สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 506 ฝูงลูกแกะขาว
ตง!
ท่วงทำนองทุ้มลึกคล้ายกลองรบดังขึ้นอย่างฉับพลัน กังวานก้อง
ออกมาจากส่วนลึกของวิหารเทพ สุ้มเสียงนี้แปลกพิสดารยิ่ง คล้ายเจาะ
ทะลวงเข้าไปในจิตใจผู้คนโดยตรง ท่วงทำนองประหลาดไม่ว่าผ่านไปยังที่
ใด ล้วนบันดาลให้เลือดเนื้อในร่างกายผู้คนไม่อาจควบคุมบังคับได้ สั่น
สะท้านขึ้นตามจังหวะในบัดดล
ทุกผู้คนกลายเป็นเงียบสงัดเสมือนตาย
ทุกการเคลื่อนไหว ทุกสรรพเสียง หลังจากเสียงคล้ายกลองรบนี้มาถึง
ล้วนหยุดชะงักขาดหายไป
ทุกผู้คนหยุดการกระทำทั้งหมดโดยไม่ได้ตั้งใจ หันมองไปยังส่วนลึก
ของวิหารเทพ ไม่ว่าผู้ใดก็ถูกสุ้มเสียงพิสดารที่มาอย่างกะทันหันนี้เขย่า
ขวัญสั่นประสาท กระทั่งสามหยวนอิงที่กำลังจะต่อสู้แลกชีวิต ยังเผยสี
หน้าตื่นตะลึง
ในท่วงทำนองของสุ้มเสียงที่ก้องกังวานมาจากวิหารเทพนี้ นำพาพลัง
อันยิ่งใหญ่ไพศาลอย่างเหลือเชื่อมาด้วย
ทุกผู้คนใบหน้าขาวเผือด
พลังขุมนี้ทั้งไพศาลและร้อนแรงเหมือนกระแสหินหลอมเหลวที่คลุ้ม
คลั่ง ดุจดั่งทะเลเพลิงเดือดพล่าน
เสียงใคนบางคนร้องอุทานอย่างตื่นตระหนก ทำลายสภาพเงียบสงัด
ดุจป่าช้านี้ไป
ถูกเสียงร้องนี้ดึงดูดความสนใจ ทุกผู้คนหันขวับไปมองเป็นตาเดียว
จากนั้นค่อยพบเห็นภาพอันน่าขนพองสยองเกล้าฉากหนึ่ง
เห็นลำแสงสีทองสายหนึ่ง ประดุจกระบี่ทองคำเล่มมหึมา แทงทะลุลง
มาจากความมืดมนเบื้องบนศีรษะของพวกมัน
เทียบกับลำแสงสีทองสายนี้ ไม่ว่ารัศมีแสงของเวทวิชาหรือค่ายกลใด
ที่กำลังสำแดงเดช ล้วนดูสลัวมัวหม่นลงทันตา แสงสีทองเจิดจรัสมาก
เกินไป บาดตามากเกินไป จนผู้คนไม่อาจมองดูตรง ๆ
ท่ามกลางรัศมีลำแสงสีทอง จั่วม่อกางแขนราวกับว่าคิดโอบกอด
ลำแสงสายนี้เอาไว้ ร่างอาบไปด้วยแสงสีทอง มีชั้นพลังงานสีทองโคจรอยู่
รอบกาย ภายใต้ลำแสงเจิดจรัส หน้ากากสัมฤทธิ์ดำทะมึนผิดธรรมดา เป็น
ตัวตนอันขัดแย้งกับแสงสว่างเป็นคนละขั้ว ประหนึ่งว่าเป็นเงามืดที่ลึกล้า
ไร้ก้นบึ้งก็มิปาน
แสงสีทองหนาแน่นเข้มข้นตกลงบนสองแขนที่แผ่ออกกว้างของ
จั่วม่อ ไหลเวียนไปตามลำแขนราวกับว่าเป็นของเหลวสีทองอันหยุ่น
เหนียว
จากนั้นลำแสงสีทองผนึกรวมตัวที่ปลายนิ้วของจั่วม่อ ค่อย ๆ สั่งสม
รวมรั้งจนใหญ่โตขึ้น เกิดเป็นหยดของเหลวสีทองหยดมหึมา แล้วสุดท้ายก็
หยดลงบนพื้น ของเหลวสีทองเมื่อหยดลงจากปลายนิ้ว ชั้นแสงสีทอง
ภายนอกกระจายตัวอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นจุดแสงประกายสีทอง ดูคล้าย
กลุ่มดาวระยิบระยับ
ของเหลวสีทองปริมาณมหาศาลหยดลงจากปลายนิ้วของจั่วม่อ ก่อ
เกิดริ้วแสงประกายทองหลายร้อยสาย คลับคล้ายขนนกทองคำที่เรียงราย
อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย งดงามตระการตาน่าดูชม
ทุกผู้คนล้วนปากอ้าตาค้าง
ตั้งแต่ต้นจนจบ นอกเหนือจากแวบแรกที่จั่วม่อปรากฎตัวต่อหน้า
พวกมัน ก็ไม่มีผู้ใดเหลือบแลจั่วม่อผู้ถูกล้อมกักเอาไว้อีกเป็นหนที่สอง ไม่
ว่ามองจากมุมใด คนผู้นี้เป็นแค่ปลาในร่างแห เป็นลูกแกะน้อยที่ชำระล้าง
จนสะอาดสะอ้าน เพียงรอคอยขึ้นเขียงและลงมีดสังหารเท่านั้น แต่คนที่
ลงมีดจะเป็นผู้ใด นั่นยังต้องดูว่าหมัดของผู้ใดแข็งแกร่งกว่า แต่ไม่ว่าจะ
อย่างไร ลูกแกะน้อยยังคงต้องประสบชะตากรรมเช่นเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง
จั่วม่อถูกปล่อยปละละเลย ทุกผู้คนไม่แยแสสนใจมันอย่างสิ้นเชิง
รอจนเมื่อลำแสงสีทองทะลวงลงมาจากฟากฟ้า ผู้คนพลันตระหนัก
ว่าลูกแกะน้อยตัวนี้หาได้ไร้พิษสงอย่างที่พวกมันคิดไม่
เซินอู๋ไฮ่ตอบสนองเป็นคนแรก ร้องตวาดอย่างกราดเกรี้ยว “รีบฆ่า
มัน!”
ตง!
เสียงที่สองกังวานขึ้นอย่างกะทันหัน สั่นสะเทือนไปถึงไขกระดูกของ
ผู้คน ขัดจังหวะเสียงตวาดอย่างเดือดดาลของเซินอู๋ไฮ่กลางคัน ท่วงทำนอง
เซินอู๋ไฮ่ร้อยไม่คิดพันไม่คิดว่าเรื่องราวยังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
เช่นนี้ได้ ต้องสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ไม่ได้ลงมือสังหารคนสวมหน้ากาก
ตั้งแต่ต้น การตัดสินใจผิดพลาดเพียงชั่ววูบ กลับทำให้มันต้องเผชิญกับ
สถานการณ์สิ้นหวังถึงเพียงนี้
หากก่อนหน้านี้มันเพียงข้องใจอยู่บ้าง ว่าคนสวมหน้ากากสัมฤทธิ์ผู้นี้
เป็นลูกหลานของชนเผ่าเทพสุริยัน ยามนี้มันก็แน่ใจในฐานะของอีกฝ่าย
อย่างเต็มที่แล้ว
ท่วงทำนองประหลาด ลำแสงสีทอง รวมถึงพลังที่ล้อมกักพวกมันทุก
คน เหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นอำนาจของวิหารเทพ
พลังอำนาจขุมนี้เข้มแข็งยิ่ง เข้มแข็งเสียจนบันดาลให้ผู้คนไม่
หลงเหลือความหวัง!
แต่เซินอู๋ไฮ่เมื่อเป็นผู้อาวุโสแห่งเทียนหวน ย่อมไม่ใช่คนที่จะละทิ้ง
ความหวังเพียงเท่านี้ มันยังคงต่อต้านขัดขืน ในหมู่ผู้คนทั้งหมด มันล่วงรู้
เรื่องวิหารเทพมากที่สุด พลังขุมนี้แม้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน เต็มไปด้วยพลา
นุภาพสยบใต้หล้า ลุกโชนเจิดจรัสอย่างไม่ออมรั้ง แต่มิใช่ว่าไม่มีช่องว่าง
รอยโหว่
พลังอันกล้าแกร่งราวกับดวงอาทิตย์แผดเผาเจิดจ้าอยู่กลางเวหา
เรืองรองเสียจนผู้คนไม่อาจจ้องมองตรง ๆ
แต่เซินอู๋ไฮ่ไม่ยินดีรามือรอรับการจับกุม พลังเผาผลาญนี้แม้ยากจะ
ต้านทาน แต่ภายใต้พลังอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรขุมนี้ มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย
ของการเผาผลาญโดยไม่คำนึงถึงค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายออกไป
วิหารเทพแห่งนี้กำลังจะถึงจุดสิ้นสุด เช่นนั้นพลังเผาผลาญนี้สมควร
เป็นร่องรอยของพลังเสี้ยวสุดท้าย… …
ตราบเท่าที่… …มันยืนหยัดต้านทานได้จนกว่าการเผาผลาญจะสิ้นสุด
ลง… …
มันจะยังคงมีโอกาสสายหนึ่ง!
ขอเพียงมีโอกาสแค่ชั่ววูบ เซินอู๋ไฮ่เชื่อมั่นว่าสามารถพลิก
สถานการณ์ได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้สืบเชื้อสายแห่งสุริยัน แต่มันไม่เชื่อ
ว่าผู้อื่นสามารถควบคุมวิหารเทพ
เนื่องเพราะการกระทำเช่นนั้น จะต้องใช้พลังเทพ!
ผู้อื่นต่อให้เป็นเชื้อสายแห่งสุริยันผู้หนึ่ง แต่ย่อมไม่มีทางฝึกปรือพลัง
เทพสำเร็จ บัดนี้ไม่มีดินแดนใดยังหลงเหลือพลังเทพ วิธีการฝึกปรือพลัง
เทพทั้งมวลล้วนหายสาบสูญไปในกองฝุ่นธุลีแห่งประวัติศาสตร์ เมื่อไม่มี
พลังเทพ ต่อให้วิหารเทพยอมรับมัน แต่แน่นอนว่าไม่อาจควบคุมวิหาร
เทพได้
นี่เป็นเพียงการดิ้นรนก่อนตายของวิหารเทพเท่านั้น
เซินอู๋ไฮ่พลันสงบใจลง
แต่แล้วทันใดนั้นเอง สายตามันชะงักค้าง ร่างแข็งทื่อ หนาววูบไปถึง
ขั้วหัวใจ
เห็นคนผู้สวมใส่หน้ากากสัมฤทธิ์ขยับเคลื่อนกายอย่างกะทันหัน
ภายใต้หน้ากากที่ซ่อนอยู่ในเงามืดเปล่งเสียงห้วนกระด้างดิบเถื่อนออกมา
ร่างบิดไหวราวกับอสรพิษ กลายเป็นท่วงท่าสภาวะอันแปลกพิกล
แผงขนนกทองคำที่ประกอบขึ้นจากเศษริ้วพลังงานสีทองสาดซัด
ออกไปในอากาศตามปลายนิ้วของจั่วม่อ กรีดวาดเป็นเส้นสายอันลี้ลับ
คลุมเครือ ยากจะเข้าใจได้
พลังที่แปลกพิสดารสุดบรรยายพลันแผ่กระจายออกมาเป็นระลอก
เซินอู๋ไฮ่ที่เพิ่งจะสงบใจลงได้แท้ ๆ ยามนี้ถลึงตามองจั่วม่อราวกับพบ
พานผีสาง
นี่… …นี่… … นี่มัน… …
พลังเทพ!
นี่คือพลังเทพ!
พลังเทพ… …เป็นไปได้อย่างไรกัน… ….จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!
เซินอู๋ไฮ่ร่างกายไม่อาจขยับเคลื่อนไหว จิตใจยังขาวว่างเปล่าอย่าง
สิ้นเชิง การค้นพบอันน่าตระหนกนี้ สำหรับมันไม่ต่างจากฟ้าผ่าในวันที่
อากาศแจ่มใส!
นี่คือความคิดสุดท้ายของมัน
ลำแสงพลันสาดซัดลงมาจากฟ้า กลืนกินมันลงไปอย่างสมบูรณ์ มัน
รู้สึกสายตากระจ่างจ้า ขาวพร่างดุจหิมะ จากนั้นสติดับวูบไปทันที
ลำแสงหลายสิบสายสาดพุ่งลงมาจากวิหารเทพ ทุกผู้คนถูกแสงสีทอง
กักเอาไว้ ซิวเจ่อทั้งหมดล้วนถูกจับกุม ไม่ว่าจะมีพลังบำเพ็ญเพียรอยู่ใน
ระดับใด ล้วนสีหน้าแข็งค้างราวกับกลายเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง
ถึงตอนนี้จั่วม่อค่อยหยุดยั้งลง พลังงานสีทองบนร่างสลัวเลือนรางลง
มาก อ่อนจางจนคล้ายจะสลายไปได้ทุกเมื่อ
“ฮ่า ฮ่า… …ฮั่ก!”
เสียงหัวร่อแหบพร่าดังลอดออกมาจากหลังหน้ากาก แต่แล้วก็
เปลี่ยนเป็นเสียงสูดลมหายใจแรง ๆ จั่วม่อเผยอยิ้มอย่างยากลำบาก มัน
อยากจะหัวร่อให้สุดเสียง แต่กล้ามเนื้อทุกส่วนล้วนเจ็บปวดบอบช้าไปหมด
?
มองไปยังกลุ่มคนที่ยืนนิ่งงันเหมือนรูปปั้นตรงหน้ามัน จั่วม่อสีหน้า
พิกลยิ่ง คล้ายจะหัวร่อก็ไม่ใช่ จะทอดถอนใจก็ไม่เชิง
ลำแสงเหล่านี้คือพลังป้องกันของวิหารเทพ พวกมันสามารถตรึงร่าง
ของศัตรูและสะกดสติสัมปชัญญะของศัตรูเอาไว้ ทรงอานุภาพอย่างน่า
แตกตื่นสะท้านใจ จั่วม่อเมื่อสัมผัสถึงระลอกพลังงานที่มาจากแท่นเซ่น
สรวงบูชายัญ มันก็เอาแต่ครุ่นคิดถึงสัญญาณลี้ลับที่มาจากแท่นเซ่นสรวงนี้
ในสถานการณ์ที่ต้องตายอย่างแน่นอนเช่นนี้ จั่วม่อไม่มีทางเลือกอื่นใด ได้
แต่ทุ่มเทสื่อสารกับแท่นเซ่นสรวงโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด
มันไม่ได้คาดฝันว่าจะทำสำเร็จจริง ๆ!
ทันทีที่สื่อสารสำเร็จ จั่วม่อพลันเข้าใจในบัดดล ว่าไฉนแท่นเซ่นสรวง
บูชายัญจึงได้ส่งสัญญาณออกมา
หลังจากถูกผนึกมานานนับหมื่นปี การปรากฏขึ้นอีกครั้งของวิหาร
เทพ เป็นเหตุให้พลังงานที่หลงเหลือถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว
วิหารเทพหลงเหลือพลังงานเพียงส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ เท่านั้น
หากจั่วม่อไม่ได้เข้าแทรกแซง พลังงานเสี้ยวสุดท้ายนี้จะใช้เพื่อเผา
ผลาญวิหารเทพให้กลับคืนสู่เถ้าธุลีในท้ายที่สุด ระลอกคลื่นที่แผ่ออกมา
จากแท่นเซ่นสรวง เป็นสัญญาณเตือนก่อนการดับสูญของวิหารเทพนั่นเอง
แต่จั่วม่อผู้ตกอยู่ในห้วงอันตรายถึงชีวิต เมื่อประสบความสำเร็จใน
การสื่อสารกับแท่นเซ่นสรวง ก็เปลี่ยนไปใช้พลังงานเสี้ยวสุดท้ายนี้ทำการ
โจมตีอันร้ายกาจคราหนึ่ง!
พลังอำนาจแห่งวิหารเทพกล้าแข็งสุดเปรียบปาน ต่อให้เป็นเพียงเศษ
เสี้ยวสุดท้าย ยังคงไม่ใช่สิ่งที่ปุถุชนเช่นเซินอู๋ไฮ่กับพวกจะสามารถ
ต้านทานได้
ลำแสงที่ช่วยชีวิตจั่วม่อนี้มีนามว่า ‘ลำแสงสะกดใจอีกาทองคำ’ เป็น
พลังป้องกันที่ร้ายกาจที่สุดของวิหารเทพ ผู้ที่ถูกลำแสงสะกดใจอีกา
ทองคำจู่โจมใส่ จะสูญสิ้นสติสัมปชัญญะ กลับกลายเป็นร่างหุ่นแข็งทื่อตัว
หนึ่ง
ทว่าลำแสงสะกดใจอีกาทองคำนี้ไม่มีพลังสังหารศัตรูโดยตรง ยิ่งไป
กว่านั้น หากร่างกายของคนเหล่านี้เกิดความเสียหาย พวกมันจะตื่นขึ้นจาก
การถูกสะกดทันที ขอเพียงพวกมันรู้สึกตัว ชนชั้นหยวนอิงเช่นเซินอู๋ไฮ่
สามารถสังหารจั่วม่อได้ในชั่วพริบตาที่มันฟื้นคืนสติ โดยทั่วไปวิธีการที่
วิหารเทพมักใช้จัดการกับศัตรูที่ถูกพลังนี้สะกดเอาไว้ คือการโยนพวกมัน
เข้าไปในแดนผลาญเทพ ปล่อยให้พวกมันถูกแผดเผาจนตาย
นี่หมายความว่า ในยามนี้มันไม่มีปัญญาปลิดชีวิตคนเหล่านี้ได้… …
จั่วม่อรู้สึกเศร้าเสียดายอยู่บ้าง แต่แล้วดวงตาพลันสว่างวาบ หัวร่อ
เสียงพิกลออกมา แน่นอน หลังจากเสียงหัวร่อก็ต้องตามมาด้วยเสียงสูดลม
หายใจอย่างเจ็บปวด
มันพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวด พาร่างอันบอบช้ามาถึงเบื้อง
หน้าเซินอู๋ไฮ่
มองดูเซินอู๋ไฮ่ที่นิ่งงัน จั่วม่อดวงตาร้อนผ่าว เต็มไปด้วยความละโมบ
หิวกระหาย เริ่มตรวจค้นไปทั่วร่างเซินอู๋ไฮ่อย่างรวดเร็ว
ชุดเกราะปราณ แหวนมิติ อาวุธเวท… …
ความลิงโลดยินดีที่มีต่อการการปล้นชิงสินสงคราม ทำให้จั่วม่อหลง
ลืมความเจ็บปวดไปเสียสิ้น ภายใต้ฝีมืออันถนัดจัดเจนถึงที่สุด เพียงชั่วอึด
ใจเดียว มันก็กวาดทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเซินอู๋ไฮ่อย่างราบคาบหมดจด
เรียกได้ว่าหมดจดหมดสิ้นแล้วจริง ๆ… …จั่วม่อกระทั่งเสื้อผ้าชั้นในยัง
ไม่หลงเหลือไว้ให้อีกฝ่าย!
เสื้อผ้าอาภรณ์เหล่านี้เป็นของดี!
ดวงตาอันแหลมคมของจั่วม่อเป็นประกายขึ้นมาทันที
หรูหราเหลือเกิน อา ช่างหรูหรายิ่งนัก!
ใช้กระแสเมฆรินไหลระดับห้าถักทอเป็นพื้นฐาน ผสมผสานด้วยขน
นกของวิหคโลหิตครวญคร่า มีค่ายกลทักษะยุทธ์สามชุด ‘หล่อเลี้ยง’
‘สร้างเสริม’ และ ‘ทนทาน’ เสื้อผ้าชุดนี้สามารถขายได้สองร้อยชิ้นจิงสือ
ระดับห้าอย่างแน่นอน
สองร้อยชิ้นจิงสือระดับห้า!
เจ้าไม่อาจโทษว่าเกอจริง ๆ!
จั่วม่อยิ้มกว้าง สองมือยิ่งพลิกพลิ้วรวดเร็วขึ้นอักโข
คนเหล่านี้หากไม่ใช่สุดยอดฝีมือก็เป็นผู้นำของขุมกำลังท้องถิ่น ในหมู่
พวกมันผู้ใดไม่มั่งคั่งร่ารวย?
ไผ่ทะเลศพ ไข่มุกหยินหยางไร้จำกัด ระฆังลายโลหิต… …
สองมือของมันรวดเร็วถึงขีดสุด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันกระทำเรื่อง
เช่นนี้ ประสิทธิภาพในการรูดทรัพย์นับว่าสูงส่งเหนือคนทั่วไปมาก
กระทั่งนักฆ่าหน้ากากที่น่าสงสารยังไม่อาจรอดพ้นชะตากรรม
หลังจากรับบาดเจ็บภายใต้การจู่โจมถวายชีวิตของหลีซู่ มือสังหารที่ร้าย
กาจผู้นี้กลับไม่ได้หลบหนีไปไหนไกล ยังคงลอบย่องเข้ามาใกล้ เร้นกายอยู่
ในเงามืด จิตเจตนาของมันย่อมเห็นได้ชัด มันกำลังเฝ้ารอโอกาสลงมือหวัง
ผลในจังหวะเวลาที่สำคัญที่สุด
แต่สำหรับวิหารเทพ ทุกผู้คนนอกจากจั่วม่อล้วนเป็นศัตรู นักฆ่า
หน้ากากแม้สามารถหลบซ่อนตัวจากหูตาของผู้คน หรือยังจะสามารถตบ
ตาวิหารเทพได้? ดังนั้นถูกลำแสงสะกดใจอีกาทองคำกักตัวเอาไว้เช่นกัน
สำหรับตัวประหลาดที่เกือบจะส่งมันไปโลกหน้าผู้นี้ จั่วม่อเต็มไปด้วย
ความเคียดแค้นชิงชัง ไม่จำเป็นต้องว่ากล่าวมากความ มันลงมือลอกคราบ
อีกฝ่ายจนสะอาดสะอ้าน แม้แต่หน้ากากขาวอันเป็นป้ายยี่ห้อของผู้อื่นยัง
ไม่ละเว้น
เพียงชั่วเวลาไม่นานนัก ภายในวิหารเทพก็หลงเหลือแต่บรรดาหุ่นปั้น
เปลือยเปล่าโล่งโจ้งกลุ่มหนึ่ง พวกมันถูกทิ้งให้อวดผิวขาวสะอาดสะอ้าน
อยู่กลางวิหาร ราวกับฝูงลูกแกะขาวที่เพิ่งถูกถอนขนจนหมดสิ้น
“ฮ่า สบายตาน่าดูชมนัก!”
จั่วม่อเต็มไปด้วยความลิงโลดลำพอง รีบแล่นจากไปในบัดดล ลำแสง
สะกดใจอีกาทองคำอาจเหลือช่วงเวลาสำแดงพลังอีกไม่นานแล้ว
ท่านทั้งหลาย ขออำลาไปก่อน! ขอให้โชคดี!
เมื่อจั่วม่อมุดผ่านอาณาจักรลับแมกไม้ขจีกลับมาถึงเกาะเต่า ก็เป็น
เวลาที่วิหารเทพถล่มทลายลงเหมือนขอนไม้ผุพังพอดี เห็นเมฆฝุ่นมหึมา
ฟุ้งตลบ ทว่าเมฆฝุ่นยังไม่ทันกระจายตัว เพลิงผลาญพลันปะทุขึ้นจากส่วน
ลึกใต้พื้นโลกกลืนกินวิหารเทพทั้งหลังลงไป
ผู้คนที่เฝ้าชมดูความสนุกสนานพากันร้องอุทานอย่างแตกตื่น
เซินอู๋ไฮ่รู้สึกว่าฝ่ามือเจ็บแปลบ พลันฟื้นคืนสติในบัดดล
ไฟ?
?
ไฉนมันอยู่ในทะเลเพลิง
ท่ามกลางความงุนงงสับสน มันหนีตายออกจากทะเลเพลิงตาม
สัญชาตญาณ ไม่มัวเสียเวลากล่าวคำใด รีบเร่งเร้าพลังปราณ ทะยานร่าง
ขึ้นสู่ท้องฟ้าในบัดดล
กลางเวหา เซินอู๋ไฮ่รู้สึกร่างกายเย็นวาบอย่างแปลกประหลาด ทำให้
สติเริ่มกลับมาแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง
ร่างกายมันรู้สึกเย็น ๆ โล่ง ๆ … … เป็นความรู้สึกที่แปลกพิกลยิ่ง… …
ยังไม่ทันจะได้ขบคิดใคร่ครวญให้ดี ในเวลานี้เอง วู้ม วู้ม วู้ม เงาร่าง
หลายสายทยอยพุ่งออกมาจากวิหารเทพ ผู้คนสิบกว่าคนปรากฏกายขึ้น
ใกล้ ๆ มัน
คนเหล่านี้ล้วนร่างส่ายโงนเงน สะบัดหน้าเร่า ๆ สีหน้าสับสนงงงวย
เล็กน้อย
เซินอู๋ไฮ่พอเห็นเงาร่างเหล่านั้นชัดตา พลันนิ่งขึงตะลึงลานอยู่กับที่ สี
หน้ากลายเป็นแปลกพิกลยิ่ง มันไม่ว่ามองไปยังที่ใด ก็พบเห็นร่างบุรุษ
เปลือยเปล่าขาวโพลน คนเหล่านี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สวมใส่เสื้อผ้า ไม่มีผ้าผ่อน
ติดกายแม้แต่ชิ้นเดียว
รอประเดี๋ยวก่อน… … ความรู้สึกเย็นวาบ ๆ … …
เซินอู๋ไฮ่ก้มลงมองตัวเอง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวคล้า อัปลักษณ์สุดทน
ดู สิ่งที่ปรากฏขึ้นเต็มตาของมันก็คือผิวหนังเรียบลื่นขาวโพลน ร่างกาย
ของมันเองก็เปลือยเปล่าโล่งโจ้ง อวดทุกอณูรูขุมขนอยู่กลางอากาศ
มันรู้สึกศีรษะลั่นอึงอล
เหล่าผู้ชมเงียบกริบดุจป่าช้า เซินอู๋ไฮ่กวาดตามองพวกมันอย่าง
รวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าทุกผู้คนล้วนตะลึงลานจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
สายตานับไม่ถ้วนจ้องเขม็งมายังร่างโล่งโจ้งของมันเป็นตาเดียว… …
สายลมเหน็บหนาวยิ่ง… …
เสียงหัวร่อพลันระเบิดออกมาอย่างคลุ้มคลั่งดุจสายน้าถาโถม
เอื้อ!
เซินอู๋ไฮ่รู้สึกลำคอหวานวูบ โลหิตฉีดพ่นออกจากปาก ร่างส่ายโงนเงน
ร่วงลิ่วลงไปยังทะเลเพลิงเบื้องล่าง
“ผู้อาวุโส!”
สุ้มเสียงอ่อนระโหยระคนตื่นตระหนกของหลีซู่ดังแว่วมาแต่ไกล เห็น
ร่างขาวโพลนสายหนึ่งสาดพุ่งเข้ามาหามันอย่างร้อนรน แต่ภาพเหล่านั้น
ในสติสัมปชัญญะที่ดับวูบลงอีกครั้งของเซินอู๋ไฮ่ดูพร่าเบลอเลือนรางยิ่ง
แต่จะอย่างไร การลบล้างรอยประทับวิญญาณหาใช่เรื่องยากลำบาก
สำหรับจั่วม่อไม่ มันมีเปลวไฟลายชั้นมหาทิวา มีหยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียว
และมีพลังเทพ ไม่ว่าของวิเศษชิ้นไหนในสามชิ้นนี้ ก็สามารถลบล้างรอย
ประทับวิญญาณได้ทั้งสิ้น
สิ่งที่มันต้องหาหนทางแก้ไขให้ได้เป็นอันดับแรก กลับเป็นอีกปัญหา
หนึ่ง …นั่นคือหาวิธีป้องกันไม่ให้ผู้อื่นหามันพบ
เล่าลือกันว่าเทียนหวนมีซิวเจ่อที่เชี่ยวชาญวิชาพยากรณ์อยู่มากมาย
คนเหล่านี้อาจมองเห็นมันผ่านการทำนายชะตาได้ เมื่อสูญเสียสมบัติ
สำคัญมากมายถึงเพียงนี้ เทียนหวนแน่นอนว่าจะไม่ยอมกล้ากลืนโทสะ
ของพวกมัน มิเพียงไม่ยอมกล้ากลืน เทียนหวนมีแต่จะแก้แค้นอย่าง
โหดเหี้ยมดุดันกว่าเดิม เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้คนทั้งหมด ว่าผู้ที่กล้า
เป็นศัตรูกับเทียนหวนจะต้องเผชิญกับผลสุดท้ายเช่นไร
จั่วม่อไม่คิดเป็นไก่ที่ถูกเชือดเพื่อข่มขวัญวานร มันต้องซ่อนเร้น
ร่องรอยทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา
เคราะห์ดีที่มันมีผูเยา
“วิธีรบกวนการทำนาย?”
จั่วม่อรีบพยักหน้าระรัว “ใช่แล้วใช่แล้ว”
ผูเยาจู่ ๆ หันไปถามเว่ย “เจ้ามีวิธีการใดบ้างหรือไม่?”
?” จั่วม่อถามอย่างไม่แน่ใจ มัน
สงสัยว่าใช่ฟังผิดพลาดไปหรือไม่
“ใช่” เว่ยตอบอย่างจริงจัง “ข้าล่วงรู้เพียงวิธีเดียว”
จั่วม่อหันขวับไปมองผูเยาอย่างไม่รีรอลังเล ล้อข้าเล่นหรือไร ดวง
วิญญาณของชนชั้นหยวนอิง ต่อให้มีมันสิบคนยังไม่อาจฆ่าหยวนอิงผู้หนึ่ง
ได้
ผูเยาแย้มยิ้มอย่างเฉิดฉัน จั่วม่อจู่ ๆ บังเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที
“ประเสริฐยิ่ง ข้าชมชอบการค้าที่มีผู้ขายเพียงคนเดียว ข้าต้องการ
ราคาที่ดีงาม” รอยยิ้มแหลมคมและชั่วร้ายของผูเยาทำเอาจั่วม่อถึงกับขน
ลุกเกรียว
ราคาที่ดีงาม… …
“ครั้งนี้เจ้าได้ของดีมาไม่น้อยทีเดียว โอ้ กระดูกเหล่านั้นไม่เลวจริง ๆ
น่าเสียดาย… …” ถ้อยคำของผูเยาเต็มไปด้วยความเศร้าเสียดาย
จั่วม่อสะดุ้งสุดตัว ทราบว่าผูเยากำลังกล่าวถึงโครงกระดูกที่มันพบใน
แดนผลาญเทพ เจ้าผู้นี้ถึงกับลอบเล็งเป้าหมายเอาไว้แล้ว ที่แท้กระดูก
เหล่านั้นเป็นของดีที่สุดในบรรดาสมบัติที่มันได้รับในครั้งนี้! เจ้าอสูรเฒ่า
ต้องการกระดูกหยกดำจริง ๆ?
จั่วม่อขบกรามแน่น รีบพยักหน้าแรง ๆ “ตกลง!”
“ช่างรวบรัดหมดจดนัก!” ผูเยาชมเชยคำหนึ่ง แต่ใบหน้าหล่อเหลาไม่
แสดงอารมณ์ความรู้สึกใด ตวัดมือซัดลูกกลมแสงให้จั่วม่อดวงหนึ่ง “รับ
ไว้”
จั่วม่อรับลูกกลมแสงเอาไว้ทันควัน วิธีการแปลก ๆ หลายชนิดไหลบ่า
เข้ามาในใจมัน
มันไม่พูดพล่ามทำเพลง รีบออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก เริ่มศึกษา
ค้นคว้าอย่างเร่งด่วน ถึงตอนนี้มันไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่ชั่วครู่ชั่วยาม
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้มันต้องแข่งกับเวลา ต้องเตรียมพร้อมป้องกันตัวให้
เสร็จสิ้นเสียก่อน ต้องหลีกเลี่ยงจากเภทภัยโดยเร็วที่สุด หากมันมัวแต่
ล่าช้า ถึงตอนนั้นไม่ว่าความพยายามใดล้วนสายเกินไป
ในทะเลแห่งจิตสำนึก เว่ยพลันแย้มยิ้มอ่อนโยน “ฝีมือเจรจาการค้า
ของเจ้าไม่เลวเลย ดูเหมือนว่าข้าต้องร่าเรียนจากเจ้าเสียบ้าง”
“ถูกของเจ้า” ผูเยาขยิบตาสีเลือดให้ทีหนึ่ง สีหน้าโอ่อ่าเที่ยงธรรมยิ่ง
ไม่มีร่องรอยเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายแม้แต่น้อย
ทั้งสองสบตากันวูบ จากนั้นต่างแยกย้ายหายวับไปคนละทาง
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง
หนานเยว่คร่าเคร่งฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง ดวงตาหลับพริ้ม สีหน้าจดจ่อ
รวมรั้ง สองมือจรดอยู่เคียงกัน ราวกับว่านางกำลังถือคันธนูที่มองไม่เห็น
คันหนึ่ง ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ของนางรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วดุจ
ติดปีกบิน ระดับความก้าวหน้าของนางอาจเรียกได้ว่า หนึ่งวันเดินทางเป็น
พันลี้
ภาพรอบกายนางแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง สองมือของนางก็เปลี่ยน
ตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา แต่สองมือของนางคล้ายมีสายใยบางเบาเชื่อมโยง
เอาไว้ด้วยกันเสมอ
จิตสำนึกของนางพิเศษเฉพาะยิ่ง ประดุจคลื่นน้าที่มองไม่เห็นแผ่
กว้างออกไปไม่รู้จบ เมื่อคลื่นน้ากระทบถูกศัตรู จะส่งผ่านข้อมูลอย่าง
ละเอียดกลับมาหานางอย่างรวดเร็ว
ภาพรอบข้างยังคงแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง เต็มไปด้วยภาพจริงภาพลวง
ที่ยากจะแยกแยะออกจากกันได้
ท่ามกลางศาสตร์อสูรจริงลวงเหล่านี้ หนานเยว่ต้องหาเป้าหมาย
แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ภายในนั้นให้พบ
นางย่อมไม่ได้ฝึกปรือเช่นนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งความจริงนางถูกกักขังไว้
ในภาพมายาแทบทุกวัน
นับตั้งแต่พวกนางถูกฝากฝังไว้ภายใต้การสั่งสอนของผูเหล่าซือ ทุก
คนก็ต้องเผชิญกับการฝึกฝนอันแปลกประหลาดทุกชนิด หลายคนแอบบ่น
อย่างไม่พอใจ การฝึกฝนของผูเหล่าซือมักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่สิ่ง
ที่ทำให้ผู้คนบ่นว่าตำหนิ ก็คือทุกการฝึกฝนของผูเหล่าซือนั้นยากเย็นแสน
เข็ญยิ่ง ผูเหล่าซือยังอารมณ์แปรปรวนยิ่ง หากพวกมันไม่สามารถเสร็จสิ้น
การฝึกอย่างสมบูรณ์ ผลสุดท้ายของพวกมันจะเลวร้ายสุดคาดคิด หลาย
คนจึงอดขุ่นเคืองใจไม่ได้
แต่หนานเยว่ไม่เคยมีโทสะแม้แต่น้อย
พลังฝีมือของผูเหล่าซือเหนือล้ากว่ายอดฝีมือทุกคนที่นางเคยพบเห็น
มาก่อน บรรดาเหล่าซือในตำหนักศาสตร์อสูรเมื่อเทียบกับผูเหล่าซือ เรียก
ได้ว่าห่างไกลกว่าหนึ่งแสนแปดพันลี้ ภาพมายาที่ใช้สำหรับฝึกปรือทั้งหมด
ในที่นี้ ผูเหล่าซือเพียงโบกมือคราเดียวก็สร้างเสร็จสิ้น ฝีมือศาสตร์อสูรอัน
เลิศพิสดารถึงเพียงนี้ ผู้คนก็ได้แต่ตะลึงลานจนวิญญาณแทบหลุดลอยแล้ว
มีเหล่าซือที่ล้าเลิศถึงเพียงนี้คอยชี้แนะพวกมัน ยังจะให้พวกมัน
คาดหวังสิ่งใดอีกเล่า
หนานเยว่มิเพียงไม่เกียจคร้านสันหลังยาว ยังขยันขันแข็งมาก
กว่าเดิม นางทราบกระจ่างแก่ใจว่าโอกาสที่หายากนี้เป็นเช่นไร!
นางไม่ใช่คนเดียวที่ล่วงรู้ หมิงเจวี๋ยจื่อ คังเจ๋อและคนอื่น ๆ ก็ล้วน
ทราบดีแก่ใจ พากันฝังศีรษะอยู่กับการฝึกปรืออย่างคร่าเคร่ง ด้วยเกรงว่า
จะพลาดโอกาสอันดีงามนี้ไป เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลคังถึงกับกวดขัน
สมาชิกตระกูลคังอย่างเข้มงวด ผู้ที่ไม่ทุ่มเทฝึกปรืออย่างหนักจะถูกลง
ทัณฑ์ตามกฏของตระกูล
การที่เลือกกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างมาทำเป็นพื้นที่ฝึกปรือ
แท้ที่จริงเกิดจากความอับจนปัญญา โชคดีที่กระดานหมากรุกสัตว์ร้าย
แดนร้างกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นมุมพื้นที่ที่พวกมัน
ครอบครอง ผู้ที่สามารถมองผ่านภาพมายาของผูเยามีอยู่น้อยนิดจนน่า
เวทนา และคนเหล่านี้ย่อมไม่มีกิจธุระอันใดให้ต้องมาเยือนกระดานหมาก
รุกสัตว์ร้ายแดนร้างเสียด้วย
เวลานี้เอง ผูเยาปรากฏตัวขึ้นในกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง
เหมือนเช่นทุกวัน
“มาตรฐานย่าแย่จริง ๆ!” ผูเยากวาดตามองบรรดาอสูรที่กำลัง
ฝึกปรือ อดขมวดคิ้วอย่างขุ่นข้องไม่ได้
มันย่อมมีคุณสมบัติพอให้ประเมินเช่นนี้ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ก็อดนึกถึง
ค่ายเว่ยไม่ได้ อารมณ์จึงยิ่งขุ่นมัวลงกว่าเดิม ในสายตามันฝีมือของค่ายเว่ย
ไม่ได้สูงเยี่ยมกระไรนัก แต่เมื่อเทียบกับสามเณรน้อยเหล่านี้ พวกมันยัง
นับว่าดีกว่ามาก
เวลานี้ค่ายเว่ยตกอยู่ในมือของเว่ย เมื่อถูกหลอกลวงมาครั้งหนึ่ง ผูเยา
ย่อมไม่ยินยอมพร้อมใจ ดังนั้นทุ่มเทความคิดจิตใจอยู่ที่หนานเยว่กับพวก
เว่ยไม่สามารถผ่านเข้ามาในคุกสิบนิ้วได้ จึงไม่อาจรู้เห็นสิ่งที่ผูเยากระทำ
อยู่ในนี้
พอคิดเช่นนี้ ผูเยาอารมณ์ผ่องใสขึ้นเล็กน้อย
แต่เมื่อเห็นตัวโง่งมเหล่านี้ฝึกปรือสิ่งที่ในสายตามันเรียกได้ว่าเป็น
ศาสตร์อสูรขั้นพื้นฐานที่สุดอย่างงุ่มง่ามเงอะงะ อารมณ์ผ่องใสของมันก็
ระเหยหายไปทันควัน
ผูเยาตั้งใจจะใช้คนเหล่านี้ก่อตั้งค่ายแห่งใหม่ ดังนั้นแรกเริ่มเดิมทีจึง
ให้พวกมันฝึกปรือกระบวนทัพ แต่มันก็ค้นพบอย่างรวดเร็วว่าคนเหล่านี้ไร้
ฝีมือเป็นอย่างยิ่ง อาศัยมาตรฐานพลังฝีมืออันเลวร้ายของคนเหล่านี้ ไม่ว่า
จะฝึกปรือกระบวนทัพมากเท่าใด ก็ไม่อาจเทียบเทียมกับค่ายเว่ยได้
ดังนั้นผูเยาได้แต่สั่งสอนวิชาศาสตร์อสูรให้แก่พวกมันด้วยตัวเอง
เท่านั้น
และแม้ว่าหนานเยว่กับพวกจะรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วไม่น้อยก็ตาม
แต่สำหรับผูเยาที่ไม่มีความอดทนอดกลั้น ระดับความก้าวหน้าเพียงเท่านี้
ยังไม่เพียงพอ
แต่คาดไม่ถึงว่าจั่วม่อจะสามารถเข้าไปวิหารเทพ และฉกฉวยสมบัติ
วิเศษมากมายตัดหน้าคนเดนตายเหล่านั้น ผูเยาเพ่งเล็งไปที่สมบัติ
บางอย่างทันที
และที่ประจวบเหมาะยิ่งไปกว่านั้น จั่วม่อบังเอิญมีเรื่องมาขอความ
ช่วยเหลือจากมันพอดี ทำให้ผูเยาได้รับผลดวงตะวันและเมล็ดพันธุ์ดวง
ตะวันจำนวนมากสมความตั้งใจ
แวบแรกที่พบเห็นผลดวงตะวันกับเมล็ดพันธุ์ดวงตะวัน ผูเยาต้อง
หวั่นไหวใจขึ้นมา มันจดจำสมบัติวิเศษทั้งสองชนิดนี้ได้ พวกมันเป็น
เช่นเดียวกันกับดวงวิญญาณทองคำของตระกูลคัง และสามารถนำเข้าสู่
คุกสิบนิ้วเช่นกัน
“สมบัติวิเศษเช่นนี้ต้องนำมาใช้กับพวกเจ้า นับว่าเสียของโดยแท้”
ผูเยาบ่นพึมพำกับตัวเอง ขณะเดียวกันผลดวงตะวันและเมล็ดพันธุ์
ดวงตะวันในมือมัน พลันเปล่งแสงอันน่าลุ่มหลงตาย