สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 488 หนึ่งกระบี่สะท้านฟ้าดิน
ท่าตวัดกระบี่ฟาดฟันของเหวยเสิ้งคล้ายใช้ออกตามอำเภอใจ เต็มไป
ด้วยท่วงท่าปลอดโปร่ง
กระบี่ดำเล่มมหึมาที่สูงเท่าตัวคน พออยู่ในมือมันกลับคล้ายไม่มี
น้าหนัก เทียบกับกระบวนท่าบุกทะลวงสังหารของม้าฝานกับพวกแล้ว ท่า
กระบี่ของเหวยเสิ้งถึงกับไม่ปรากฏพลังสภาวะใด
ทว่ากระบี่พอตวัดออกมา ทุกผู้คนล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
กระทั่งเวยลี่เทียนกับเหลิ่งเวยใบหน้ายังทอแววหวาดผวา!
ทุกสายตาถูกตรึงแน่นอยู่กับกระบี่ดำอันเลิศพิสดารในมือเหวยเสิ้ง!
กระบี่ดำคล้ายพู่กันใหญ่จุ่มหมึกจนชุ่มโชก ไม่ว่ากวาดผ่าน
ห้วงอากาศที่ใด ความว่างเปล่าแถบนั้นล้วนถูกย้อมด้วยชั้นความมืดสีดำ
เป็นแผ่นผืน!
ท้องนภาที่เดิมทีสว่างไสวไปด้วยแสงตะวัน ท่ามกลางสายตาอันพรั่น
พรึงของทุกผู้คน ภายใต้ท่ากระบี่สะท้านฟ้าดินนี้ ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความ
มืดทะมึนผืนใหญ่
ท้องฟ้าดำทะมึนขึ้นเรื่อย ๆ ความมืดค่อย ๆ ลึกล้าจนราวกับว่า
รัตติกาลกรายมาเยือน!
กลิ่นอายรกร้างว่างเปล่าแผ่ซ่าน ลึกล้าไพศาลราวกับห้วงสมุทรอันไร้
ที่สิ้นสุด ท่ามกลางทะเลความว่างเปล่าดำทะมึน ท้องฟ้าดารดาษไปด้วย
หมู่ดาราสุกสกาว วาววับจับตาราวกับเพชรนิลจินดา!
“สวรรค์ของข้า!”
ท่ามกลางท้องฟ้าอันเงียบสงัดนี้ เสียงอุทานอย่างขวัญหนีดีฝ่อของ
ใครบางคนฟังระคายหูเป็นพิเศษ!
ผู้ที่ตะโกนขัดคอจั่วม่อเมื่อครู่ชะงักค้างอย่างกะทันหัน เบิกตามอง
แสงดาวบนท้องฟ้าอย่างงุนงง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ!
เป็นไปได้อย่างไร… …
นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!
พลิกทิวากลับเป็นราตรี ต้องใช้พลังอำนาจเท่าใด ต้องมีระดับพลัง
บำเพ็ญเพียรเท่าใด? ผู้อื่นเห็นได้ชัดว่าเป็นจินตัน ไฉนจู่โจมกระบวนท่าอัน
เลิศพิสดารเช่นนี้ออกมาได้?
นี่ใช่เป็นภาพมายาหรือไม่?
แต่ฉากตรงหน้าไม่ว่ามองอย่างไรก็จริงแท้แน่นอน ท้องฟ้าเต็มไปด้วย
หมู่ดาวดารดาษ ใกล้เสียจนคล้ายเพียงยื่นมือออกไปก็สัมผัสได้ มันไม่
สามารถตรวจพบกลิ่นอายของภาพมายาอันใด แต่อาศัยเพียงเจตจำนง
กระบี่พลิกทิวาให้กลับกลายเป็นราตรี เป็นระดับฝีมือที่น่าประหวั่นพรั่น
พรึงถึงเพียงไหน!
มีเพียงพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในตำนานเท่านั้น ที่สามารถครอบครอง
พลังฝืนทวนฟ้าสวรรค์เช่นนี้ได้!
มันทันใดนั้นบังเกิดสังหรณ์อัปมงคลขึ้น พลังอำนาจของเกาะเต่า
เข้มแข็งกว่าที่มันคิดเอาไว้มาก! ยอดยุทธ์ที่บรรลุฝีมือเช่นนี้ สมควรมีอยู่แต่
ในเรื่องเล่าขานเท่านั้น!
มันแตกตื่นลนลานเสียจนไม่ทันสังเกตเห็น ว่าห้วงอากาศรอบกายมัน
กำลังบิดเบี้ยวโดยปราศจากสุ้มเสียง
ฮะ? อะไร… …
สังหรณ์อันตรายกรีดร้องระงมอย่างเฉียบพลัน!
ยังไม่ทันจะรู้สึกตัว มันพลันม่านตาเบิกค้าง ร่างแข็งทื่ออยู่กับที่!
เส้นโลหิตสีแดงสดบางเฉียบปรากฏขึ้นบนลำคอของมันอย่างเงียบ
เชียบ
ฟูม!
จากนั้นโลหิตฉีดพ่นออกมาจากเส้นโลหิตตัดขวางบางเฉียบนั้น พร่าง
พรมอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ารัตติกาล ก่อนจะหายวับไป คล้ายถูกอะไร
บางอย่างสูบกลืนจนหมดสิ้น!
ในสายตามัน เห็นภาพบุรุษหนุ่มที่ฟาดฟันกระบี่ออกมากลายเป็น
พร่าเลือนอย่างรวดเร็ว
มันเป็นใคร… …
ท่ามกลางความสงสัยสุดท้ายที่ติดค้างอยู่ในใจ จินตันปากกล้าผู้นั้น
สูญสิ้นสติรับรู้ไปตลอดกาล
เหวยเสิ้งรั้งกระบี่กลับ หน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย ตวัดข้อมือดึงกระบี่
ดำกลับหลังอย่างแช่มช้า ประหนึ่งว่ามันกำลังผลักกระบี่ดำให้กลับเข้าไป
ในฝักกระบี่ที่มองไม่เห็น
กระบี่เสียดสีจนบังเกิดสะเก็ดประกายแลบลั่นเป็นทางยาว!
รอจนมือของมันหยุดนิ่งลง กระบี่ดำพลันแผดเสียงคำรามกระหึ่ม
เต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ!
ความมืดของรัตติกาลค่อย ๆ เลือนรางลงอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่ง
จางหายไป แสงอาทิตย์สาดส่องลงมากระทบร่างทุกผู้คนอีกครั้ง เพียงแต่
ไม่มีผู้ใดรู้สึกถึงความอบอุ่นอีกเลย แม้แต่ในยามนี้ เจตจำนงกระบี่อันว่าง
เปล่าและรางเลือนยังบันดาลให้พวกมันไม่อาจซึมซับความอบอุ่นแม้แต่
เส้นสายใยเดียว!
ไม่มีเจตนาฆ่าฟันอันคมกล้า ไม่มีความเย็นเยียบเสียดกระดูก แม้แต่
ความว่างเปล่าก็เลือนรางจนยากจะพบเห็น สิ่งที่ตระการตาน่าดูชมมาก
ที่สุด อาจมีเพียงม่านรัตติกาลที่จู่ ๆ ก็มาเยือน และท้องนภาที่กลาดเกลื่อน
ไปด้วยดวงดาวเท่านั้น!
หนึ่งกระบี่ของเหวยเสิ้ง ทำให้ในใจหลายคนบังเกิดความคิดล่าถอย!
เสียงคำรามอย่างไม่ยินยอมของกระบี่ดำยังบันดาลให้ผู้คนใจสั่น
สะท้าน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าจินตันปากกล้าผู้นั้นตายอย่างไร ไม่มีผู้ใดทราบ ว่า
เส้นโลหิตบางเฉียบที่พาดขวางลำคอของมันปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใด?
นี่เป็นหนึ่งกระบี่ที่ภูตเทพไม่อาจหยั่งคาด ลี้ลับพิสดารจนยากจะบ่ง
บอกบรรยายโดยแท้!
คนผู้นี้เป็นใครกันแน่?
ในใจทุกคนมีความคิดเดียวกัน ยอดยุทธ์ระดับนี้สมควรถูกจัดเข้าสู่
ทำเนียบยอดฝีมือแต่แรกแล้ว! พวกมันไฉนไม่เคยได้ยินผู้คนกล่าวถึงคนผู้
นี้?
บางคนมีจิตใจอันประเปรียว ทั้งยังล่วงรู้มากกว่าผู้อื่น ทันใดนั้นหวน
นึกถึงการหายตัวไปของหนิงอี้และกู้หมิงกง รวมถึงซากศพที่เหลือเพียง
โครงกระดูกของเยวียนซิ่น รายละเอียดที่พวกมันเคยมองข้ามไปผุดขึ้นใน
ใจทันที พวกมันคลับคล้ายเข้าใจเรื่องราวบางประการ
มียอดยุทธ์ระดับนี้อยู่บนเกาะเต่าก็ไม่น่าแปลกใจอันใด!
กระทั่งจั่วม่อเองยังตื่นตะลึง เมื่อเหวยเสิ้งฟาดฟันกระบี่ออกไป มัน
ถึงกับขนหัวลุกชี้ชันโดยไม่รู้ตัว ม้าฝานกับพวกทั้งหลายล้วนปากอ้าตาค้าง
มีเพียงจั่วม่อ ซู่หลงและจงหยูที่ยังรักษาสีหน้าสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้
ศิษย์พี่ใหญ่ผิดมนุษย์มนาอย่างที่คาดเอาไว้จริง ๆ!
ทุกครั้งที่ศิษย์พี่ใหญ่บาดเจ็บปางตาย หลังจากทุเลาหายดีแล้ว ความ
แข็งแกร่งของมันจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด!
จั่วม่อเดิมทียังรู้สึกภาคภูมิใจในความรุดหน้าของตนในช่วงนี้ แต่ต่อ
หน้ากระบี่ของศิษย์พี่ใหญ่ที่กระทั่งฟ้าดินยังเปลี่ยนสี ความภาคภูมิของมัน
หดแฟบลงทันควัน!
ศิษย์พี่ใหญ่อาศัยกระบี่เดียวข่มขวัญทั่วทั้งสนามรบ จั่วม่อฉวยโอกาส
ในความเงียบสงัดนี้ แย้มยิ้มเย็นเยียบ สำทับอย่างดุร้ายกระหายเลือดว่า
“ภายในครึ่งชั่วยาม ผู้ที่ยังอยู่ในระยะห้าสิบลี้จากเกาะเต่า จะถือว่า
เป็นศัตรูของเกาะเต่า!”
กล่าวพลางวาดมือคราหนึ่ง ปรากฏนาฬิกาทรายเรือนหนึ่งขึ้นเบื้อง
หน้ามัน เม็ดทรายในนาฬิกาทรายเริ่มไหลลงไปยังส่วนล่างอย่างไม่รอรี
วาจาพอกล่าวออกมา หลายคนสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย บางคน
ใบหน้าทอแววขุ่นเคือง สุ้มเสียงของจั่วม่อแม้ยังคงราบเรียบเฉื่อยชา
เหมือนก่อนหน้า แต่ความหมายในวาจาของมันเต็มไปด้วยการวาง
อำนาจบาตรใหญ่ และไม่อนุญาตให้ผู้ใดมีความคิดเป็นอื่น!
ยอดยุทธ์จินตันเหล่านี้ล้วนมีชื่อเสียงเกียติภูมิของตน ไม่เคยมีใครกล้า
สั่งให้พวกมันจากไปด้วยสุ้มเสียงวางอำนาจเช่นนี้!
อย่างไรก็ตาม หลายคนยังเลือกจากไปแต่โดยดี พลังที่เกาะเต่า
เปิดเผยออกมาเหนือความคาดหมายของพวกมันมากเกินไป ทุกคนเพียง
ทราบว่าเกาะเต่ามีกองพันที่มีฝีมือ แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเกาะเต่ายังมียอด
ยุทธ์อีกหลายคน
หากการโจมตีอันหมดจดของม้าฝานกับพวกทั้งห้าทำให้เหล่าจินตัน
รู้สึกอัศจรรย์ใจ เช่นนั้นกระบี่อันเลิศพิสดารของเหวยเสิ้งก็ดับความโลภใน
ใจพวกมันลงอย่างสิ้นเชิง พวกมันในที่สุดก็มีสติแจ่มใสขึ้นมา!
คราวนี้เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือซากโบราณสถาน หากยังไม่
ทันจะได้เข้าไปในซากโบราณสถาน กลับต้องมาถูกฆ่าตายที่เกาะเต่า
เช่นนั้นก็ไม่คุ้มค่ามากแล้ว!
เวยลี่เทียนออกคำสั่งโดยไม่รีรอลังเล “ถอย!”
ซิวเจ่ออื่น ๆ ใต้ร่มธงของมันเผยสีหน้าประหลาดใจ พวกมันทราบ
กระจ่างว่าเหล่าต้าดุร้ายปานใด ฝ่ายตรงข้ามเมื่อกล่าววาจาที่ทั้งไร้เหตุผล
และวางอำนาจเช่นนี้ โดยทั่วไปแล้วเหล่าต้าไม่ควรยอมกล้ากลืนฝืนทน! ไม่
ว่าคนที่ถือกระบี่ดำจะร้ายกาจเพียงใด มันก็มีเพียงคนเดียว ไม่จำเป็นต้อง
กลัว!
มีแต่อาซิ่นที่สีหน้าเป็นปกติ มันไม่ได้รู้สึกประหลาดใจที่ผลสุดท้าย
ออกมาเป็นเช่นนี้
ขณะที่เวยลี่เทียนออกคำสั่งให้ล่าถอย เหลิ่งเวยก็สั่งการอย่างไม่ลังเล
เช่นกัน “ไปกันเถอะ!”
เหลิ่งเสิ้งร้องถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ไป? พวกเราจะจากไปเช่นนี้
หรือ?”
“หากเจ้าไม่อยากตาย ก็รีบมา!” เหลิ่งเวยกล่าวเบา ๆ
เหลิ่งเสิ้งกระโจนออกมา เค้นเสียงออกจากลำคอ “เหล่าต้า การ
กระทำเช่นนี้จะทำให้พวกเราดูขี้ขลาดตาขาว อีกฝ่ายเพียงแค่ขู่ขวัญครา
เดียว แล้วพวกเราก็ลนลานหลบลี้หนีหน้า! ต่อไปเราจะอยู่กันอย่างไร!”
“เจ้าสามารถเอาชนะคนที่ถือกระบี่ดำได้หรือไม่?” เหลิ่งเวยหันกลับ
มาถามทันควัน
เหลิ่งเสิ้งชะงักกึก แต่ยังถกเถียงว่า “แม้ว่าข้าไม่สามารถเอาชนะมัน
แต่ยังรับมือได้สักระยะหนึ่ง”
เหลิ่งเวยจ้องมองมัน กล่าวแผ่วเบาว่า “ข้าก็ไม่มีปัญญาเอาชนะมัน
ไม่เพียงแค่มันเท่านั้น หลวงจีนที่เราพบในเมืองวันนั้นก็มีพลังไม่ด้อยไป
กว่าข้า”
“แล้วจะเป็นไร? เรามีกันตั้งหลายคน!”
“ลองดูประมุขเกาะผู้นั้น เจ้าก็ไม่ใช่คู่มือของมัน แล้วอย่าได้มองข้าม
บุรุษสวมเกราะที่ยืนอยู่ข้างกายประมุขเกาะ เจ้าก็สู้มันไม่ได้” เหลิ่งเวยสุ้ม
เสียงไม่เกรงอกเกรงใจ “และกองพันของพวกมันยังไม่ได้ปรากฏตัวด้วย
ซ้า”
“ที่นี่มีจินตันอีกมากมาย… ..”
“เจ้าที่แท้อยากเข้าไปในซากโบราณสถานหรือไม่?” เหลิ่งเวยขัดคอ
วาจาอ้อม ๆ แอ้ม ๆ ของเหลิ่งเสิ้ง “หากยังต้องการเข้าไปในซาก
โบราณสถานก็อย่าได้ตอแยพวกมัน!“
จากนั้นกวาดตามองลูกน้องคนอื่น ๆ สำทับทิ้งท้าย “ผู้ที่ไม่ยอมจาก
ไป ก็ไม่ต้องเข้าไปในซากโบราณสถานแล้ว”
คล้ายผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ทรายในนาฬิกาทรายไหลลงไปจนหมด
สิ้น บนท้องฟ้าเกาะเต่าหลงเหลือเพียงยี่สิบกว่าจินตันเท่านั้น คนเหล่านี้
ทระนงในพลังฝีมือของตน ไม่คิดหลบหน้าไป อย่างไรก็ตาม รอจนพวกมัน
พบว่าพวกมันหลงเหลือเพียงยี่สิบกว่าคน สีหน้าก็กลับกลายเป็นอัปลักษณ์
สุดทนดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบว่าสองกลุ่มที่ทรงพลังที่สุด เวยลี่เทียน
กับเหลิ่งเวยก็ล้วนจากไปหมดสิ้น
“หมดเวลาแล้ว” จั่วม่อแสยะยิ้มให้แก่คนที่ยังเหลืออย่างเหี้ยมเกรียม
“ข้าก็อยากชมดูว่าผู้ใดจะกล้าลงมือ!” ซิวเจ่อผู้หนึ่งร้องตะโกนด้วยสี
หน้าฮึกเหิม “ไม่ทราบท้องฟ้ากลับกลายเป็นของเกาะเต่าตั้งแต่เมื่อใด…”
“ตัวโง่งม!” จั่วม่อคำรามอย่างเย็นชา จากนั้นร่างหายวับไป
วู้ม วู้ม วู้ม!
แทบจะพร้อมเพรียงกัน ผู้คนฝ่ายจั่วม่อทั้งหมดร่างหายวับไป!
จินตันเหล่านี้นึกไม่ถึงว่าจั่วม่อกับพวกจะกล้าลงมือจริง ๆ แทบไม่ทัน
เตรียมตัวรับมือด้วยซ้า!
ไม่ใช่แค่เหวยเสิ้งคนเดียวที่พลังฝีมือรุดหน้า!
จงหยูนำกงล้อภาวนากากบาทออกมา แล้วหมุนกงล้อช้า ๆ ตัวอักขระ
พระสูตรสว่างจ้าลอยออกจากกงล้อภาวนา พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกันนั้น
จงหยูสวดภาวนาด้วยเสียงทุ้มต่า อักขระสีทองเหล่านั้นค่อย ๆ ลอยเข้าหา
ซิวเจ่อจำนวนหนึ่ง
อักขระพระสูตรเหล่านั้น พอเหินบินเข้าไปใกล้เป้าหมายของพวกมัน
พลันหยุดชะงักค้างกลางอากาศ ราวกับถูกตรึงเอาไว้แน่น
บรรดาศัตรูพลันรู้สึกว่าร่างกายจู่ ๆ ก็กลายเป็นหนักหน่วงอย่าง
เป็นไปไม่ได้ ยากจะขยับเคลื่อนไหวได้แม้แต่ปลายนิ้ว
อักขระพระสูตรที่ล่องลอยอยู่บนฟ้าพลันโปรยปรายเม็ดทรายสี
เหลืองลงมา เม็ดทรายทองเล็กละเอียดเหล่านี้ พกพาสภาวะสุดแกร่งกร้าว
กดทับลงมาด้วย กลิ่นอายของดินนภาพลุ่งพล่านขึ้นในอากาศอย่าง
ฉับพลัน
เวลานี้แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงผสานรวมเข้าไปในกงล้อภาวนา
อย่างสมบูรณ์ จงหยูยังได้หลอมรวมพลังของแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง
เข้ากับแดนมายาสังสารวัฏของนักบวชนิกายพุทธ เรียกว่าเขตแดนเซนดิน
นภา พลังอำนาจเพิ่มสูงขึ้น ทั้งยังอัศจรรย์พันลึกยิ่งกว่าเดิม!
จงหยูยังใช้พลังอธิษฐานชำระล้างเม็ดทรายของดินนภาทุกวันคืนไม่
เคยขาด
ยอดอาวุธเวท กงล้อภาวนาที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ใดมา
ก่อน ภายใต้การหลอมสร้างทั้งวันทั้งคืนของจงหยู ก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไป
ทีละน้อย ยามนี้พลังบางอย่างของกงล้อ กระทั่งตัวมันเองยังไม่อาจควบคุม
บังคับได้
ในการต่อสู้เดิมพันชีวิตกับเยวียนซิ่น มันได้บรรลุความเข้าใจในพลัง
หลายอย่างของเคล็ดร่างทองบรรลุธรรม นี่เป็นเวทวิชาแนวทางพุทธระดับ
หก แฝงเร้นด้วยความเปลี่ยนแปลงนานัปการ
ทันทีที่คู่ต่อสู้ตกอยู่ในเขตแดนเซนดินนภา ชุดเกราะปราณของศัตรู
ต้องต้านรับพลังสามรูปแบบพร้อมกัน หนึ่งคือดินนภา สองเป็นพลังสภาวะ
แนวทางเซน และสุดท้ายคือพลังอธิษฐาน ไหนเลยจะทนทานรับไหว แตก
สลายลงในชั่วพริบตา จินตันเหล่านั้นยังไม่ทันจะได้กรีดร้อง วิญญาณก็
หลุดลอยออกจากร่าง
อักขระพระสูตรกลางอากาศสว่างวาบขึ้นในบัดดล ประดุจสัตว์ร้ายที่
รับประทานจนอิ่มหนำ หวนกลับมายังกงล้อภาวนาด้วยตัวเอง
จงหยูสวดภาวนาเสียงเบาต่า หมุนกงล้อภาวนาไม่หยุดยั้ง เพื่อขจัด
กลิ่นอายอันชั่วร้ายออกจากกงล้อภาวนา
ท่ามกลางสมรภูมิประหัตถ์ประหารทั้งหมด ผู้ที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุด
คือจั่วม่อ
จั่วม่อผู้ซึ่งระยะหลังมานี้รับประทานโอสถปราณเข้าไปนับไม่ถ้วน
เพิ่มพูนพลังปราณอย่างมหาศาล ส่งผลให้พลังอีกสองขุมในร่างเติบโตขึ้น
อย่างมากเช่นกัน มันรวดเร็วดุจสายฟ้า ทรงพลังแกร่งกร้าวอหังการไร้ผู้
ต้านติด โถมซ้ายทะลวงขวาประดุจพยัคฆ์ในฝูงแกะ ไม่ต่างจากสัตว์อสูรใน
ร่างมนุษย์ ทุกที่ที่มันพุ่งผ่าน เห็นเลือดเนื้อกระเซ็นซ่าน แขนขาร่างกาย
ปลิวกระเด็น!
คนเหล่านี้มาร้องตะโกนอยู่หน้าประตูบ้านมัน มาท้าทายและลงไม้ลง
มือหมายจะเข่นฆ่าพวกมัน มันอดทนหงุดหงิดรำคาญใจอยู่นานแล้ว เมื่อ
ลงมือฆ่าฟันจึงไม่มีความเมตตาปราณีใด ๆ
จั่วม่อใช้การแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาออกมาในคราว
เดียว!
ยามลงมือเข่นฆ่า มันรู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก อดไม่ได้ต้องแหงน
หน้ากู่ก้อง ดังกังวานขึ้นไปถึงชั้นฟ้า!
ท่ามกลางความเลือนราง มันคล้ายลากดึงสายโยงโยที่มองไม่เห็น
ออกมา หลายจุดที่เคยคลุมเครือพร่าเลือน พลันกลับกลายเป็นชัดเจน
กระจ่างแจ้ง ราวกับว่าเพียงยื่นมือออกไปก็สัมผัสได้
ปล่อยตัวเองคล้อยตามสภาวะ ดาบเที่ยงวันสุดแกร่งกร้าวในมือพลัน
หายไป จิตสำนึกถักทอประสาน บานสะพรั่งโบยบินออกไปทุกทิศทาง
ประหนึ่งบุปผาและมวลผีเสื้อ!
ศาสตร์อสูรมากมายเหลือคนานับโถมท่วมเต็มอก แทบจะระเบิด
ออกมาในบัดดล!
ทันใดนั้นเอง เหตุแปรเปลี่ยนสุดอันตรายพลันอุบัติขึ้น!