สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 487 ไสหัวเข้ามาเถอะ!
เจ้าเพลิงน้อยเมื่อสวาปามเพลิงภูตศิลาหยินเข้าไปจนหมด ก็
กลายเป็นโป่งพองจนน่าหวาดเสียวว่าจะแตกระเบิด ร่างกลมดิกของมัน
ยามนี้เป็นสีแดงปนดำ ลอยช้า ๆ ลงมาจากม่านแสงด้านบน เรียกได้ว่า
เชื่องช้ายิ่ง ราวกับคนอ้วนที่รับประทานมากเกินไป ค่อย ๆ เยื้องย่างร่างที่
ใหญ่โตโป่งพองลงบันไดมา
เจดีย์น้อยไม่ทราบโผล่ออกมาจากที่ใด บินวนรอบกายเจ้าเพลิงน้อย
อย่างร่าเริง จากนั้นนั่งแหมะลงบนร่างอ้วนเป่งนั้น
“ต้าเหริน เจ้าเพลิงน้อยใช่เป็นสัตว์อสูรเพลิงหรือไม่?” เซี่ยซานสีหน้า
ลังเลอยู่บ้าง
“ใช่แล้ว” จั่วม่อพยักหน้ารับตามสัญชาตญาณ
“แล้วสัตว์อสูรเพลิงอื่น ๆ ล้วนทรงพลังเช่นนี้หรือไม่?” เซี่ยซาน
ใบหน้าทอแววนิยมชมชื่น สัตว์อสูรเพลิงแม้ไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่
ไม่ใช่ของหายาก ที่สำคัญไปกว่านั้น พวกมันราคาไม่แพง บางทีมันสามารถ
ซื้อหาสัตว์อสูรเพลิงมาเลี้ยงสักตัว
มันแม้ไม่ทราบว่าไฟสีดำเมื่อครู่คือเพลิงภูตศิลาหยิน แต่ยังสามารถ
เห็นพลังของอีกาเพลิงได้อย่างชัดเจน ทราบว่าไฟนี้ไม่ธรรมดาสามัญ เจ้า
เพลิงน้อยเมื่อสามารถกลืนกินเพลิงไฟอันร้ายกาจนี้อย่างหมดจดในชั่วลม
หายใจเดียว แม้แต่ผู้ที่สมองช้าที่สุด ยามนี้ยังทราบว่าเจ้าเพลิงน้อยไม่รวบ
รัดธรรมดาแล้ว
จั่วม่อยังรู้สึกงงงันอยู่บ้าง สีหน้าแปลกพิกล “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้”
เซี่ยซานถูมือ กล่าวอย่างหิวกระหาย ”ต้าเหริน เช่นนั้นไฉนไม่ลองให้
เฉิงต้าเหรินทดลองเพาะพันธุ์ดู หากสามารถเพาะเลี้ยงเพิ่มเติม บางทีแต่
ละคนอาจได้เลี้ยงคนละตัว!” กล่าวพลางหันไปมองเจ้าเพลิงน้อยที่ลอยลง
มาช้า ๆ กล่าวด้วยสายตาร้อนแรง “ลองดูร่างกายของเจ้าเพลิงน้อย นี่
สมควรเป็นพ่อพันธุ์ที่ดี ไยไม่ลองเพาะพันธุ์เพิ่มอีกสักหน่อย… …”
เจ้าเพลิงน้อยหูดีเป็นอย่างยิ่ง พอฟังร่างอ้วนกลมของมันถึงกับแข็ง
ทื่อ
ในสายตามันพลันปรากฏภาพตัวเองถูกจับขังอยู่ในบ่อฟูมฟักสัตว์
ร้าย มีกลุ่มเจ้าเพลิงน้อยตัวเล็ก ๆ กระโดดโลดเต้นอยู่รอบ ๆ ต้องสะท้าน
ขึ้นทั้งร่าง ตัวสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม ร่างอ้วนที่เดิมทีเป็นสีแดงแต้ม
ด้วยริ้วสีดำ พลันเปลี่ยนเป็นดำสนิทในทันที
เสียงดังตึง มันร่วงฟาดพื้นดังสนั่น ก่อกวนผงคลีฟุ้งตลบ จากนั้นขด
ตัวเป็นก้อนกลมดิกอย่างไม่คิดชีวิต หลบหนีไปอย่างอกสั่นขวัญแขวน
มองดูเจ้าเพลิงน้อยหลบหนีลนลานในสภาพน่าสังเวช จั่วม่อแหงน
หน้าหัวร่อดังกระหึ่ม
จากนั้นสมาธิจิตใจของมันหวนกลับไปยังบนท้องฟ้า รอยยิ้มบน
ใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายไป
ซิวเจ่อบนท้องฟ้าไม่มีความคิดจากไป ทั้งยังมีกลุ่มอื่น ๆ อีกหลาย
กลุ่มอยู่ในละแวกใกล้เคียง
พวกเจ้าเข้าใจว่าเกาะเต่าเราเป็นแพะอ้วนที่น่ารักหรือ?
จั่วม่อในใจแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา
การตายของนักพรตอีกาไฟเพียงก่อให้เกิดความปั่นป่วนเล็กน้อย แต่
แล้วทุกผู้คนสงบใจลงอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากบรรดาอัจฉริยะจาก
สำนักใหญ่แล้ว จินตันทั่วไปล้วนผ่านการต่อสู้เดิมพันชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน
คุ้นชินกับความตายมาแต่ไหนแต่ไร
พวกมันจู่โจมเกาะใหญ่ที่มีค่ายกลพิทักษ์เกาะ ไหนเลยจะไม่เกิดความ
สูญเสียได้?
แค่ผู้มีส่วนแบ่งลดน้อยลงไปคนหนึ่งไม่นับเป็นอะไรได้ แต่ปัญหา
สำคัญก็คือ เกราะม่านแสงสีฟ้าครามคล้ายไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงแม้แต่
น้อย
“มีท่าทีว่าจะอ่อนกำลังลงหรือไม่?” เวยลี่เทียนหันไปถามอาซิ่น
“ไม่” อาซิ่นตอบอย่างเฉียบขาดยิ่ง อาจมีชั่ววูบหนึ่งที่ค่ายกลแสดง
อาการสั่นกระเพื่อมเบา ๆ แต่มันไม่อาจเข้าใจได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้
มีผลอย่างไร
ค่ายกลที่มหัศจรรย์พันลึกถึงเพียงนี้ มันไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ใดมา
ก่อน
อาซิ่นเริ่มสงสัยในความเป็นมาของคนกลุ่มนี้ ค่ายกลขบวนใหญ่อัน
ร้ายกาจนี้ไม่ใช่สิ่งที่สำนักทั่วไปจะสามารถถือครองได้ มีเพียงสำนักเก่าแก่
ที่มีประวัติอันยาวนานเท่านั้น จึงอาจครอบครองค่ายกลอันทรงอำนาจถึง
ปานนี้
“ต้นกำเนิดของเกาะเต่าเกรงว่าจะไม่รวบรัดธรรมดาอย่างที่คิด ค่าย
กลขบวนนี้พลานุภาพร้ายกาจยิ่ง!” อาซิ่นตกลงใจบ่งบอกคำตัดสินของมัน
อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากจะมีผลต่อการกระทำต่อจากนี้ ซึ่งอาจ
กำหนดชะตาชีวิตของมันด้วย
อาซิ่นไม่เคยกล่าวโป้ปดมดเท็จมาก่อน เวยลี่เทียนพอฟังใบหน้าทอ
แววตื่นตัว หันไปถามโฉวหลิงอีกคน “เจ้าสามารถทำนายต้นกำเนิดของ
พวกมันหรือไม่?”
โฉวหลิงฝืนยิ้มขมขื่น “บริวารไม่มีพลังมากพอ”
หลายคนเพียงล่วงรู้ว่าการทำนายสามารถคาดเดาอนาคตและ
ตรวจสอบหลายสิ่งหลายอย่างได้ แต่ไม่เข้าใจว่าศาสตร์แขนงนี้เต็มไปด้วย
ข้อจำกัดอันเข้มงวด หากไม่ระมัดระวังอาจเป็นเหตุให้ดวงวิญญาณถูก
ทำลาย นอกจากนั้นยังไม่สามารถทำนายได้ทุกเรื่องราวที่ต้องการ เรื่องราว
ยิ่งเฉพาะเจาะจงมากเท่าใด ยิ่งยากที่จะทำนายมากเท่านั้น ทั้งยังต้องจ่าย
ค่าตอบแทนด้วยราคาที่หนักหน่วงขึ้น
เวยลี่เทียนไม่กล่าวคำใด ตัดสินใจรอชมเหตุการณ์ต่อไป
ไม่ห่างไกลจากกลุ่มของเวยลี่เทียนนัก มีคนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มของ
เหลิ่งเวยที่จงหยูเคยพบพานในเมืองซวีหลิงเอง
เหลิ่งเวยเหลือบมองเวยลี่เทียน ลดเสียงกล่าวแผ่วเบา“ทุกคน
ระมัดระวังให้มาก นั่นคือเวยลี่เทียน”
“คนฆ่าสัตว์เวยลี่เทียน!”
บางคนอุทานอย่างตื่นตระหนก นามนี้สำหรับพวกมันแล้วเรียกได้ว่า
เป็นตัวแทนของยมทูต
บุรุษหนุ่มเสื้อแดงเผยสีหน้าไม่ยอมรับนับถือ แค่นเสียงว่า “เวยลี่
เทียนแล้วจะเป็นไร? หากมันกล้ามาพวกเราก็เชือดมันทิ้ง! เหล่าต้า พวก
เราบุกเข้ายึดเกาะเต่าดีหรือไม่? จะลากถ่วงกันไปถึงเมื่อใด คนเหล่านี้ช่าง
กระบิดกระบวนราวกับคุณหนูในหอห้อง!”
เหลิ่งเวยสั่นศีรษะ “ไม่เรียบง่ายปานนั้น ค่ายกลชุดนี้ร้ายกาจยิ่ง!”
“แล้วเป็นไร? เราจะเอาแต่ยืนดูเช่นนี้หรือ?” บุรุษหนุ่มเสื้อแดงกล่าว
อย่างรุ่มร้อน “เกาะเต่ามากล้นไปด้วยทรัพย์สมบัติ หากเราสามารถเข้าไป
ก่อน พวกเราจะร่ารวยกันแล้ว!”
เหลิ่งเวยขมวดคิ้วนิ่วหน้า เหลิ่งเสิ้งหลานชายของมันผู้นี้มีพรสวรรค์
สูงล้า กลายเป็นจินตันตั้งแต่อายุยังเยาว์วัย แต่ในด้านความอารมณ์ร้อน
วู่วามของอีกฝ่าย มันอดกังวลอยู่บ้างไม่ได้
มันขณะจะว่ากล่าวตักเตือน พลันปรากฏจินตันจำนวนหนึ่งก้าว
ออกไปข้างหน้า เริ่มโจมตีค่ายกลเป็นคำรบสอง
ในเวลานี้เอง เห็นเงาร่างหลายสายทะยานออกมาจากเกาะอย่าง
กะทันหัน เป็นเหตุให้ทุกผู้คนหยุดการสนทนาลงทันควัน
“ฮ่าฮ่า! เกาะเต่า เกาะเต่า! เหล่าลูกเต่าที่มุดหัวอยู่ในกระดอง! เป็นไร!
ในที่สุดอดรนทนไม่ไหวแล้วหรือ! พวกเจ้าใช่มาเพื่อร้องขอความเมตตา
หรือไม่?” จินตันผู้หนึ่งกล่าวอย่างลำพองใจ “เอาเถอะ ขอเพียงเจ้ายอม
จำนนและจากไปในบัดดล พวกเราจะไว้ชีวิตเจ้า! มิเช่นนั้น อาศัยผู้เหี้ยม
หาญมากมายที่อยู่ที่นี่ รอจนพวกเราทำลายค่ายกลของเจ้า ฮี่ฮี่ ถึงตอนนั้น
แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ไม่เหลือรอด!”
จั่วม่อกวาดตามองรอบด้านด้วยสายตาเย็นยะเยียบ ไม่แยแสสนใจผู้
กล่าววาจาแม้แต่น้อย
ม้าฝานที่ด้านข้างพลันสีหน้าแปรเปลี่ยน แค่นเสียงอย่างเย็นชา “ซุ่ม
ๆ ซ่อน ๆ ทำอะไร!”
วาจายังไม่ทันจะสิ้นสุด กระบี่บินในมือมันบิดวูบกลางอากาศ ชิ้ง
โลหิตสาดกระจาย แขนข้างหนึ่งกระเด็นออกมาจากความว่างเปล่า
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน เงาร่างหนึ่งโซซัดโซเซออกมา
ม้าฝานเดิมทีก็เป็นผู้ที่มีฝีมือทางปกปิดซ่อนเร้นมากที่สุด จึงเป็นคน
แรกที่ตรวจพบว่ามีคนลอบเร้นเข้ามาใกล้ต้าเหรินเพื่อลงมือลอบสังหาร
ดังนั้นมันลงมือโดยไม่ปราณี
ไกลออกไปจากจุดนั้น เหลิ่งเวยกับพวกสีหน้าแปรเปลี่ยน “คนผู้นั้น!”
สายตาของพวกมันจ้องมองไปยังจงหยูผู้ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างจั่วม่อ การ
เผชิญหน้าโดยบังเอิญกลางเมืองซวีหลิงในวันนั้น บันดาลให้พวกมันบังเกิด
ความประทับใจในตัวสมณะรูปนี้อย่างลึกล้า ดังนั้นเมื่อพบเห็นจงหยูยืน
เคียงข้างจั่วม่อ พวกมันตระหนกตกใจไม่น้อย
ด้านขวามือของจั่วม่อเป็นเหวยเสิ้ง ส่วนทางซ้ายเป็นซู่หลง จงหยูยืน
ถัดจากเหวยเสิ้ง เป็นคนที่สองทางขวามือของจั่วม่อ
ในที่นี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่คาดคิด ว่าประมุขที่แท้จริงของเกาะเต่าจะเป็น
บุรุษหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์เกินจริงผู้หนึ่ง! มองดูใบหน้าที่ยังคงมีเค้าความอ่อน
วัย ทุกผู้คนรู้สึกว่านี่ยากจะเชื่ออยู่บ้าง
จั่วม่อไม่เอ่ยปาก สีหน้ายังคงสงบราบเรียบเป็นอย่างยิ่ง เพียงกวาด
มองแวบหนึ่ง มันก็ประเมินสถานการณ์ได้ในทันที ที่นี่มีผู้คนทั้งสิ้นห้ากลุ่ม
และกลุ่มที่มันรู้สึกว่าเป็นภัยคุกคามมากที่สุด คือกลุ่มที่มีสมาชิกสี่สิบห้าสิบ
คนนั้น จั่วม่อมีความรู้สึกเฉียบไวต่อกลิ่นอายฆ่าฟันเป็นที่สุด เหลือบมอง
คราเดียวก็ทราบ คนสี่สิบห้าสิบคนนี้ไม่ใช่ตัวดีแม้แต่คนเดียว
ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อพวกมันมากนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่อยู่ใกล้กับพวกมันมากที่สุด มีกันอยู่
เพียงห้าคนเท่านั้น!
“ที่แท้เป็นเพียงเด็กน้อยที่ขนยังไม่ทันงอก!” เหลิ่งเสิ้งแค่นเสียงอย่าง
เย็นชา สีหน้าไม่เห็นสำคัญ “ข้าก็หลงเข้าใจว่าเป็นบุคคลอันร้ายกาจจากที่
ใด!”
เหลิ่งเวยกลับไม่กล่าวคำใด เมื่อยามที่กระบี่ตัดแขนคนผู้นั้น เด็กหนุ่ม
ที่อ่อนเยาว์เป็นอย่างยิ่งนั้น กระทั่งขนตายังไม่กะพริบ!
มันสงบเยือกเย็นเกินไป! เป็นความสงบเยือกเย็นที่ขัดแย้งกับอายุของ
มันมากเกินไป!
ในเวลานี้เอง เสียงตะโกนดังมาจากกลุ่มจินตันที่อยู่ใกล้กับจั่วม่อมาก
ที่สุด “ช่างเหี้ยมหาญนัก! ความตายกรายมาถึงศีรษะ ยังกล้าลงมือทำร้าย
คนของเรา! พวกเจ้าใช่รำคาญในการมีชีวิตสืบต่อแล้วหรือไม่! พี่น้อง
ทั้งหลาย ช่วยกันฆ่าเด็กเหล่านี้เถอะ อย่าปล่อยให้พวกมันหนีรอดแม้แต่คน
เดียว!”
จั่วม่อพลันเบนสายตาไปมองคนผู้นั้น
มันดวงตาเย็นยะเยือก เพียงแค่นเสียงออกมาคำเดียว “ฆ่า!”
สุ้มเสียงยังไม่ทันจะสิ้นสุด เซี่ยซาน ม้าฝาน เหลยเผิง เหนียนลู่และอา
เหวินพลันโถมทะยานออกไปอย่างพร้อมเพรียง!
นับตั้งแต่เริ่มแรก จินตันกลุ่มนั้นก็รักษาระยะห่างจากกลุ่มของจั่วม่อ
อย่างระมัดระวัง แต่พวกมันร้อยไม่คิดพันไม่คิด คาดคิดไม่ถึงว่าระยะห่าง
ที่พวกมันคิดว่าปลอดภัยไร้กังวล กลับเป็นระยะที่มากเกินพอให้เซี่ยซาน
กับพวกสามารถสำแดงเดชออกมา!
เซี่ยซานกับพวกทั้งสามฝึกปรือสามคลื่นพิฆาตมานานปี ยุทธวิธีบุก
ทะลวงระยะสั้นซึมซาบลงไปในไขกระดูกของพวกมันแต่แรก แทบ
กลายเป็นสัญชาตญาณชนิดหนึ่ง!
ระยะห่างระหว่างสองจุด เส้นตรงเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด!
กระบี่จี้ไปข้างหน้า ผนึกกำลังทั่วร่าง เร่งความเร็ว แล้วบุกทะลวงตรง
ดิ่งอย่างหักโหม ปราศจากลวดลายใด!
ลำแสงกระบี่สีทองสี่สายสาดประกายเจิดจ้าบาดตา ทะลวงตรงดิ่งไป
ข้างหน้าอย่างดุดัน!
อาเหวินในฐานะตัวประหลาดของค่ายเว่ย เดินไปในเส้นทางที่ผิด
แผกแตกต่างจากสหายคนอื่นอย่างสิ้นเชิง มันคือองครักษ์ปิศาจเงาผู้ถนัด
จัดเจนในด้านความเร็ว! ร่างมันคล้ายส่ายวูบหนึ่ง ขนนกรอบกาย
สั่นสะเทือนเบา ๆ ทันใดนั้นร่างหายวับไปกลางอากาศราวกับเงาผี
กลุ่มจินตันห้าคนแตกตื่นจนหน้าซีดเผือด เร่งผนึกพลังในชุดเกราะ
ปราณ คิดต้านรับการโจมตีที่มาอย่างกะทันหันนี้!
เพียะ!
เห็นศีรษะสี่หัวกระเด็นหลุดจากบ่า ปลิวลิ่วไปในอากาศ!
กระบวนท่าบุกทะลวงอันเกรี้ยวกราดนี้ สำแดงพลังของกระบี่ผลึก
ทองระดับห้าออกมาอย่างเต็มที่! เกราะปราณของฝ่ายตรงข้ามไม่ต่างจาก
แผ่นกระดาษ ไม่อาจหยุดยั้งกระบี่อันคมกล้าแม้แต่ชั่ววูบ
ส่วนจินตันคนสุดท้าย บนลำคอปรากฏหลุมโลหิตใหญ่โตเท่าชามข้าว
ไม่มีผู้ใดเห็นชัดตาว่าหลุมนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร!
ทุกกระบวนท่าหมดจดเรียบง่ายจนเหลือเชื่อ ประดุจคนขายเนื้อที่มี
ฝีมือช่าชองมากที่สุด เพียงหันหน้าเข้าหาแกะน้อยบนเขียง เงื้อมีดขึ้น แล้ว
สับลง!
การต่อสู้สิ้นสุดลงในชั่วพริบตา ฝ่ายหนึ่งเพียงลงมือ อีกฝ่ายก็ทอดร่าง
เป็นซากศพห้าซาก
หลายคนดวงตาทอแววหวาดกลัว การเข่นฆ่าอันแหลมคม หมดจด
และเฉียบขาดนี้ เหนือความคาดหมายของทุกผู้คน!
เพียงเท่านี้ยังไม่สมควรให้พวกมันหวาดผวาหรือ?
เวยลี่เทียนกับเหลิ่งเวยสีหน้าเริ่มกลายเป็นหนักอึ้ง พวกมันเห็นชัด
กว่าผู้อื่น ทั้งยังเข้าใจมากกว่าจินตันทั่วไป ดังนั้นความตื่นตะลึงที่พวกมัน
ได้รับ ยังมากมายกว่าจินตันทั่วไปมาก
เซียนกระบี่สี่คนนั้น แม้แต่การขยับมือก็เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน … …
หมดจดและแหลมคม โจมตีซึ่งหน้าโดยไม่มีลวดลาย เพียงแทงทะลวงด้วย
ความเร็วสุดขีดเท่านั้น ทั้งยังมีกลิ่นอายที่พวกมันคุ้นเคย… กลิ่นอายของ
กองทัพ!
ท้องฟ้าเหนือเกาะเต่าเงียบกริบดุจป่าช้า!
ในเวลานี้เอง จั่วม่อมุมปากประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชา เอ่ยปากอย่าง
แช่มช้าว่า “นึกไม่ถึงว่าวันนี้เกาะเต่าจะเป็นที่สนใจของผู้เหี้ยมหาญ
มากมายถึงเพียงนี้”
จั่วม่อสุ้มเสียงไม่ดังนัก น้าเสียงเป็นปกติดุจเดิม คล้ายกำลังบอกเล่า
เรื่องราวดินฟ้าอากาศ แต่ยังแฝงร่องรอยถากถางเล็กน้อย
ทว่าท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงของมันแจ่มแจ้งชัดเจน ดังกังวาน
อยู่ในท้องฟ้า
ในชั่วพริบตานี้ ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนประมุขเกาะที่อ่อนเยาว์ผิดปกติผู้
นี้อีกต่อไป!
“พวกเจ้าหากมาเพื่อซากโบราณสถาน คิดต่อสู้เข่นฆ่ากันอย่างไรก็
เป็นเรื่องของพวกเจ้า! แต่!”
จั่วม่อหยุดชะงัก ดวงตาดุดันกวาดมองรอบด้าน ใบหน้าสาดประกาย
ฆ่าฟันอย่างรุนแรง ค่อย ๆ เค้นเสียงลอดไรฟันออกมา
“แต่หากใครคิดมุ่งเป้ามายังเกาะเต่าเรา ก็ลองไสหัวเข้ามาดู ว่ากระบี่
ของข้าคมกล้าหรือไม่!”
จั่วม่อดูเหมือนไม่แยแสสนใจว่าคนมากมายรอบกายพวกมัน ล้วน
แล้วแต่เป็นยอดยุทธ์ด่านจินตัน
“ฟังดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน!” ปรากฏเสียงตะโกนดังมาจากไม่ไกลนัก
ข้างกายจั่วม่อ เหวยเสิ้งขมวดคิ้ว จากนั้นสืบเท้าออกมาก้าวหนึ่ง ตวัด
ข้อมือกลับหลัง กระบี่ดำที่คลับคล้ายดาบฟันขาม้าราวกับถูกชักออกมา
จากฝักกระบี่ที่ไม่มีอยู่จริง …ฝักกระบี่ของมันคือความว่างเปล่า!
ความเร็วในการชักกระบี่ไม่อาจเรียกว่ารวดเร็ว แต่กระบี่ราวกับเสียด
สีกับอากาศธาตุ ลากสะเก็ดประกายเจิดจ้าบาดตาเป็นทางยาว!
เสียงกระบี่คำรามกระหึ่มก้อง สะท้านทั่วสี่ทิศแปดทาง!
เหวยเสิ้งฟาดฟันออกหนึ่งกระบี่