สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 485 อีกาเพลิงทลายค่ายกล
“นี่หรือเกาะเต่า?” บุรุษร่างใหญ่ที่ด้านหน้าสุดมองดูกลุ่มเมฆม้วนตัว
ไปมา ดวงตาเป็นประกาย “ยอดเยี่ยมสมคำเล่าลือ!”
“ใช่แล้วใช่แล้ว!” ซิวเจ่อร่างเล็กรีบตอบรับ มันผู้นี้ปากแหลมแก้มซูบ
ตอบ คล้ายวานรตัวหนึ่ง “ต้าเหรินช่างปราดเปรื่อง! เกาะแห่งนี้แม้ไม่
เปิดเผยตัวเอง แต่สถานที่นี้เป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดรองจากพรรคซวีหลิง”
จากนั้นพลันลดเสียงลง กล่าวต่อไปว่า “บริวารได้ใช้เคล็ดทำนายเสื้อ
ป่าน ลองคาดคำนวณอย่างรอบคอบหลายครั้งครา ยิ่งทำนายยิ่งรู้สึกว่า
เกาะเต่าอยู่ในตำแหน่งที่ดี ที่นี่สมควรอยู่ไม่ไกลจากซากโบราณสถาน
ดังนั้นเมื่อซากโบราณสถานปรากฏขึ้น อยู่ที่นี่เราจะสามารถค้นพบระลอก
แรงสั่นสะเทือนได้ทันที”
“อ้อ เจ้าแน่ใจหรือไม่?” บุรุษร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าสีหน้าแปรเปลี่ยน
เป็นครั้งแรก
“ในแง่ของการทำนาย นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง” บุรุษร่างเล็กปากแหลม
ทราบดีว่าเรื่องเช่นนี้ไม่สามารถรับประกันได้ จึงกล่าวออกตัวอย่าง
ระมัดระวัง “เพียงแต่ซากโบราณสถานนี้สร้างขึ้นในยุคโบราณ เต็มไปด้วย
ตัวแปรที่ไม่แน่นอนนานัปการ ดังนั้นบริวารไม่กล้ารับประกันเป็นมั่น
เหมาะ ทว่าระยะนี้มีหลายกลุ่มเฝ้าวนเวียนอยู่รอบ ๆ เกาะเต่า พวกมัน
จะต้องมุ่งเป้าไปที่เกาะเต่าเช่นกัน”
บุรุษร่างใหญ่เผยสีหน้าพึงพอใจ “อา เจ้าทำได้ดีมาก! เฮอะ! คน
เหล่านั้นคิดแย่งชิงกับข้าหรือ? ใช่รำคาญในการมีชีวิตสืบต่อไปหรือไม่!”
พอกล่าวถึงประโยคท้าย สีหน้าก็กลับกลายเป็นดุร้ายกระหายเลือด
เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน
คนปากแหลมถูกเจตนาฆ่าฟันโถมทับ ต้องใบหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย
เจตนาฆ่าฟันของต้าเหรินไร้ผู้เทียมทาน ไม่น่าแปลกใจที่ถูกขนาน
นามว่า ‘คนฆ่าสัตว์!’
บุรุษร่างใหญ่ผู้นำกลุ่มนี้เป็นยอดยุทธ์ที่มีชื่อกระเดื่องดัง ฉายานาม
‘คนฆ่าสัตว์!’ เวยลี่เทียน! เวยลี่เทียนมีชื่ออื้อฉาวมาร่วมยี่สิบปีแล้ว เป็น
บุคคลอันโหดร้ายไร้ปราณีเป็นที่สุด สองมือชุ่มโชกไปด้วยเลือด ถูกจัด
อันดับสูงกว่าหนิงอี้ รั้งตำแหน่งหนึ่งในสิบยอดยุทธ์แห่งอาณาจักรทะเล
เมฆ นอกจากนี้มันยังรวบรวมพวกพ้องที่ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมืออันดุ
ร้ายอำมหิต ในหมู่พวกมันมีอยู่ห้าคนที่จัดอยู่ในทำเนียบร้อยยอดยุทธ์ ส่วน
คนที่เหลือแม้ไม่เป็นที่รู้จัก แต่ล้วนแล้วแต่มีพลังฝึกปรือด่านจินตันทั้งสิ้น
พวกมันอาละวาดไปทุกแห่งหน ช่วงชิงสมบัติและเข่นฆ่าผู้คนนับไม่
ถ้วน เป็นกลุ่มโจรพเนจรจอมวายร้ายที่มีชื่ออื้อฉาวที่สุดในอาณาจักรทะเล
เมฆ
จำนวนของพวกมันจะคงอยู่ที่สี่สิบเก้าคนเสมอ เมื่อมีคนที่ห้าสิบถูก
ตัดออกจากกลุ่ม จะมีเพียงปลายทางเดียว นั่นคือความตาย!
สี่สิบเก้าคน! พวกมันทั้งหมดเป็นจินตัน และพวกมันทั้งหมดล้วนมี
ฝีมือพิเศษเฉพาะของตน!
ขุมกำลังหลายแห่งเคยคิดกวาดล้างพวกมัน แต่พวกเวยลี่เทียนไม่
เพียงมีพฤติการณ์โหดร้ายไร้ปราณี แต่ยังกลอกกลิ้งชั่วร้าย มีกองพัน
มากมายเคยล่มสลายใต้เงื้อมมือพวกมันมาแล้ว ซึ่งล้วนแต่เป็นกองพันที่มี
ชื่อยิ่งใหญ่เกรียงไกร
เวยลี่เทียนล่วงรู้จุดเด่นจุดด้อยในกองกำลังของตนดี มันไม่เคย
เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ทุกครั้งจะใช้วิธีหลอกล่อ
ศัตรูจนหัวหมุน ราวกับฝูงสุนัขป่าเจ้าเล่ห์ ต่อเมื่อสบโอกาสจึงกระโจนเข้า
ขย้า กัดกินชิ้นเนื้อไปทีละชิ้น ๆ!
คราครั้งนี้พวกมันก็มาเพื่อวิหารเทพสุริยันเช่นกัน
เวยลี่เทียนยังล่วงรู้มากกว่าผู้อื่นไม่น้อย เนื่องเพราะในกลุ่มของมันมี
ซิวเจ่อที่มีฝีมือในการทำนาย โฉวหลิงแม้เป็นคนที่พลังฝีมืออ่อนด้อยที่สุด
ในหมู่พวกมัน แต่ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกที่สำคัญที่สุดในกลุ่ม จินตันที่ไม่เป็น
ที่รู้จักผู้นี้มีฝีมือในการทำนายหลากหลายประเภท และเป็นผู้ช่วยที่เวยลี่
เทียนเชื่อถือที่สุด
การมาครั้งนี้เป็นโฉวหลิงเกลี้ยกล่อมเวยลี่เทียนมาเอง มันไม่เพียงแต่
คำนวณตำแหน่งของซากโบราณสถานได้ แต่ยังสามารถทำนาย
รายละเอียดหลายประการที่ผู้คนไม่ล่วงรู้ อย่างเช่นมีเพียงซิวเจ่อด่านจิน
ตันขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่ซากโบราณสถาน นี่เองที่เป็นเหตุให้เวยลี่
เทียนหวั่นไหวใจ
พวกมันทั้งสี่สิบเก้าคนล้วนเป็นจินตัน!
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกมันทุกคนสามารถเข้าสู่ซากโบราณสถาน
ได้!
ขุมกำลังอื่นอาจสามารถส่งจินตันเข้าไปเช่นกัน แต่คนเหล่านั้นย่อม
ไม่รู้มือรู้ใจและสามารถประสานงานกันได้เป็นอย่างดีเท่ากับกลุ่มของเวยลี่
เทียน นี่เรียกได้ว่าพวกเวยลี่เทียนมีข้อได้เปรียบตามธรรมชาติ ในแง่ของ
ความแข็งแกร่งโดยรวม นอกเหนือจากสามหยวนอิง กลุ่มของพวกมันย่อม
นับเป็นอันดับที่สี่อย่างไม่ต้องสงสัย!
โฉวหลิงยังสามารถทำนายต้นกำเนิดของวิหารเทพแห่งนี้ได้ นี่เป็น
วิหารเทพของชนเผ่าใหญ่โตเผ่าหนึ่งในยุคโบราณ เก็บสะสมทรัพย์สมบัติ
แทบทุกประเภทของชนเผ่านี้
นี่เป็นขุมสมบัติที่แทบจะประเมินค่ามิได้!
ต่อให้พวกมันไม่อาจเทียบได้กับสามหยวนอิง แต่ลำพังสมบัติเล็ก ๆ
น้อย ๆ ที่อาจหลงเหลือมาถึงมือพวกมัน ก็เพียงพอให้พวกมันพึงพอใจมาก
แล้ว พวกมันอาจไม่ต้องปล้นชิงไปอีกหลายปีทีเดียว! และหากโชคดี
ยิ่งกว่านั้น ตลอดชีวิตของพวกมันอาจไม่ต้องห่วงกังวลอันใดอีกแล้ว!
ส่วนเรื่องของอันตราย ผู้คนที่ก่อกรรมทำเข็ญเช่นพวกมัน ไยมิใช่ว่า
เสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
พวกมันลอบเร้นกายอยู่ละแวกเมืองซวีหลิง แต่หลังจากชมดูการต่อสู้
ระหว่างหยวนอิง กระทั่งกลุ่มคนอันดุร้ายเช่นพวกมันยังอดขวัญหนีดีฝ่อ
ไม่ได้ รีบหลบหนีออกจากเมืองซวีหลิงทันที
แต่พวกมันย่อมไม่คิดล้มเลิกความตั้งใจ และหันเหสายตามายังเกาะ
เต่าที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีแทน
“เราไม่สามารถบุกฝ่าอย่างหักโหมได้ ค่ายกลพิทักษ์เกาะแห่งนี้ไม่
รวบรัดธรรมดา เราอาจไม่มีคนมากพอที่จะบุกจู่โจม” เวยลี่เทียนมีดวงตา
แหลมคม เพียงมองปราดเดียวก็พบเห็นพลานุภาพอันโดดเด่นของค่ายกล
ได้ทันที มันเบือนหน้ากลับมา เอ่ยถามลูกสมุนผู้หนึ่ง “อาซิ่น เจ้ารู้จักค่าย
กลนี้หรือไม่?”
ซิวเจ่อที่เรียกว่าอาซิ่นมีดวงตาสีขาวอมเทาคู่หนึ่ง บันดาลให้ผู้คนรู้สึก
ถึงความมืดมนและเงามรณะ
“นั่นคือค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยาง ค่ายกลนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอัน
ใด ทำลายได้ไม่ยากนัก แต่ภายในนั้นยังแฝงเร้นไว้ด้วยค่ายกลอีกชุดหนึ่ง
และค่ายกลชุดนี้ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน ไม่รวบรัดธรรมดาอย่างแท้จริง
พวกเราต้องระวังให้มาก”
คำพูดพอกล่าวออกมา หลายคนสีหน้าทอแววตื่นตระหนก อาซิ่นเกิด
มาพร้อมกับดวงตาสีเทาคู่หนึ่ง สามารถมองผ่านหลายสิ่ง มันมาจากสำนัก
เซียนยันต์แห่งหนึ่ง เชี่ยวชาญในค่ายกลทุกชนิด นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้
ยินอาซิ่นบอกว่าไม่รู้จักค่ายกลที่อยู่ต่อหน้า
เวยลี่เทียนสีหน้ากลับกลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง มันเคยคิดเอาไว้แล้ว
ว่านี่เป็นกระดูกชิ้นโตที่ยากจะเคี้ยวออก แต่ยังมีความเชื่อมั่นว่าพวกมันยัง
มีอาซิ่นที่เป็นอาวุธสุดยอด คาดไม่ถึงว่ากระทั่งอาซิ่นยังไม่รู้จักค่ายกลชุดนี้
นี่ทำให้มันสูดได้กลิ่นอายอันตรายชนิดหนึ่ง
ทันใดนั้นมันแย้มยิ้ม “ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ในเมื่อมีคนสนใจเกาะ
เต่ามากมายถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกมันลองหยั่งเชิงไปก่อนเถอะ”
คนอื่น ๆ ดวงตาลุกวาวเป็นประกาย
เมื่อซิวเจ่อรอบ ๆ เกาะเต่าเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ บรรยากาศภายใน
เกาะก็ค่อย ๆ ตึงเครียดขึ้น
ซิวเจ่อจินตันหลายกลุ่มพากันตระเวนไปรอบ ๆ เกาะ สร้างแรงกดดัน
ให้แก่พวกมัน บันดาลให้เส้นประสาทของพวกมันเขม็งเกลียว นี่ไม่ใช่
แค่จินตันคนสองคน แต่เป็นจินตันนับสิบ ๆ คน!
อันที่จริงจั่วม่อกับพวกไม่ได้เกรงกลัวจินตัน บนเกาะมีจุดแข็งที่
จำนวนคนและอาวุธ แต่หลังจากจินตันมาสมทบกันเกินสิบกว่าคน พวก
มันเริ่มรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง
ในการศึกสงครามขนาดเล็ก เพียงจินตันกลุ่มหนึ่งก็มากพอจะตัดสิน
ชะตากรรมของการต่อสู้!
หากเป็นจินตันคนสองคน กองทัพย่อมสามารถเข่นฆ่าได้อย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อมีจำนวนนับสิบ นี่ก็แทบจะเป็นจำนวนที่อยู่ยงคงกระพันแล้ว
เว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะเผชิญหน้ากับกลุ่มจินตันที่มีจำนวนเท่า ๆ กัน!
ทุกผู้คนนึกยินดีที่จั่วม่อทุ่มเทความพยายามมากมายก่อตั้งค่ายกล
พิทักษ์เกาะจนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นปราการป้องกันที่พวกมัน
ไว้ใจได้มากที่สุด!
ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามที่ได้รับการหนุนเสริมจากอากาศสีคราม
แข็งแกร่งยิ่งกว่าค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยางนับสิบเท่า!
“คนเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวใดบ้าง?” จั่วม่อหันไปถามกงซุนชา
คันฉ่องวิเศษรัศมีฟ้าของกงซุนชามีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง พวก
มันสามารถมองเห็นสถานการณ์ทั้งหมดภายนอกค่ายกลได้อย่างชัดแจ้ง
“วิ่งพล่านไปมา!” กงซุนชาหน้านิ่วคิ้วขมวด รังสีอำมหิตสาดวาบใน
ดวงตา แม่นางน้อยที่เพิ่งได้รับผลกระทบจากระดับชั้นของหยวนอิง เห็น
คนเหล่านี้บินไปบินมาราวกับฝูงแมลงวัน พลันหงุดหงิดรำคาญใจขึ้นมา
รู้สึกถึงความเย็นยะเยียบในวาจาของกงซุนชา จั่วม่ออ้าปากหัวร่อ
โดยไร้เสียง ศิษย์น้องกงซุนทระนงถือดี ไม่เต็มใจยอมรับความพ่ายแพ้
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นหยวนอิงก็ตาม มันก็ไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะรับความ
พ่ายแพ้ อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดถึงเรื่องนี้จั่วม่อยังคงรู้สึกไม่สู้ดีเท่าใด รวมถึง
ศิษย์พี่ใหญ่ด้วย แม้ว่าศิษย์พี่ใหญ่จะไม่เอ่ยคำใด แต่หลายวันมานี้ยิ่ง
คร่าเคร่งฝึกปรืออย่างขยันขันแข็งกว่าเดิม แน่นอนว่านี่ก็ไม่ใช่คนที่ยอมรับ
ความพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเช่นกัน
ในเวลานี้เอง บนฟากฟ้าพลันเกิดระเบิดอย่างรุนแรง!
บึม!
เห็นอีกาเพลิงบุกทะลวงเข้าหาเกาะ กระตุ้นให้ค่ายกลเมฆสายฟ้า
หยินหยางเปิดฉากตอบโต้ งูสีเงินนับไม่ถ้วนโลดเร่าอย่างเดือดดาล ตรงเข้า
ถล่มเหล่าอีกาไฟ บดขยี้เปลวไฟเป็นชิ้น ๆ ในชั่วพริบตา
กงซุนชากวาดมือเลื่อนผ่านคันฉ่องวิเศษรัศมีฟ้าวูบหนึ่ง ส่องเห็น
นักพรตผู้หนึ่งถือน้าเต้าไว้ในมือ อีกาเพลิงสีแดงปนดำพวยพุ่งออกมาจาก
น้าเต้าไม่ขาดสาย
มีผู้คนหลายคนห้อมล้อมอยู่รอบกายนักพรตผู้นี้ เห็นได้ชัดว่ารับ
หน้าที่ปกป้องคุ้มครองมัน
กงซุนชาสีหน้ากลับกลายเป็นดำคล้าดุจก้นหม้อ ถลันจากไปโดยไม่
เอ่ยคำใด
ผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยกับแม่นางน้อยย่อมทราบดี…แม่นางน้อยบันดาล
โทสะแล้ว!
บนท้องฟ้าเหนือเกาะเต่า
“อีกาปราณเพลิงทมิฬของเต้าจ่าง (คำเรียกนักพรต) ยอดเยี่ยมสมคำ
ร่าลือ!” ซิวเจ่อผู้หนึ่งสายตาไม่คลาดคลาจากฝูงอีกาเพลิง กล่าวชื่นชมไม่
หยุดปาก
ไม่ทราบว่าอีกาปราณเพลิงทมิฬเหล่านี้หลอมสร้างขึ้นจากสิ่งใด แต่
พวกมันไม่หวาดกลัวสายฟ้า! ทุกครั้งที่พวกมันถูกสายฟ้าฟาดใส่จนแตก
ระเบิด พวกมันจะคืนร่างเดิมทันที แล้วบุกฝ่าเข้าหาค่ายกลอย่างต่อเนื่อง
สายฟ้าฟาดใส่อีกครั้ง บดขยี้มันอีกหน แล้วจากนั้นมันก็ฟื้นคืนสภาพอีก
ครา! อีกาปราณเพลิงทมิฬเหล่านี้คล้ายไม่มีวันตาย
อย่างรวดเร็ว สายฟ้าอันหยาบหนาสะท้านขวัญวิญญาณภายในค่าย
กลกลายเป็นเล็กลง ๆ สุ้มเสียงก็เบาบางลงเรื่อย ๆ ตรงกันข้ามกับอีกา
ปราณเพลิงทมิฬที่เพิ่มจำนวนขึ้นไม่หยุดยั้ง มองไปรอบ ๆ เห็นเพียงแผ่น
ผืนสีดำปนแดงแน่นขนัด ตระการตาอย่างบอกไม่ถูก!
นักพรตอีกาไฟภาคภูมิลำพองใจยิ่ง มันได้ใช้วิธีการลับเก็บเกี่ยวเพลิง
ดำจากส่วนลึกใต้พื้นโลก ใช้เวลานับสิบปีหลอมสร้างเป็นอีกาปราณเพลิง
ทมิฬเหล่านี้ วันนี้เป็นครั้งแรกที่สำแดงออกมาต่อหน้าผู้คน ตั้งใจจะอวดโอ่
ข่มขวัญผู้คนอยู่แล้ว
ทันใดนั้นมันตวาดก้อง “จงลุกไหม้!”
เวทวิชาบนฝ่ามือมันพลันแปรเปลี่ยน อีกาเพลิงเติบโตขึ้น เปลวไฟลุก
ฮือโหม เมฆดำของค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยางถูกเปลวไฟเหล่านี้แผดเผา
จนสลายหายไปอย่างสิ้นเชิง!
ค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยางถูกทำลายอย่างง่ายดาย!
เสียงไชโยโห่ร้องดังสนั่นจากรอบด้าน หลายคนดวงตาทอแววตื่น
ตะลึง จับจ้องมองดูนักพรตอีกาไฟด้วยสีหน้าท่าทีที่ผิดแผกแตกต่าง
นักพรตอีกาไฟในแววตายิ่งลำพองใจและหิวกระหายมากยิ่งขึ้น หลายวัน
มานี้เรื่องราวความร่ารวยของเกาะเต่าแพร่สะพัดไปทั่ว หากมันสามารถ
ทลายค่ายกลเบื้องหน้า สมควรได้รับประโยชน์บางส่วน
คิดถึงถุงเงินของมันที่ฝุ่นจับมานานหลายปี ในที่สุดก็จะถูกเติมจนเต็ม
เสียที นักพรตอีกาไฟใบหน้ากลายเป็นตื่นเต้นลิงโลด
“เต้าจ่างเหี้ยมหาญยิ่ง! หลังจากทลายค่ายกลสำเร็จ ข้าจะจดความดี
ความชอบให้แก่เจ้า” ผู้นำซิวเจ่อกระตุ้นนักพรตอีกาไฟอีกประโยค
นักพรตอีกาไฟยิ่งตื่นเต้นฮึกเหิม กล่าวว่า “ขอบคุณต้าเหริน! คอยดู
‘อีกาประมุขเพลิง’ ของข้า!”
สีหน้ามันกลายเป็นเคร่งขรึม ปากเริ่มสวดบริกรรมคาถา พลันบังเกิด
ระลอกที่มองไม่เห็นกวาดซัดออกไปรอบข้าง โดยยึดถือตัวมันเป็น
ศูนย์กลาง
ฝูงอีกาปราณเพลิงทมิฬที่โฉบร่อนอยู่กลางเวหาคล้ายสูดได้กลิ่น
บางอย่าง กลับกลายเป็นยิ่งพลุ่งพล่านดุดันกว่าเดิม
เพียะเพียะเพียะ!
อีกาเพลิงส่วนหนึ่งแตกระเบิดกลายเป็นลูกไฟสีดำเหลือคนานับ!
ลูกไฟสีดำที่ปะทุเดือดเหล่านี้ผสานรวมร่างเข้ากับอีกาดำที่ยัง
หลงเหลือ อีกาปราณเพลิงทมิฬพลันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างกาย
ของพวกมันใหญ่โตกว่าเดิม กรงเล็บยิ่งแหลมคม ยื่นยาวออกมาเป็นควัน
ดำ ขนสีดำคล้ายแข็งกระด้างกว่าเมื่อครู่ ลวดลายสีแดงบนร่างยิ่งสุกสว่าง
และกระจ่างชัดกว่าเดิม บนหน้าผากของอีกาไฟ เห็นเปลวไฟสีดำพวยพุ่ง
ออกมาช้า ๆ
กระบวนการเช่นนี้ดำเนินไปไม่หยุดยั้ง อีกาเพลิงลดจำนวนลงอย่าง
รวดเร็ว จวบจนกระทั่งหลงเหลืออีกาเพลิงเพียงสามสิบตัว!
ทว่าแรงกดดันจากอีกาเพลิงทั้งสามสิบตัวนี้ ยังยิ่งใหญ่ดุดันกว่าอีกา
เพลิงมืดฟ้ามัวดินเช่นเมื่อครู่เสียอีก!
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
ราวกับเสียงหัวใจเต้น เห็นเปลวไฟบนหน้าผากของอีกาเพลิงทั้ง
สามสิบตัวลุกไหม้ด้วยจังหวะจะโคนเดียวกัน แรงกดดันอันน่าแตกตื่น
สะท้านใจแผ่ซ่านออกมาทุกทิศทาง กวาดผ่านจิตใจทุกผู้คน
ทุกผู้คนจิตใจบีบแน่นโดยไม่รู้ตัว!