สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 502 สุดปรีดาสู่โศกศัลย์
จั่วม่อรุดหน้าไปอย่างระมัดระวัง
ในสถานที่ผีสางเช่นนี้ยากจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัย แม้ว่าเปลวเพลิง
ของแดนผลาญเทพมอดดับไปนานปี แต่บรรยากาศแห่งความหดหู่ กดดัน
และสิ้นหวังที่สั่งสมมาเนิ่นนานจนนับปีไม่ถ้วน ยังคงกดทับจั่วม่อแทบ
หายใจหายคอไม่ออก ประหนึ่งก้อนหินใหญ่กดทับอยู่ในหัวใจ
จั่วม่อเส้นประสาทตึงแน่นเขม็งเกลียว
เมื่อครู่มันคล้ายพบเห็นอะไรบางอย่างจากปลายสายตา ภายใต้
สภาพแวดล้อมที่ชวนขวัญกระเจิงเช่นนี้ อดสะดุ้งสุดตัวไม่ได้ จั่วม่อปาด
เหงื่อบนใบหน้า พยายามสงบใจลงอย่างสุดความสามารถ สถานที่ผีสางอัน
ใดกัน! มันนึกภาพไม่ออกจริง ๆ ว่าผู้ที่ถูกคุมขังไว้ในแดนผลาญเทพแห่งนี้
ทนมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรโดยไม่ร้องขอความตาย!
เมื่อก้าวเดินไปทางด้านนั้น จั่วม่อในที่สุดก็พบเห็นสิ่งของกองนั้น
นั่นเป็นกองกระดูกกองหนึ่ง จั่วม่อซึ่งหลงหวาดระแวงเสียเปล่าพลัน
ถอนหายใจอย่างโล่งอก
นี่สมควรเป็นซากกระดูกที่หลงเหลือของผู้คนที่เคยถูกคุมขังอยู่ใน
แดนผลาญเทพ พวกมันถูกเผาผลาญจนตายไปนานแล้ว จั่วม่อสั่นศีรษะ ดู
เหมือนที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งที่ดีหลงเหลืออยู่เลย
มันก้มลง คุ้ยเขี่ยดูตามความเคยชิน
แต่เมื่อมือของมันสัมผัสถูกชิ้นกระดูก พลันรู้สึกแปลกพิกลอยู่บ้าง สี
หน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย รีบหยิบกระดูกชิ้นหนึ่งขึ้นส่องดูตรงหน้า เพ่ง
พินิจพิจารณาอย่างละเอียด
กระดูกชิ้นนี้สมควรเป็นท่อนกระดูกแขน เทียบกับกระดูกทั่วไปแล้ว
ไม่ได้มีขนาดแตกต่างกัน แต่เมื่อถือไว้ในมือกลับรู้สึกถึงความแตกต่าง
อย่างชัดเจน กระดูกนี้หนักยิ่ง หนักกว่ากระดูกแขนทั่วไปถึงสี่ห้าเท่าตัว ทั้ง
ยังไม่ได้เป็นสีขาวหม่นเหมือนเช่นกระดูกปกติทั่วไป แต่เป็นสีเขียวเข้มที่
หาได้ยาก มีลวดลายสีแดงเข้มปรากฏอยู่บนพื้นผิว ให้ความรู้สึกว่ากระดูก
ชิ้นนี้สลักเสลาขึ้นมาจากหยก
จั่วม่อหยิบกระดูกอีกชิ้นหนึ่งขึ้นมา จากนั้นลองเคาะกระดูกทั้งสอง
ชิ้นใส่กันเบา ๆ
ติง!
เสียงดังสดใสกังวานขึ้น
คลื่นเสียงที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งพลันระเบิดออกมาโดยไม่มีเค้าลาง
ล่วงหน้า กวาดซัดใส่มันอย่างหักโหม! จั่วม่อผู้ไม่ทันคาดคิด ไหนเลยจะ
ตอบสนองได้ทันเวลา รู้สึกในสายตากระจ่างจ้าด้วยแสงสีทอง เจิดจรัสจน
สายตาปวดแปลบ เป็นเมล็ดผลึกสุริยันเหนือศีรษะมันถูกกระตุ้น ลงมือ
ด้วยตัวเองเพื่อปกป้องผู้เป็นนายอย่างทันท่วงที
จั่วม่อตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ แทบขว้างกระดูกทั้งสองชิ้นในมือ
ทิ้ง!
เคราะห์ดีที่ปฏิกิริยาถัดมาของมันรวดเร็วยิ่ง หยุดยั้งเอาไว้ได้ทันเวลา!
รอจนมันสงบใจลงได้ ดวงตาก็ลุกวาวเขียวจ้า ราวกับว่าปรารถนาจะ
กลืนกินกระดูกเหล่านี้ลงไป
สมบัติ!
นี่มันสมบัติวิเศษชัด ๆ!
ในใจมันตะโกนถ้อยคำประดานี้กี่ครั้งกี่หน กระทั่งตัวมันยังไม่ทราบ!
สมแล้ว! สมแล้วจริง ๆ!
แต่มันยังอดตะโกนอย่างลิงโลดไม่ได้ บนใบหน้าเป็นประกายด้วยสิ่งที่
เรียกว่าจิงสือ มันลูบคลำชิ้นกระดูกหยกเขียวในมือ เต็มไปด้วยอารมณ์
ความรู้สึก!
ยอดคนสมกับเป็นยอดคน กระทั่งซากกระดูกของยอดคนหลังจาก
เสียชีวิตไปแล้วยังพิเศษเหนือธรรมดา ช่างเข้มแข็งโดยแท้!
จั่วม่อรวบรวมกระดูกทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ หยิบและวาง
เรียงอย่างเบามือ หลังจากหยิบกระดูกหยกเขียวเข้มไม่กี่ชิ้นที่ด้านบน
ออกมา สายตาของมันพลันถูกของสิ่งหนึ่งดึงดูดเอาไว้
นั่นมันอะไรกัน?
จั่วม่อในใจโลดขึ้น รีบกวาดฝุ่นดินออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วหยิบฉวย
ของสิ่งนั้นขึ้นมา
เป็นหน้ากากสัมฤทธิ์ใบหนึ่ง!
“อัปลักษณ์แท้ ๆ!” จั่วม่อบ่นพึมพำ หน้ากากประหลาดเย็นเฉียบอยู่
ในมือ สิ่งที่ชวนขวัญผวาที่สุดคือเบ้าตากลวงเปล่าสองดวงบนใบหน้า ส่วน
ปากแกะสลักเป็นรูปปากแสยะกว้าง แฝงเร้นกลิ่นอายดุร้ายอำมหิตและ
เหยียดหยันสรรพสิ่ง เผยให้เห็นฟันเขี้ยวคมกล้าดุจสัตว์ร้ายสองแถว ใน
กรงเขี้ยวกัดขย้าลูกธนูที่หักสะบั้นดอกหนึ่ง ลูกธนูหักคล้ายย้อมด้วยวัตถุ
ประหลาดที่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร เป็นสีแดงฉานราวกับหยดเลือด
ฝีมือแกะสลักหยาบกระด้างยิ่ง ไม่อาจเรียกได้ว่างดงามสมบูรณ์ แต่
แฝงเร้นกลิ่นอายป่าเถื่อนโบราณอันแปลกพิสดารชนิดหนึ่ง
นี่สมควรเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งกระมัง?
จั่วม่อไม่ค่อยมั่นใจนัก
เทียบกับกระดูกหยกสีหมึกแล้ว หน้ากากสัมฤทธิ์นี้ไม่มีอันใดโดดเด่น
สะดุดตา ดูเหมือนหน้ากากสัมฤทธิ์ทั่วไป จั่วม่อถึงกับไม่สามารถสัมผัสถึง
คลื่นพลังงานใดจากหน้ากากใบนี้ได้
แต่ในเมื่อสามารถเหลือรอดมาได้หลายหมื่นปี สมควรมีราคาค่างวด
อยู่บ้าง
ในแดนผลาญเทพอันร้อนลวกนี้ ความเย็นซ่านที่หน้ากากแผ่กระจาย
ออกมาทำให้จั่วม่อรู้สึกสุขสบายเป็นอย่างยิ่ง ไม่เสียเวลากล่าวคำใดอีก มัน
สวมหน้ากากทันที
คลื่นความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างในบัดดล จั่วม่อรู้สึกสุขสบายอย่าง
บอกไม่ถูก ร่างกายปลอดโปร่งเบาหวิว แรงกดดันที่ปกคลุมอยู่ในจิตใจดู
เหมือนลดน้อยลงไปมาก
สิ่งที่ดี!
จั่วม่อรู้สึกชมชอบหน้ากากใบนี้ขึ้นมาทันที
คลื่นความเย็นนี้ไม่หนาแน่นเข้มข้น แต่คล้ายแทรกซึมลึกเข้าไปในไข
กระดูก จิตใจมันกลายเป็นกระจ่างใสกว่าเดิม อาวุธเวทที่สามารถชะล้าง
จิตใจเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างยิ่ง นี่ไม่เพียงส่งผลดีต่อการฝึก
ฝีมือในแต่ละวันเท่านั้น พวกมันยังมีประโยชน์มากในการต่อสู้ สามารถ
ช่วยลดทอนพลังจากเวทวิชาลวงตาของศัตรู ทั้งยังมีส่วนช่วยในการร่าย
เวทวิชาของผู้สวมใส่อีกด้วย
หน้ากากนี้ถึงกับสามารถสะกดข่มผลกระทบจากแดนผลาญเทพ
อาศัยเพียงเรื่องนี้ ก็เพียงพอให้จั่วม่อกอดรัดเอาไว้อย่างรักใคร่หวงแหน ไม่
มีทางปล่อยให้หลุดมือไปได้
แดนผลาญเทพเป็นสถานที่เยี่ยงไรกันเล่า?
ในดินแดนร้ายกาจที่มีไว้เพื่อเข่นฆ่าสังหารสุดยอดฝีมือโบราณเช่นนี้
หากเป็นอาวุธเวททั่วไป บางทีอาจไม่สามารถสำแดงพลังออกมาเสียด้วย
ซ้า!
สมบัติชั้นเลิศ นี่เป็นสมบัติชั้นเลิศโดยแท้!
จั่วม่อแย้มยิ้มจนปากแทบฉีกถึงใบหู จากนั้นเสาะหาไปทั่วแดนผลาญ
เทพอีกครั้ง แต่ไม่ค้นพบสิ่งใดเพิ่มเติม พื้นดินของแดนผลาญเทพแข็ง
กระด้างดุจเหล็กกล้า จั่วม่อได้แต่ทอดถอนใจ เมื่อแข็งถึงเพียงนี้ อย่าว่าแต่
จะขุดลึกสามฉื่อ กระทั่งทิ้งริ้วรอยไว้บนพื้นผิวยังลำบากยากเย็น
ทว่าจั่วม่อที่กำลังอิ่มอกอิ่มใจ ไม่ทันได้สังเกตเห็นเลย ว่านับตั้งแต่ชั่ว
พริบตาที่มันสวมหน้ากากลงบนใบหน้า พลังของวิหารเทพก็พลันลดต่าลง
อย่างฮวบฮาบ ด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก!
แม้ว่าจั่วม่อไม่สังเกตเห็น แต่เหล่าซิวเจ่อที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนกลับ
สังเกตเห็นเรื่องนี้ในทันที ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้พิทักษ์อาณาจักรหรือกับดัก
อุปสรรคใด พลังของพวกมันล้วนถดถอยลงอย่างมาก!
คนเหล่านี้ล้วนเป็นขิงแก่อันเผ็ดร้อน พลันตระหนักทันทีว่าเกิดอะไร
ขึ้น
“พลังของวิหารเทพอ่อนลงแล้ว!” หลีซู่เงยหน้ามองท้องฟ้า กล่าว
เสียงแผ่ว
ผู้อาวุโสเซินแค่นเสียงอย่างเย็นชา ในน้าเสียงแฝงเค้าความร้อนรน
อย่างลึกล้า ทั้งยังเปี่ยมด้วยเจตนาฆ่าฟัน “มันพบของสิ่งนั้นแล้ว!”
ระดับความเร็วของพวกมันพุ่งทะยานขึ้นในบัดดล!
ในเวลาเดียวกัน นักฆ่าหน้ากากฉวยโอกาสระเบิดพลังขั้นสุดยอด
พิชิตอาณาจักรลับทองคำคร่าคร่าลงในชั่วพริบตา
ถึงยามนี้บุรุษกลางคนพลันโถมเข้ามา สีหน้าร้อนรนกระวนกระวาย
“รีบด่วน! ลูกหลานของชนเผ่าเทพสุริยันได้รับสมบัตินั้นไปแล้ว!”
โดยไม่เสียเวลากล่าวมากความ นักฆ่าหน้ากากหอบหิ้วบุรุษกลางคน
ร่างหายวับไปทันที ทุ่มเทใช้วิชาท่าร่างประจำตัวอย่างสุดกำลัง
ในสถานที่อื่น ๆ คนอีกหลายกลุ่มก็เป็นไปในทางเดียวกัน อย่างไรก็
ตาม พวกมันรักษาระยะห่างจากคนอื่น ๆ ช่วงหนึ่งเพื่อความปลอดภัย ใน
สายตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรง ทว่าพวก
มันไม่ได้เสียเวลาต่อสู้หักหาญอย่างไร้ประโยชน์ จนกระทั่งถึงยามนี้ยังไม่มี
ผู้ใดได้รับสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียว
ทุกผู้คนมาเพื่อเสาะหาความร่ารวย ก่อนที่สมบัติจะปรากฏขึ้น ย่อม
ไม่มีใครหุนหันพลันแล่นลงมือ
แต่ละคนทุ่มเทเร่งเร้าวิชาท่าร่างประจำตัว เพิ่มความเร็วขึ้นทุกขณะ
ล้วนมุ่งตรงไปในทิศทางของหน้ากาก
ระหว่างทางพวกมันสามารถมองเห็นร่องรอยสิ่งของที่ถูกเคลื่อนย้าย
ออกไป เห็นได้ชัดว่ามีคนเข้ามาถึงที่นี่ก่อนแล้ว นี่ทำให้พวกมันแต่ละคนมี
สีหน้าถมึงทึง
“บัดซบ! อย่าให้เหยียรู้ว่านี่เป็นฝีมือผู้ใด! เหยียจะตัดมือมันทิ้งให้จง
ได้!” หนึ่งในกลุ่มคนแค่นเสียงอย่างเคียดแค้นชิงชัง
“มิใช่ว่าเป็นฝีมือของหยวนอิงเหล่านั้นหรอกรึ?” บางคนถามขึ้น
“หยวนอิงแล้วจะเป็นไร? เป็นหยวนอิงแล้วจะหมายความว่าพวกมัน
สามารถกอบโกยไปทั้งหมดหรือ? หรือพวกมันไม่ล่วงรู้กฏเกณฑ์? หากพวก
มันรับประทานเนื้อ ต้องหลงเหลือน้าแกงไว้ให้พวกเราบ้าง! นี่ก็คือกฏที่ทุก
คนล่วงรู้กันดี!” อีกคนแผดเสียงอย่างอย่างขัดเคืองใจ
ไม่มีผู้ใดออกปากเห็นด้วย แต่หลายคนมีสีหน้าเห็นพ้อง ผู้ที่สามารถ
บุกเข้ามาในวิหารเทพล้วนเป็นยอดฝีมือนามกระฉ่อนในทำเนียบยอดยุทธ์
แห่งอาณาจักรทะเลเมฆ หลายคนในสิบสุดยอดล้วนมากันพร้อมหน้า ที่
ไม่ได้อยู่ที่นี่มีเพียงผู้ที่เดินทางไปในที่ห่างไกล หรือปิดด่านฝึกตนจนไม่อาจ
มาทันเวลาเท่านั้น มิเช่นนั้นทุกคนล้วนต้องรุดมาให้ได้
ยอดยุทธ์เหล่านี้ปกติมีสายตาสูงส่งอยู่เหนือศีรษะ ทระนงถือดีเป็น
ที่สุด พวกมันผู้ใดไม่ได้มาพร้อมกับความคาดหวังอย่างสูงที่มีต่อวิหารเทพ
ทว่าพวกมันทุ่มเทถึงเพียงนี้ แบกรับความเสี่ยงถึงเพียงนี้ แต่กลับต้อง
จบลงด้วยการกลับไปมือเปล่ากระนั้นหรือ?
หลายแห่งที่ดูคล้ายสมควรมีสมบัติ แต่กลับถูกใครบางคนขุดคุ้ยจน
เกลี้ยงเกลา หากกล่าวให้เกินเลยสักหน่อย สมควรบอกว่ากระทั่งพื้นดินยัง
ถูกขุดลึกสามฉื่อแล้ว
เรื่องนี้ทำให้ผู้คนมากมายต้องเบิกตามองอย่างตื่นตะลึง นี่…นี่เป็นคน
ประเภทใดกัน? คนบัดซบอันใดจึงขุดคุ้ยสมบัติถึงขนาดนี้? หลักการขุดดิน
สามฉื่อที่ปรากฎหลักฐานอยู่ตรงนี้ บันดาลให้หลายคนตื่นตะลึงจนพูดไม่
ออกบอกไม่ถูก
แต่คนมากกว่านั้นสีหน้าเขียวคล้า ดวงตาของพวกมันลุกโชนด้วยไฟ
โทสะ ขุ่นแค้นคลั่งใจจนลำคอหวานวูบ ยังจะมีสิ่งใดน่าคั่งแค้นไปมากกว่า
นี้อีกเล่า?
พวกมันได้แต่เร่งเร้าพลังปราณในร่างอย่างบ้าคลั่ง พุ่งลิ่วไปเบื้องหน้า
โดยไม่หยุดชะงักรั้งรออีก
หากเจ้าโชคดีก็อย่าให้พวกเราเหล่าเหยียจับตัวเจ้าได้!
มิเช่นนั้น… …
คายทุกอย่างที่เจ้าสวาปามเข้าไปออกมา!
ทุกผู้คนยามนี้มีความคิดคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์ คนเหล่านี้เดิม
ทีก็มีพลังฝีมืออยู่ในขั้นสุดยอดของอาณาจักรแห่งหนึ่งอยู่แล้ว และด้วยไฟ
โทสะที่เดือดพล่าน แรงพิโรธที่ระเบิดออกมาย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
ผนวกกับที่ว่าพลังของวิหารเทพถดถอยลง แต่ละคนก็บุกตะลุยไปตาม
เส้นทางของตนอย่างไม่มีสิ่งใดมาขวางรั้งได้!
หากมีคนมองลงมาจากฟ้า จะเห็นซิวเจ่อทั้งหมดที่อยู่ในวิหารเทพ
กำลังเร่งรุดอย่างบ้าคลั่งไปในทิศทางของจั่วม่อเป็นจุดเดียว
และด้านหน้าสุดเป็นผู้อาวุโสเซินกับพวกทั้งสาม!
จั่วม่อออกจากแดนผลาญเทพอย่างอิ่มอกอิ่มใจ มันเดิมทีมาด้วย
ความคิดลองเสี่ยงดวงสำรวจดูเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าจะได้สิ่งของที่ดีจริง ๆ
ความปิติยินดีในใจมันเป็นที่คาดคำนวณได้
อิ่มอกอิ่มใจหาใดเปรียบ!
“เดรัจฉานน้อย! ในที่สุดเราผู้เฒ่าก็พบตัวเจ้า! อย่าได้คิดหลบหนี!”
สุ้มเสียงเย็นเยียบและเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากเบื้องหลัง จั่วม่อสีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
บัดซบ!
นี่เป็นอันตรายถึงชีวิต!
จั่วม่อแม้ตระหนกแต่ปฏิกิริยาเอาตัวรอดกลับรวดเร็วถึงที่สุด พอเห็น
ผิดท่ามันก็เตรียมใช้ปีกแสงศูนยตาหลบลี้หนีหน้า แต่กลับค้นพบอย่างตื่น
ตะลึง ว่าพลังภายในร่างมันเปลี่ยนกลับเป็นพลังเทพไปตั้งแต่เมื่อใดไม่
ทราบ!
เหตุเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ทำให้จั่วม่อถึงกับขวัญวิญญาณ
กระเจิดกระเจิง!
เปลี่ยนพลังเทพกลับเป็นพลังทั้งสาม อันที่จริงใช้เวลาเพียงชั่ววิบตา
เท่านั้น แต่ในห้วงคับขันเป็นตายเช่นนี้ นี่เป็นชั่ววิบตาที่อาจต้องจ่าย
ค่าตอบแทนด้วยชีวิต!
จริงดังคาด อาศัยชั่ววิบตานี้เอง ผู้อาวุโสเซินกับอีกสองจินตันก็เข้า
รายล้อมมันไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีช่องว่างรอยโหว่ให้ฉกฉวยอีก
ผู้อาวุโสเซินลิงโลดยินดียิ่ง สายตาของมันจับจ้องไปยังเมล็ดผลึก
สุริยันบนศีรษะจั่วม่อ ม่านตาหดแคบลงอย่างฉับพลัน ไม่อาจปิดบัง
ประกายละโมบในดวงตาได้ กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ที่แท้เป็นเมล็ดผลึก
สุริยัน! ข้าก็คิดอยู่แล้วเชียว ว่าจะมีลูกหลานของชนเผ่าเทพสุริยันมาจากที่
ใด เจ้าเมื่อค้นพบสมบัติอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ นับว่ามีโชควาสนาไม่เลวเลยจริง
ๆ!”
หลีซู่กับหลู่เจิ้นก็มีสีหน้าลิงโลดยินดีเช่นกัน พวกมันระวังป้องกัน
อย่างเต็มที่ คอยระวังไม่ให้ผู้อื่นค้นพบช่องว่างหลบหนีไปได้ หลีซู่จิตใจ
ละเอียดอ่อนกว่า สายตาของมันตกลงบนหน้ากากสัมฤทธิ์ที่อีกฝ่ายสวมไว้
บนใบหน้า ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันกลับรู้สึกเค้าแห่งความหวาดกลัวผุด
ขึ้นในใจ
เค้าแห่งความหวาดกลัวนี้ผุดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ให้ความรู้สึกที่
อธิบายไม่ได้บางอย่าง มันรีบระงับจิตใจ มีผู้อาวุโสอยู่ที่นี่ ผู้อื่นย่อมไม่อาจ
หลบหนีไปไหนได้!
ผู้อาวุโสเซินกล่าวเบา ๆ “ยอมจำนนและมอบสิ่งของออกมาเสียดี ๆ
ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!”
จั่วม่อหัวใจดิ่งวูบ ฝืนยิ้มอย่างขมขื่น!
จริงดังคาด นกตายเพราะอาหาร คนตายเพราะสมบัติ!
แรงกดดันของชนชั้นหยวนอิงประหนึ่งขุนเขากดทับ จั่วม่อแทบ
หายใจหายคอไม่ออก แรงกดดันดุจขุนเขาโถมทับใส่มันโดยตรง! สิ่งที่
เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือเมล็ดผลึกสุริยันถดถอยกลับ ไม่มีทีท่าว่าจะช่วย
ต้านท้านแรงกดดันที่ถาโถมเข้าหามันแม้แต่น้อย!
ฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายไม่ยอมสำแดงพลัง จั่วม่อหัวใจตกลงไปก้น
บึ้ง
ในเวลานี้เอง ผู้อาวุโสเซินพลันสีหน้าแปรเปลี่ยน สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น
“สมบัติย่อมต้องคายออกมา แต่ข้าเห็นว่าชีวิตของมันไม่จำเป็นต้อง
ละเว้น” บุรุษวัยกลางคนในชุดนักพรตปรากฏขึ้นในสายตาจั่วม่ออย่าง
แช่มช้า มันคล้ายปรากฏตัวออกมาจากอากาศธาตุอย่างปัจจุบันทันใด
“วาจาของพี่เก๋อตรงใจข้านัก!”
เฒ่าชราถือท่อนไม้ไผ่กล่าวพลางเดินออกมาจากมุมมืด
จั่วม่อหน้าเขียวคล้า
หยวนอิง! หยวนอิงอีกสองคน!