สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 489 ตัวอันตราย
ลำแสงเจิดจ้าบาดตาสายหนึ่ง จู่ ๆ ก็วาบขึ้นข้างเท้ามันโดยไม่มีวี่แวว
ล่วงหน้า!
ในครรลองสายตามันกลายเป็นสีขาวพร่าง ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้อีก
พลังสภาวะสุดอันตรายสั่นพลิ้วอยู่ตรงหน้า จี้ใส่หว่างคิ้วของมันอย่างดุดัน
จั่วม่อใจหายวาบ ตื่นตระหนกสุดระงับ แทบไม่รู้สึกตัว ร่างดีดพุ่งถอยหลัง
อย่างไม่คิดชีวิต!
ลอบสังหาร!
มีคนลอบสังหารมัน!
บัดซบ! มันกระทั่งการคงอยู่ของคนผู้นี้ยังสัมผัสไม่ได้!
ความแตกตื่นตระหนกนี้ยากจะบ่งบอกบรรยายออกมา จั่วม่อเรียกได้
ว่าผ่านการต่อสู้มานับร้อยครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้คนสามารถลอบจู่
โจมมันต่อหน้าต่อตา!
ปีกแสงศูนยตาถูกเร่งเร้าไปถึงขีดสุด ชั่วพริบตานี้กาลเวลาคล้ายยืด
ยาวออกไป สรรพสิ่งดูเหมือนเนิ่นช้าลง รังสีฆ่าฟันสะท้านขวัญวิญญาณ
สายนี้ประหนึ่งผีร้ายตามพัวพัน ไม่ว่าจั่วม่อจะหลบหลีกหรือพยายามเลี่ยง
หนีเท่าใด ยังคงเกาะติดแนบแน่น จี้ตรงใส่หว่างคิ้วของมันอย่างแยบคาย!
รังสีฆ่าฟันสายนี้ทั้งแหลมคมและเย็นเยียบเสียดกระดูก แรงกดดันสุด
แกร่งกร้าวดูคล้ายจี้ตรงเข้าหาหว่างคิ้วของมันตลอดเวลา บันดาลให้จั่ว
ม่อเส้นประสาทเขม็งเกลียวถึงขีดสุด ปีกแสงศูนยตากระพือรัวเร็วอย่างบ้า
คลั่ง ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เสียงอากาศกรีดแหลมข้างหูดังสนั่น พัด
พาเสียงอุทานอย่างตระหนกของเหวยเสิ้งกับคนอื่น ๆ เข้ามาด้วย แต่จั่วม่อ
ยามนี้ไม่ได้ยินเสียงใดทั้งสิ้น สมาธิจิตใจทั้งหมดของมัน ล้วนจดจ่ออยู่กับ
เจตจำนงฆ่าฟันที่ผนึกแน่นจนคล้ายมีรูปร่างแท้จริง!
สิบดรรชนีเบ่งบานออกคล้ายดีดผีผา ลำแสงเจิดจรัสพวยพุ่งออกจาก
ปลายนิ้วอย่างต่อเนื่อง บานสะพรั่งอยู่เบื้องหน้ามัน!
ศาสตร์อสูรน้อย!
ในชั่วพริบตาแห่งความเป็นตาย สิ่งที่จั่วม่อเลือกใช้ได้ มีเพียงศาสตร์
อสูรน้อย!
เรียบง่ายและทันทีทันใด ศาสตร์อสูรขั้นพื้นฐานที่สุดนี้ กลับกลายเป็น
เครื่องมือช่วยชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของจั่วม่อ
ปัง ปัง ปัง!
เสียงกระแทกทำลายดังรัวเร็วเหมือนเสียงกลองศึก รังสีฆ่าฟันสะท้าน
ขวัญวิญญาณนั้นไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย! ต่อหน้าความเกรี้ยวกราด
ดุดันของมัน ศาสตร์อสูรน้อยที่ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า ไม่ต่างจากม่าน
กระดาษเบาบางหลายชั้น ท่ามกลางท้องนภาที่เต็มไปด้วยสะเก็ดพลัง
ปราณมากมาย เงาดำจุดเล็ก ๆ นี้ไม่เปลี่ยนแปลงจิตเจตนาและไม่อ่อน
โทรมลงแม้แต่น้อยนิด!
เจตจำนงฆ่าฟันที่ทั้งเย็นเยียบและลี้ลับมืดมน บันดาลให้มันรู้สึกราว
กับติดอยู่ในหล่มน้าแข็ง โลหิตในร่างคล้ายจะแข็งตัวหมดสิ้น
ความหวาดกลัวดุจพิษร้ายอันรุนแรง แผ่ซ่านไปทั่วทุกซอกทุกมุมใน
ร่างของจั่วม่อ ประหนึ่งยมทูตยื่นหน้าเข้ามาใกล้ พวยพุ่งลมหายใจผุเปื่อย
แห่งมัจจุราชออกมา แทบจะหายใจรดใบหน้ามันอยู่รอมร่อ!
มันจะต้องตายเช่นนี้หรือ?
ความคิดอัปมงคลผุดขึ้นในใจอย่างสุดจะระงับยับยั้ง
ชั่วพริบตานี้กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งลง ทุกสรรพสิ่งรอบข้างกลับ
กลายเป็นเงียบงัน
จิตสำนึกอันปั่นป่วนกลับคืนสู่ความแจ่มใสดังเดิม
เจตจำนงฆ่าฟันยังคงทิ่มแทงทะลวงกระดูก แต่ความหวาดกลัวไปใน
ใจเลือนหายไป จั่วม่อเข้าสู่สภาวะแปลกพิสดารยิ่งชนิดหนึ่ง ในชั่วขณะนี้
จิตใจของมันแจ่มชัดราวกับน้าในทะเลสาบ แรงปลุกเร้าที่สั่งสมมาจาก
ศาสตร์อสูรน้อยมากมายเมื่อครู่ ทันใดนั้นปะทุขึ้นประดุจภูเขาไฟระเบิด!
สิบดรรชนีพลันกรีดวาดเป็นเส้นทางที่แปลกประหลาด ราวกับหลุด
ออกจากการควบคุมของมัน ปราณธรรมชาติสั่นสะเทือนเป็นจังหวะอัน
พิสดาร เต็มไปความรู้สึกแปลกประหลาดที่ยากจะบรรยาย แต่ทุกสิ่งคล้าย
คล้อยตามวิถีธรรมชาติ ราวกับเมฆล่องน้าริน
จุดแสงประกายสิบจุด ประหนึ่งดวงดาวหมุนติ้วสิบดวง กรีดวาดเป็น
ลำแสงสีน้าเงินเยือกเย็นสิบสาย!
ศาสตร์อสูรอันซับซ้อนไหลผ่านจิตใจของมัน แสงสีน้าเงินเยือกเย็น
บนสิบนิ้วเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ จั่วม่อสงบเยือกเย็นผิดธรรมดา!
แสงสีน้าเงินเยือกเย็นอันเจิดจ้าแต่เรียวบาง ดูคล้ายงอกยาวออกมา
ประดุจถั่วงอกยืดยาวออก ปีนไต่ไปตามมือของจั่วม่อ
สองมือของมันคล้ายปกคลุมไปด้วยถุงมือแสงสีน้าเงินเข้มคู่หนึ่ง
สองมือคู่นี้ประกบเข้าหากันกลางอากาศ กึ่งกลางหน้าอกของจั่วม่อ
ทันใดนั้นกลุ่มแสงเจิดจ้าระเบิดวาบราวกับปราณกระบี่นับไม่ถ้วน
กว้าก!
เสียงสัตว์ร้ายที่ไม่มีใครรู้จักแผดคำรามกึกก้อง พร้อมกันนั้นกลิ่นอาย
เก่าแก่โบราณ กวาดวาบออกไปทั่วสี่ทิศแปดทาง
ประหนึ่งราตรีกระจ่างจันทร์อันเงียบสงัด สัตว์ร้ายแดนร้างทอดตา
มองลงมาด้วยสายตาหมิ่นหยามโลกหล้าอันน่าเกรงขาม!
ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย!
สุดยอดวิชาที่จั่วม่อไม่เต็มใจจะใช้ออกมา!
มือสังหารอุทานอย่างแปลกใจคำหนึ่ง ร่างของมันคล้ายไส้เดือนดิน
ผุดขึ้นจากพื้น บิดเบี้ยวอย่างแปลกประหลาด ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงเจิด
จ้าพลันหายวับไป แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงกระบี่ที่ผนึกรวมรั้ง เร่งความเร็ว
ขึ้นอย่างกะทันหัน แทงทะลวงใส่จั่วม่ออย่างหักโหม!
เหวยเสิ้งหัวใจตกวูบ กระบี่ที่พลิกทิวากลับเป็นราตรีของมันอาจดูใช้
ออกอย่างง่ายดาย แต่อันที่จริงเป็นผลงานสุดยอดของมันในยามนี้ นี่ไม่
เพียงบรรจุไว้ดัวยความเข้าใจทั้งหมดของมัน ยังสิ้นเปลืองพลังปราณ
มหาศาลถึงครึ่งหนึ่งของพลังปราณในร่างมัน
มือสังหารฝีมือลึกล้าเหนือความคาดหมายของมันมาก!
ต่อให้พลังปราณของมันยังเปี่ยมล้นสมบูรณ์ดังเดิม แต่หากปะทะหัก
หาญกันซึ่งหน้า มันอาจไม่ใช่คู่มือของคนผู้นี้ อย่าว่าแต่อีกฝ่ายยังลอบจู่
โจมอย่างแยบคายถึงเพียงนี้ ลำแสงกระบี่ของมือสังหารนี้แม้ดูโอ่อ่าอาจ
หาญ แต่เจตจำนงกระบี่กลับกลอกกลิ้งชั่วร้าย ไม่เหมือนเจตจำนงกระบี่ใด
ๆ ที่มันเคยพบเห็นมาก่อน ความเข้าใจในเจตจำนงกระบี่ของอีกฝ่ายถึงกับ
สูงล้ากว่าเหวยเสิ้งอีก
ศัตรูที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้มาจากที่ใดกัน?
แต่ในห้วงคับขันเป็นตายเช่นนี้ มันไหนเลยมีแก่ใจสนใจเรื่องอื่น เหวย
เสิ้งจี้กระบี่ดำไปยังฝ่ายตรงข้าม พลังปราณในร่างปะทุเดือดพล่านใน
บัดดล ถาโถมไปยังกระบี่ดำอย่างบ้าคลั่ง!
มือสังหารพลันบิดกายวูบ ดีดร่างออกไปด้วยท่วงท่าประหลาดพิกล
ปราณกระบี่ดำทะมึนปรากฏขึ้นตรงตำแหน่งเดิมของมันอย่างกะทันหัน
ราวกับแทงทะลวงออกมาจากท้องฟ้าที่ว่างเปล่า
มือสังหารคล้ายล่วงรู้ล่วงหน้าแต่แรก ยังหันกลับมาจ้องมองเหวยเสิ้ง
อย่างใจเย็น
เหวยเสิ้งในที่สุดค่อยเห็นรูปโฉมของมือสังหาร นั่นเป็นหน้ากากสีขาว
ซีดใบหนึ่ง อัปลักษณ์และไร้อารมณ์ กระชับแน่นอยู่บนใบหน้าของศัตรูอัน
น่ากลัวผู้นี้ ดวงตาไร้ประกายราวกับหลุมดำสองหลุม เต็มไปด้วยเจตนาฆ่า
ฟันอันมืดมิด!
คนผู้นั้นพลันแสยะยิ้มกว้าง หน้ากากสีขาวซีดถูกรอยยิ้มอันแปลก
ประหลาดดึงรั้งจนบิดเบี้ยว บันดาลให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกเย็นเยียบจับใจ
เหวยเสิ้งพลันรู้สึกสายตาพร่าเลือนวูบ สูญเสียร่องรอยของอีกฝ่ายไป
ทันที
แต่แล้วมันม่านตาหดแคบลงอย่างฉับพลัน ในเวลานี้เอง ลำแสงกระบี่
สายนั้นดีดพุ่งขึ้น แทงเข้าใส่กลุ่มแสงที่กลางอกของจั่วม่ออย่างเหี้ยม
เกรียม!
ฉับพลันนั้นสัตว์ร้ายแผดเสียงคำรามก้อง เต็มไปด้วยกลิ่นอายเก่าแก่
รกร้าง ยึดถือจั่วม่อเป็นจุดศูนย์กลาง ระเบิดกระจายออกไปรอบข้างอย่าง
เกรี้ยวกราด
รอจนฝุ่นควันจางหายไป เผยให้เห็นเงาร่างใหญ่โตดุจขุนเขา เห็นสัตว์
ร้ายมหายักษ์แห่งบรรพกาลปรากฏขึ้นตรงหน้าสายตาทุกผู้คน ดวงตาสี
แดงเลือดขนาดเท่าตะเกียงสองดวงเต็มไปด้วยความสูงศักดิ์อันน่าเกรง
ขาม
ในปากของสัตว์ร้ายคาบปราณกระบี่สว่างไสวเล่มหนึ่ง
จั่วม่อหอบหายใจอย่างหนักหน่วง สองมือที่ห่อหุ้มด้วยแสง ข้างหนึ่ง
อยู่หน้า อีกข้างอยู่หลัง ราวกับว่ามันพยายามคว้าจับและหยุดยั้งบางสิ่งที่
แทงเข้ามา หยาดเหงื่อไหลซึมลงจากหน้าผาก ดวงตาถลึงกว้าง สองมือสั่น
ระริกเบา ๆ คล้ายกับว่าเพิ่งจะใช้เรี่ยวแรงไปอย่างมหาศาล
ปราณกระบี่สว่างไสวเล่มนั้นประหนึ่งอสรพิษตัวน้อย ยังคงต่อสู้ดิ้น
รนไม่หยุดยั้ง!
จากนั้นปราณกระบี่ค่อย ๆ หม่นแสงลง จวบจนกระทั่งสลายหายไป
สัตว์ร้ายแดนร้างที่ราวกับขุนเขาย่อม ๆ ก็แตกสลายโดยไร้เสียง แล้ว
เลือนหายไปเช่นกัน
เห็นจั่วม่อไม่เป็นอะไรมาก ทุกคนค่อยถอนใจโล่งอก จากนั้นพวกมัน
กวาดตาไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เซียนกระบี่ประหลาด
ผู้นั้นลงมือลอบสังหารเป็นคำรบสอง
หลังจากนั้นสักครู่ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด จั่วม่อค่อยกระแทกนั่งลง
หอบหายใจไม่หยุดยั้ง
นับจากชั่วขณะจิตที่ถูกลอบสังหารจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาเพียงชั่ว
พริบตาเดียวเท่านั้น แต่ระดับความคับขันอันตรายที่มันเผชิญ มีเพียง
จั่วม่อที่ตกเป็นเป้าจู่โจมของแสงกระบี่สายนั้นจึงจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่สุด
นั่นเป็นเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างชีวิตกับความตาย!
มันเฉียดผ่านความตายแค่ชั่วระยะปลายเส้นผมเท่านั้น!
ยามนี้มาหวนคิดดู มันยังรู้สึกหวาดหวั่นไม่คลาย ทันใดนั้นซิวเจ่อ
ขบวนหนึ่งเหินทะยานขึ้นจากด้านล่าง เข้าห้อมล้อมจั่วม่อไว้ตรงกลาง เป็น
กงซุนชาสั่งการให้พวกมันขึ้นมาคุ้มครองจั่วม่อ หลังจากพบเห็นเหตุลอบ
สังหารอันน่าหวาดเสียวเมื่อครู่
ปลุกปลอบสติคืนมา จั่วม่อฝืนเค้นรอยยิ้มพลางกล่าว “เซียนกระบี่
อันร้ายกาจ! คราครั้งนี้พวกเราพบพานยอดยุทธ์ที่แท้จริงเข้าแล้ว!
แต่รอยยิ้มของมันดูขัดตายิ่งกว่าร่าไห้เสียอีก
ทุกผู้คนมีสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึงโดยไม่มีข้อยกเว้น หากเมื่อครู่เกิด
อะไรขึ้นกับต้าเหริน พวกมันแม้ตายยังไม่สาสม! แต่หวนคิดถึงเซียนกระบี่
ที่สวมหน้ากากขาวผู้น่ากลัว ทุกผู้คนยังใจสั่นสะท้านไม่หยุด!
มันเร้นกายเข้าไปถึงตรงหน้าจั่วม่อได้อย่างไร วิธีการที่มันปลดปล่อย
ปราณกระบี่และเร่งเร้าปราณกระบี่สังหาร รวมถึงวิธีการที่มันจากไปอย่าง
ลอยนวล ตลอดกระบวนการล้วนไม่มีผู้ใดล่วงรู้! กระทั่งเหวยเสิ้งยัง
มองเห็นโฉมหน้าของอีกฝ่ายเพียงแวบเดียว ก่อนที่ร่างนั้นจะเลือนหายไป
ไม่อาจค้นพบร่องรอยได้อีก
ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้อื่นคิดมาก็มา คิดไปก็ไป ปลอดโปร่งสะดวกดายเป็น
ที่สุด
“กลับลงไปในเกาะก่อน”
พวกจั่วม่อหวนกลับลงไปในเกาะทันที จากนั้นเปิดใช้งานค่ายกล
พิทักษ์เกาะอย่างสุดกำลังในบัดดล
เคราะห์ดีที่ค่ายกลสามารถทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือน หากเป็นผู้ที่
ไม่มีแผ่นหยก จะไม่สามารถผ่านเข้ามาในเกาะได้โดยไม่ได้รับอนุญาต มิ
เช่นนั้นจั่วม่ออาจต้องกังวลว่าจะมีมือสังหารปะปนเข้ามาในกลุ่มคน เล็ด
ลอดเข้ามาในเกาะ เช่นนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่แล้ว!
ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางทะเลเมฆห่างออกจากเกาะไปสิบลี้ ร่าง
หนึ่งค่อย ๆ ลอยขึ้นจากทะเลเมฆโดยไร้เสียง หน้ากากสีขาวซีดมองย้อนไป
ยังเกาะเต่าครู่หนึ่ง จากนั้นจมลงไปในทะเลเมฆอย่างช้า ๆ
“พบตัวมันหรือไม่?” จั่วม่อถาม
ความคิดคำนึงของจั่วม่อเต็มไปด้วยเซียนกระบี่อันน่ากลัวผู้นั้น ราว
กับฝันร้ายที่วนเวียนหลอกหลอนไม่รู้จักจบสิ้น มันไม่ทราบว่าในภายหลัง
ผู้อื่นไฉนไม่โจมตีสืบต่อ ครั้งนี้ที่มันสามารถหนีเอาชีวิตรอดมาได้ ครึ่งหนึ่ง
ล้วนพึ่งพาโชค หากมันพบพานคนผู้นี้อีกครั้ง จั่วม่อไม่กล้ารับประกันว่าจะ
โชคดีเช่นนี้อีก
ผู้อื่นพลังฝีมือสูงล้ากว่าพวกมันมาก กระทั่งเหวยเสิ้งยังกล่าวอย่าง
เปิดเผยว่าพลังของมันไม่อาจเทียบเท่ากับคนผู้นี้ได้
คนที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้แน่นอนว่าต้องไม่ใช่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม จู่
ๆ มีมือสังหารอันร้ายกาจมุ่งเป้ามายังมัน จั่วม่อรู้สึกว่ามันไม่สามารถข่มตา
หลับลงได้ ดังนั้นตัดสินใจสืบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง
ก่อนอื่นเมื่อจั่วม่อกลับลงมาในเกาะ มันรีบส่งขุมกำลังทั้งหมดของมัน
ไปสืบหาที่มาของคนผู้นี้ มันยังส่งนกกระเรียนกระดาษไปสอบถามเลี่ยวฉี
ชางด้วย แต่คาดไม่ถึงว่าเลี่ยวฉีชางจะแล่นมายังเกาะด้วยตัวเอง
เลี่ยวฉีชางสีหน้าแปลกพิกลยิ่ง “คนผู้นี้ไม่ได้มาจากอาณาจักรทะเล
เมฆเรา!”
“ไม่ได้มาจากอาณาจักรทะเลเมฆ?” จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้าง
เลี่ยวฉีชางเมื่อได้รับข่าวว่าจั่วม่อถูกลอบสังหาร มันตื่นตระหนกอย่าง
รุนแรง ความสัมพันธ์ของมันกับเกาะเต่าสนิทสนมกลมเกลียวกว่าคนทั่วไป
มาก ดังนันมันล่วงรู้มากกว่าผู้อื่นไม่น้อย กระทั่งหนิงอี้กับพวกอยู่ในมือของ
พวกจั่วม่อยังไม่มีผลลัพธ์ที่ดี แต่กลับมีคนแทบจะลอบสังหารจั่วม่อสำเร็จ
อย่างซึ่งหน้า จะไม่ให้เลี่ยวฉีชางตื่นตระหนกได้อย่างไร?
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจมันก็คือ คนผู้นี้สมควรไม่ใช่คนของ
อาณาจักรทะเลเมฆ
ความคิดของมันได้รับการยืนยันอย่างรวดเร็ว ผู้อื่นไม่ได้มาจาก
อาณาจักรทะเลเมฆจริงดังคาด! แต่เมื่อมันสืบพบความเป็นมาของคนผู้นี้
ต้องตื่นตะลึงยิ่งกว่าเก่า พลันตระหนักทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญ
แล้ว ดังนั้นรีบแล่นมายังเกาะเต่าด้วยตัวเองเป็นการเฉพาะ
“ตามที่ท่านบ่งบอกบรรยายมา คนผู้นี้สมควรเป็นนักฆ่าหน้ากากผู้
กระเดื่องดัง นักฆ่าหน้ากากเป็นตัวประหลาดสุดพิสดารผู้หนึ่ง มีฝีมือใน
การลอบสังหารสูงล้า มันเป็นนักฆ่าที่มีชื่อเลื่องลือ ไม่ใช่เลื่องลือใน
อาณาจักรทะเลเมฆ แต่เป็นมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งสี่ดินแดน!” เลี่ยวฉี
ชางสุ้มเสียงยิ่งมายิ่งตึงเครียด
“ร้ายกาจถึงเพียงนั้น?” จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
“ร้ายกาจยิ่งกว่านั้นอีก!” เลี่ยวฉีชางจุปาก “อย่าได้เห็นว่ามันเป็นจิน
ตัน แต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้มันโด่งดังสะท้านฟ้า คือเมื่อห้าปีก่อน มัน
ประสบผลสำเร็จในการลอบสังหารหยวนอิงผู้หนึ่งที่เรียกว่าหลงหง! นี่เป็น
เหตุให้มันพุ่งทะยานขึ้นสู่ทำเนียบสิบยอดนักฆ่าด่านจินตัน เป็นหนึ่งในสิบ
สุดยอดนักฆ่าด่านจินตันของทั้งสี่ดินแดน! เวลานี้มันรั้งลำดับที่เจ็ด และกับ
เป้าหมายด่านจินตัน มันไม่เคยลงมือพลาดมาก่อน รวมถึงศิษย์ของสี่สำนัก
ใหญ่อย่างเช่นคุนหลุน ก็ยังเคยตกตายใต้กระบี่ของมันมาแล้ว …ท่านเป็น
คนแรกที่มันพลาด”
เอ่ยถึงเรื่องนี้ เลี่ยวฉีชางมีสีหน้าลิงโลดเล็กน้อย ไม่สนใจจั่วม่อที่อ้า
ปากค้าง กล่าวต่อไปว่า “ตอนนี้ท่านกำลังจะโด่งดัง กระทั่งนักฆ่าหน้ากาก
ยังฆ่าท่านไม่สำเร็จ ต่อให้ท่านคิดไม่มีชื่อเสียง เกรงว่าคงจะยากแล้ว! เทียบ
กับนักฆ่าหน้ากาก หนิงอี้ไม่นับเป็นอะไรได้ แม้แต่เป็นคนหิ้วรองเท้าให้อีก
ฝ่ายยังไม่คู่ควร!”
จั่วม่อบนใบหน้าไม่มีเค้าความภาคภูมิใจ มีแต่สีหน้าอัปลักษณ์สุดทน
ดู
ประสบความสำเร็จในการลอบสังหารหยวนอิง! …สวรรค์ของข้า!
มันไปตอแยเทพมฤตยูผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด!
มือสังหารที่รั้งลำดับเจ็ดในทำเนียบนักฆ่าด่านจินตันทั่วทั้งสี่ดินแดน…
จั่วม่อใบหน้าดำคล้าดุจโคลนตม