สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 501 ขุดดินสามฉื่อ
หลีกเลี่ยงจากสถานที่อันตรายอีกสองสามแห่ง จั่วม่อในที่สุดค้นพบ
จุดหมายที่มันเสาะหา
ชั่วพริบตาที่พบเห็นสถานที่นั้น มันรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น!
เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สืบเท้าเดินเข้าหาอย่างเลื่อนลอยซึมเซา ฝีเท้า
เบากริบแทบกลายเป็นย่อง ราวกับหวั่นเกรงว่าภาพเบื้องหน้าจะหายวับไป
ดวงตาทอแววตื่นตะลึงและเหลือเชื่อ
นั่นเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง
เป็นต้นไม้ที่สูงสง่าและงามวิจิตรที่สุดเท่าที่จั่วม่อเคยพบเห็นมา!
ต้นไม้นั้นไม่สูงมากนัก เพียงสูงพอ ๆ ความสูงของจั่วม่อเท่านั้น ทุกกิ่ง
ใบลำต้นล้วนเป็นสีแดงสดใส เปล่งปลั่งเฉิดฉันยิ่งกว่าปะการังที่งดงามที่สุด
กิ่งก้านสาขาเรียบละมุนประหนึ่งช่างสลักที่มีความสำเร็จสูงสุดบรรจงขัด
เกลาอย่างระมัดระวัง แต่ละกิ่งก้านทั้งหมดจดและพอเหมาะพอดี ไม่มีส่วน
ขาดส่วนเกินหรือรอยตำหนิใด ทุกเส้นสายที่ประกอบเป็นเค้าโครงต้นไม้
เลิศพิสดารและสมบูรณ์พร้อม บันดาลให้ผู้คนได้แต่ทอดถอนชมเชยกับ
ความอัศจรรย์พันลึกของธรรมชาติ
แต่แล้วสายตาของจั่วม่อพลันถูกลูกไฟบนต้นไม้ดึงดูดไปทันควัน
สวรรค์ อะไรกันนี่?
จั่วม่ออ้าปากค้าง สูญเสียความสามารถในการกล่าววาจาไปสิ้น แต่
ไหนแต่ไรมามันเคยภาคภูมิลำพองกับประสบการณ์อันมากมายของตน
จนยามนี้เพิ่งค้นพบว่าจินตนาการของมันช่างน้อยนิดจนน่าเวทนา!
นั่นไม่ใช่ลูกไฟ พวกมันเห็นได้ชัดว่าเป็นดวงอาทิตย์ดวงเล็ก ๆ!
แต่ละดวงมีขนาดเท่ากำมือ กลมสมบูรณ์ ทุกดวงมีชั้นเปลวไฟสีส้มอม
แดงห่อหุ้มเอาไว้ พวกมันล้วนเป็นดวงอาทิตย์เล็ก ๆ ดวงอาทิตย์เล็ก ๆ ที่
แขวนห้อยอยู่บนกิ่งไม้ ทั้งยังมีจำนวนมากถึงสิบดวง
จั่วม่อตะลึงลานอยู่ครึ่งค่อนวัน เดินวนรอบต้นไม้สีแดงอย่างสติสตัง
ไม่อยู่กับตัว
กลิ่นอายอบอุ่นลอยเข้าปะทะร่างมัน กลิ่นอายนี้พิเศษเฉพาะยิ่ง ดู
คล้ายสามารถแทรกซึมเข้าไปในร่างกายได้อย่างง่ายดาย จั่วม่อรู้สึกว่า
แม้แต่กระดูกของมันยังอุ่นสบายขึ้นมา
พฤกษาเทพสุริยัน!
ต้นไม้นี้ใช่พฤกษาเทพสุริยันหรือไม่?
จั่วม่อพลันฉุกคิดถึงสิ่งที่พี่ใหญ่ชิงหลินย้านักย้าหนาในรอยประทับ
วิญญาณที่ทิ้งเอาไว้ให้ มองดูต้นไม้แดงเพลิงเบื้องหน้า มันรู้สึกว่านามนี้ตั้ง
ได้เหมาะสมเป็นที่สุด
นี่คือพฤกษาเทพสุริยันที่พี่ใหญ่ชิงหลินกล่าวถึงไม่ผิดแน่!
จั่วม่อเชื่อมั่นอย่างปราศจากข้อกังขา
พฤกษาเทพสุริยันเป็นดั่งสัญลักษณ์ของชนเผ่าเทพสุริยัน ทุกครั้งที่
พวกมันมาถึงดินแดนใหม่ จะปลูกพฤกษาเทพชนิดนี้เอาไว้เป็นลำดับแรก
พฤกษาเทพสุริยันสามารถออกผลที่เรียกว่าผลดวงตะวัน ผลดวงตะวัน
ที่ว่านี้ โดยทั่วไปแล้วมักจะมอบให้แก่นักรบที่มีพรสวรรค์ของชนเผ่า เพื่อ
ใช้หล่อเลี้ยงบำรุงพลังเทพของพวกมัน
ผลดวงตะวันใช้เวลาสิบปีจึงสุกงอมได้ที่ และหากพวกมันสุกงอมได้ที่
แล้ว แต่ไม่ถูกปลิดออกจากต้น ใช้เวลาอีกสี่สิบปีพวกมันจะกลายเป็นเมล็ด
พันธุ์ดวงตะวัน จากนั้นจะหลุดร่วงลงจากต้นตามธรรมชาติ
จั่วม่อรีบก้มลงมองตามพื้น จริงดังคาด บนพื้นเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์
แข็ง ๆ สีแดงเข้มทับถมเป็นชั้นหนาทึบ มันเก็บขึ้นมาเมล็ดหนึ่ง ยกขึ้นเพ่ง
พินิจตรงหน้า เมล็ดพันธุ์ดวงตะวันนี้เป็นสีแดงเข้มทั้งเมล็ด เต็มไปด้วย
ลวดลายสีทองที่เล็กละเอียดยิ่ง ถือไว้ในมือให้ความรู้สึกเหมือนหยกแกร่งที่
หนาหนัก ส่งผ่านความอบอุ่นสายหนึ่งเข้ามาในฝ่ามือของมัน
จั่วม่อไม่เสียเวลามากความ รีบโกยเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันเข้าไปใน
แหวนของมันอย่างบ้าคลั่ง สีหน้าท่าทีเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งราวกับเสีย
สติ
เทียบกับผลดวงตะวันแล้ว เมล็ดพันธุ์ดวงตะวันยังเลิศล้ายิ่งกว่า พลัง
เทพสุริยันที่อยู่ภายในเมล็ดหลังจากผ่านการควบรวมมานานกว่าสี่สิบปี ยิ่ง
หนาแน่นและบริสุทธิ์ คุณภาพดีเลิศกว่าผลดวงตะวันเป็นคนละระดับชั้น
นอกเหนือจากใช้รับประทานโดยตรงเพื่อเพิ่มพูนพลังเทพ เมล็ดพันธุ์ดวง
ตะวันยังเป็นหนึ่งในยอดศาสตราที่นักรบชนเผ่าเทพสุริยันชื่นชอบ
เมื่อใช้พลังเทพสุริยันแปรสภาพมันอีกเล็กน้อย เมล็ดพันธุ์ดวงตะวัน
จะกลายเป็น ‘หนามอีกา’ ซึ่งเคยสยบใต้หล้ามาแล้วในยุคสมัยหนึ่ง
ในยุคนั้นไม่รู้ว่ามีวีรบุรุษผู้กล้ามากมายเท่าใด ต้องทอดร่างเป็น
ซากศพภายใต้หนามอีกาที่ไม่มีสิ่งใดน่าดูนี้
พี่ใหญ่ชิงหลินกำชับกำชาถึงพฤกษาเทพสุริยันนี้เป็นพิเศษ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันอันเลิศพิสดาร ตัวมันเองแม้ใช้
เวลาหลายหมื่นปีท่องไปทั่ววิหารเทพ แต่ไม่สามารถล่วงผ่านเข้าไปในหอ
นักบวชเทพได้ ทว่ามันยังคงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพฤกษาเทพสุริยัน
คราครั้งนั้นมันเองก็พลาดพลั้งรับบาดเจ็บภายใต้หนามอีกาของ
นักรบเทพสุริยัน จึงถูกคร่ากุมทั้งเป็น และถูกนำตัวมารับหน้าที่ทาสผู้
พิทักษ์ในสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นทราบกระจ่างกว่าผู้ใดว่าหนามอีกาเปี่ยม
ด้วยอิทธิฤทธิ์เพียงใด มันในเมื่อสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพฤกษา
เทพสุริยัน ย่อมหมายความว่าพฤกษาเทพสุริยันภายในวิหารยังคงมีชีวิต
รอด พฤกษาเทพให้กำเนิดเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันในเวลาห้าสิบปี ทั้งคราหนึ่ง
ยังไม่ได้ออกผลแค่ผลเดียว แต่เป็นนับสิบผล เช่นนั้นหลังจากผ่านล่วงไป
หลายหมื่นปี สมควรมีเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันมากมายเท่าใดถือกำเนิด
ออกมา?
จั่วม่อรู้สึกสมองลั่นอึงอล มุดศีรษะตะกุยเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันเข้าไป
ในแหวนอย่างบ้าคลั่ง ไม่คิดปล่อยให้หลุดรอดไปแม้แต่เม็ดเดียว
กับวัตถุที่มหัศจรรย์พันลึกถึงเพียงนี้ หากมันปล่อยให้หลุดรอดไปสัก
เม็ดคงถูกสวรรค์ลงทัณฑ์เอาแล้ว!
หลังจากขุดคุ้ยไถพรวนพื้นดินบริเวณรอบ ๆ จนถี่ถ้วนทุกชุ่น แน่ใจว่า
ไม่ได้พลาดสิ่งใดไป มันในที่สุดก็ลุกขึ้นยืนอย่างอิ่มเอมใจ จากนั้นมองดูผล
ดวงตะวันที่ห้อยอยู่บนกิ่งไม้ ล้วงกล่องหยกประณีตออกมา เด็ดผลดวง
ตะวันใส่ลงไปในกล่องหยกทีละผล ๆ
เก็บผลดวงตะวันแล้วเสร็จ มันมองพฤกษาเทพสุริยันที่เหลือแต่กิ่ง
ก้านเปล่าเปลือย ในใจหวั่นไหววูบ ตกลงใจขุดล้อมต้นไม้มาทั้งพื้นดิน ใส่
ลงไปในแหวนด้วย
มันจะปล่อยให้พฤกษาเทพที่น่ารักต้องตกอยู่ในมือตัวบัดซบเหล่านั้น
ได้อย่างไร?
แม้ว่าต้องรอจนถึงสิบปีกว่าที่ผลดวงตะวันจะสุกงอม ส่วนเมล็ดพันธุ์
ดวงตะวันต้องใช้เวลาถึงห้าสิบปี แต่พฤกษาเทพจะอย่างไรก็เป็นมหา
สมบัติที่หายากด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว จั่วม่อแม้ไม่ทราบว่าพฤกษาเทพ
สุริยันจัดอยู่ระดับใด แต่แน่นอนว่าต้องไม่ใช่สิ่งของชั้นต่า
อย่างน้อยนี่ก็เป็นพฤกษาเทพต้นหนึ่ง!
ขุดย้ายพฤกษาเทพสุริยันแล้วเสร็จ จั่วม่อกวาดมองไปรอบ ๆ หวัง
ค้นหาบางสิ่งที่อาจหลงหูหลงตาไป ที่นี่คือสวนพฤกษาของวิหารเทพ
สมควรต้องมีต้นไม้ปราณอื่น ๆ อยู่ด้วยถึงจะถูก แต่แล้วมันก็ต้องพบกับ
ความผิดหวังอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากพฤกษาเทพสุริยันแล้ว ในสวนนี้
ไม่มีพืชปราณใด ๆ เหลือรอดอยู่อีก พอขบคิดดูอย่างละเอียดมันค่อย
เข้าใจ วิหารเทพเมื่อถูกตัดขาดจากโลกภายนอก คิดหล่อเลี้ยงบำรุง
พฤกษาเทพสุริยันต้นเดียวยังเป็นเรื่องยาก ไหนเลยจะมีพลังหลงเหลือ
พอที่จะเก็บรักษาพฤกษาเทพชนิดอื่น ๆ เอาไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม อาศัยนิสัยใจคอที่กระทั่งจับไก่ยังต้องถอนขนทุกเส้น
ของเสี่ยวม่อเกอ ไหนเลยจะยินยอมพร้อมใจเพียงเท่านี้ได้ มันขบคิดวูบ
หนึ่ง พลันบังเกิดความคิดอันบรรเจิดประการหนึ่ง
หากกล่าวว่าสวนอันกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ได้เพียงปลูกพฤกษา
เทพสุริยันไว้ต้นเดียว ก็นับว่าสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง แม้ต้นไม้อื่น ๆ
ย่อมไม่มีเหลือรอดเป็นธรรมดา แต่พื้นดินที่เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ดวง
ตะวันช่วยกระตุ้นเตือนมัน พืชปราณเหล่านั้นแม้ไม่อาจอยู่รอด หรือพวก
มันไม่รู้จักทิ้งเมล็ดพันธุ์ของตนเอาไว้ด้วย?
นับหมื่นปีล่วงผ่าน! บางสิ่งที่ธรรมดาสามัญเมื่อหลายหมื่นปีที่แล้ว ถึง
ตอนนี้อาจเป็นสมบัติล้าค่า! หากเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นสามารถเหลือรอดมา
ได้จริง ๆ พวกมันไหนเลยจะไม่ใช่สมบัติเล่า!
ความคิดนี้ปลุกเร้ามันให้เต็มไปด้วยกำลังวังชา
ไม่ต้องเสียเวลาว่ากล่าวกระไรอีก จั่วม่อเริ่มขุดดินอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อกาลก่อนเกอเคยเป็นเกษตรกรปราณผู้หนึ่ง! กับอีแค่ขุดดินทั้ง
สวน ไหนเลยจะเป็นเรื่องยากสำหรับเกอ?
จั่วม่อประหนึ่งเครื่องไถดินรูปมนุษย์ ขุดลึกสามฟุต รุดหน้าไปอย่าง
เร็วรี่ ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด เศษดินปลิวว่อนเป็นพายุบุแคม!
มันถึงกับขุดพบสินค้าสองสามรายการจริง ๆ
หนึ่งคือผลไม้สีดำที่คล้ายก้อนศิลาผลหนึ่ง ทั้งแข็งกระด้างและหนัก
หน่วงเป็นอย่างยิ่ง มีขนาดเพียงนิ้วหัวแม่มือ แต่กลับหนักหน่วงหลายจิน
หากมิใช่ว่ามีร่องรอยพลังชีวิตอยู่ภายใน จั่วม่อต้องเข้าใจว่ามันเป็นก้อน
หินก้อนหนึ่งเป็นแน่
นอกจากนี้จั่วม่อยังขุดพบท่อนไม้กึ่งผุพังท่อนหนึ่ง มีขนาดเท่าลำ
แขน เลอะเทอะเปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นดิน รอจนมันปัดเศษดินออกไปหมด
สิ้น กลิ่นอายพิเศษเฉพาะชนิดหนึ่งก็พลุ่งเข้าไปในนาสิกของมันอย่าง
ชัดเจน
จั่วม่อตัวสั่นระริกอย่างไม่อาจระงับยับยั้ง!
สมบัติ!
จั่วม่อมั่นใจในทันที ว่าท่อนไม้ที่ดูผุพังนี้จะต้องเป็นสมบัติล้าค่าชิ้น
หนึ่ง!
จั่วม่อขุดคุ้ยตะลุยไถไปทั่วสวน
น่าเสียดายที่มีเวลาไม่มากพอ!
จั่วม่อคิดพลางมองสวนสมบัติอย่างเศร้าเสียดาย หากมีเวลามากพอ
มันจะต้องขุดให้ลึกสิบฉื่อแน่!
แต่ถึงตอนนี้มันก็พึงพอใจมากแล้ว ครั้งนี้เก็บเกี่ยวได้ไม่น้อยจริง ๆ!
จั่วม่อหันกลับไปตรวจดูคนเหล่านั้น หยวนอิงที่ใช้เพลิงไฟได้พิชิต
อาณาจักรลับโลกหลากล้นโดยราบคาบ กำลังเร่งรุดตรงมาทางมันอย่างไม่
คิดชีวิต จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง ระหว่างทางแม้ยังมีกับดักน้อยใหญ่
หลงเหลืออยู่บ้าง แต่สำหรับผู้ที่สามารถปราบพิชิตอาณาจักรลับโลกหลาก
ล้น อาศัยสิ่งกีดขวางเพียงเท่านี้ ไหนเลยสามารถสกัดขัดขวางพวกมันได้
ถึงเวลาต้องจากไปในบัดดล หากมันยังมัวชักช้าอ้อยอิ่ง เกรงว่าคงไม่
ดีแน่
แต่ยังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่มันยังไม่ได้ สมควรลองไปดูดีหรือไม่?
จั่วม่อรีรอลังเล คิดไม่ตกอยู่เป็นครู่ใหญ่
ผู้อาวุโสเซินสีหน้าขาวซีดอยู่บ้าง มองดูเนินทรายสลายหายไปเหมือน
ฝุ่นธุลี ค่อยระบายลมหายใจยาวเยือก ในใจลอบตื่นตะลึง
หลังจากผ่านไปหลายหมื่นปี จู่กุยหลงเหลือพลังไม่ถึงหนึ่งในสิบของที่
เคยมี ท่านเจ้าสำนักทำนายไม่ผิดพลาด อาศัยสุดยอดสมบัติของสำนักกับ
พลังบำเพ็ญเพียรด่านหยวนอิงของมัน จะสามารถเอาชัยจู่กุยได้ แต่ถึง
กระนั้น การตอบโต้ก่อนตายของจู่กุยยังแทบฉุดลากมันร่วมกลบฝังไปด้วย
เช่นนั้นยามที่ยอดยุทธ์โบราณเหล่านี้มีพลังฝีมือเปี่ยมล้นสมบูรณ์ถึง
ขั้นสุดยอดจะร้ายกาจสักเพียงใด มันแทบไม่อาจจินตนาการได้!
เนินทรายใต้ฝ่าเท้าในที่สุดก็สูญสลายไปอย่างสมบูรณ์
อาณาจักรลับโลกหลากล้นพ่ายแพ้อย่างแท้จริง!
ทว่าในดวงตาผู้อาวุโสเซินหาได้ปลาบปลื้มยินดีไม่ มันรู้สึกว่า
สถานการณ์รีบร้อนเร่งด่วนถึงที่สุด หากผิดพลาดแม้แต่น้อย มันจะไม่
หลงเหลือสิ่งใด
ที่สำคัญไปกว่านั้น ผู้อื่นเมื่ออยู่ในวิหารเทพเนิ่นนานถึงเพียงนี้
แน่นอนว่าต้องไม่พลาดสมบัติที่ดีเลิศที่สุดภายในวิหารเทพ!
“รีบไป!” มันไม่รอฟื้นฟูพลังปราณเสียด้วยซ้า สะบัดแขนเสื้อคว้าตัว
หลีซู่กับหลู่เจิ้นหายวับไปทันที
บางครั้งคราพวกมันเผชิญกับดักระหว่างทาง
แต่ผู้อาวุโสเซินไม่คิดหยุดยั้งเสียเวลากับอาหารม้ากระสุนปืนใหญ่
เหล่านี้ โดยไม่กล่าววาจาแม้แต่ครึ่งคำ เพลิงไฟในฝ่ามือสาดวาบ ไม่ว่ากับ
ดักอุปสรรคใดล้วนกลายเป็นเถ้าธุลี
เมื่อเปรียบเทียบกับการเสียเวลาในอาณาจักรลับโลกหลากล้น ระดับ
การรุดหน้าของพวกมันในตอนนี้ ไม่มีสิ่งใดมาหยุดยั้งได้!
หลังจากเหินบินเป็นเวลานาน ทั้งสามก็บรรลุถึงประตูทองแดง แต่พอ
มองเห็นประตูใหญ่เปิดอ้า ผู้อาสุโสเซินสีหน้าเปลี่ยนเป็นขัดตาขึ้นมาทันที
รอจนมันพบเห็นห้องเซ่นสรวงบูชายัญอันว่างเปล่าโล่งโจ้ง สีหน้ายิ่ง
ซีดขาวกว่าเดิม
มันกระแทกเท้าปัง พุ่งลิ่วไปยังสวนพฤกษาด้วยใบหน้าดำทะมึน
แม้ว่าจะได้รับการชี้นำจากการทำนายของท่านเจ้าสำนัก มันยังต้อง
ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะหาสวนพฤกษาพบ เมื่อโถมทะยานเข้าไปในสวน
เบิกตามองสวนพฤกษาที่คล้ายเพิ่งถูกไถพรวนทั้งสวน เต็มไปด้วยหลุมบ่อ
นับไม่ถ้วน มันรู้สึกลำคอหวานวูบ แทบกระอักโลหิตออกมา
“อ๊าอ๊าอ๊ากกกก!”
“เราผู้เฒ่าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่! อย่าคิดว่าจะหนีรอด!”
เสียงคำรามอย่างคั่งแค้นดังสะท้านไปทั่ววิหารเทพ!
จั่วม่อยังคงตกลงใจไปเยือนแดนผลาญเทพดูสักครา สถานที่นั้นไม่
ห่างไกลมากนัก มันสมควรมีเวลาเพียงพอ
แดนผลาญเทพเป็นสถานที่ที่วิหารเทพให้กักขังศัตรู เหล่ายอดยุทธ์
โบราณเข้มแข็งแกร่งกร้าว ต่อให้คร่ากุมพวกมันได้ แต่ยากจะเข่นฆ่าให้สิ้น
ซาก เนื่องเพราะเหตุนี้ โดยทั่วไปแล้วจำเป็นต้องกักขังพวกมันเอาไว้ในที่
คุมขังพิเศษ แดนผลาญเทพเป็นหนึ่งในที่คุมขังเหล่านั้นเอง
แดนผลาญเทพเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ซึ่งพี่ใหญ่ชิงหลินไม่อาจก้าวล่วง
เข้าไปได้
พื้นดินสีแดงเข้มใต้ฝ่าเท้ามันเต็มไปด้วยความร้อนสูงอย่างน่า
ตระหนก สถานที่นี้มีขนาดเพียงไม่กี่หมู่ แต่แผ่ซ่านสภาวะกดดันอันหนัก
หน่วงเกินบรรยาย ยามนั้นเมล็ดผลึกสุริยันเหนือศีรษะจั่วม่อพลันเปล่งแสง
สีทองอ่อนจาง ห่มคลุมร่างของจั่วม่อไว้ภายใน
จั่วม่อสำรวจอย่างละเอียดรอบคอบ พลังของวิหารเทพถดถอยลงทุก
ขณะ เพลิงนิรันดร์แห่งแดนผลาญเทพมอดดับไปแต่แรก แต่ถึงกระนั้น
สถานที่นี้ก็ยังไม่ใช่ที่ที่จั่วม่อจะต้านทานได้ หากมิใช่ว่ามีเมล็ดผลึกสุริยัน
คอยปกป้องคุ้มครอง จั่วม่อย่อมไม่อาจเข้ามาในสถานที่พิเศษแห่งนี้ได้
แดนผลาญเทพมืดมิดปราศจากแสงตะวัน สายตาของจั่วม่อบีบแคบ
จนมองเห็นแค่เพียงระยะสองสามจั้งเบื้องหน้าเท่านั้น
ที่แห่งนี้แทบจะเตียนโล่ง ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย ความร้อนสูงจากใต้ฝ่าเท้า
บันดาลให้จั่วม่อรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนกองไฟ
ยิ่งล่วงลึกเข้าไปในแดนผลาญเทพ จั่วม่อยิ่งรู้สึกอึดอัดขัดข้องอย่าง
ยากจะบ่งบอกบรรยาย สถานที่นี้ให้ความรู้สึกกดดันและสิ้นหวังอย่าง
รุนแรง แต่มันยังคงฝืนยืนกรานมุ่งตรงไปข้างหน้า มันตั้งใจไว้ว่าหากมันลง
มือรวดเร็วพอ ก็คงจะไม่เสียเวลามาก หากไม่ได้เข้าไปค้นหาดูสักรอบมัน
จะต้องนึกเสียใจทีหลังแน่
จั่วม่อเข้าไปจนถึงปลายทางอย่างรวดเร็ว
ฮะ!
พอเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จั่วม่อม่านตาพลันหดแคบลง