สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 508 จัดการกับทรัพย์สมบัติ ( ตอนต้น )
ด้วยจี้หยกหมอกยมโลกชิ้นนี้ จั่วม่อค่อยเบาใจลง ในที่สุดค่อยมีเวลา
สบาย ๆ และอารมณ์ผ่องใสพอที่จะจัดการกับทรัพย์สมบัติที่ได้รับมาจาก
วิหารเทพสุริยัน
เมื่อลงมือจัดการกับผลการเก็บเกี่ยวของมัน จั่วม่อตื่นเต้นเร้าใจสุด
ระงับ!
เห็นผลจากการลงทุนลงแรงของมันกองสุมซ้อนเป็นภูเขาเลากา ไม่ว่า
ชิ้นใดล้วนเป็นของวิเศษที่หาได้ยาก
ผลกำไรส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือเมล็ดพันธุ์ดวงตะวัน เมล็ดพันธุ์ดวงตะวัน
ที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลาหลายหมื่นปี เป็นปริมาณอันน่าตระหนกนัก
แม้ว่าถูกผูเยาปล้นชิงไปหนึ่งร้อยเม็ด ยังคงหลงเหลืออีกเป็นจำนวนมาก
แต่ในบรรดาทรัพย์สมบัติกองโตนี้ สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดมีอยู่สาม
รายการ หนึ่งคือใบไม้ทองคำ สองคือพฤกษาเทพสุริยัน และสามย่อมต้อง
เป็นกระดูกหยกดำ
ใบไม้ทองคำนี้มันไม่ทราบว่าเป็นใบอะไร ตลอดทั้งใบเป็นสีทองอร่าม
ประกอบขึ้นจากวัตถุดิบที่หนักหน่วงผิดธรรมดา ทุกเส้นสายลวดลาย
ละเอียดซับซ้อนยิ่ง แรกเริ่มเดิมทีจั่วม่อเข้าใจว่าใบไม้นี้เป็นใบของพฤกษา
เทพสุริยัน แต่เมื่อลองนำมาเปรียบเทียบดูในภายหลัง ค่อยพบว่าใบไม้ทั้ง
สองชนิดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นับหมื่นปีล่วงผ่าน แต่ใบไม้ทองคำยังคง
แผ่ซ่านพลังชีวิตจาง ๆ ออกมา เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจไม่น้อย
จั่วม่อถือใบไม้สีทองอยู่ในมือ รู้สึกถึงพลังชีวิตจาง ๆ ที่ไหลผ่าน
ออกมาจากใบไม้ อดประหลาดใจไม่ได้
ใบไม้ทองคำนี้ถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่ผ่านการใคร่ครวญมาเป็น
อย่างดี เพียงมองปราดเดียวก็สามารถเห็นได้ว่าไม่ใช่สิ่งของธรรมดาสามัญ
ตูม!
กระแสความคิดมากมายราวกับคลื่นน้าพิโรธ ไหลบ่าเข้ามาในใจมัน
อย่างเร่งร้อน
มันคล้ายตกลงสู่นภาดาวอันไร้ขีดจำกัด เห็นดวงดารานับไม่ถ้วน
หมุนรอบกายมัน ฉุดดึงมันจากทุกทิศทาง ทะเลความคิดตั้งแต่ยุคโบราณ
อันไกลโพ้น ประดุจนภาดาวอันกว้างไพศาลและลึกล้าสุดหยั่ง ในชั่ว
พริบตานี้มันสูญเสียตัวเองอย่างสิ้นเชิง!
ดวงดาวแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง ในห้วงความว่างเปล่าอันลึกล้าและ
มืดมน ลำแสงอ่อนจางที่แทบไม่สามารถมองเห็นได้ผุดขึ้นอย่างกะทันหัน
ลำแสงสว่างจ้าขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็สุกใสเรืองรอง
ดุจหมู่ดาวพร่างพราวจากส่วนลึกของนภาดำทะมึน งดงามตระการสุด
บรรยาย
แต่ความงดงามนี้ผนึกรวมรั้งเพียงชั่วพริบตา จากนั้นลำแสงอัน
ร้อนแรงทะลวงผ่านความมืดอันกว้างใหญ่ กลืนกินจั่วม่อลงไปในบัดดล!
จั่วม่อไม่มีเวลากระทั่งจะหลับตาลง แต่ความเจ็บปวดที่คาดคิดเอาไว้
กลับไม่ได้บังเกิดขึ้น
ทันใดนั้นเสียงเพลงอันลี้ลับโบร่าโบราณไม่ทราบล่องลอยมาจากที่ใด
จั่วม่อกลับบังเกิดความรู้สึกสนิทชิดเชื้ออย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย มัน
แม้รับฟังไม่เข้าใจ ทว่าพอได้ยินท่วงทำนองอันห่างไกล จิตใจอันรุ่มร้อน
กระวนกระวายพลันสงบลง จ่อมจมอยู่ในห้วงเคลิบเคลิ้มมึนเมา
ฟังไปฟังไป จั่วม่อทันใดนั้นค้นพบว่าพลังเทพอันอ่อนจางจนน่า
เวทนาในร่างมัน เริ่มโคจรด้วยตัวเองไปตามทิศทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับ
ความคิดของมัน
นี่คือ… …
ความคิดอันอุกอาจประการหนึ่งปรากฏขึ้นในใจจั่วม่อ
แต่พอความสนใจของมันหันไปทางนั้น พลังเทพในกายมันพลัน
ถดถอยกลับไปทันที ราวกับมุสิกขี้ขลาดตัวหนึ่ง
จั่วม่อรีบเพ่งสมาธิจิตใจกลับมายังเสียงเพลงประหลาด ในไม่ช้าพลัง
เทพในกายมันก็เริ่มโคจรด้วยตัวเองอีกครั้ง เคลื่อนผ่านไปทั่วร่างของจั่วม่
ออย่างแช่มช้า
จั่วม่อลอบจดจำเส้นทางที่พลังเทพโคจรหมุนเวียนไปทั่วร่าง
นี่แปลกประหลาดยิ่ง แปลกประหลาดอย่างที่คาดเอาไว้จริง ๆ!
เส้นทางโคจรของพลังเทพแปลกพิสดารยิ่ง ผิดแผกแตกต่างจากพลัง
ทั้งสามโดยสิ้นเชิง ไม่ได้ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรปราณเหมือนพลัง
ปราณ ไม่ได้คงอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกเฉกเช่นพลังจิตสำนึก ทั้งยังไม่ได้
กลั่นเกลาจนบริสุทธิ์ และแทรกซึมเข้าไปในเลือดเนื้อกระดูกของมัน
เหมือนทักษะปิศาจ
แนวทางโคจรของพลังเทพทั้งครอบคลุมเส้นชีพจรปราณ ล่วงผ่าน
เข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึก ตลอดจนเลือดเนื้อกระดูกทั้งหมด แต่แตกต่าง
กับวิถีบำเพ็ญเพียรแนวทางหลักตั้งแต่รากฐาน
ทันใดนั้น ร่องรอยความเหนื่อยล้าพลุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน เสียงเพลง
กลายเป็นไกลห่างออกไปทุกขณะ
จั่วม่อใจหายวูบ!
เมื่อมันลืมตาขึ้น เสียงเพลงก็หยุดลงทันที มันก้มลงมองใบไม้ทองคำ
ในมือ เห็นใบไม้ทองคำค่อย ๆ หม่นแสงลง จั่วม่อรีบตรวจสอบใบไม้ทองคำ
เห็นว่าใบไม้สีทองแม้หม่นแสงลง แต่ร่องรอยพลังชีวิตที่แฝงอยู่ภายในยัง
ไม่ได้หายไปด้วย ค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
ยังดีที่ไม่ใช่สมบัติที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว!
ประเสริฐ ประเสริฐยิ่ง!
ถึงตอนนี้ จั่วม่อคลับคล้ายว่าจะเข้าใจวิธีใช้ใบไม้ทองคำบางส่วน ของ
วิเศษนี้สมควรเป็นสมบัติที่ชนเผ่าเทพสุริยันใช้ถ่ายทอดคัมภีร์เคล็ดวิชา ดู
จากด้านนี้ใบไม้ทองคำก็คล้ายคลึงกับม้วนหยกอยู่บ้าง แต่จั่วม่อยังคงรู้สึก
ว่านี่ไม่ควรเป็นแค่ ‘ม้วนหยกใบไม้ทองคำ’ เท่านั้น สมควรมีประโยชน์ใช้
สอยอย่างอื่นอีก
เมื่อเทียบกับใบไม้ทองคำแล้ว ประโยชน์ใช้สอยของพฤกษาเทพ
สุริยันเรียบง่ายกว่า แต่จั่วม่อยังมีปัญหาประการหนึ่งติดค้างอยู่ในใจ…
พฤกษาเทพสุริยันนี้ที่แท้สมควรจัดอยู่ระดับใด
ของวิเศษนี้อย่างน้อยก็เป็นสมบัติอันยิ่งใหญ่แห่งชนเผ่าเทพสุริยัน ถูก
ขนานนามว่าพฤกษาเทพ แม้แต่เมล็ดพันธุ์ดวงตะวันที่ผลิตออกมายังโดด
เด่นเหนือธรรมดา อย่างน้อยสมควรไม่ต่ากว่าระดับเจ็ดกระมัง!
จั่วม่อขบคิดอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
อย่างไรก็ตาม มันแม้ไม่สามารถระบุระดับที่แน่นอนของพฤกษาเทพ
สุริยันได้ แต่เรื่องนี้ย่อมไม่อาจขัดขวางไม่ให้มันใช้ประโยชน์จากพลังของ
พฤกษาเทพ ชนเผ่าเทพสุริยันปลูกพฤกษาเทพสุริยัน เพื่อเก็บเกี่ยวผลดวง
ตะวันและเมล็ดพันธุ์ดวงตะวัน ทว่าจั่วม่อย่อมไม่มีความอดทนเฝ้าปกป้อง
คุ้มครองพฤกษาเทพสุริยันเป็นเวลานานถึงเพียงนั้น
ไม้ของพฤกษาเทพสุริยันสมควรเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ แต่มันไม่ล่วงรู้
วิธีใช้งานที่เฉพาะเจาะจง
อีกทั้งกับพฤกษาเทพโบราณที่มีชีวิตรอดมานานหลายหมื่นปี จั่วม่อ
คงไม่บ้าพอที่จะตัดไม้ไปหลอมสร้างเป็นอาวุธเวท นั่นสิ้นเปลืองสูญเปล่า
เกินไปแล้ว
หลังจากขบคิดอยู่ครู่ใหญ่ จั่วม่อเกิดความคิดดี ๆ อย่างรวดเร็ว
มันพลิ้วกายขึ้นไปบนท้องฟ้า กวาดตามองไปรอบ ๆ เกาะ จากนั้น
พลันมุ่งหน้าไปทางใต้สุดของเกาะ เพียงเหินบินไม่นานนัก มันก็ทิ้งร่างลง
บนยอดเขาเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แล้วตรงเข้าไปในถ้า
ทันทีที่เข้าไปในถ้า พลังธาตุไฟอันเข้มข้นพลุ่งเข้าปะทะใบหน้า
บนเกาะเต่ามีถ้าธาตุไฟอยู่ห้าแห่ง นี่เป็นหนึ่งในถ้าเหล่านั้น ในอากาศ
เต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถัน จั่วม่อสีหน้าพออกพอใจยิ่ง ถ้าธาตุไฟแห่งนี้
ในเวลานี้เอง จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างกะทันหัน!
ลึกลงไปใต้ฝ่าเท้ามัน จั่วม่อสัมผัสได้ถึงเพลิงพิภพที่กำลังไหลบ่าจาก
ทุกทิศทาง ดั่งคลื่นยักษ์ถาโถม มุ่งตรงเข้ามายังตำแหน่งของพฤกษาเทพ
อย่างบ้าคลั่ง!
ท่านย่ามันเถอะ!
ไม่เสียเวลาว่ากล่าวคำใด มันวิ่งหน้าเริดออกไปนอกถ้าทันที!
จั่วม่อพอพุ่งทะยานพ้นปากถ้าในสภาพทุลักทุเล ก็รีบหันกลับมามอง
ต้องสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
เห็นต้นไม้เขียวชอุ่มบนภูเขาพากันพวยพุ่งควันสีเขียวออกมาไม่ขาด
สาย จากนั้นทยอยแตกระเบิด สลายเป็นเถ้าธุลีคาตา ไม่หลงเหลือแม้แต่
ต้นหญ้าสักต้น ภูเขาทั้งลูกกลับกลายเป็นแดงฉาน ก้อนหินทุกก้อนคล้าย
เพิ่งนำออกมาจากเตาเผา สามารถหลอมละลายได้ทุกเมื่อ
ภายใต้การสกัดขัดขวางของพื้นผิวโลกชั้นหนึ่ง พลังธาตุไฟอันไพศาล
แทบระเบิดทลายออกมาอยู่รอมร่อ
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง!
บัดซบ!
หากรอจนเพลิงพิภพปะทุออกมาจริง ๆ มันก็ไม่สามารถปกปิดซ่อน
เร้นได้อีกแล้ว
แม้ว่าวิหารเทพสุริยันจะดับสูญไปในกองเพลิง และซิวเจ่อที่มาจาก
สถานที่ต่าง ๆ ค่อย ๆ ทยอยออกจากอาณาจักรทะเลเมฆ แต่ยังคงมีหลาย
คนที่ยังไม่ยอมจากไป ยังเฝ้าค้นหาร่องรอยไม่เลิกราด้วยความแค้นเคือง
หากจู่ ๆ บนเกาะเต่าบังเกิดเพลิงพิภพพวยพุ่งขึ้นไปถึงชั้นฟ้า รับรอง
ว่าผู้ที่มีหัวคิดอยู่บ้าง ล้วนสามารถคาดเดาได้ว่าคนสวมหน้ากากสัมฤทธิ์ใน
วิหารเทพสุริยันก็คือมันเอง!
จั่วม่อตัดสินใจเด็ดขาดในทันที ไม่ว่าจะอย่างไร มิอาจปล่อยให้เกิด
การระเบิดขึ้นได้!
แต่ต่อให้เพลิงพิภพยังไม่ปะทุขึ้น ในระยะไม่ห่างไกลเช่นนี้ มันยังรู้สึก
ได้อย่างชัดเจนถึงพลังอำนาจยิ่งใหญ่หาใดเทียบ
มันสมควรทำอย่างไร
จั่วม่อกวาดตามองไปรอบ ๆ ดวงตาพลันสว่างวาบ
ค่ายกลพิทักษ์เกาะเป็นมันก่อตั้งขึ้นด้วยมือตัวเอง ประกอบด้วยสอง
ค่ายกลขบวนใหญ่ หนึ่งคือค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยาง อีกหนึ่งคือค่ายกล
เวิ้งฟ้าอากาศคราม
ค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยางเป็นตระกูลเยิ่นเริ่มก่อตั้งไว้ในตอนแรก
ต่อมาจั่วม่อแม้ปลูกต้นเหอเถาอัสนีคำรนไว้ที่แกนกลาง ช่วยเพิ่มพูนความ
แข็งแกร่งของค่ายกลมากกว่าเดิม แต่จะอย่างไรยังห่างไกลจากค่ายกลเวิ้ง
ฟ้าอากาศครามอยู่หลายช่วงตัว
แต่ในยามนี้ ค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยางคล้ายจะเป็นทางเลือกที่
ดีกว่าค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศคราม
จั่วม่อไม่พูดพล่ามทำเพลง ลำแสงไหลเวียนออกจากฝ่ามือ จมหายลง
ไปในพื้นดินอย่างต่อเนื่อง
ผู้คนบนเกาะถูกเพลิงพิภพขู่ขวัญจนตื่นตระหนก พากันมุ่งตรงเข้ามา
อย่างร้อนใจ แต่พอเห็นการเคลื่อนไหวของจั่วม่อ ค่อยเข้าใจในบัดดลว่า
เป็นเรื่องราวใด แต่ละคนหยุดชะงักลง เปลี่ยนเป็นเฝ้าชมดูแต่ไกล
ผ่านไปอีกชั่วธูปไหม้หมดดอก ผู้คนแห่งค่ายจินวูล้วนมากันพร้อม
หน้า พอเห็นสถานการณ์เบื้องหน้า พวกมันสีหน้าหนักอึ้ง ภายใต้การ
ควบคุมของปรมาจารย์จี๋เหว่ยกับซุนเป่า ทุกคนรีบจัดขบวนเตรียมพร้อม
สามารถลงมือช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ
รอบข้างเงียบสงัด คนทั้งเกาะแม้มารวมตัวกันที่นี่ แต่ทุกผู้คนหุบปาก
เงียบ แทบกลั้นหายใจ เฝ้ามองการกระทำของจั่วม่ออย่างใจจดใจจ่อ
เห็นจั่วม่อสองมือกรีดวาดอย่างเชื่องช้า ราวกับว่ากำลังผลักดันบาง
สิ่งบางอย่างที่หนักหน่วงเป็นพันจิน สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังยิ่ง
เพลิงพิภพภายในถ้ากลับกลายเป็นพลุ่งพล่านปั่นป่วนกว่าเดิม หิน
เพลิงอัคนีบนภูเขาเริ่มหลอมละลาย เพลิงพิภพปะทุแลบลั่นอย่างแช่มช้า
แต่อาจระเบิดออกมาจากพื้นได้ทุกเมื่อ ทุกครั้งที่เปลวไฟแตกปะทุ พลังอัน
เกรี้ยวกราดที่แฝงเร้นอยู่ภายในก็กวาดซัดออกมา บันดาลให้ผู้คนอกสั่น
ขวัญแขวนอย่างถ้วนหน้า
กระทั่งศิษย์พี่ใหญ่ที่ไม่ค่อยเสียกิริยายังเผยสีหน้าหวาดวิตกที่หาได้
ยากยิ่ง มือขวากระชับด้ามกระบี่ดำแนบแน่น
กลางเวหา เห็นจั่วม่อพลันทำท่าคว้าจับไปทางภูเขาเล็ก ๆ ที่หลอม
ละลาย
เพียะ!
เพลิงพิภพสายหนึ่งปะทุขึ้นดุจมังกรพิโรธ พวยพุ่งออกมาจากภูเขา
น้อยอย่างกราดเกรี้ยว
จั่วม่อมือขวาชักนำมังกรเพลิง ซึ่งดูเหมือนถูกผลักดันอย่างรุนแรงไป
ตามพื้นดิน ในเวลาเดียวกัน มือซ้ายก็ผนึกท่ามุทรา ท่องคาถาเร็วรี่
ในช่วงคับขันอันตราย จั่วม่อใช้วิชาควบคุมพลังเทพโดยไม่รู้ตัว!
จิตใจของมันแบ่งออกเป็นสามทาง!
เพียะ! เพลิงพิภพถูกบังคับกลับลงไปในพื้น เปลวไฟโหมกระพืออย่าง
ไม่ยินยอม ทันใดตราผนึกสีทองพุ่งดิ่งลงมาจากฟากฟ้า ประทับใส่ร่างของ
มังกรเพลิงอย่างดุดัน
มังกรเพลิงพลันแตกกระจาย กลับกลายเป็นเส้นลวดลายของตรา
ผนึกสีทอง!
ชาวค่ายจินวูตื่นตะลึงยิ่ง รู้สึกได้เปิดหูเปิดตา ถึงตอนนี้พวกมันค่อย
ทอดถอนชมเชยออกมา กระบวนท่าของต้าเหรินเมื่อครู่ลำบากยากเย็น
เพียงใด เกรงว่ามีแต่พวกมันที่เข้าใจได้ลึกซึ้งที่สุด พวกมันแม้พยายาม
อย่างสุดความสามารถที่จะไม่ส่งเสียงรบกวน แต่เสียงสูดลมหายใจนี้ยังดัง
กังวาน ได้ยินถนัดชัดเจน
ในเวลานี้ เพลิงพิภพพลันปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว ลุกลามขึ้นไปตามเส้น
สายตราผนึกสีทองที่ก่อเกิดจากร่างมังกรเพลิง!