจากเมืองซวีหลิงครึ่งเมืองถูกลบ
ออกไป ยังมีจินตันมากกว่ายี่สิบคนหลบหนีไม่ทัน หากไม่ถูกป่นเป็นผุยผง
ด้วยการโจมตีของเสียงพิณ ก็ถูกเผาเป็นเถ้าธุลีภายใต้เพลิงอันดุร้ายของผู้
อาวุโสเซิน
เป็นเหตุให้หลังจากสิ้นสุดการต่อสู้ครั้งนี้ จินตันหลายคนรีบหลบหนี
ออกจากเมืองซวีหลิงอย่างไม่คิดชีวิต ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เมืองซวีหลิงอีก
ค่ายกลใหญ่ของเมืองซวีหลิงพังพินาศสิ้น หากพวกมันยังคงอยู่บน
เกาะที่เหลือเพียงครึ่ง ต้องเผชิญการโจมตีของสัตว์อสูร ก็จะเป็นอันตราย
มากเกินไป
ทว่าละแวกใกล้เคียงเมืองซวีหลิงแม้ใหญ่โตกว้างขวาง ทั้งยังมีเกาะ
เมฆที่เหมาะสำหรับการพักอาศัยจำนวนมาก แต่จินตันมีจำนวนมากกว่า
และมีจินตันมากมายที่ไม่สามารถเสาะหาเกาะเมฆที่ถูกใจได้ พวกมันจึง
เริ่มต่อสู้เข่นฆ่ากันอีก
จินตันบางคนเริ่มหาพวกพ้อง จับกลุ่มรวมตัวกัน พยายามใช้จำนวน
คนฉกฉวยผลประโยชน์ที่มากพอ
ผู้คนเริ่มมุ่งเป้ามายังเกาะเต่าอย่างรวดเร็ว
กองพันเกาะเต่าแม้โด่งดังไปทั่วอาณาจักรทะเลเมฆ แต่ในสายตาของ
หลาย ๆ คน เกาะเต่าไม่มีอะไรมากไปกว่าเด็กน้อยที่เพิ่งจะเริ่มหัดเดิน
เพียงแค่ทำศึกประสบชัยครั้งหนึ่งเท่านั้น ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด
และความมั่งคั่งร่ารวยของเกาะเต่ายังเป็นที่เลื่องลือกันมานาน นี่ทำ
ให้หลายคนเริ่มหวั่นไหวใจ
ในไม่ช้า ซิวเจ่อหลายกลุ่มก็ลอบเร้นกายเข้าไปใกล้เกาะเต่า
ทั้งหมดล้วนเป็นจินตัน!
บรรยากาศกลายเป็นเขม็งตึงเครียดทันที!