สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 503 เบื้องหลังที่แท้จริงของพรรคซวีหลิง
ผู้อาวุโสเซินสีหน้าดำทะมึน
มันย่อมรู้จักสองคนที่อยู่ตรงหน้า ผู้ที่แต่งกายด้วยชุดไท่จี๋เรียกว่าเก๋อ
ไห่ ส่วนคนที่ถือไม้ไผ่ไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามแท้จริง ดังนั้นผู้อาวุโสเซิน
เรียกหามันว่าจู๋จ้างเหล่าเหริน (ตาเฒ่าไม้ไผ่) ทั้งคู่ล้วนมีพลังฝึกปรือด่าน
หยวนอิง พลังฝีมือของพวกมันแต่ละคนย่อมไม่อาจเทียบได้กับผู้อาวุโส
เซิน แต่หากพวกมันทั้งสองร่วมมือกัน ผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไรก็ยากบอก
ได้แล้ว
หนึ่งยืนอยู่ทางขวา อีกหนึ่งสกัดอยู่ทางซ้าย ตำแหน่งของพวกมัน
ประกอบเป็นรูปสามเหลี่ยม จิตเจตนาลงมือร่วมกันของคนทั้งสองย่อมเห็น
ได้ชัดเจน
“พวกเจ้าทั้งสองหมายความว่าอย่างไร? หรือคิดเป็นศัตรูกับเทียน
หวน9ของข้า!” ผู้อาวุโสเซินกล่าวแผ่วเบาแต่หนักแน่น ในสุ้มเสียงแฝงเค้า
ทระนงภาคภูมิที่ไม่อาจปกปิดซ่อนเร้น
“เทียนหวน!?”
สองหยวนอิงสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จู๋จ้างเหล่าเหรินแค่นเสียง
อย่างเย็นชา “เฮอะ เทียนหวน? พรรคซวีหลิงกลับกลายเป็นเทียนหวน
9 เทียนหวน – สำนักวงแหวนฟ้า
ตั้งแต่เมื่อใด? พี่ท่านใช่เห็นว่าพวกเราเป็นตัวโง่งมที่สามารถหลอกลวงได้
ง่ายดายหรือไม่?”
วาจาของมันแม้แข็งกร้าว แต่สุ้มเสียงกลับอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
จั่วม่อพอฟังยังตื่นตะลึงจนอ้าปากค้าง มันย่อมต้องทราบกระจ่างว่า
เทียนหวนหมายถึงสิ่งใด เหตุที่ภพเซียนถูกขนานนามว่าสวรรค์สี่ดินแดน ก็
เนื่องเพราะคุนหลุน วัดเสวียนคง10 เทียนหวนและซีเซวียน11 แบ่งแยกกัน
ปกครองสี่ดินแดนอันกว้างไพศาล นามเหล่านี้ยังหมายถึงสี่สำนักที่ยิ่งใหญ่
เกรียงไกรที่สุดในแต่ละดินแดนอีกด้วย
เซียนกระบี่แห่งคุนหลุน เซียนวรยุทธ์แห่งวัดเสวียนคง เซียนยันต์แห่ง
เทียนหวน และเซียนสัญจรแห่งสำนักซีเซวียน
ดังนั้นเมื่อสองหยวนอิงได้ยินผู้อาวุโสเซินเรียกตัวเองเป็นคนของ
เทียนหวน พลังสภาวะพลันอ่อนโทรมลงหลายส่วน ในใจบังเกิดความคิด
ล่าถอย สี่สำนักใหญ่คือสี่สำนักที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดในภพซิวเจ่อ พวก
มันคือมหายักษ์ร้ายที่ไม่อาจแตะต้องได้ พวกมันทั้งสองอาจเป็นหยวนอิง
จัดอยู่ลำดับหนึ่งลำดับสองในทำเนียบยอดยุทธแห่งอาณาจักรทะเลเมฆ
แต่เบื้องหน้าเทียนหวนอันกล้าแกร่งเกรียงไกร พวกมันเป็นได้แค่มดปลวก
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแม้บังเกิดความคิดเอาตัวรอด แต่ยังไม่ได้ล่า
ถอยออกไปจริง ๆ พวกมันยังต้องพิสูจน์ยืนยันว่าอีกฝ่ายเป็นคนของเทียน
หวนจริง ๆ พวกมันย่อมไม่หลงเชื่อถ้อยคำผู้คนโดยง่ายดาย
10 วัดเสวียนคง – วัดแขวนนภา
11 ซีเซวียน – ประจิมลี้ลับ
หลีซู่แค่นเสียงอย่างเย็นชา ผายฝ่ามือออก เห็นวงแหวนแสงที่
ประกอบขึ้นจากลวดลายยันต์อันเป็นเอกลักษณ์ลอยขึ้นเหนือฝ่ามือของ
มัน
“พวกเจ้าสมควรรู้จักสิ่งนี้กระมัง”
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นซิวเจ่อด่านหยวนอิง หลีซู่ก็ไม่เกรงอกเกรงใจ
แม้แต่น้อย ในใจมันกำลังพิโรธเดือดดาลเป็นที่สุด หลายสิ่งหลายอย่างที่
เหนือคาดหมายทยอยเกิดขึ้นตลอดภารกิจครั้งนี้ ทำให้มันแทบเดือดดาล
ทะยานฟ้าแล้ว ท่านเจ้าสำนักอุตส่าห์กำชับกำชาไม่ให้มันเปิดเผยตัวตนใน
ภารกิจครั้งนี้ คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายพวกมันจะถูกบีบคั้นจนต้องเปิดเผยตัวตน
ออกมาจริงๆ
เมื่อวงแหวนแห่งแสงเผยตัวออกมา สองหยวนอิงพลันสีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
วงแหวนแสงค่อย ๆ หมุนช้า ๆ บนฝ่ามือของหลีซู่ ลวดลายยันต์คล้าย
เชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ เกาะเกี่ยวประสานกลายเป็นวงแหวนแสงวงหนึ่ง
นี่ย่อมเป็นวงแหวนฟ้า (เทียนหวน) ที่สะท้านทั่วสวรรค์สี่ดินแดนแล้ว!
ว่ากันว่าศิษย์ฝ่ายในของเทียนหวนแต่ละคนจะมีวงแหวนฟ้าที่เป็น
ของพวกมันโดยเฉพาะ เป็นสัญลักษณ์ยืนยันตัวตนของพวกมัน ทั้งยัง
สำแดงระดับความเข้าใจในวิชาค่ายกลยันต์ของพวกมันด้วย วงแหวนฟ้า
เป็นยอดวิชาเฉพาะของเทียนหวน บุคคลภายนอกไม่อาจหลอมสร้างลอก
เลียนได้
ขณะที่หลีซู่เข้าใจว่าคนทั้งสองจะยอมล่าถอยเปิดทางสะดวกให้แต่
โดยดี เก๋อไห่กลับโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน “คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเห็นคนจาก
เทียนหวนจริง ๆ เราผู้เฒ่านับว่ามีโชควาสนานัก แต่อาณาจักรทะเลเมฆ
แห่งนี้กันดารห่างไกล สมควรไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของเทียนหวน
กระมัง”
จู๋จ้างเหล่าเหรินพอฟัง ความคิดล่าถอยพลันลดน้อยลงหลายส่วน
เทียนหวนแล้วจะเป็นไร? ไม่ว่าเทียนหวนจะกล้าแกร่งเกรียงไกรสักเพียงใด
ก็มิใช่ว่าจะสามารถใช้มือเดียวบังฟ้าได้ หากพวกมันฉกฉวยสมบัติลับ
จากนั้นเสาะหาสถานที่อันเร้นลับปิดด่านฝึกตนโดยไม่เผยตัวออกมา ต่อให้
เป็นเทียนหวน ไหนเลยจะหาพวกมันพบ?
ผู้อาวุโสเซินสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจมัน
คือ หรือว่าคนเหล่านี้ก็ล่วงรู้เรื่องสมบัตินั้นด้วย?
หลีซู่ก็รู้สึกว่าสถานการณ์เลวร้ายลง มันยังคาดไม่ถึงอีกด้วย ว่านาม
แห่งเทียนหวนกลับไม่อาจขู่ขวัญคนเหล่านี้ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่อง
เช่นนี้ขึ้นกับมัน แม้แต่ในยามที่คบหาสมาคมกับหนิงอี้และพวก ขอเพียง
มันแย้มพรายตัวตนของมันสักเล็กน้อย ยังมีผู้ใดไม่พินอบพิเทาต่อมัน
อย่างอบอุ่น ต่อให้เป็นบุคคลทระนงถือดีเช่นหนิงอี้ก็ตาม!
มันยังไม่ทันจะคิดหาหนทางแก้ไข คนอื่น ๆ ก็ติดตามมาถึง
ผู้มาถึงคนแรกคือเขาเป่ย ยอดยุทธ์เลื่องชื่อแห่งอาณาจักรทะเลเมฆ
เขาเป่ยพอเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าพลันเข้าใจกระจ่าง มันประสานมือ
ค้อมกายไปยังเก๋อไห่กับจู๋จ้างเหล่าเหรินอย่างอ่อนน้อม “คารวะผู้อาวุโส
เก๋อ คารวะผู้อาวุโสจู๋!”
“เสี่ยวเขาเป่ยเจ้ามาแล้ว!” เก๋อไห่กล่าวอย่างยิ้มแย้ม
จู๋จ้างเหล่าเหรินประสานมือทักทายตอบต่อเขาเป่ย
อาณาจักรทะเลเมฆไม่ถือเป็นอาณาจักรใหญ่โตกระไรนัก ผู้ที่สามารถ
เรียกว่าสุดยอดฝีมือมีเพียงไม่กี่คน เก๋อไห่กับจู๋จ้างเหล่าเหรินยังเป็นชนชั้น
หยวนอิงที่มีอยู่น้อยนิดในอาณาจักรทะเลเมฆ ชื่อเสียงและศักดิ์ฐานะของ
พวกมันย่อมสูงล้าเทียมฟ้า
โดยไม่ต้องเสียเวลากล่าวมากความ เขาเป่ยยืนอยู่ข้างคนทั้งสองทันที
อย่างรวดเร็วยิ่ง ซิวเจ่อที่หลงเหลือล้วนทยอยติดตามมาถึง
ผู้คนที่สามารถบุกเข้ามาในวิหารเทพล้วนเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้า
ของอาณาจักรทะเลเมฆ ในหมู่พวกมันไม่มีตัวโง่งม เพียงกวาดตามอง
ปราดเดียว ล้วนเข้าใจสถานการณ์อย่างชัดแจ้ง
ทุกผู้คนเริ่มคารวะทักทายกันไปมา สนทนาวิสาสะอย่างสนิทสนม
กลมเกลียว
ผู้อาวุโสเซินกับหลีซู่ยิ่งมายิ่งใบหน้าดำทะมึน ผู้คนทยอยเข้าร่วมกับ
ฝ่ายของเก๋อไห่และจู๋จ้างเหล่าเหรินอย่างไม่ขาดสาย สถานการณ์ยิ่งนาน
ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อพวกมัน ผู้อาวุโสเซินถึงกับเริ่มสำนึกเสียใจที่ไม่ได้พาผู้คน
มามากกว่านี้ หากมีอีกหนึ่งหยวนอิงร่วมทางมากับมันด้วย มันจะเปิดฉาก
เข่นฆ่าโดยไม่แยแสสนใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
หยวนอิงจากสำนักเล็กสำนักน้อยเหล่านี้ หากเป็นการเผชิญหน้าตัว
ต่อตัว ไหนเลยจะสร้างปัญหาให้แก่มันได้
ยิ่งนานจำนวนของอีกฝ่ายยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขวัญกำลังใจของ
พวกมันก็เพิ่มพูนขึ้นพร้อมกัน
สถานการณ์ค่อย ๆ เปลี่ยนพลิกทีละน้อย
เวลานี้พวกมันทั้งหมดแบ่งออกเป็นสามฝ่าย ฝ่ายผู้อาวุโสเซินฝ่าย
หนึ่ง ฝ่ายเก๋อไห่กับจู๋จ้างเหล่าเหรินฝ่ายหนึ่ง และบรรดาซิวเจ่อไม่ทราบ
ที่มาซึ่งกระจายตัวอยู่รอบ ๆ อีกฝ่ายหนึ่ง
นับฝ่ายของเก๋อไห่กับจู๋จ้างเหล่าเหรินเข้มแข็งที่สุด พวกมันรวบรวม
ซิวเจ่อท้องถิ่นของอาณาจักรทะเลเมฆทั้งหมด ส่วนใหญ่รู้จักมักคุ้นกันดี มี
เก๋อไห่กับจู๋จ้างเหล่าเหรินสองหยวนอิงออกหน้า พวกมันสมัครสมาน
สามัคคีกันเป็นอย่างดี
สามฝ่ายเผชิญหน้า จั่วม่อถูกล้อมกักอยู่ตรงกลาง ต่อให้มีปีกบินยังไม่
อาจหลบหนีรอดพ้น
แต่ชมดูสถานการณ์ที่เปลี่ยนพลิกอยู่ตรงหน้า จั่วม่อกลับรู้สึกว่า
สนุกสนานน่าสนใจไม่น้อย ความตึงเครียดกังวลลดน้อยลงกว่าครึ่ง
ผู้อาวุโสเซินพลันกล่าวปนหัวร่อ แต่เป็นเสียงหัวร่อที่แฝงแววเย็นชา
อย่างเปี่ยมล้น “อาณาจักรทะเลเมฆเป็นสถานที่อันยอดเยี่ยมโดยแท้ ทุก
ผู้คนช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า แต่เราผู้เฒ่าขอกล่าววาจาไม่น่าฟังสักครา
วันนี้ใครกล้าเป็นศัตรูกับเทียนหวนเรา จะต้องชดใช้อย่างสาสม!”
“เทียนหวน… …”
ฝูงชนสับสนอลหม่านขึ้นมาทันที หลายคนสีหน้าทอแววหวาดหวั่น
พรั่นพรึง บรรดาผู้ที่มีพวกพ้องหรือสำนักเริ่มลังเลใจ พวกมันอาจหลบหนี
และซ่อนตัวได้ แต่สำนักของพวกมันย่อมไม่สามารถทำเช่นนั้น หากพวก
มันกลายเป็นศัตรูของเทียนหวน จะชักนำเภทภัยอันใหญ่หลวงไปสู่สำนัก
หรือตระกูลของพวกมันทันที
“มีหลักฐานยืนยันหรือไม่?”
เสียงหนึ่งโพล่งถามขึ้นกลางกลุ่มคน
หลีซู่ใบหน้าเย็นยะเยียบ แต่ยังคงสำแดงวงแหวนฟ้าของมันอีกครั้ง
เห็นดังนั้น ซิวเจ่อผู้หนึ่งเดินออกจากกลุ่มคน หันไปประสานมือ
คารวะรอบด้าน “ผู้น้องมีตระกูลอยู่ด้านหลัง ครั้งนี้คงมิอาจน้อมสนองแล้ว
ขออำลา!”
กล่าวจบคำ มันก็จากไปโดยไม่หันกลับมาอีก
เมื่อมีคนผู้นั้นเป็นเยี่ยงอย่าง คนอื่น ๆ เริ่มทยอยจากไป คนเหล่านี้
ล้วนสังกัดสำนักหรือตระกูล พวกมันเพียงแค่ไล่ล่าค้นหาสมบัติ ไม่ได้
ต้องการชักนำเภทภัยไปถึงตระกูลหรือสำนักของตน
ฝ่ายเก๋อไห่ซึ่งเดิมทีเข้มแข็งที่สุด จำนวนคนลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว
หลงเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งในสามเท่านั้น นามอันยิ่งใหญ่ของเทียนหวน
เพียงพอจะขู่ขวัญผู้คนส่วนมาก อย่างไรก็ตาม คนที่เหลือล้วนเป็นคนเดน
ตายที่มีชีวิตหลั่งเลือดเลียคมดาบ พวกมันไม่เพียงไม่หวาดกลัว แต่ยังเผย
ให้เห็นความตื่นเต้นฮึกเหิมและความกระหายการต่อสู้
จั่วม่อเฝ้ามองฉากที่เกิดขึ้นอย่างสนอกสนใจ การต่อสู้อันยิ่งใหญ่
เช่นนี้ โดยทั่วไปมิใช่ว่าจะหาดูชมได้ง่าย ๆ
ฮะ!
หัวใจมันพลันสะท้านขึ้นจังหวะหนึ่ง ร่างเขม็งเกร็งตามสัญชาตญาณ
ปรากฏระลอกพลังงานที่แทบไม่อาจแยกแยะได้ กระเพื่อมไหวมา
จากส่วนลึกของวิหารเทพ ประหนึ่งเสียงหัวใจเต้นแผ่วเบา
มันมาจากทิศทางของแท่นเซ่นสรวงบูชายัญ
จั่วม่อลอบตื่นตัว พยายามระงับความปิติยินดี รวมรั้งสมาธิจิตใจ มัน
ประหนึ่งนายพรานที่แฝงตัวอยู่ใต้หิมะ เฝ้ารอคอยเหยื่ออย่างอดทน
หลังจากผ่านไปอีกสิบอึดใจ คลื่นพลังงานอีกระลอกหนึ่งก็สาดซัดผ่านใน
ใจมัน
เป็นแท่นเซ่นสรวงบูชายัญจริง ๆ!
จั่วม่อหัวใจเต้นระทึกอย่างไม่อาจควบคุมบังคับ!
เคราะห์ดีที่มันสวมใส่หน้ากากสัมฤทธิ์ใว้บนใบหน้า ดังนั้นไม่มีผู้ใดพบ
เห็นสีหน้าที่แปรเปลี่ยนกลับกลายของมัน จั่วม่อฝืนสงบใจลง เงยหน้าขึ้น
อย่างระมัดระวัง ลอบกวาดมองผู้คนรอบกายอย่างรวดเร็ววูบหนึ่ง ก่อนจะ
รีบรั้งสายตากลับมา
ไม่มีใครสังเกตพบระลอกคลื่นนี้!
จั่วม่อหวนนึกถึงว่ามันเป็นนายของวิหารเทพ เพราะเหตุนี้จึงมีแค่มัน
ที่ค้นพบระลอกพลังงานนี้หรือไม่?
เช่นนั้นระลอกพลังนี้มีความหมายใด? ใช่มีเหตุเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
บนแท่นเซ่นสรวงบูชายัญหรือไม่?
จั่วม่อผู้เฉียบไวต่อการฉกฉวยโอกาสเป็นอย่างยิ่งพลันตระหนัก
ในทันที นี่อาจจะเป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวของมัน!
ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงใด สำหรับผู้ที่อยู่ในสภาพดุจตายไปแล้วครึ่งตัว
เยี่ยงมัน ล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น!
ความหวังสายหนึ่งปรากฏขึ้นในสถานการณ์อันสิ้นหวังถึงที่สุด
บันดาลให้จั่วม่อรู้สึกว่าหัวใจแทบจุกขึ้นมาถึงคอหอย ในเวลานี้มันค่อย
สำแดงพลังใจอันแข็งกล้าออกมา ฝืนสงบใจลงอย่างรวดเร็ว พยายาม
สัมผัสติดต่อระลอกคลื่นที่หายไป!
สงบใจไว้! มันต้องเยือกเย็นเข้าไว้!
สิบอึดใจให้หลัง มันรู้สึกถึงระลอกคลื่นอีกครั้ง!
ทันใดนั้นพลังเทพในร่างกายมัน พลันไหลเวียนอย่างแช่มช้า
นี่มัน… …
จั่วม่อใจกระตุกวูบ มันไม่ได้หยุดยั้งสิ่งที่เกิดขึ้น คล้อยตามระลอกคลื่น
ที่มาจากแท่นเซ่นสรวงบูชายัญ พลังเทพของมันเริ่มโคจรช้า ๆ
พลังเทพโคจรเชื่องช้ายิ่ง จั่วม่อไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก เฝ้าทุ่มเทสมาธิ
จิตใจจดจำเส้นทางโคจรของพลังเทพในยามนี้
ยามกะทันหัน มันนิ่งงันดุจหุ่นเชิด
แต่เวลานี้ไม่มีผู้ใดสนใจสังเกตความเปลี่ยนแปลงของมัน สภาพ
เผชิญหน้าถูกลูกศรดอกหนึ่งทำลายลงอย่างฉับพลัน ลูกศรดอกนั้นจู่โจม
ออกมาอย่างกะทันหัน คนผู้หนึ่งจู่ ๆ ซัดลูกศรออกมา ไม่ต่างจากโยน
ประกายไฟลงไปในถังดินปืน ทั้งสามฝ่ายที่เขม็งตึงเครียดถึงที่สุด แทบจะ
เปิดฉากฆ่าฟันกันอย่างพร้อมเพรียง
เพียงชั่วเสี้ยวกะพริบตา สถานการณ์ก็กลับกลายเป็นปั่นป่วนวุ่นวาย
ถึงที่สุด
สามหยวนอิงยังมีข้อห่วงกังวลว่าจะทำให้ซากโบราณสถานถล่มลงมา
ดังนั้นแต่ละคนยังออมรั้งพลังฝีมือเอาไว้ แต่หลีซู่ เขาเป่ยและเหล่าจินตัน
ทั้งหลายไม่ได้มีข้อห่วงพะวงเช่นนี้ จึงพากันลงมืออย่างสุดกำลัง
หลีซู่สะกดกลั้นโทสะของมันมานานแล้ว พอลงมือก็ไม่ออมรั้งอีก ใช้
ท่าสังหารอันรุนแรงสุดหยั่งออกมาทันที
วงแหวนฟ้าบนฝ่ามือหมุนคว้าง ลวดลายยันต์พลันสว่างวาบขึ้นใต้ฝ่า
เท้าของทุกผู้คน ในชั่วพริบตาที่หลีซู่สำแดงวงแหวนฟ้าแก่ผู้คน มันก็ลอบ
ก่อตั้งค่ายกลชุดนี้ไว้บนพื้นเรียบร้อยแล้ว
กระบวนท่าของมันคือกระบวนท่าเลื่องชื่ออันแสนจะหมดจดงดงาม
แห่งเทียนหวน นามว่า ‘วงแหวนฟ้าเร้นเงา’ กระทั่งเก๋อไห่และจู๋จ้างเหล่า
เหรินสองหยวนอิงยังไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย เป็นที่เห็นได้ว่ากระบวน
ท่านี้เลิศพิสดารถึงเพียงไหน
ทันใดนั้นลวดลายยันต์เปล่งแสงเจิดจ้าบาดตา ซิวเจ่อของอาณาจักร
ทะเลเมฆสองคนเพียงแผดร้องได้คำเดียว ก่อนที่มันทั้งสองจะถูกลำแสง
ของค่ายกลยันต์แยกร่างออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เก๋อไห่เดือดดาลยิ่ง “เด็กน้อยไฉนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้!”
มันตวัดมือวูบ สัญลักษณ์หยินหยางขาวดำซัดเข้าหาหลีซู่อย่างดุดัน
เซินอู๋ไฮ่กล่าวอย่างเย็นชา “หิ่งห้อยตัวน้อย ยังกล้าอวดแสงขันแข่ง
กับจันทรา!”
เห็นเสาเพลิงต้นหนึ่งปะทุขึ้นสกัดขัดขวางสัญลักษณ์หยินหยาง ใน
ลำแสงเพลิงไฟต้นนั้น อาจสามารถมองเห็นทะเลแห่งลวดลายยันต์
ไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง กองไฟขุมนี้เติบโตขึ้นอย่างฉับพลันราวกับมีชีวิต
อ้าปากกว้าง กลืนกินสัญลักษณ์หยินหยางลงไปในคำเดียว
เห็นดังนั้น จู๋จ้างเหล่าเหรินท่อนไม้ไผ่ในมือพลันกลับกลายจากสีเขียว
เป็นสีดำดุจน้าหมึก ไม่สะท้อนแสงแม้แต่น้อย ทว่าใบไผ่ที่ปลายท่อนไผ่
กลับเป็นสีเทาแห่งความตาย น่าขนพองสยองเกล้ายิ่ง
เซินอู่ไฮ่สีหน้าแปรเปลี่ยน อุทานอย่างแตกตื่น “ไผ่ทะเลศพ! นี่เจ้า
กล้าหลอมสร้างไผ่ทะเลศพเชียวรึ!”
ได้ยินคำ ‘ไผ่ทะเลศพ’ สามคำ ซิวเจ่อที่อยู่รอบบริเวณล้วนสีหน้า
แปรเปลี่ยนเป็นขาวเผือด
จู๋จ้างเหล่าเหรินแย้มยิ้มเล็กน้อย ไผ่ทะเลศพโบกสะบัด ก้อนพลังงาน
สีดำขุมหนึ่งเหินทะยานเข้าหาเซินอู๋ไฮ่อย่างลี้ลับ
กลุ่มพลังงานสีดำหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน บางครั้งอาจเห็นใบหน้าบิด
เบี้ยวและพร่าเลือนอยู่ภายในกลุ่มพลังสีดำนี้ ชวนให้ผู้ที่พบเห็นหนาววูบ
ไปถึงไขสันหลัง
เซินอู๋ไฮ่ไม่กล้าประมาท ตวัดมือซัดลูกไฟสายหนึ่งเข้าปะทะ
ลูกไฟกับกลุ่มพลังงานสีดำกระแทกใส่กันอย่างรุนแรง จากนั้นถูก
ทำลายไปพร้อมกัน
เซินอู๋ไฮ่สีหน้ากลับกลายเป็นหนักอึ้ง มันคาดฝันไม่ถึงว่าผู้อื่นจะมีของ
วิเศษเช่นไผ่ทะเลศพ ทำให้การโจมตีของมันเพลี่ยงพล้าเล็กน้อย
จู๋จ้างเหล่าเหรินก็ไม่กล้าไม่ระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม มันไม่รู้สึกแปลก
ใจแม้แต่น้อย คนจากเทียนหวนไหนเลยจะรวบรัดธรรมดาได้?
ไม่ว่าการต่อสู้รอบข้างจะดุเดือดรุนแรงสักเท่าใด จั่วม่อที่อยู่ตรงกลาง
กลับเหมือนอยู่ในดวงตาพายุ เงียบสงบอย่างผิดปกติ
นี่อาจเป็นเพราะสามหยวนอิงพากันหยุดยั้งการโจมตีที่จะมุ่งเป้า
มายังจั่วม่อ พวกมันล้วนทราบกระจ่างแก่ใจ กุญแจสำคัญในการต่อสู้ครั้งนี้
ขึ้นอยู่กับการปะทะหักหาญระหว่างพวกมันทั้งสามเอง
นิ่งงันดุจหุ่นเชิด จั่วม่อไม่มีท่าทีน่าสงสัยที่จะดึงดูดความสนใจของ
พวกมัน
แต่ไม่มีผู้ใดทันได้สังเกตภายใต้หน้ากากที่ก้มต่านั้น ในเวลานี้ ดวงตา
ทั้งคู่พลันสาดประกายสุกใสผิดธรรมดาออกมา