สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 500 ยินยอมฆ่าผิดคน ไม่ยอมให้ผิดพลาด
ดวงอาทิตย์น้อยสาดแสงเจิดจรัสถึงขีดสุด แสงสว่างบาดตาขับไล่
ความมืดมิดของรัตติกาลออกไปหมดสิ้น ในรัศมีห้าร้อยลี้รอบวิหารเทพ
กลายเป็นสว่างไสวดุจกลางวัน
ขณะที่ผู้คนกำลังตื่นตระหนกอย่างลึกล้ากับภาพนี้ ดวงอาทิตย์น้อย
พลันแตกระเบิดโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า กลายเป็นลำแสงเปลวไฟ
มากมายสุดประมาณ แต่ละเส้นสายลากหางยาวเหยียดข้ามท้องนภา โหม
กระหน่าซัดลงดุจลมคลุ้มฝนคลั่ง
ทั่วทั้งวิหารเทพ ทันใดนั้นปกคลุมด้วยห่าพิรุณเปลวไฟอันไร้ปราณี
ฝูงชนอดไม่ได้ ต้องร้องอุทานอย่างแตกตื่น!
ลำแสงเปลวไฟเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ แม้จะ
มองจากที่ห่างไกล ยังรู้สึกถึงกลิ่นอายทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวได้อย่าง
ชัดเจน! หากพวกมันถูกเปลวไฟเหล่านี้จู่โจมใส่ เกรงว่าจะไม่หลงเหลือ
แม้แต่เถ้าถ่าน!
ตูมตูมตูม!
เสียงระเบิดดังรัวเร็วไม่ขาดหู พื้นดินสั่นระรัวอย่างรุนแรง ซิวเจ่อที่ยืน
อยู่บนพื้นพากันโผพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างไม่คิดชีวิต ในพริบตานี้คลื่น
กระแทกโหมซัดใส่พวกมัน พวกมันรู้สึกร่างตึงเปรี๊ยะ ราวกับมีผู้คนฟาดฝ่า
มือใส่ร่างของพวกมันอย่างหนักหน่วง พวกมันไม่อาจยืนหยัดมั่น สีหน้า
แปรเปลี่ยนกลับกลาย พยายามฝืนรั้งร่างกายอย่างสุดกำลัง แต่ยังคงถูก
หอบกระเด็นไปหลายสิบจั้ง ราวกับใบไม้แห้งปลิวไปตามลม!
ท่ามกลางความแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ทุกผู้คนเพ่งมองไปยังวิหาร
พากันสูดลมหายใจหนาวเหน็บอย่างพร้อมเพรียง วิหารเทพที่ก่อนหน้านี้
ยังสดใสกระจ่างจ้า บัดนี้ถูกกลืนกินด้วยฝุ่นควันหนาทึบ เสียงระเบิดรัง
ระรัวจากด้านใน ผงคลีคละคลุ้งตลบฟ้า!
อะไร… …เกิดอะไรขึ้น?
ผู้คนหันมองหน้ากันไปมา แต่ละคนล้วนมีสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เช่นเดียวกัน
จั่วม่อระบายลมหายใจยาวเยือก ร่างกายอ่วนปวกเปียกและปวด
เมื่อยไปทั่วร่าง มันเพิ่งเรียกระดมพลังทั้งมวลของวิหารเทพ งานนี้แทบจะ
สูบกลืนพลังเทพในร่างของมันจนหมดสิ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อมันชมดูในเปลวไฟ เห็นคนเหล่านั้นแตกตื่นลนลาน
ชมดูการเคลื่อนไหวที่ไร้ประโยชน์ของพวกมัน พลันรู้สึกแช่มชื่นขึ้นทันที
โดยเฉพาะนักฆ่าหน้ากากที่อยู่ในอาณาจักรลับทองคำคร่าคร่า กำลังถูก
ร่างสีทองร่างหนึ่งไล่เข่นฆ่าอย่างดุเดือด ต้องหลบหนีลนลานราวกับสุนัข
สูญเสียเจ้าของ จั่วม่อรู้สึกเบิกบานใจอย่างบอกไม่ถูก
เจ้าหนูหน้ากาก ค่อย ๆ สนุกกับมันเถอะ!
จั่วม่อหัวร่อฮี่ฮี่ แล้วรีบแล่นออกไป
หลังจากพลังงานของวิหารเทพถูกใช้มาตลอดหลายหมื่นปี ทั้งยังไม่
อาจเติมเต็มได้ด้วยตัวเอง พลังแห่งวิหารเทพก็แทบจะหมดสิ้นไปแล้ว มี
หลายพื้นที่ไม่ทำงาน เนื่องเพราะถูกทิ้งร้างไว้นานเกินไป จั่วม่อแม้เปิดใช้
พลังงานเศษเสี้ยวสุดท้ายของวิหารเทพ แต่ไม่กล้ารับประกันว่าจะสามารถ
เหนี่ยวรั้งผู้คนเหล่านี้ไว้ได้นาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดยุทธ์ด่านหยวนอิงทั้งสาม พวกมันเมื่อลงมือจู่
โจม พลังอำนาจที่สำแดงออกมาเพียงพอให้จั่วม่อหนังศีรษะชาซ่าน
ในชนชั้นหยวนอิงทั้งสาม ผู้ที่มีพลังอำนาจมากที่สุดคือเฒ่าชราใน
อาณาจักรลับโลกหลากล้น มันแทบจะฉีกกระชากอาณาจักรลับโลกหลาก
ล้นออกเป็นเสี่ยง ๆ! ผู้พิทักษ์ที่คุ้มครองอาณาจักรลับโลกหลากล้นเรียกว่า
จู่กุย ทรงพลังอำนาจมหาศาล แต่ตาเฒ่าผู้นี้กลับสะกดข่มจู่กุยเอาไว้อย่าง
สมบูรณ์ ตาเฒ่าผู้นี้คล้ายล่วงรู้แนวทางป้องกันภายในอาณาจักรลับอย่าง
ชัดแจ้งถ่องแท้ การโจมตีทุกครั้งของมันจงใจมุ่งเป้าอย่างเฉพาะเจาะจงยิ่ง
นี่ทำให้จั่วม่อบังเกิดลางสังหรณ์อันตราย
มันต้องรีบค้นหาสมบัติที่ถูกผนึกไว้ภายในวิหารเทพ ก่อนที่จะถูกคน
เหล่านี้จับได้ และลอบหลบลี้หนีหน้าไปโดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้นปัญหาจะ
ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของสมบัติแล้ว แต่เป็นเรื่องการหลบหนีเอาชีวิตรอด
อย่างไรก็ตาม มันก็มีข้อได้เปรียบของมัน หลังจากวิหารเทพยอมรับ
มันเป็นนาย รายละเอียดทุกอย่างในวิหารเทพก็ประทับเข้าสู่จิตใจมัน
โดยตรง สมบัติถูกซ่อนไว้ที่ใดบ้าง มันล่วงรู้อย่างกระจ่างชัด
จั่วม่อไม่รีรอลังเลแม้แต่น้อย พุ่งทะยานไปด้วยพลังทั้งหมด พลาง
โยนโอสถปราณใส่ปากไม่หยุดยั้ง พยายามฟื้นฟูพลังปราณกลับมาโดยเร็ว
ราวกับว่าโอสถปราณเหล่านี้ไม่ได้มีราคาค่างวดหลายจิงสือ มันหิวกระหาย
ดุจทะเลทรายแห้งแล้งที่เพิ่งผ่านฤดูร้อนอันแห้งผาก ทันทีที่พลังโอสถของ
โอสถปราณล่วงผ่านลงไปในลำคอ พวกมันก็เปลี่ยนเป็นกระแสพลังปราณ
แทรกซึมไปยังทุกส่วนในร่างกาย
ภายในร่างกายมัน พลังปราณแปรเปลี่ยนเป็นพลังสังขารปิศาจกับ
พลังจิตสำนึกอย่างรวดเร็ว ขุมพลังภายในร่างฟื้นฟูขึ้นเป็นลำดับ
ความเร็วของมันพลันเพิ่มสูงขึ้นอีกขั้น ภายในช่วงเวลาอันกระชั้นสั้น
จั่วม่อก็ฟื้นพลังสังขารปิศาจได้ไม่น้อย มันเรียกปีกแสงศูนยตาออกมาทันที
ทันใดนั้นความเร็วดีดพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด โลดลิ่วไปดุจสายฟ้าสีทอง
สายหนึ่ง
ภายในวิหารเทพใหญ่โตกว่าที่มองเห็นจากภายนอก จั่วม่อโลดแล่น
สุดกำลังอยู่ครึ่งชั่วยามเต็ม กว่าจะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางของมัน
เห็นเบื้องหน้ามันเป็นประตูใหญ่บานหนึ่ง สูงเก้าจั้ง ประตูทั้งบาน
หลอมสร้างจากทองแดง หนาหนักอย่างน่าตระหนก กึ่งกลางบานประตู
เป็นดวงอาทิตย์สว่างไสว และรอบ ๆ ดวงอาทิตย์เป็นอีกาทองคำสิบตัวบิน
ล้อมเป็นวง กางปีกแผ่กว้าง
จั่วม่อบนใบหน้าทอแววลิงโลด
ผู้อาวุโสเซินร้อนใจยิ่ง
เมื่อดวงอาทิตย์บนฟากฟ้าแตกระเบิดออก ในใจมันสะท้านขึ้นอย่าง
รุนแรง สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว! ลูกหลานของชนเผ่าเทพ
สุริยัน! ยังคงมีลูกหลานของชนเผ่าเทพสุริยันเหลือรอดอยู่ในโลกนี้จริง ๆ!
หากก่อนหน้านี้มันเพียงแค่คาดเดา เช่นนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ก็ได้
พิสูจน์ยืนยันอย่างชัดเจนแล้ว
หากคนผู้นั้นมิใช่ลูกหลานของชนเผ่าเทพสุริยัน จะไม่มีทางควบคุม
บังคับวิหารเทพสุริยันได้ มิหนำซ้าผู้อื่นสมควรสืบทอดสายเลือดตรงของ
ชนเผ่าเทพสุริยันอีกด้วย!
หากข่าวนี้แพร่ออกไป ต้องบังเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างใหญ่
หลวง!
ที่ผ่านมาลูกหลานของชนเผ่าโบราณ มักตกเป็นเป้าไล่ล่าของบรรดา
สำนักใหญ่ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ขอเพียงพวกมันถูก
ค้นพบจะถูกกำจัดทิ้งในทันที ในเรื่องนี้ทั้งคุนหลุนและอีกสามสำนักใหญ่
แห่งสวรรค์สี่ดินแดน ได้บรรลุความเข้าใจร่วมกันโดยปริยายอย่างน่าแปลก
ใจ ภายใต้การไล่ล่าสังหารตลอดหลายพันปี สายเลือดโบราณล้วนหาย
สาบสูญไปนานปี
ชนเผ่าเทพสุริยัน ในฐานะชนเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมตกเป็นเป้าไล่
ล่าสังหารมากที่สุด ไฉนเลยจะมีปลาเล็ดลอดจากร่างแหไปได้?
เห็นหุ่นทรายก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ผู้อาวุโสเซินสีหน้าเขียวคล้า มันทำลาย
หุ่นทรายจนร่างกระจัดกระจายไม่เหลือชิ้นดีเป็นครั้งที่หกแล้ว
จู่กุย ผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรลับโลกหลากล้น มาจากชนเผ่าทราย
ปฐพี หนึ่งในเก้าเผ่าปฐพียิ่งใหญ่ แม้ว่าท่านเจ้าสำนักกับพวกจะชี้แนะวิธี
รับมือตัวร้ายกาจนี้ให้แก่ผู้อาวุโสเซิน แต่สำหรับมันที่ต้องลงมือทำลายร่าง
ของอีกฝ่ายอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทุกครั้ง หาใช่เรื่องง่ายดายไม่ บางทีใน
สมัยโบราณจู่กุยอาจไม่นับว่าเป็นผู้เข้มแข็งระดับสุดยอด แต่ยามนี้แน่นอน
ว่าต้องเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร้ายกาจที่สุด! ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่คืออาณาจักรลับ
โลกหลากล้นซึ่งเป็นดินแดนของมัน จู่กุยสามารถใช้พลังอำนาจได้อย่าง
เต็มที่
ท่านเจ้าสำนักบอกไว้ว่าหากมันพบพานจู่กุย มันจะต้องทำลายร่าง
ของผู้อื่นให้แตกสลายทั้งสิ้นสิบสามครั้ง จึงจะมีโอกาสจู่โจมเอาชีวิตอีก
ฝ่ายได้!
แต่…สิบสามครั้ง… …
มีเวลาพอหรือไม่?
ผู้อาวุโสเซินในใจบังเกิดเมฆหมอกมืดทะมึน
นักฆ่าหน้ากากอยู่ในสภาพน่าอเนจอนาถยิ่ง ร่างทองตรงหน้ามัน
กระบี่บินยากระคายผิว มันสู้อุตส่าห์พยายามแทบล้มประดาตาย กว่าจะ
ทิ้งรอยแผลไว้บนร่างอีกฝ่ายได้ แต่ภายในชั่วพริบตาเดียว อีกฝ่ายก็ทุเลา
หายดีดังเดิม
“ระมัดระวังเอาไว้ คนผู้นี้มาจากเผ่าพสุธาสีเงิน!” บุรุษกลางคนร้อง
เตือนจากทางเบื้องหลัง สีหน้าร้อนรนกระวนกระวาย
ทั้งสองร่างไล่ขับกันกลางอากาศประหนึ่งสายฟ้าสองสาย
“บัดซบ! เคราะห์ร้ายเสียจริง!” บุรุษกลางคนอดสบถด่ากับตัวเอง
ไม่ได้ “มีคนจากชนเผ่าเทพสุริยันหลุดรอดไปได้เช่นนั้นหรือ? เหล่าเศษ
สวะ! พวกมันล้วนเป็นเศษสวะ! สำนักใหญ่บัดซบเหล่านั้นล่าล้างชนเผ่า
โบราณมาตั้งหลายพันปี กลับไม่มีปัญญากระทำสำเร็จลุล่วง สำนักใหญ่
อุบาทว์บัดซบ ล้วนเป็นเศษสวะที่อุบาทว์บัดซบทั้งสิ้น!”
ปากสบถสาปแช่ง แต่ในใจตื่นตระหนกสุดระงับ
มันไหนเลยจะเคยคาดคิด ว่ายังมีลูกหลานของชนเผ่าเทพสุริยัน
หลงเหลืออยู่จริง ๆ? แรกเริ่มเดิมทีเจ้าคนทำนายผู้นั้น ถึงกับตบอกสบถ
สาบานว่าไม่มีลูกหลานของชนเผ่าเทพสุริยันหลงเหลือแล้วจริง ๆ ดังนั้น
มันจึงรีบแล่นมาด้วยความหวังจะทำกำไร
ด้วยความเชื่อมั่นว่าเจ้าผู้นั้นไม่เคยทำนายผิดพลาด มันเชื่อมั่นอย่าง
หมดใจ ถึงกับว่าจ้างนักฆ่าหน้ากากร่วมทางมาด้วย แต่ยามนี้กลับปรากฏ
ลูกหลานของเผ่าสุริยันอาละวาดฟาดงวงฟาดงา มิหนำซ้าพวกมันยังติด
อยู่ในอาณาจักรลับทองคำคร่าคร่า
เคราะห์หามยามร้ายกระไรปานนี้?
นี่มันเรื่องบัดซบอันใดกัน!
นักฆ่าหน้ากากแม้พลังฝีมือร้ายกาจ แต่นั่นต้องดูสถานการณ์ด้วย
การต่อสู้หักหาญซึ่งหน้าเช่นนี้เป็นสิ่งที่นักฆ่าหน้ากากด้อยฝีมือที่สุด
อาณาจักรลับทองคำคร่าคร่ายังเป็นดินแดนของอีกฝ่าย ในอาณาจักรลับ
แห่งนี้ ไม่ว่าเคล็ดวิชาปกปิดเร้นรอยใดล้วนไร้ผลโดยสิ้นเชิง
พวกมันช่างเคราะห์หามยามร้ายนัก ที่ต้องตกลงสู่สภาพการณ์บัดซบ
นี้!
บุรุษกลางคนคิดร่าไห้แต่ไร้น้าตา
จั่วม่อทาบมือลงบนบานประตูทองแดง เมล็ดผลึกสุริยันร้อนวูบใน
บัดดล กระแสอบอุ่นสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากเมล็ดผลึกสุริยัน ผ่านท่อน
แขนจั่วม่อ เข้าสู่ประตูทองแดงที่อยู่เบื้องหน้า
ภาพสลักลวดลายดวงอาทิตย์บนบานประตูเปล่งแสงวาบอย่าง
ฉับพลัน
ประตูทองแดงที่ปิดตายมานานนับหมื่นปีเปิดอ้าออกอย่างแช่มช้า
โลกเบื้องหลังบานประตูค่อย ๆ เผยตัวออกมา
จั่วม่อสูดลมหายใจลึก ก้าวตรงเข้าไปในประตู
อาณาบริเวณหลังบานประตูไม่ใหญ่โตนัก นี่คือหอนักบวชเทพ เป็น
สถานที่ที่นักบวชเทพมักพำนักอยู่เป็นประจำ ในยุคสมัยนั้น เนื่องเพราะ
ความต้องการในพิธีเซ่นสรวงบูชายัญ ศักดิ์ฐานะของนักบวชเทพรุ่งโรจน์
เรืองรองยิ่ง เพียงเป็นรองนักรบสัญลักษณ์ศึกขั้นเดียวเท่านั้น พวกมันยัง
รับผิดชอบการชี้นำศรัทธาในชีวิตประจำวันของชนเผ่า ดังนั้นพวกมันมี
อำนาจมหาศาล
ในวิหารเทพทุกแห่ง หอนักบวชเทพเป็นสถานที่สำคัญที่สุด
จั่วม่อไม่ชักช้ารีรอ เดินตรงเข้าไปทันที เห็นสิ่งประดิษฐ์เก่าแก่เรียบ
ง่ายตั้งเรียงรายตลอดทาง แต่จั่วม่อไม่เหลือบแลพวกมัน สิ่งของเหล่านี้
อาจดูมีราคาค่างวด แต่หากมีลมกระทบถูกเบา ๆ พวกมันจะสลาย
กลายเป็นฝุ่นแล้วหายไปทันที หลายหมื่นปีล่วงผ่าน วัตถุธรรมดาสามัญไม่
มีทางคงสภาพอยู่ได้
แม้ว่านักบวชเทพมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง แต่หอนักบวชเรียบง่ายสันโดษ
ไม่ได้ให้ความรู้สึกโอ่อ่าอลังการ มีเพียงวัตถุธรรมดาสามัญเท่านั้น
ผ่านเข้าไปในส่วนที่นักบวชเทพพำนักอาศัย จั่วม่อก้าวล่วงไปถึงส่วน
ลึกที่สุดของหอนักบวช นั่นคือห้องเซ่นสรวงบูชายัญ
ห้องเซ่นสรวงบูชายัญไม่ใหญ่โตเท่าใด การตกแต่งเรียบง่ายผิด
ธรรมดา มีเพียงโต๊ะทองแดงวางอยู่ตรงกึ่งกลาง จั่วม่อพอก้าวเข้าไปใน
ห้อง สายตาก็ถูกดึงดูดโดยสิ่งของที่วางอยู่บนโต๊ะ
นั่นเป็นใบไม้สีทองใบหนึ่ง
ใบไม้สีทองนี้เป็นเพียงหนึ่งเดียวในห้องที่ไม่มีฝุ่นผงหยากไย่แปด
เปื้อน ปลดปล่อยแสงสีทองพร่ามัวออกมาตลอดเวลา บัดเดี๋ยวเลือนราง
บัดเดี๋ยวสว่างวาบ ประหนึ่งจังหวะลมหายใจอันละเอียดอ่อนของทารก
จั่วม่อมองปราดเดียวก็ทราบว่าของสิ่งนี้ไม่รวบรัดธรรมดา รีบหยิบ
ขึ้นมาอย่างลิงโลดยินดี
ใบไม้ทองคำพอเข้ามาอยู่ในมือ แสงสีทองก็จางหายไป ใบไม้ทั้งใบมี
ขนาดเท่าฝ่ามือ คล้ายหลอมสร้างจากทองคำบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม
ลวดลายบนใบไม้คลับคล้ายลวดลายแห่งชีวิต คล้อยตามธรรมชาติและฟ้า
ดิน ไม่มีร่องรอยการหลอมสร้างด้วยน้ามือมนุษย์แม้แต่น้อย
จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกตามสัญชาตญาณ ว่าใบไม้ทองคำนี้ไม่ใช่สิ่งที่
มนุษย์สร้างขึ้น แต่เป็นฝีมืออันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
ต่อให้คนโง่งมที่สุด ยังทราบว่าใบไม้ทองคำไม่ใช่สิ่งของธรรมดา
สามัญ เวลากระชั้นเข้ามาทุกขณะ จั่วม่อไม่คิดตรวจสอบอย่างละเอียด
ในตอนนี้ รีบใส่ใบไม้ทองคำลงไปในแหวน จากนั้นเงยหน้าขึ้น เหลือบมอง
รูปปั้นอีกาทองคำที่ทำจากทองแดงบนโต๊ะ สิ่งนี้ท่วมทับไปด้วยฝุ่น จั่วม่อ
ลังเลแวบหนึ่ง จากนั้นกวาดทั้งหมดลงไปในแหวน
ด้วยท่าทีประหนึ่งว่า ‘ฆ่าผิดหนึ่งคน แต่ไม่ยอมผิดพลาดใด8’ จั่วม่อ
กวาดสมบัติทั้งหมดลงไปในแหวน โดยไม่สนใจว่าดูมีค่าหรือไม่มีค่า กระทั่ง
โต๊ะทองแดงยังไม่หลงเหลือ จั่วม่อยกขึ้นยัดลงไปในแหวนด้วย
สองฟากข้างโต๊ะทองแดง ยังมีชั้นทองแดงอีกสองชั้น แต่ละชั้นวาง
เต็มไปด้วยวัตถุผุพัง ในอดีตบนชั้นสมควรเต็มไปด้วยสมบัติ จั่วม่อไม่สนใจ
ความสกปรกหรือฝุ่นละออง ลงมือคุ้ยเขี่ยซากสิ่งของอย่างรวดเร็ว
มันคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ผุผังล้วนเป็นของดี
เวลาหลายหมื่นปีประดุจมีดของคนฆ่าสัตว์ หากมิใช่หมูดีที่มีหนัง
เหนียวทนทาน ย่อมไม่สามารถเหลือรอดมาได้
มันถึงกับมีความสำเร็จอยู่บ้างจริง ๆ
8 ประโยคนี้มาจากประโยคของโจโฉที่ว่า “ฆ่าผิดหนึ่งคน ยังดีกว่าปล่อยให้คนทรยศหลุดรอดไป” ในที่นี้
หมายความว่าจั่วม่อกวาดหมดทุกสิ่ง ดีไม่ดีค่อยว่ากันทีหลัง ดีกว่าปล่อยให้เหลือรอดไป
กระดองเต่าที่เต็มไปด้วยรอยไหม้ชิ้นหนึ่ง เขี้ยวสัตว์ร้ายแหลมคมเจ็ด
เขี้ยว ท่อนไม้สั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยริ้วรอยอีกท่อนหนึ่ง ประดานี้คือของดีที่มัน
ขุดคุ้ยออกมาได้
จั่วม่อกำลังใจมาเป็นกอง ยกชั้นทองแดงทั้งสองชั้นใส่เข้าไปในแหวน
ด้วย
น่าเสียดายที่ประตูบานใหญ่เกินไป ไม่สามารถยัดลงไปในแหวนได้ …
จั่วม่อจุปากอย่างเศร้าเสียดาย
หลังจากกวาดมองอย่างรอบคอบอีกรอบหนึ่ง แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดหลงหู
หลงตา จั่วม่อในที่สุดก็ผละจากห้องเซ่นสรวงบูชายัญ
มันค้นหาแผนที่รายละเอียดในจิตใจอีกครั้ง เป้าหมายถัดไปลอยขึ้น
ในสายตาของจั่วม่อ
เลือดในกายเริ่มเดือดพล่านขึ้นทันที…โอ้ มหาสมบัติ!