สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 499 กล้าหาญนั้นอิ่มตาย7
“ที่นี่คืออาณาจักรลับโลกหลากล้น จงระมัดระวังสิ่งที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า
พวกเจ้าให้มาก” ผู้อาวุโสเซินสุ้มเสียงเคร่งขรึม ทอดสายตามองไปยังที่
ห่างไกล เห็นแต่ความกว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยเนินทรายมากมาย
เหลือคณานับ ทอดยาวโดยไม่มีที่สิ้นสุด
ล้วนมีเนินทรายสูงต่าสลับซับซ้อนไร้ที่สุดสิ้น ไม่มีพืชหญ้าอันใด
สามารถเติบโตได้ บางครั้งคราวยังอาจเห็นกองกระดูกขาวโพลน
ระเกะระกะ สภาพภูมิประเทศรกร้างเปล่าเปลี่ยวอย่างยากจะบ่งบอก
บรรยาย อากาศร้อนรุ่มเป็นพิเศษ กระทั่งจินตันเช่นหลีซู่กับหลู่เจิ้นยังรู้สึก
ปากคอแห้งผาก
นี่ทำให้ทั้งสองกลายเป็นตื่นตัวขึ้นมา ด้วยระดับพลังฝึกปรือของพวก
มัน สมควรน้าไฟมิอาจกล้ากราย ไหนเลยจะรู้สึกปากคอแห้งผากได้?
“อาณาจักรลับโลกหลากล้นเป็นอาณาจักรลับธาตุดิน” ผู้อาวุโสเซิน
กล่าวอย่างแช่มช้า “แต่แทนที่จะบอกว่ามันเป็นอาณาจักรลับธาตุดิน
สมควรบอกว่ามันเป็นกรงขังธาตุดินจะถูกต้องเสียกว่า ผู้พิทักษ์แห่ง
อาณาจักรลับนี้ จะต้องเป็นคนที่เชี่ยวชาญพลังเทพธาตุดินผู้หนึ่ง”
7 มาจากประโยคที่ว่า “กล้าหาญนั้นอิ่มตาย ขี้ขลาดต้องหิวตาย” เป็นสำนวนที่คนจีนใช้เปรียบเปรยว่า คนที่กล้า
เสี่ยง กล้าได้กล้าเสีย ไม่มัวกังวลนั่นกังวลนี่ จะประสบความสำเร็จ ดังเช่นคนที่มีให้กินอย่างเหลือเฟือจนอิ่มตาย
คือคนที่กล้าเสี่ยงจนร่ารวยเป็นเศรษฐี ส่วนคนขี้ขลาด จะทำอะไรก็กลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด ไม่กล้าเสี่ยง กลัวเสีย
หน้า ฯลฯ จึงไม่ประสบความสำเร็จ ต้องยากจนและอดตาย
แต่ใบหน้าเครียดขรึมของมันกลับเผยรอยยิ้มวูบหนึ่ง “เคราะห์ดีที่
ท่านเจ้าสำนักเห็นซึ้งกระจ่างล่วงหน้า”
กล่าวจบคำ มันล้วงต้นอ่อนเรียวเล็กและเขียวชอุ่มออกมาต้นหนึ่ง
ต้นอ่อนเล็ก ๆ นี้ยาวเพียงไม่กี่ชุ่น อ่อนโยนบอบบาง แต่ละใบมีขนาด
เพียงเท่าเล็บนิ้วมือ ทันทีที่ผู้อาวุโสเซินหยิบต้นอ่อนออกมา ทันใดนั้นความ
เย็นชื่นสดใสพัดผ่านหลีซู่กับหลู่เจิ้น ขจัดความร้อนรุ่มอันบ้าคลั่งหายวับไป
กับตา
หลีซู่ถามอย่างตื่นตะลึงว่า “อาจารย์อา สิ่งนี้คืออะไร? ไฉนอัศจรรย์
ถึงเพียงนี้?”
“ต้นตะขอหยก” ผู้อาวุโสเซินตอบโดยไม่เบือนหน้ากลับมา พลาง
คุกเข่าลงข้างหนึ่ง วางต้นตะขอหยกในมือลงไปบนเนินทราย
ต้นอ่อนประหลาดนั้นพอสัมผัสพื้นทราย รากของมันรีบมุดแทรกลง
ในกองทรายอย่างเร่งร้อน
สีเขียวประดุจหยกบนพื้นทรายแห้งผาก ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
“ต้นตะขอหยก… …” หลีซู่ทวนคำ สีหน้าเลื่อนลอย ในใจลอบตื่น
ตระหนกสุดระงับ ต้นตะขอหยกเป็นหนึ่งในสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสำนัก
โดยทั่วไปจะถูกคุ้มครองอยู่ในเขตหวงห้ามของสำนัก มันคิดไม่ถึงว่าเพื่อ
จัดการกับซากโบราณสถานแห่งนี้ ท่านเจ้าสำนักถึงกับยินยอมให้ผู้อาวุโส
เซินพกพาต้นตะขอหยกมาด้วย
ต้นตะขอหยก สีเขียวมรกต พฤกษาปราณระดับหกชั้นยอด สามารถ
ผลิตลูกประคำตะขอหยก ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกประคำธาตุไม้ที่เลิศล้าที่สุดใน
โลก สามารถใช้หลอมสร้างเป็นอาวุธเวทธาตุไม้ทุกประเภท ตัวของต้น
ตะขอหยกเองก็เป็นวัตถุดิบที่หาได้ยากยิ่งชนิดหนึ่ง ยากจะได้มาไว้ใน
ครอบครองเป็นที่สุด
พลังอำนาจที่ร้ายกาจที่สุดของต้นตะขอหยก คือสามารถดูดซับพลัง
ธาตุดินเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตัวมันเอง
ต้นตะขอหยกเมื่อฝังตัวลงไปในพื้นทราย ก็เริ่มเติบโตอย่างบ้าคลั่ง
พื้นที่สีเขียวแพร่กระจายออกไปด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
ลุกลามไปทั่วทุกซอกทุกมุมของอาณาจักรลับโลกหลากล้น
ความร้อนในอากาศลดฮวบอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้เอง เนินทรายใต้ฝ่าเท้าพวกมันเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เนินทรายนับไม่ถ้วนถล่มราบลง ใต้พื้นทรายเต็มไปด้วยเสียงกึกก้อง
กัมปนาท ภายในชั่วพริบตา เนินทรายที่พังทลายก็กลืนกินแผ่นผืนสีเขียว
ลงไปหมดสิ้น
หลีซู่กับหลู่เจิ้นพากันแตกตื่นตะลึงลาน แทบไม่อาจยืนหยัดมั่น เนิน
ทรายใต้ฝ่าเท้าพวกมันคล้ายตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันยาวนาน
ผู้อาวุโสเซินแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา สีหน้าไม่สะทกสะท้าน “ต้นตะขอ
หยกนี้เติบโตอยู่ในสำนักเรามานานเก้าร้อยปี ยอดคนในสำนักหลายต่อ
หลายรุ่นทุ่มเทสมาธิจิตใจฟูมฟักดูแลมัน เหลืออีกเพียงเล็กน้อยก็จะเกิด
ใหม่อย่างสมบูรณ์ คราวนี้นับว่าเหมาะเจาะพอดียิ่งนัก”
หลู่เจิ้นสีหน้าสับสนงุนงง มันซึ่งเป็นศิษย์ฝ่ายนอกไหนเลยจะเข้าใจ
เรื่องราวเชิงลึกในสำนักได้
แต่หลีซู่เข้าใจกระจ่าง กลายเป็นตื่นตัวขึ้นมา ต้นตะขอหยกหากเลี้ยง
ดูอย่างถูกต้องเหมาะสม และฟูมฟักบำรุงด้วยพลังธาตุดินอย่างต่อเนื่อง ก็
มีโอกาสที่จะถือกำเนิดเป็นต้นตะขอหยกเขียวสวรรค์ ระดับเจ็ด!
ระดับเจ็ดขึ้นไป เป็นระดับชั้นของเทพยดา!
ความแตกต่างของระดับหกกับระดับเจ็ด คือความห่างชั้นของ
แผ่นดินกับท้องฟ้า ระดับหกแม้หาได้ยากยิ่งในท้องตลาด แต่ยังคงสามารถ
หามาครอบครองได้ แต่สำหรับวัตถุดิบระดับเจ็ด ไม่มีทางหาซื้อได้ใน
ท้องตลาด ทันทีที่วัตถุดิบระดับเจ็ดปรากฏขึ้นในท้องตลาด มันจะหาย
สาบสูญไปโดยไร้ร่องรอย ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด
วัตถุดิบระดับเจ็ดและเหนือกว่านั้น มักจะถูกเรียกขานว่าระดับชั้น
ของเทพยดา
นอกเหนือจากความหายากแล้ว พวกมันยังมีหลายแห่งที่แตกต่างจาก
อาวุธเวทระดับหก วัตถุดิบระดับเจ็ดและเหนือกว่านั้น ล้วนเป็นอาวุธเวท
ตามธรรมชาติ!
อาวุธเวทที่หลอมสร้างขึ้นจากวัตถุดิบระดับเจ็ด ล้วนเรียกขานด้วย
สรรพนามอาวุธเวทเทพยดาเช่นกัน เป็นสุดยอดสมบัติที่ซิวเจ่อทุกรูปทุก
นามล้วนใฝ่ฝันถึง
หากต้นตะขอหยกสามารถยกระดับขึ้นอีกชั้น จะกลายเป็นต้นตะขอ
หยกเขียวสวรรค์ เมื่อนั้นสำนักจะถือครองอาวุธเวทเทพยดาอีกชิ้นหนึ่ง!
ไม่ใช่แค่หลีซู่ กระทั่งผู้อาวุโสเซินเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ยังอดไม่ได้ สีหน้า
ทอแววคาดหวังรอคอยโดยไม่รู้ตัว
อาวุธเวทถือครองได้ไม่ยาก แต่อาวุธเวทเทพยดายากจะเสาะหา!
แม้ว่ามันจะก้าวเข้าสู่ด่านหยวนอิงมานานปี แต่ไม่มีสิ่งใดผิดแผก
แตกต่างกัน
จริงดังคาด ไม่ว่าเนินทรายจะแผดเสียงกึกก้องกัมปนาทสักเท่าใด แต่
ต้นตะขอหยกยังคงยึดมั่นเหนียวแน่น พวกมันระเบิดทะลวงออกมาจาก
เนินทรายที่ถล่มทับ แพร่กระจายออกไปรอบข้างอย่างรวดเร็วเป็นคำรบ
สอง
ลำต้นที่ดูบอบบางสั่นไหวในสายลมและฝุ่นทราย แต่ยังคงยืนหยัดไม่
คลอนแคลน
วู้มวู้มวู้ม!
ผืนทรายคล้ายไหลบ่ามารวมกันที่จุดเดียว นูนสูงขึ้นอย่างเร่งร้อน
หุ่นทรายตัวหนึ่งค่อย ๆ ผุดขึ้นจากเนินทรายอย่างแช่มช้า
มวลทรายไหลบ่ามาจากทุกทิศทาง ตรงเข้าหาหุ่นทราย ห่อหุ้มรัดพัน
หุ่นทรายราวกับว่าพวกมันเป็นอสรพิษ เลื้อยปราดขึ้นไปตามร่างกายของ
หุ่นทรายอย่างรวดเร็ว
ร่างของหุ่นทรายขยายใหญ่พรวดพราดในชั่วพริบตา ยามนี้ขนาด
ร่างกายของมันสูงตระหง่าน ยืนทะมึนจังก้าเหนือเนินทรายทั้งหมด ทว่า
ยังคงขยายใหญ่ไม่หยุดยั้ง
มวลทรายทั้งหมดในอาณาจักรลับมารวมตัวกันเป็นหุ่นทรายมหา
ยักษ์ตัวนี้ ต้นตะขอหยกเมื่อไม่มีพื้นฐานหนุนเสริม ก็พากันเหี่ยวแห้งลงทัน
ควัน ทะเลสีเขียวไร้ที่สิ้นสุดเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ประดุจคลื่นน้าที่
ถดถอยกลับมายังจุดเริ่มต้น
สุดท้ายต้นตะขอหยกหลงเหลือเพียงต้นเดียว งอกเงยอยู่ข้างเท้าของ
ของผู้อาวุโสเซิน
มองดูต้นตะขอหยกที่เขียวสดใสกว่าเดิม ผู้อาวุโสเซินรู้สึกเศร้า
เสียดายอยู่บ้าง อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง ต้นตะขอหยกนี้จะแปลงร่าง
กำเนิดใหม่เสร็จสิ้น หากมันถือครองต้นตะขอหยกเขียวสวรรค์ จะบุกฝ่า
ออกจากอาณาจักรลับแห่งนี้ได้อย่างสะดวกดาย
อย่างไรก็ตาม ผู้อาวุโสเซินแม้เศร้าเสียดายแต่หาได้หวาดวิตกไม่
อาณาจักรลับโลกหลากล้นเป็นเหมือนในคำทำนายของท่านเจ้าสำนักกับ
เหล่ายอดคนอาวุโสไม่มีผิดเพี้ยน นี่ช่วยให้มันเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ว่า
จะสามารถพิชิตอาณาจักรลับโลกหลากล้นแห่งนี้ได้โดยไม่เหลือบ่ากว่าแรง
มันมีการเตรียมการอย่างพรักพร้อม!
จั่วม่อรู้สึกสุขสบายจนแทบครวญครางออกมา
ความอบอุ่นแทรกลึกถึงไขกระดูก ไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างแช่มช้า
มันไม่รู้สึกว่าพลังฝีมือเพิ่มพูนรุดหน้า แต่รู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก
ใช่แล้ว เป็นความสุขสบายที่ยากจะบ่งบอกบรรยายจริง ๆ
ความอบอุ่นค่อย ๆ สลายหายไป มันตื่นขึ้นจากความเคลิบเคลิ้มมึน
เมา ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
หากมีผู้คนมองดูอยู่ในยามนี้ จะต้องตื่นตระหนกเมื่อพบว่า จั่วม่อเมื่อ
ลืมตาขึ้นมา กลับดูคลับคล้ายกับดวงตาของอีกาทองคำที่อยู่บนยอดเสาทั้ง
สิบ
ยะเยียบเย็นชา ว่างเปล่าไร้อารมณ์ เหยียดหยามดูแคลนทุกสรรพสิ่ง
ที่กึ่งกลางม่านตา เห็นจุดแสงสีทองสาดประกายวูบ แล้วหายวับไป
บรรยากาศรอบกายคล้ายผลึกแข็งตัว กระทั่งเปลวไฟที่แตกปะทุไม่
หยุด ยังราวกับว่าชะงักค้างอยู่กับที่
สภาวะชะงักงันคงอยู่เพียงชั่วพริบตา จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืน
เป็นปกติ จั่วม่อผู้ยังคงดื่มด่าอยู่กับความสุขสบายเกินบรรยาย ไม่ได้
สังเกตเห็นสิ่งใดแม้แต่น้อย
มันสะบัดศีรษะแรงๆ ปลุกปลอบสติสัมปชัญญะให้แจ่มใส
สถานที่นี้ไม่ใช่ห้องนอนกับเตียงอันอบอุ่น ที่เหมาะสำหรับทอดกาย
นอนหลับใหล
แท่นบูชาเซ่นสรวงหม่นแสงลง ขณะที่ดวงอาทิตย์บนฟากฟ้ายังคงลุก
โชติช่วง จั่วม่อคล้ายสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหนื่อยล้าสิ้นแรงสายหนึ่ง
มันใช่คิดไปเองหรือไม่?
จั่วม่อสะบัดศีรษะ หันกลับไปมองเปลวไฟสีแดงที่ใจกลางแท่นบูชา
ความรู้สึกที่ยากจะบ่งบอกบรรยายประการหนึ่งผุดขึ้นในใจ แทบไม่
รู้สึกตัว มันเดินตรงเข้าหาเปลวไฟที่ใจกลางแท่นบูชานั้น จั่วม่อไม่รู้สึกถึง
ความร้อนอันใดจากเปลวไฟที่ลุกโชน แต่เป็นความใกล้ชิดสนิทสนมชนิด
หนึ่ง
จั่วม่อยื่นมือเข้าไปในเปลวไฟราวกับถูกครอบงำ
บึม!
ภาพตรงหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป มันยืนอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงที่มี
ดวงอาทิตย์ลอยค้างอยู่เหนือศีรษะ
ล้อมรอบกายมันมีกองไฟมากมายลุกโชน เปลวไฟเหล่านี้คล้าย
สะท้อนภาพบางอย่าง
จั่วม่อแม้ประหลาดใจแต่ไม่ตื่นตระหนก รอจนมันหันไปมองในเปลว
เพลิงให้ชัดตา หลายภาพพลันผุดขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัว
เห็นอิฐหินร่วงหล่น ใยแมงมุมทุกแห่งหน บางครั้งยังมองเห็นผู้คน
กำลังสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ
นี่มัน… …
มันหันไปมองเปลวไฟอีกสองสามกอง ภาพต่าง ๆ มากมายไหลผ่าน
ในจิตใจมัน จั่วม่อสีหน้ายิ่งแปลกพิกลกว่าเดิม
จั่วม่อทันใดนั้นหวนนึกถึงคำกำชับของพี่ใหญ่ชิงหลิน สีหน้าแปลก
พิกลจนไม่อาจพิกลไปกว่านี้ได้อีก
ที่แท้วิหารเทพยอมรับมันเป็นนาย!
นี่มัน… …นี่มันเหลือเชื่อเกินไป!
จั่วม่อหัวหมุนงุนงง ขนมเปี๊ยะชิ้นโตที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า หวดฟาด
ใส่มันจนนิ่งขึงตะลึงงัน! โชควาสนาอันเลิศล้าเช่นนี้สามารถบังเกิดขึ้นกับ
มันจริง ๆ หรือ?
ฮ่าฮ่า คนดีอย่างข้าตกน้าไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ภูตผีเทพยดาล้วนอวย
พร!
จั่วม่อแหงนหน้าหัวร่อดังก้องฟ้าอย่างเบิกบานสำราญใจ!
หากนี่เป็นลูกหลานของชนเผ่าเทพสุริยัน ยามนี้พวกมันคงลิงโลด
ยินดีแทบคลุ้มคลั่ง ในใจคงครุ่นคิดหาวิธีฟื้นฟูรัศมีอันเรืองรองของชนเผ่า
ที่ครั้งหนึ่งเคยพิชิตใต้หล้า แต่สำหรับจั่วม่อผู้ได้รับการยอมรับจากวิหาร
เทพ …ความคิดแรกของมันก็คือ… …
สมบัติ!
สมบัติทั้งหมดของวิหารเทพ!
ทั้งหมดเป็นของเกอ!
ความคิดนี้พอผุดขึ้น ก็ไม่อาจระงับยับยั้งได้อีก แรกเริ่มเดิมทีจั่วม่อ
เพียงคิดอาศัยช่วงชุลมุน ปะปนเข้ากับฝูงชน ฉกฉวยสมบัติสักชิ้นสองชิ้น
แล้วรีบเผ่นไปให้ไกลลิบ แต่บัดนี้เมื่อวิหารเทพยอมรับมันเป็นนาย
ความคิดละโมบของมันก็เปลี่ยนไปทันควัน
เสี่ยวม่อเกอไหนเลยเคยทนให้ผู้อื่นแย่งชิงชิ้นเนื้อจากชามข้าวของ
มัน?
สถานการณ์ทั้งหมดในทุกส่วนของวิหารเทพปรากฏขึ้นในใจมัน เมื่อ
วิหารเทพยอมรับมันเป็นนาย จั่วม่อก็ได้รับอำนาจควบคุมวิหารเทพขั้น
สูงสุด เคล็ดวิชาเทพทุกประเภทที่ใช้สำหรับควบคุมวิหารเทพถูกประทับ
ลงมาในจิตใจมันอย่างครบถ้วน
หลังจากเรียกดูอยู่พักใหญ่ จั่วม่อผู้ช่าชองชำนาญในศาสตร์แห่งค่าย
กลก็บังเกิดความเข้าใจอย่างคร่าว ๆ จั่วม่อสามารถมองเห็นเค้าโครง
แรกเริ่มของค่ายกลอยู่ภายในเคล็ดวิชาควบคุมวิหารเทพ แต่เมื่อเทียบกับ
ศาสตร์แห่งค่ายกลในปัจจุบันแล้ว เค้าโครงเหล่านี้ดูเรียบง่ายดั้งเดิม แทบ
ทั้งหมดต้องพึ่งพาพิธีเซ่นสรวงบูชายัญ ศาสตร์ยาสั่งและพิษปรสิต รวมถึง
ดวงวิญญาณสัตว์ร้าย ทั้งหมดนี้ทั้งลี้ลับซับซ้อนและยากจะเข้าใจได้
ยามนี้จั่วม่อไม่คิดศึกษาศาสตร์โบราณเหล่านี้
หลักการเหตุผลเหล่านี้แม้ลี้ลับคลุมเครือ แต่ตราบเท่าที่มันมีเทพวิชา
ก็สามารถควบคุมใช้งานวิหารเทพได้ทุกเมื่อ
จั่วม่อนับจำนวนคนในวิหารเทพอย่างละเอียดถี่ถ้วน พวกมันมีทั้งสิ้น
สามสิบสี่คน ถูกส่งตัวกระจัดกระจายไปตามมุมต่าง ๆ ของวิหารเทพ ใน
เวลานี้ พวกมันแทบทั้งหมดกำลังสำรวจรอบ ๆ บริเวณอย่างระมัดระวัง
ท่ามกลางคนเหล่านี้ จั่วม่อพบเห็นนักฆ่าหน้ากากคู่แค้นเก่า ผู้ซึ่งแทบ
จะส่งมันลงปรโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีหลายคนจากพรรคซวี
หลิง… …
พวกมันแต่ละคนพลังฝีมือสูงเยี่ยมเหนือคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ชนชั้นหยวนอิงทั้งสามที่ร้ายกาจกว่าคนที่เหลือ จั่วม่อพอพบเห็นยอดยุทธ์
ทั้งสาม ต้องหัวใจเต้นระทึกขึ้นมาทันที ความลำพองใจหายวับไปกับตา
มันกำลังเดินไต่เชือกอยู่เหนือปากเหว!
หากมันไม่ระวัง ถูกคนเหล่านี้จับตัวได้ คนเดนตายเหล่านี้จะฉีกมัน
เป็นชิ้น ๆ โดยไม่รีรอลังเล!
ไม่ได้! ไม่อาจปล่อยให้คนเหล่านี้ล่วงรู้ว่ามันลอบเข้ามาในวิหารเทพ
เป็นอันขาด! มิเช่นนั้นจะบังเกิดเภทภัยไม่มีที่สิ้นสุด!
แต่จะให้จั่วม่อถอนตัวไปในเวลานี้ ต่อให้ฆ่ามัน มันก็ไม่ยินยอม
มันล่วงหน้าเข้ามาในวิหารเทพก่อนผู้ใดทั้งหมด ได้รับความช่วยเหลือ
จากพี่ใหญ่ชิงหลิน ทั้งยังถูกวิหารเทพยอมรับเป็นนาย เรียกได้ว่ามี
จุดเริ่มต้นสูงล้าเหนือผู้ใด! หากกระทั่งโอกาสที่สมบูรณ์พร้อมเช่นนี้ มันยัง
ไม่อาจฉกฉวยสมบัติ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสให้มันอีกแล้ว!
ไม่ว่าจะอย่างไร มันต้องทดลองดู!
กล้าหาญอิ่มจนตาย!
จั่วม่อปลุกปลอบกำลังขวัญ ลุยเลย!
จากนั้นพลันหัวร่ออย่างลี้ลับชั่วร้าย จ้องมองเหล่าคนที่เห็นอยู่ใน
เปลวเพลิงอย่างดุร้ายหมายขวัญ
คิดขโมยสมบัติของเกอ? ไสหัวเข้ามาเถอะ เข้ามาลิ้มรสการต้อนรับ
อันแสนจะอบอุ่นจากยุคบรรพกาลดูสักครา!
กระทำตามเทพวิชาที่ปรากฏขึ้นในใจ มันโคจรพลังเทพอย่างงุ่มง่าม
และติดขัด บิดกายในท่วงท่าประหลาดราวกับอสรพิษ เปล่งเสียงคำราม
หนัก ๆ ออกมา
วิหารเทพสุริยันพลันสั่นสะเทือนอย่างเกรี้ยวกราด ลวดลายอักขระ
เทพในทุกซอกทุกมุมของวิหารกระเพื่อมเป็นระลอกดุจคลื่นโหมซัด เริ่ม
ส่องสว่างขึ้นทุกขณะ ภาพสลักทั้งมวลในวิหารเทพเลือนหายไป ประหนึ่ง
ว่าบางสิ่งกำลังจะทะลวงออกมาจากภายใน
ทันใดนั้นคล้ายมีเส้นสายล่องหนนับไม่ถ้วน เชื่อมประสานชุดเกราะ
และโครงกระดูกที่กระจัดกระจายบนพื้นวิหารเข้าด้วยกัน บรรดานักรบผู้
วายชนม์ค่อย ๆ ดิ้นรนลุกขึ้นอย่างแช่มช้า
อีกาทองคำบนยอดเสาด้านนอก ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงเงาร่างเลือนราง
ไม่ชัดเจน คล้ายถูกเรียกหาพร้อมกัน พวกมันกระพือปีกเหินทะยาน พุ่ง
หายเข้าไปในดวงอาทิตย์น้อยอย่างพร้อมเพรียง
วิหารเทพแปรเปลี่ยนไปในบัดดล!