สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 504 อานุภาพแห่งเทียนหวน (ตอนต้น)
สถานการณ์ต่อสู้สับสนวุ่นวายยิ่ง
ไผ่ทะเลศพในมือจู๋จ้างเหล่าเหรินเป็นสมบัติชั้นยอดชนิดหนึ่ง ขอ
เพียงโบกสะบัดจะปลดปล่อยลูกพลังสีดำออกมา ลูกพลังดำทมิฬแต่ละลูก
แฝงไว้ด้วยวิญญาณอาฆาตมากมายนับไม่ถ้วน ว่ากันว่าไผ่ทะเลศพจะงอก
งามเฉพาะในสถานที่ดุร้ายอำมหิต เช่นภายในทะเลแห่งซากศพ กลิ่นอาย
แห่งความตายอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์จะกลายเป็นของหล่อเลี้ยงบำรุงการ
เติบโตงอกงามของมัน
เซินอู๋ไฮ่ไม่เคยคาดฝันว่าจะได้พบเห็นอาวุธเวทอันทรงพลังเช่นนี้ใน
สถานที่เล็ก ๆ เยี่ยงอาณาจักรทะเลเมฆ
เพลิงยันต์ของมันซึ่งสามารถเรียกลมเรียกฝนได้ตลอดมา เผชิญหน้า
กับไผ่ทะเลศพต้นน้อย ๆ นี้ แทบไม่อาจแผลงฤทธิ์อันใดได้ ตรงกันข้าม
เก๋อไห่แม้มีพลังฝึกปรือสูงล้ากว่าจู๋จ้างเหล่าเหริน แต่แทบไม่ส่งผลคุกคาม
ต่อเซินอู๋ไฮ่
หลีซู่พลังฝีมือสูงเยี่ยมไม่น้อย ในฐานะศิษย์ฝ่ายใน มันแม้มีพลัง
ฝึกปรือเพียงด่านจินตัน แต่ในแขนเสื้อซ่อนเคล็ดลับนับไม่ถ้วน วงแหวน
ฟ้าวงน้อยแปรเปลี่ยนไม่มีที่สิ้นสุด
หลู่เจิ้นที่ด้านข้าง เมื่อเทียบกับหลีซู่กลับดูทุลักทุเลกว่ามาก มันแม้มี
พลังปราณเหนือล้ากว่าหลีซู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นเวทวิชาหรืออาวุธเวทที่ใช้
ออกมา ไหนเลยจะสามารถยกขึ้นเทียบกับศิษย์เอกฝ่ายในเช่นหลีซู่ได้
แต่ถึงกระนั้น พลังฝีมือของมันก็ยังเหนือล้ากว่าเหล่าจินตันอาณาจักร
ทะเลเมฆอยู่ก้าวใหญ่ มันแน่นอนว่าจัดอยู่ในหมู่จินตันที่ทรงพลังที่สุดสาม
อันดับแรก!
นี่คือความแตกต่างระหว่างสำนักใหญ่กับสำนักเล็ก ๆ ทั่วไป
ศิษย์สำนักใหญ่ไม่ว่าชี้ไปที่คนใด ล้วนสามารถเทียบเทียมได้กับเจ้า
สำนักของสำนักเล็ก ๆ ทั่วไป นี่เป็นเพราะรากฐานที่สั่งสมมานานหลายพัน
ปีของเหล่าสำนักใหญ่ พวกมันมีสมบัติทรัพยากรมากล้น มีเวทวิชาอันลึก
ล้า รวมถึงเหล่าครูบาอาจารย์ที่ทรงพลังอย่างน่าอัศจรรย์ นี่หมายความว่า
ลำพังจุดเริ่มต้นของพวกมันก็เหนือล้ากว่าซิวเจ่อทั่วไปมาก
พวกมันพอเริ่มเปิดฉากเข่นฆ่าสังหารกันจริง ๆ หลีซู่พลันสงบลง
การต่อสู้ไม่ได้ยากลำบากเท่าที่มันเคยคิดไว้ นอกเหนือจากไผ่ทะเล
ศพที่สร้างความตื่นตระหนกอยู่บ้าง พลังฝีมือของซิวเจ่ออื่น ๆ หาได้ทำให้
มันรู้สึกหนักใจไม่ พวกมันไม่ได้มีฝีมือเทียบเท่าการประลองฝีมือในสำนัก
ของมันด้วยซ้า
ในใจอดบังเกิดความภาคภูมิลำพองอยู่บ้างไม่ได้
นี่ยิ่งทำให้มันจิตใจผ่อนคลายมากขึ้น สำแดงพลังฝีมือออกมาจนถึง
ขีดสูงสุด วงแหวนฟ้าในมือมันแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง วิชาค่ายกลหลาก
ประเภทดุจโคมม้าวิ่ง หมุนคว้างอย่างเร่งร้อน สลับเปลี่ยนผันแปรไม่สิ้นสุด
เหล่าซิวเจ่อที่ถูกสะกดเอาไว้สีหน้าแตกตื่นสุดระงับ ความเข้มแข็ง
ของหลีซู่เหนือความคาดหมายของพวกมันมาก
อาศัยมันเพียงลำพัง ถึงกับสะกดข่มเจ็ดจินตันจนมือไม้ปั่นป่วน
ค่ายกลที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ประดุจเส้นด้ายที่มองไม่เห็นคอย
ควบคุมชักเชิดหุ่นเชิด บีบบังคับให้ผู้อื่นต้องคอยเหน็ดเหนื่อยกับการรับมือ
อย่างระมัดระวัง
หลีซู่ลงมืออย่างปลอดโปร่งเฉื่อยชา ไม่มีร่องรอยตึงเครียดกังวลให้
เห็น สมาธิจิตใจทั้งหมดของมันจดจ่ออยู่กับการต่อสู้เบื้องหน้า ไม่
จำเป็นต้องห่วงกังวลด้านผู้อาวุโส ไผ่ทะเลศพแม้ทรงพลังอำนาจ แต่ผู้ที่
สามารถรั้งตำแหน่งผู้อาวุโสแห่งเทียนหวนได้ ไหนเลยจะมีฝีมือเพียง
เท่านี้?
ที่สำคัญไปกว่านั้น หากกล่าวถึงอาวุธเวท จะมีสักกี่สำนักที่สามารถ
ยกขึ้นเทียบกับเทียนหวนได้?
มันมุ่งเน้นความสนใจส่วนใหญ่ไปยังบรรดาซิวเจ่อที่ไม่ทราบที่มา ใน
ความเห็นของมัน คนเหล่านี้จึงเป็นตัวแปรที่ไม่อาจคาดเดาอย่างแท้จริง
พวกมันมักจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหนือความคาดหมายได้โดยง่าย
แต่สิ่งที่ทำให้มันเบาใจอยู่บ้าง ก็คือคนเหล่านั้นล้วนต่อสู้เพียงเพื่อ
ตัวเองเท่านั้น
ดูเหมือนว่ามันจะต้องลงมือให้หนักกว่านี้ เร่งจัดการผู้คนจาก
อาณาจักรเมฆให้สิ้นซากไปเสียก่อนจะดีกว่า หลีซู่ดวงตาทอประกาย
อำมหิต ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด ในมือปรากฏระฆังสัมฤทธิ์ใบหนึ่ง ระฆังเล็ก
ใบนี้ดูไปเรียบง่ายธรรมดา ตัวระฆังสีเหลืองหม่นปกคลุมด้วยลวดลายยันต์
สลับซับซ้อน ตัดไขว้ไปมา คล้ายเส้นโลหิตมากมาย สร้างความหวาดสะ
พรึงให้แก่ผู้พบเห็นไม่น้อย
ระฆังลายโลหิตใบนี้ เป็นอาวุธเวทคุ้มกายที่ซือฟู่ประทานให้แก่มัน
ด้ามจับไม้หลีมู่12ที่ดูธรรมดาสามัญ แท้ที่จริงขัดเกลามาจากไม้หลีมู่
ขมพันปี ตัวระฆังหลอมสร้างขึ้นจากทองคำสัมฤทธิ์ที่หายากจำนวนสิบ
สามชนิด เมื่อครั้งที่ระฆังนี้หลอมสร้างเสร็จสมบูรณ์ บังเกิดเสียงระฆังดัง
กังวานไปทั่วหุบเขาถึงสามวันสามคืนกว่าจะสิ้นสุดลง
หลีซู่ปกติแล้วรักใคร่หวงแหนสมบัติชิ้นนี้ยิ่ง นอกเหนือจากการนำ
ออกมาประทับรอยประทับวิญญาณเป็นประจำทุกวันไม่เคยขาด มันไม่
ค่อยนำออกมาใช้ในการต่อสู้ บรรดาศิษย์อื่น ๆ ทราบว่ามันมีอาวุธเวทคุ้ม
กายอยู่ชิ้นหนึ่ง แต่ผู้ที่เคยเห็นกับตามีอยู่น้อยคนนัก
ในเวลานี้มันหมายปิดฉากการต่อสู้โดยเร็วที่สุด จึงจำต้องสำแดงยอด
อาวุธเวทคุ้มกายชิ้นนี้ออกมา!
แต่แล้วชั่วพริบตานี้เอง สังหรณ์อันตรายผุดขึ้นในใจอย่างกะทันหัน
ในครรลองสายตาของหลีซู่ จุดแสงประกายพลันแตกระเบิดออกมาโดยไม่
มีเค้าลางล่วงหน้า!
สังหรณ์อันตรายแรงกล้าปลุกเร้าจนหลีซู่ขนลุกเกรียว
12 ต้นหลีหรือต้นแพร์
สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง หลีซู่ดีดกายถอยกรูดอย่างไม่คิดชีวิต
พร้อมกันนั้นลำแสงสายหนึ่งพุ่งวาบออกจากวงแหวนฟ้า ปิดสกัดอยู่
ตรงหน้ามัน
ติง!
ค่ายกลยังไม่ทันจะสำแดงเดช พลันแตกสลายเหมือนเศษแก้ว
ท่ามกลางสะเก็ดแสงค่ายกลอันสับสน ลำแสงเย็นยะเยียบสายหนึ่ง
ทะลวงออกมาอย่างเงียบเชียบ แทงใส่ใบหน้าของหลีซู่อย่างเหี้ยมเกรียม
“นักฆ่าหน้ากาก!”
เป็นครั้งแรกที่ความหวาดกลัวฉายชัดออกมาบนใบหน้าของหลีซู่ มัน
พลันสำนึกเสียใจขึ้นมา บัดซบ! มันไฉนหลงลืมตัวอันตรายนี้ไปเสียได้?
ลำแสงเงียบสงบสายนี้ประหนึ่งหนอนไชกระดูก เกาะติดแนบแน่นไม่
ยอมห่าง พกพาเจตจำนงเย็นเยือกสะท้านขวัญวิญญาณ แทงใส่หว่างคิ้ว
ของหลีซู่อย่างแยบคาย
เสี้ยวพริบตาแห่งความคับขันเป็นตาย หลีซู่ไหนเลยยังมีเวลาไปสนใจ
เรื่องอื่น รีบเร่งเร้าพลังปราณไปยังระฆังลายโลหิตในมืออย่างคลุ้มคลั่ง!
ติง!
ทันใดนั้นคลื่นพลังงานสีแดงเลือดขุมหนึ่ง ยึดถือระฆังลายโลหิตเป็น
จุดศูนย์กลาง กวาดวาบออกในบัดดล!
จุดแสงประกายคล้ายตรวจพบความเปลี่ยนแปลง พลันเร่งความเร็ว
ขึ้นอย่างหักโหม แต่เมื่อปะทะกับคลื่นลำแสงสีเลือด ประกายแสงสว่างวาบ
บังเกิดเสียงเสียดแหลมระคายหู!
เห็นเงาร่างเลือนรางสายหนึ่งปรากฏกายขึ้นโดยไร้เสียง
เหตุเปลี่ยนแปลงนี้อุบัติขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป ซิวเจ่อรอบข้างไม่
ทันได้มีปฏิกิริยาใด คลื่นพลังสีเลือดพลันซัดเข้าถึงตัวพวกมันในชั่วพริบตา
ล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด
คลื่นลวดลายยันต์สีเลือดเมื่อกวาดผ่านร่างกายพวกมัน สีเลือดบน
ใบหน้าของพวกมันคล้ายถูกกวาดออกไปด้วย
พวกมันยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ ดวงตาเบิกค้างไม่ต่างจากหุ่นเชิด บน
ร่างกายไม่มีบาดแผลใด แต่ผิวหนังทุกส่วนที่เผยออกมาล้วนขาวซีดปนเทา
ไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย
คนที่เหลือหน้าเผือดสี พากันดีดกายถอยห่างจากระยะต่อสู้ของหลีซู่
อย่างลนลาน! อานุภาพของระฆังลายโลหิตขู่ขวัญพวกมันจนแทบขวัญหนี
ดีฝ่อตาย
คนผู้เดียวที่ไม่ล่าถอยคือนักฆ่าหน้ากาก มันไม่เพียงไม่ล่าถอย ยัง
สะอึกเข้าหาแทน ร่างของมันดุจกลุ่มเงาพร่าเลือน ยากจะค้นพบร่องรอย
แท้จริงได้
ทุกครั้งที่จุดแสงประกายแทงเข้าปะทะกับม่านแสงสีโลหิต ราวกับว่า
เสียดสีกับอากาศอย่างรุนแรง สว่างเจิดจ้าขึ้นอย่างฉับพลัน
สิ่งที่ผู้คนยากจะยอมรับได้ก็คือ จุดแสงประกายนั้นร้ายกาจสุดเปรียบ
ปาน กระทั่งชนชั้นหลีซู่ยังถูกไล่ต้อนจนแทบไม่อาจเงยหน้าขึ้น
เพียะเพียะเพียะ!
ทุกครั้งที่จุดแสงประกายจู่โจมเข้าปะทะกับม่านแสงสีเลือด มือที่ถือ
ระฆังลายโลหิตของหลีซู่คล้ายต้านทานไม่ไหว ต้องสะบัดเริดขึ้นทุกคราว
ไป
เงาร่างดุจภูตพรายของนักฆ่าหน้ากากเปลี่ยนตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา
โผพุ่งวนเวียนอยู่รอบกายหลีซู่ดุจวิญญาณร้ายตามพัวพัน คล้ายกำลังหา
โอกาสจู่โจมคร่าชีวิตในกระบี่เดียว
นี่ยิ่งเพิ่มแรงกดดันมหาศาลแก่หลีซู่ แรงสะเทือนที่ส่งผ่านจากระฆัง
เข้าสู่มือของมันหนักหน่วงดุดันยิ่ง แทบไม่อาจถือระฆังเอาไว้ได้!
กลิ่นอายของความตายอยู่ใกล้ยิ่ง แทบจะหายใจรดใบหน้ามันอยู่
รอมร่อ
สถานการณ์คับขันที่เฉียดใกล้ความตายถึงเพียงนี้ หลีซู่เพิ่งเคยเผชิญ
เป็นครั้งแรก มันได้แต่กัดฟันแน่น ยึดด้ามจับระฆังลายโลหิตเอาไว้อย่างสุด
ชีวิต พยายามควบคุมระฆังลายโลหิตในมือ
นักฆ่าหน้ากากจิตใจกลอกกลิ้งประเปรียวเหนือธรรมดา มันอาจคาด
คำนวณปริมาณพลังปราณของหลีซู่ได้แล้ว คิดควบคุมบังคับอาวุธเวท
ชั้นสูงเช่นระฆังลายโลหิต พลังปราณย่อมต้องสิ้นเปลืองไปด้วยระดับ
ความเร็วอันน่าตระหนก ดังนั้นมันโหมโจมตีไม่หยุดมือ ช่วยเร่งระดับ
ความเร็วในการสิ้นเปลืองพลังปราณของหลีซู่อีกทางหนึ่ง
ภายใต้การโจมตีเป็นพายุบุแคมของนักฆ่าหน้ากาก หลีซู่มือไม้
ปั่นป่วนขึ้นมา
“ศิษย์พี่!” หลู่เจิ้นเห็นหลีซู่ตกอยู่ในห้วงคับขัน รีบผละจากศัตรู
ตรงหน้า วงแหวนสีน้าเงินบนฝ่ามือยืดขยายอย่างรวดเร็ว พุ่งจู่โจมใส่นัก
ฆ่าหน้ากากอย่างเกรี้ยวกราด
เงาร่างภูตพรายของนักฆ่าหน้ากากหายวับไป จุดแสงประกายพลัน
ปรากฏขึ้นด้านหลังของหลู่เจิ้น ลำแสงสาดประกายวูบหนึ่ง แล้วหายวับไป
ดุจลูกธนูพุ่งหายไปในท้องฟ้า
ปัง!
เห็นชุดเกราะปราณบนร่างหลู่เจิ้นแตกระเบิดอย่างฉับพลัน ร่าง
สะท้านขึ้นอย่างรุนแรง แล้วยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ สองตาเบิกค้าง
บนทรวงอกของมันปรากฏหลุมเลือดขนาดเท่าปากชามหลุมหนึ่ง
“ศิษย์น้อง!” หลีซู่ถลึงตามองอย่างเคียดแค้น ในใจโศกศัลย์รันทด
อย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย
ระหว่างมันกับหลู่เจิ้นศักดิ์ฐานะแตกต่างกันอย่างมาก ความสัมพันธ์
ของพวกมันก็ปกติธรรมดา แต่ผู้อื่นในเมื่อตายเพื่อช่วยเหลือมัน ย่อมส่งผล
กระทบต่อหลีซู่อย่างรุนแรง รุนแรงจนไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้!
ใบหน้าหล่อเหลาของหลีซู่พลันปรากฏลมเลือดพลุ่งพล่านจนแดง
ฉาน
วงแหวนฟ้าของมันปลดปล่อยลำแสงมากมายนับไม่ถ้วน ลวดลาย
ยันต์พวยพุ่งออกจากวงแหวนฟ้าดุจสายน้าถาโถม ลวดลายยันต์สว่าง
เรืองรองเหล่านี้ มีจำนวนมากมายเสียจนบันดาลให้ผู้คนรู้สึกว่าไม่มีจุดจบ
สิ้น
หลีซู่ยืนนิ่งอย่างเคร่งขรึม สั่นระฆังลายโลหิตอย่างดุดัน พลางตวาด
ก้อง “วงแหวนฟ้าระฆังโลหิต!”
ลวดลายยันต์ที่ล่องลอยกลางอากาศ จู่ ๆ ผนึกแข็งตัว จากนั้นผสาน
รวมกัน ก่อเกิดเป็นวงแหวนแสงที่กลางอากาศ วงแหวนแสงนับร้อยถม
ซ้อนเป็นชั้นๆ กลายเป็นค่ายกลมหึมาชุดหนึ่ง เสียงระฆังดังกังวาน สอด
ประสานกับคลื่นสีเลือด สะท้อนสะท้านกลับไปกลับมาอยู่ภายในค่ายกล!
ชั่วพริบตานี้เอง วงแหวนแสงทั้งหมดแผดเสียงระฆังดังสนั่นลั่นโลก!
ตูม!
ทุกสิ่งทุกอย่างภายในระยะของค่ายกล ล้วนถูกบดขยี้เป็นเสี่ยง ๆ!
ซิวเจ่อบางคนไม่ทันหลบหนี ยังไม่ทันได้กรีดร้องก็ถูกฉีกกระชากเป็น
ผุยผง บรรดาซิวเจ่อที่ยืนตัวแข็งทื่อเหมือนหุ่นไม้เมื่อครู่ พากันสลาย
หายไปต่อหน้าต่อตา!
บังเกิดเสียงแค่นหนัก ๆ เสียงหนึ่งแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน จุดแสง
ประกายพลันเปลี่ยนเป็นทะลวงออกจากค่ายกล เห็นเงาร่างสายหนึ่งโถม
ทะยานตามลำแสงกระบี่ออกไปอย่างกระชั้นชิด!
ร่างนั้นปรากฏขึ้นวูบหนึ่งเหมือนเงาผี แล้วพลันหายวับไปต่อหน้าต่อ
ตาทุกผู้คน ไม่มีผู้ใดค้นพบร่องรอยของมันอีก
เพียะ!
ค่ายกลวงแหวนแสงประดุจหิมะถล่มทลาย แตกสลายอย่างสมบูรณ์
เลือนหายไปในอากาศ
หลีซู่โลหิตสายหนึ่งไหลปรี่จากมุมปาก สายตาเพ่งมองลงไปบนพื้น
เห็นแอ่งเลือดเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ตรงนั้น มุมปากแสยะยิ้มโดยไม่ตั้งใจ ในใจ
ลอบตื่นตระหนกสุดระงับ
วงแหวนฟ้าระฆังโลหิตเป็นท่าไม้ตายสุดยอดของมัน แต่กระทั่ง
กระบวนท่านี้ ยังไม่สามารถเอาชีวิตนักฆ่าหน้ากากได้
คนผู้นี้ช่างลึกล้าสุดหยั่งถึงโดยแท้!
หลีซู่ปาดเช็ดเลือดที่มุมปาก จัดแต่งอาภรณ์อันยับย่นให้เข้าที่เข้าทาง
ไม่แยแสสนใจซิวเจ่อที่หลงเหลืออยู่รอบข้างแม้แต่น้อย
ไม่มีผู้ใดกล้าโถมเข้ามาต่อสู้กับมันอีก
กระบวนท่าสุดยอดนี้ขู่ขวัญซิวเจ่อทั้งหมดจนขวัญหนีดีฝ่อ
ภายใต้กระบวนท่านี้ กระทั่งนักฆ่าหน้ากากยังแทบเอาชีวิตไม่รอด
บุรุษหนุ่มผู้นี้พลังฝีมือเข้มแข็งอย่างแท้จริง!
สมกับที่เป็นศิษย์แห่งเทียนหวน!
กระบวนท่าไม้ตายของหลีซู่ขู่ขวัญทุกผู้คนในวงต่อสู้ แต่ไม่มีผู้ใด
คาดคิดไปถึง ว่าสำหรับจั่วม่อผู้ก้มหน้าต่าและไม่เป็นที่สนใจของใคร กลับ
บังเกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง
มันรู้สึกว่าท่าไม้ตายของหลีซู่นี้ดูคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง นี่ไม่ใช่ค่ายกลวง
แหวนฟ้าสำเนียงจันทร์ที่สร้างชื่อให้แก่มันในแบบฉบับที่แข็งแกร่งขึ้น
หรอกหรือ? พลังของระฆังลายโลหิตนับว่าน่าหวาดหวั่นอยู่บ้าง แต่วง
แหวนแสงอันคุ้นตาเหล่านั้น ยามผสานรวมเข้าด้วยกันกลายเป็นท่าสังหาร
แทบจะคล้ายเหมือนกับค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์ไม่มีผิดเพี้ยน!
ที่แท้ค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์มีต้นกำเนิดจากเทียนหวน!
จั่วม่อทอดถอนด้วยอารมณ์ความรู้สึก แล้วพลันเบ้ปาก
จุ๊จุ๊ ก็แค่ของเล่นที่เหลือเดนจากเกอ… …
แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาขบคิดใคร่ครวญ มันล่วงรู้อยู่แล้วว่านักฆ่า
หน้ากากอยู่ที่นี่ด้วย ดังนั้นไม่ประหลาดใจแต่อย่างใด ในเวลาเช่นนี้ มัน
เพียงแค่อยากรู้ว่าระลอกคลื่นที่แทบสัมผัสไม่ได้จากแท่นเซ่นสรวงบูชายัญ
ที่แท้เป็นเรื่องราวใดกันแน่
มันย่อมปรารถนาให้การต่อสู้รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีแต่เป็น
เช่นนี้ มันจึงมีโอกาสให้ฉกฉวย
เซินอู๋ไฮ่บันดาลโทสะอย่างแท้จริง
การตายของหลู่เจิ้นไม่มีผลใดต่อมัน ศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่งพลีชีพไป
ไม่ควรค่าให้มันต้องเหลือบแล แต่ที่มันเดือดดาลก็คือ การปรากฏตัวเข้า
แทรกแซงของนักฆ่าหน้ากาก มันมัวแต่ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการรับมือสองเฒ่า
น่ารำคาญนี้ ทำให้หลีซู่แทบถูกคนฆ่าตาย!
ควรทราบว่าหลีซู่เป็นศิษย์ฝ่ายใน!
หากศิษย์ฝ่ายในตกตายต่อหน้าต่อตามัน มันแทบไม่อยากรู้ว่าจะต้อง
ทนฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์สักกี่ครั้ง แม้แต่ยามนี้ที่หลีซู่ได้รับบาดเจ็บบอบ
ช้าในเส้นลมปราณ รอจนพวกมันกลับไป ตาเฒ่าเหล่านั้นจะต้องพร่าบ่น
จนมันหูชาเป็นแน่
คิดถึงเรื่องนี้ เซินอู๋ไฮ่ผู้หยิ่งทระนงไหนเลยจะไม่พิโรธโกรธกริ้วได้?
“กับแค่ไผ่ทะเลศพเพียงเท่านี้ ก็คิดว่าจะสามารถเป็นคู่มือของเราผู้
เฒ่าได้หรือ?” เซินอู๋ไฮ่ตวาดอย่างดุดัน พลังปราณทะลักทลายออกมา
“ลองลิ้มรสเพลิงซ่อนเร้นว่างเปล่าของตาเฒ่าผู้นี้ดู!”
เปลวไฟโปร่งใสไร้สีสันพลันปรากฏขึ้นที่ใจกลางฝ่ามือของผู้อาวุโส
เซิน
ตูม!
ชั่วพริบตาที่เพลิงโปร่งใสปรากฏขึ้น ทุกผู้คนสะท้านใจอย่างพร้อม
เพรียง!
ในเวลานี้ จั่วม่อผู้สัมผัสถึงแรงดึงดูดบางอย่าง พลันลืมตาขึ้นมาอีก
ครั้ง!