สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 486 พวกเจ้าเล่นอะไร... ...
“นักพรตอีกาไฟผู้นี้ฝีมือไม่เลว!” เวยลี่เทียนสีหน้าแปรเปลี่ยน
เล็กน้อย จ้องมองอีกาปราณเพลิงทมิฬตาไม่กะพริบ ในใจกำลังใคร่ครวญ
ว่าสมควรดึงนักพรตอีกาไฟเข้าร่วมกลุ่มของพวกมันหรือไม่ ด้วยฝีมือที่
นักพรตอีกาไฟสำแดงออกมาในยามนี้ มากเกินพอที่จะทำให้มันมีที่ทางอยู่
ในกลุ่มสี่สิบเก้าคนได้
อาซิ่นไม่เอ่ยคำใด ดวงตาจ้องเขม็งไปยังฝูงอีกาเพลิงอันเลิศพิสดาร
เหล่านั้น
ดวงตาสีเทาเร่งเร้าพลังไปถึงขีดสุด ในสายตาของมันเห็นอีกาเพลิง
เปลี่ยนเป็นลูกไฟดำทมิฬ แตกปะทุอย่างดุดัน ลูกไฟแต่ละดวงลุกโชน
สะบัดพลิ้วด้วยจังหวะจะโคนอันพิเศษเฉพาะ พลังปราณธรรมชาติ
ระหว่างฟ้าดินไหลบ่าไปยังพวกมันอย่างบ้าคลั่ง!
น่าพรั่นพรึงโดยแท้!
ทว่าตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับพลังสภาวะของฝูงอีกาเพลิง เกาะเต่า
ที่ด้านล่างกลับเงียบสงบเป็นพิเศษ
นี่เป็นความสงบที่ผิดธรรมดา!
ในครรลองสายตาเนตรสีเทาของมัน มองไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด
แม้แต่แสงสีฟ้าครามที่ก่อนหน้านี้คล้ายมีคล้ายไม่มี ยามนี้ก็หายตัวไปอย่าง
สิ้นเชิง นี่มันเงียบสงบเกินไป! มีคนกำลังโหมจู่โจมค่ายกลใหญ่ของพวกมัน
พวกมันกลับทำท่าราวกับว่าไม่รู้สึกตัว ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้แม้แต่น้อย
อาซิ่นเบิ่งตากลมกว้าง แทบไม่กล้ากะพริบตา เกรงว่าจะพลาด
รายละเอียดใดไป
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ความเงียบสงบผิดธรรมดานี้คล้ายระบาดใส่ฝูง
ชนอย่างรวดเร็ว บรรดาจินตันพากันกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่ากำลัง
เฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
ในเวลานี้เอง นักพรตอีกาไฟพลันผนึกมุทราร่ายเวทวิชา เปล่งเสียง
ตวาดกึกก้อง “ไป!”
เปลวไฟบนหน้าผากของอีกาไฟหยุดยั้งลงอย่างกะทันหัน ดวงตาถลึง
จ้องอย่างดุร้าย ร่างเหินทะยานขึ้น พวกมันกางปีกที่เหมือนจะลุกโชนท่วม
ฟ้า ขนนกแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้น ลวดลายสี
แดงสดบนขนนกกลับกลายเป็นเส้นสายสีแดงฉาน ผสานรวมอยู่ในเปลว
ไฟ เพิ่มพูนกลิ่นอายลี้ลับชั่วร้ายอีกส่วนหนึ่ง
ทันใดนั้นพวกมันพุ่งดิ่งลงมาอย่างเร่งร้อน!
ท้องนภาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแผดเผาในบัดดล!
วู้มวู้มวู้ม!
สามสิบอีกาเพลิงโลดลิ่วลงมาดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง ลากหางเปลวไฟ
สีดำยาวเหยียด ราวกับกลุ่มดาวตกถล่มลงมาจากฟ้าสวรรค์!
เห็นได้ชัดว่าเหล่าอีกาเพลิงกำลังจะทะลวงผ่านค่ายกลเข้าไป ทันใด
นั้นในค่ายกลบังเกิดแสงสีฟ้าครามวาบขึ้น
ม่านแสงสีฟ้าครามบางเบาคล้ายเปลือกไข่ จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นอย่าง
ฉับพลัน
อาซิ่นดวงตาสีเทาพลันปกคลุมด้วยชั้นหมอกสีเทา แทบหลุดปากร้อง
ตะโกนออกมา เจ้าสิ่งนี้เอง!
มันเมื่อชมดูค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยาง ก็ค้นพบการคงอยู่ของแสง
สีฟ้าครามที่คล้ายมีคล้ายไม่มี จากนั้นจึงตั้งใจสังเกตแสงสีฟ้าครามที่อาจ
ถูกมองข้ามได้อย่างง่ายดายเหล่านี้ และตัดสินได้อย่างรวดเร็วว่าเจ้าสิ่งนี้
อันที่จริงเป็นค่ายกลที่ทรงพลังอำนาจยิ่ง แต่ชั้นแสงสีฟ้าครามเบาบางหาย
ตัวไปทันควัน ราวกับว่าเป็นเพียงภาพลวงตาอย่างที่มันเคยพบเห็นมา
แต่อาซิ่นเชื่อมั่นในการประเมินของมัน รวมทั้งเชื่อมั่นในเนตรสีเทา
ของมันด้วย!
มันเฝ้ารอคอยอย่างอดทน ด้วยทราบว่าเจ้าสิ่งนี้หากเป็นค่ายกลย่อม
ต้องปรากฏขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน รอจนเปลือกไข่สีฟ้าครามอันบอบบาง
ปรากฏขึ้นซ้าสอง มันในที่สุดค่อยได้ยลรูปโฉมแท้จริงของค่ายกลที่แฝงเร้น
อยู่ภายใน!
การแปรสภาพของค่ายกลนี้เกิดขึ้นในเสี้ยวพริบตา ผู้คนส่วนใหญ่ไม่
ทันมีปฏิกิริยาใด ท่ามกลางเสียงอุทานของคนจำนวนมาก อีกาเพลิงตัว
แรกกระแทกใส่ม่านแสงสีฟ้าครามอย่างหักโหม!
บึม!
ประหนึ่งดาวตกจากฟากฟ้าถล่มใส่พื้นปฐพี อีกาเพลิงแต่ละตัว
กระหน่าชนใส่ม่านแสงสีฟ้าครามอย่างหนักหน่วง
อีกาเพลิงดุจไม้กลอง เปลือกไข่สีฟ้าครามเป็นกลองศึก หวดฟาด
ระรัวอย่างกระชั้นเร่งร้อน!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวสะท้านใจผู้คน กึกก้องกังวานไปทั่วสี่ทิศ
แปดทาง หลายคนร่างแข็งทื่อ หน้าเปลี่ยนสีในบัดดล
เปลือกไข่สีฟ้าครามสั่นสะเทือนวูบ อีกาเพลิงพลันแตกระเบิดเป็น
ลูกไฟฟนับไม่ถ้วน กระจายออกไปทุกทิศทาง
ตง ตง ตง!
เสียงปะทะหนาแน่นเร่งร้อน ราวกับเสียงกลองศึกโหมเร่งเร้า ทุก
จังหวะสะกดข่มทุกสรรพเสียง ระลอกคลื่นโปร่งใสกวาดซัดเป็นวงกว้าง ไม่
ว่าผ่านไปยังที่ใด ราวกับคมมีดตัดสะบั้นทุกสรรพสิ่ง!
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าอีกาเพลิงตัวเล็ก ๆ เพียงเท่านี้ จะเกรี้ยวกราดดุดัน
ถึงเพียงนี้!
คลื่นพลังของ ‘อีกาประมุขเพลิง’ บันดาลให้ผู้คนแทบหัวใจหยุดเต้น
หลายคนในที่สุดค่อยระงับสติลง หอบหายใจหนัก ๆ อย่างตื่นเต้นระทึกใจ
คลื่นระลอกสุดท้ายระเบิดดังสนั่น แล้วกลับคืนสู่ความสงบสันติอีก
ครา
ลูกไฟที่เกิดจากการระเบิด เวลานี้กระจัดกระจายไปทั่ว ปกคลุมอยู่
บนม่านแสงทุกจุด ลุกไหม้โดยไร้สุ้มเสียง
นักพรตอีกาไฟคาดไม่ถึงว่าค่ายกลของอีกฝ่ายจะถึงขั้นไม่สะทก
สะท้านเช่นนี้ ‘อีกาประมุขเพลิง’ ที่มันตั้งความหวังไว้สูงไม่บังเกิดผลอันใด
ทำให้ใบหน้ามันดูขัดตาอยู่บ้าง ทว่ามันไม่แตกตื่นลนลาน เพียงจุดรอยยิ้ม
เหยียดหยันอยู่บนมุมปาก
ความร้ายกาจโหดเหี้ยมของ ‘อีกาประมุขเพลิง’ ย่อมไม่เพียงนี้เท่านั้น
เมื่อคืนสติจากความตื่นตะลึง ผู้ชมล้วนพากันงุนงงสงสัย นักพรตอีกา
ไฟไฉนไม่เคลื่อนไหว?
หากไม่มีกระบวนท่าที่ได้ผลกว่านี้ เช่นนั้นก็กลับลงมา ย่อมมีผู้คนขึ้น
ไปสำแดงฝีมือแทน!
มันไฉนไม่ยอมลงจากเวที?
แต่เมื่อมองไปทางขบวนค่ายกลของเกาะเต่า พวกมันม่านตาหดแคบ
ลงอย่างฉับพลัน เห็นเปลวไฟสีแดงดำที่กระจัดกระจายทั่วม่านเปลือกไข่
ไม่ได้อ่อนแรงลงแม้แต่น้อย ยังคงเกาะติดแน่นอยู่บนม่านแสง และแผด
เผาอย่างเงียบเชียบ!
นี่มัน… …
ผู้คนทั้งหลายดวงตาเป็นประกาย
จั่วม่อเงยหน้าจ้องมอง คลื่นพลังของ ‘อีกาประมุขเพลิง’ ทำให้มันใจ
หายวาบ ในอดีตจั่วม่อก็มีกระบวนท่าที่เรียกว่า ‘เพลิงดาวตกเวิ้งว้าง’ ซึ่ง
คลับคล้ายกับกระบวนท่านี้ของนักพรตอีกาไฟ แต่เพลิงดาวตกเวิ้งว้างของ
มันเมื่อเทียบกับอีกาประมุขเพลิง นับว่าอ่อนด้อยกว่ามาก
สามสิบอีกาเพลิงเมื่อถล่มลงมาจากฟ้า ให้ความรู้สึกว่ากระทั่งฟ้าดิน
ยังเปลี่ยนสี
ในโลกนี้มีซิวเจ่อมากมายเหลือคนานับ ทุกคนล้วนมีเคล็ดวิชาลับของ
ตัวเอง เคล็ดวิชาอีกาเพลิงนี้ดูผิวเผินสามัญธรรมดา แต่หากพิจารณาลึกลง
ไป จะเห็นได้ว่าเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงลี้ลับพิสดารสุดคาดคิด ไฟสีดำ
ยังไม่ใช่ไฟสามัญทั่วไป หากมันไม่ระวัง อีกฝ่ายอาจทำลายค่ายกลได้
สำเร็จจริ งๆ
เปลวไฟสีดำจำนวนมากลุกไหม้อยู่บนเปลือกไข่ม่านแสง เปลวไฟแต่
ละกองไม่ใหญ่โตเท่าใด เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมดับมอดลง
จั่วม่อขมวดคิ้ว มันสามารถรู้สึกได้ชัดเจน มีพลังกัดกร่อนอันแปลก
ประหลาดจำนวนมากมายระดมจู่โจมใส่ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามอย่าง
ไม่หยุดยั้ง ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามเผาผลาญพลังปราณในปริมาณที่
เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ดูจากความระดับความเร็วนี้ ต่อให้ค่ายกลเวิ้งฟ้า
อากาศครามจะไม่พ่ายแพ้ แต่จิงสือจะรองรับไม่ไหว
จั่วม่อเงยหน้ามองกองไฟสีดำที่ลุกไหม้อยู่บนม่านเปลือกไข่เหนือ
ศีรษะอย่างครุ่นคิด
ในเวลานี้เอง ทันใดนั้นเห็นเงาสีแดงสายหนึ่งเหินพุ่งขึ้นจากเกาะ ตรง
ดิ่งขึ้นไปยังม่านเปลือกไข่เบื้องบน จั่วม่อเพ่งตามอง แล้วตะลึงงัน เจ้าเพลิง
น้อย! แทบจะในเวลาเดียวกัน เจดีย์น้อยก็แย่งชิงการควบคุมค่ายกลเวิ้งฟ้า
อากาศครามไปจากมือจั่วม่อ
เจ้าสองตัวนี้กำลังเล่นผีสางอันใด!
จั่วม่อใจหายวาบ สีหน้าซีดเผือดเล็กน้อย เจ้าตัวซุกซนทั้งสอง นี่ใช่
เวลาจะมาเล่นซุกซนหรือไม่!
ด้านนอกมีจินตันอยู่เป็นฝูง หากยามนี้ค่ายกลเปิดออก แล้วอีกฝ่าย
ฉวยโอกาสบุกรุกเข้ามาในเกาะ จากนั้นก็จบสิ้นแล้ว! ครั้งนี้ต่างจากการบุก
โจมตีของตระกูลเถียนในคราวนั้น เนื่องเพราะมีจินตันมากเกินไปจริง ๆ
มากมายเสียจนแม้แต่กองทัพก็ไม่อาจรับมือพวกมันทั้งหมดได้
ที่สำคัญบนเกาะมีซิวเจ่อระดับต่าอยู่เป็นจำนวนมาก พวกมันไม่มี
เรี่ยวแรงปกป้องคุ้มครองตัวเอง หากศัตรูบุกเข่นฆ่าเข้ามาได้ ผลสุดท้ายคง
เลวร้ายสุดคาดคิด!
จั่วม่อสั่นสะท้านไปทั้งร่าง!
แต่ยังไม่ทันจะได้ห้ามปรามสองเจ้าตัวน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า กลับ
ทำให้มันตกตะลึงพรึงเพริดจนลืมห้ามปรามไปเลย!
เห็นร่างอ้วนกลมจ้าม่าของเจ้าเพลิงน้อยเกาะแนบติดกับม่านแสง
ราวกับก้อนข้าวเหนียวแปะลงไป ใบหน้าของมันกดทาบลงบนม่านแสง
ด้านใน จ้องมองเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่ด้านนอกม่านแสงอย่างโหยหาอาวรณ์
ราวกับว่ามันพบเห็นสิ่งที่แสนโอชะและน่าอร่อยจนน้าลายไหลย้อย!
จั่วม่อแทบเข้าใจว่าสายตาของมันผิดเพี้ยนไป ต้องขยี้ตาสองสาม
รอบ แล้วค่อยเพ่งมองดูอีกที ให้แน่ใจว่ามันไม่ได้เห็นภาพหลอนไปเอง
เจ้าตัวเล็กนั้นกำลังน้าลายไหลจริง ๆ!
ฉากที่ตามมาหลังจากนั้น ยังทลายขอบเขตความคิดของจั่วม่ออีกครั้ง
เห็นเจ้าเพลิงน้อยที่ถูกกั้นอยู่ในเปลือกม่านแสงบิดร่างวูบ หันส่วนก้น
เล็งไปยังเปลวไฟสีดำที่ลุกไหม้อยู่ด้านนอก ฟู่ว ท่ามกลางเสียงแปลก
ประหลาดดังเบา ๆ เปลวไฟที่ด้านนอกม่านแสงพลันยืดยาวเป็นสาย พุ่ง
หายเข้าไปในรูเปิดที่ด้านหลังของเจ้าเพลิงน้อย
จั่วม่อยกมือขยุ้มศีรษะตัวเอง ยืนตัวแข็งทื่อเป็นก้อนหิน!
โอ้ สวรรค์!
นี่มันอะไรกัน!
จั่วม่อพลันหวนนึกขึ้นได้ ทุกครั้งที่มันบีบเค้นร่างอ้วนกลมของเจ้า
เพลิงน้อย เจ้าเพลิงน้อยจะพ่นเปลวไฟบาง ๆ ออกมา เวลาที่เบื่อหน่าย
จั่วม่อมักชมชอบเล่นสนุกเช่นนี้ เมื่อบีบเค้นร่างนุ่มนิ่มอ่อนหยุ่นของเจ้า
เพลิงน้อย เปลวไฟจะระเบิดปะทุออกมาทุกที สนุกสนานน่าสนใจอยู่บ้าง
มันมักใช้เพื่อคลายความเบื่อหน่ายในบางเวลา
แต่บัดนี้มันกลับเห็นเจ้าเพลิงน้อยใช้รูเปิดที่สามารถพ่นไฟ ดูดกลืน
เปลวไฟอย่างดุเดือด ไม่ถูกต้อง ดูดกลืนเปลวไฟอย่างบ้าคลั่ง!
จั่วม่อรู้สึกว่าโลกของมันพังทลายลง!
เหล่าผู้คนรอบกายมันที่เดิมทีเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน พากันนิ่งขึงตะลึง
งันไปหมด
ฉากเหตุการณ์อันพิสดารเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าอยู่เหนือขอบเขตความ
เข้าใจของผู้คนปกติ
หลังจากดูดกลืนเปลวไฟกองหนึ่งเข้าไปจนเกลี้ยงฉาด เจ้าเพลิงน้อย
ทอดถอนอย่างสุขใจคำหนึ่ง จากนั้นกลิ้งขลุก ๆ ไปตามเปลือกม่านแสง
ด้านใน เสาะหากองไฟถัดไป
เจ้าเพลิงน้อยไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด เปลวไฟด้านนอกจะเปลี่ยนเป็นเส้น
สาย พุ่งหายเข้าไปในรูเปิดด้านหลังของมันจนหมดสิ้น ทุกครั้งที่เจ้าเพลิง
น้อยดูดกลืนกองไฟ ม่านแสงค่ายกลจะกระเพื่อมเบา ๆ ช่วยเปิดทาง
สะดวกให้แก่มัน นี่เป็นเพราะเจดีย์น้อยลงมือสอดประสานกับเจ้าเพลิง
น้อย เจ้าตัวเล็กทั้งสองรู้ใจกันเป็นที่สุด
เกาะเต่าเงียบกริบดุจป่าช้า
จั่วม่อกับพวกที่ด้านล่าง แหงนหน้าถ่างตามองดูด้วยสีหน้าแข็งค้าง
ราวกับว่าพวกมันเป็นรูปปั้นหินขบวนหนึ่งก็มิปาน
นักพรตอีกาไฟอยู่ในสภาพคล้ายกำลังผนึกจิตสมาธิ ดวงตาครึ่งหลับ
ครึ่งลืม แต่ดูเหมือนมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น
มันทราบว่าคนอื่ นๆ ก็เห็นฤทธิ์เดชของอาวุธเวทของมันแล้วเช่นกัน
ดังนั้นมันเฝ้ารออย่างอดทน อีกาปราณเพลิงทมิฬหลอมสร้างด้วยการเก็บ
เกี่ยวเพลิงทมิฬจากส่วนลึกใต้พื้นโลก เพลิงทมิฬชนิดนี้เรียกว่าเพลิงภูต
ศิลาหยิน มันตระเวนค้นหาไปทั่ว ผ่านเทือกเขา แผ่นดินและหนองน้า ใน
ที่สุดพบพานเพลิงไฟอันลี้ลับนี้ในส่วนลึกของถ้าพิษแห่งหนึ่ง จากนั้นยัง
ทุ่มเทกำลังความคิดอย่างมหาศาล กว่าจะหลอมสร้างเป็นอาวุธเวทสำเร็จ
เพลิงภูตศิลาหยินเมื่อลุกไหม้ขึ้น มันจะแนบตัวเองเกาะติดกับสิ่งนั้น
และจะไม่ยอมมอดดับจนกว่าจะแผดเผาให้เป็นเถ้าถ่าน นับเป็นสิ่งของอัน
ลี้ลับชั่วร้ายยิ่ง ถนัดจัดเจนในการทำลายล้างโล่ปราณและพื้นที่ม่านพลัง
ทุกชนิด
คราวนี้มันในที่สุดก็หลอมสร้างอีกาเพลิงได้ทั้งสิ้นหนึ่งร้อยแปดตัว
นับตั้งแต่ข่าวคราวเกี่ยวกับซากโบราณสถานแพร่สะพัดออกไป มันก็ตั้งใจ
จะสำแดงฝีมือ คิดอาศัยสถานการณ์สร้างชื่อเสียงให้โด่งดังในคราเดียว
จวบกระทั่งถึงตอนนี้ สถานการณ์เป็นไปตามที่มันคาดการณ์เอาไว้ไม่
มีผิดเพี้ยน ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ล่วงรู้ถึงความร้ายกาจของเพลิงภูตศิลาหยิน
ยังคงปล่อยให้ลุกไหม้ต่อไป พวกมันนับเป็นตัวโง่งมโดยแท้!
ประเสริฐยิ่ง!
ถึงเวลาแล้ว ที่นักพรตอีกาไฟผู้นี้จะโด่งดังคับฟ้า!
นักพรตอีกาไฟเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เฝ้ารอคอยเวลาที่พลัง
ปราณของค่ายกลจะถูกใช้ไปจนหมดสิ้น พวกมันจะได้ฉวยโอกาสบุก
ทะลวงเข้าไป!
ในเวลานี้เอง เสียงเอะอะอื้ออึงจากรอบข้างผ่านเข้ามาในหูของมัน
นักพรตอีกาไฟอดขมวดคิ้วไม่ได้ คนเหล่านี้ล้วนมีพลังบำเพ็ญเพียรด่านจิน
ตัน ไฉนสูญเสียความเยือกเย็นได้?
รอจนมันลืมตาขึ้นอย่างฉงนใจ สายตามองกราดไปยังเปลือกม่านแสง
พลันคล้ายถูกหวดฟาดเข้ากลางแสกหน้าอย่างถนัดถนี่ เห็นดาวทอง
ระยิบระยับ!
เปลือกม่านแสงที่เคยปกคลุมไปด้วยกองไฟอันร้อนแรง บัดนี้เตียน
โล่งว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์ ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย!
เป็นไปได้อย่างไร… …นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?
แล้วเพลิงภูตศิลาหยินของมันเล่า? เพลิงภูตศิลาหยินที่ไม่มีวันมอดดับ
จนกว่าจะเผาไหม้เป็นเถ้าถ่านของมันเล่า?
นักพรตอีกาไฟเหม่อมองม่านแสงสีฟ้าครามที่ราบเรียบราวผิวกระจก
อย่างงงงวย ใบหน้าบัดเดี๋ยวแดงก่าบัดเดี๋ยวเขียวคล้า!
น้าเต้าของมันก็ว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์
มันนึกถึงความลำบากยากเข็ญแทบล้มประดาตาย ยามเมื่อครั้งที่
ติดตามเสาะหาเพลิงภูตศิลาหยินไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว นึกถึงเวลานับสิบ
ๆ ปีที่ทุ่มเทสมาธิจิตใจอยู่กับการหลอมสร้างอีกาปราณเพลิงทมิฬหนึ่งร้อย
แปดตัว นึกถึงความใฝ่ฝัน ความทะเยอทะยานและการมีชื่อเสียงเลื่องลือ..
แต่อนิจจา ในสายตาของมันเห็นเพียงเปลือกไข่โปร่งใสของม่านแสง
สีฟ้าคราม ไม่มีสิ่งใดอยู่บนนั้น
นักพรตอีกาทองเหม่อมองอย่างซึมเซาอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นพลัน
กระอักเลือดเป็นฟูฝอย ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด ร่างร่วงลิ่วลงจากฟากฟ้า
ราวกับถุงทรายเก่า ๆ ที่หมดสภาพ!