สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 509 จัดการกับทรัพย์สมบัติ ( ตอนปลาย )
เพลิงพิภพลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลา สาดประกายลุกลามไปตามเค้า
โครงตราผนึกอย่างต่อเนื่อง ความร้อนในเกาะเต่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
คลื่นความร้อนอันแผดเผาสาดกระจายไปรอบ ๆ
เมื่อมังกรเพลิงลุกลามปกคลุมเส้นเค้าโครงของค่ายกลทั้งหมด ค่าย
กลเมฆสายฟ้าหยินหยางพลันสำแดงฤทธิ์ เห็นสายฟ้าแลบลั่น แผดเสียง
กึกก้องกัมปนาทอยู่ท่ามกลางชั้นเมฆ เปี่ยมด้วยพลังสภาวะข่มขวัญ
สะท้านวิญญาณ
ขณะที่ทุกผู้คนระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ท่ามกลางเสียงปะทุหนัก
ๆ เห็นก้อนเมฆสีแดงฉานก้อนหนึ่งพลันพุ่งขึ้นจากภูเขาน้อย
เพียะเพียะเพียะ!
กลุ่มเมฆแดงทยอยพวยพุ่งออกจากภูเขาน้อยไม่ขาดสาย ลอยลิ่วขึ้น
ไปยังชั้นเมฆของค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยาง ผสานรวมเข้าด้วยกันอย่าง
ช้า ๆ
หากมีคนมองจากด้านนอก จะพบว่าเมฆหนาของเกาะเต่าที่ไม่เคย
เลือนหายไป กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
จั่วม่อถอนใจโล่งอก คนอื่น ๆ ก็ถอนหายใจอย่างพร้อมเพรียง คลื่น
ความร้อนอันแผดเผาจางหายไป จากนั้นอุณหภูมิบนเกาะค่อย ๆ กลับคืนสู่
สภาพเดิม
เมฆไฟยังคงก่อเกิดออกมาไม่หยุดยั้ง
สิ่งที่จั่วม่อยังไม่ล่วงรู้ก็คือ หลังจากการกระทำที่เกิดจากความอับจน
หนทางของมันในครั้งนี้ ค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยางจะแปรสภาพไป
อย่างสมบูรณ์ พลังอำนาจของต้นเหอเถาอัสนีคำรนไหนเลยจะเทียบชั้นได้
กับพฤกษาเทพสุริยัน เคราะห์ดีที่เพลิงไฟกับสายฟ้าไม่ขัดแย้งกัน ดังนั้น
ต้นเหอเถาอัสนีคำรนไม่ได้ถูกพฤกษาเทพสุริยันสะกดข่มเอาไว้ แต่จะ
อย่างไรเหอเถาอัสนีคำรนในยามนี้ ก็เป็นเพียงพลังส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ใน
ขบวนค่ายกลเท่านั้น
จั่วม่อปาดเช็ดเหงื่อบนใบหน้าอย่างหวาดหวั่นไม่คลาย ตั้งแต่ต้นมันก็
ไม่เคยดูแคลนพลังของพฤกษาเทพสุริยันแม้แต่น้อย แต่นึกไม่ถึงว่ายังเกิด
เหตุผิดพลาดจนแทบเอาชีวิตไปทิ้ง มันแทบสร้างปัญหาใหญ่ที่ไม่มีหนทาง
แก้ไขไปเสียแล้ว
แต่ทั้งหมดผ่านไปด้วยดี!
เห็นสถานการณ์คลี่คลายลง ผู้คนก็รีบแยกย้ายจากไป ไม่มีใครเข้ามา
ซักถาม กระทั่งศิษย์พี่ใหญ่เหวยเสิ้งยังจากไปเงียบ ๆ จั่วม่อมักจะก่อเรื่อง
อยู่เป็นประจำ ยามนี้ทุกผู้คนล้วนเคยชินจนไม่รู้จะเคยชินอย่างไรแล้ว หาก
มีช่วงเวลาที่พวกมันได้อยู่อย่างสงบสุขเกินไป ผู้คนถึงกับอดสงสัยไม่ได้
ว่าต้าเหรินกำลังทำอะไร ไฉนสงบสุขได้นานถึงเพียงนี้
การก่อเกิดเมฆไฟค่อย ๆ ชะลอช้าลง แต่ยังคงไม่หยุดชะงักขาดตอน
จั่วม่อคำนวณว่ากว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้น สมควรใช้เวลา
อีกหลายวัน กระทั่งมันเองยังบอกไม่ได้ว่าท้ายที่สุดแล้วค่ายกลเมฆ
สายฟ้าหยินหยางจะมีสภาพเป็นเช่นไร
สุดท้ายมันตกลงใจรอคอยอยู่ที่ภูเขาน้อย เฝ้ารอให้กระบวนการ
ทั้งหมดสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ ในยามเบื่อหน่าย ในที่สุดไม่อาจ
ต้านทานแรงดึงดูดใจ เริ่มตรวจสอบสินสงครามชิ้นอื่นไปพลาง ๆ
คราวนี้มันไม่กล้ายุ่งวุ่นวายกับกระดูกหยกดำอีก หากก่อให้เกิด
เรื่องราวใหญ่โตขึ้นอีกรอบ ไม่ว่ามันจะมีอีกสักกี่ชีวิตก็คงไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม มันยังพบเรื่องแปลกประหลาดประการหนึ่ง กระดูกหยกดำ
เหล่านี้ไม่สามารถประกอบรวมกันเป็นโครงกระดูกที่สมบูรณ์ร่างหนึ่งได้
มีกระดูกสูญหายไปสามชิ้น
หรือว่ามันเก็บมาไม่หมด?
ฝึกปรือพลังเทพ ทั้งยังสามารถหลอมสร้างเป็น ‘หนามอีกา’ ซึ่งว่ากันว่า
ทรงอานุภาพเลิศภพจบพสุธา แม้แต่พี่ใหญ่ชิงหลินยังรับบาดเจ็บภายใต้
อิทธิฤทธิ์ของเจ้าสิ่งนี้ แต่ปัญหาก็คือจั่วม่อทั้งไม่รู้วิธีใช้งานเมล็ดพันธุ์ดวง
ตะวัน และไม่รู้วิธีหลอมสร้างหนามอีกา
หลังจากพลิกดูอยู่หลายรอบ จั่วม่อค้นพบด้วยความเศร้าหดหู่ ว่า
สมบัติโบราณเหล่านี้แม้เลอเลิศ แต่มันล้วนไม่ล่วงรู้วิธีการใช้งานทั้งสิ้น
หากเทียบกันแล้ว ในขณะที่อาวุธเวทโบราณจากวิหารเทพสุริยันล้วน
ใช้การไม่ได้ สิ่งที่เซินอู๋ไฮ่กับคนอื่น ๆ ‘มอบให้’ แก่จั่วม่อ ก็สามารถใช้งาน
ได้ทันที ของเหล่านี้มีแต่อาวุธเวทระดับสูงทั้งสิ้น กระทั่งจั่วม่อผู้เคยเห็น
อาวุธเวทดี ๆ มาไม่น้อย พอเห็นพวกมัน ยังต้องดวงตาเป็นประกายขึ้นมา
ต้นตะขอหยก ระฆังลายโลหิต ไผ่ทะเลศพ… …
ไม่ว่าสมบัติชิ้นใดในของเหล่านี้ หากขายออกไปในท้องตลาด จะ
ประเมินค่ามิได้!
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้จั่วม่อหวั่นไหวใจมากที่สุด คือสิ่งที่ได้รับจาก
เซินอู๋ไฮ่ ชนชั้นหยวนอิงซึ่งรั้งตำแหน่งผู้อาวุโสแห่งเทียนหวน ทั้งสองศักดิ์
ฐานะนี้ ไม่ว่าศักดิ์ฐานะใดล้วนหมายถึงความมั่งคั่งอันล้นเหลือ เป็นสิ่งที่
เก๋อไห่ จู๋จ้างเหล่าเหรินและเหล่าคนท้องถิ่นไม่อาจยกขึ้นเทียบได้
เซินอู่ไฮ่ไม่มีอาวุธเวทที่ต่ากว่าระดับหก แม้ว่าอาวุธเวทเหล่านี้จะมี
หลากหลายประเภท แต่ทั้งหมดล้วนเป็นสินค้าชั้นยอด สิ่งที่ทำให้เซินอู๋ไฮ่
เจ็บปวดใจที่สุด ก็คือการสูญเสียแหวนมิติของมันนี่เอง ภายในแหวนมิติ
เป็นขุมสมบัติย่อม ๆ รวมถึงบรรดาวัตถุดิบล้าค่าที่มันเก็บเล็กผสมน้อยมา
?
ขณะที่บรรดาซิวเจ่ออาณาจักรทะเลเมฆยังจดจ่ออยู่กับเรื่องราวของ
วิหารเทพสุริยัน ในพื้นที่ส่วนลึกของทะเลเมฆมีรอยแยกประหลาดสาย
หนึ่ง กว้างราวสิบจั้ง ภายในรอยแยกที่คล้ายรอยฉีกขาดของอากาศธาตุนี้
มืดมิดเป็นแผ่นผืน ไม่มีแสงใด ๆ
ทันใดนั้นเอง ร่างสูงก้าวออกมาจากรอยแยก
หลังจากนั้นสักครู่ เงาร่างอื่น ๆ ก้าวตามออกมาไม่ขาดสาย
เงาร่างที่ออกมาเป็นคนแรกพลันหันไปทางหนึ่ง กล่าวอย่างลิงโลดว่า
“ข้าสูดได้กลิ่นซิวเจ่อ!”
เซินอู๋ไฮ่บดขยี้นกกระเรียนกระดาษในมือเป็นผุยผง สีหน้าดำทะมึน
ข้างกายมัน หลีซู่ทำท่าลังเลวูบหนึ่ง จากนั้นถามอย่างระมัดระวัง “ผู้อาวุโส
… …”
หลีซู่จดจำกระเรียนกระดาษเมื่อครู่ได้ นี่เป็นกระเรียนกระดาษพิเศษ
เฉพาะของสำนัก หรือว่าทางสำนักคาดโทษพวกมัน?
? ไฉนผู้อาวุโสมีโทสะ?
เซินอู๋ไฮ่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นชนชั้นหยวนอิงผู้หนึ่ง ความสามารถใน
การสงบอารมณ์นับว่าลึกล้ามาก ด้วยการสูดหายใจลึก ๆ คราหนึ่ง มันก็
กลับคืนสู่ความเยือกเย็นตามเดิม
“เจ้าไปเตรียมตัว เราจะกลับสำนัก!”
“กลับสำนัก?”
?
?
อย่างไรก็ตาม เซินอู๋ไฮ่แม้ไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่อีกใจหนึ่งก็งุนงง
สงสัยอยู่บ้าง เบื้องบนของสำนักไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับภารกิจ นี่เป็นครั้งแรกที่
มันพบเห็นคำสั่งประกาศิตที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดปฏิเสธ
นี่… …นี่มันอะไรกัน…หรือว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้นในสำนัก?
ความคิดนี้พอผุดขึ้นในใจ มันก็รีบกวาดทิ้งไปทันที ในสำนักจะเกิด
เรื่องใดได้? ท่านเจ้าสำนักครองตำแหน่งมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ทั้งตำแหน่ง
และอำนาจมั่นคงดุจหินผา แม้ว่าบางครั้งขุมกำลังบางส่วนอาจทะเลาะ
? แต่
เซินอู๋ไฮ่ก็ไม่เคยพบเห็นคนที่กล้าเป็นศัตรูกับเทียนหวนอย่างเปิดเผยมา
ก่อน กระทั่งคุนหลุนซึ่งเรียกได้ว่ามีกำลังรบเข้มแข็งที่สุด ก็ยังต้องซื้อหา
อาวุธเวทและยันต์กระดาษปริมาณมากจากเทียนหวน สำนักอื่น ๆ ย่อมไม่
ต่างกัน แล้วเทียนหวนจะไปมีศัตรูภายนอกมาจากที่ใด
ที่แท้เป็นเรื่องอันใด ไฉนเร่งรัดให้พวกมันรีบกลับไป
เซินอู๋ไฮ่ขบคิดเท่าไรก็คิดไม่ตกจริง ๆ
หลายคนคาดการณ์ว่าคนสวมหน้ากากจะต้องหลบหนีไปให้ไกลที่สุด
เท่าที่จะทำได้ แต่เซินอู๋ไฮ่บังเกิดลางสังหรณ์ว่าผู้อื่นอาจจะไม่ได้ไปจาก
อาณาจักรทะเลเมฆ มันได้ส่งคนเข้าปิดกั้นปากแม่น้าอาณาจักรเอาไว้แต่
แรก แม้ว่าอาจทำให้คนส่วนหนึ่งไม่พอใจ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าตอแยผู้อาวุโส
เทียนหวนที่กำลังเดือดดาลทะยานฟ้า
ทว่าจนกระทั่งถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีข่าวคราวว่ามีใครบุกฝ่าแม่น้า
อาณาจักรออกไป
เจ้าบัดซบนั่นจะต้องยังอยู่ในอาณาจักรทะเลเมฆ!
แต่ทางสำนัก… …
มันไม่ยินยอมพร้อมใจจริง ๆ!
รอจนเมฆไฟก้อนสุดท้ายล่องลอยขึ้นไป ภูเขาน้อยที่ถูกเผาจนแดงก่า
ก็ค่อย ๆ หม่นแสงลง อุณหภูมิรอบด้านลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ภูเขาน้อย
กลับสู่สภาพปกติในไม่ช้า แต่ทั้งต้นไม้ใบหญ้าและสรรพสัตว์ทั้งหมดที่อยู่
ในบริเวณล้วนถูกแผดเผาจนสะอาดเกลี้ยงเกลา หลงเหลือเพียงบรรดาโขด
หินดำเกรียมเท่านั้น
จั่วม่อกลับเข้าไปในถ้า พฤกษาเทพสุริยันคล้ายไม่เคยถูกแตะต้องมา
ก่อน ทั้งยังดูงอกงามสดใสกว่าเดิม
ย้อนกลับออกมาจากถ้า จั่วม่อพลิ้วกายขึ้นสู่ท้องฟ้า กวาดตามองไป
รอบด้าน สีสันของหมู่เมฆเหนือเกาะเต่าราวกับยามพลบค่า ระบายด้วยสี
ส้มแดงอร่ามเรือง สวยสดงดงามน่าตื่นตาตื่นใจ!
ค่ายกลขบวนใหม่ถือกำเนิดอย่างสมบูรณ์!
ค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยางเดิมถูกเพลิงพิภพแปรสภาพไปอย่าง
สิ้นเชิง ก่อกำเนิดเป็นค่ายกลชุดใหม่ จั่วม่อตกลงใจขนามนามค่ายกลใหม่
ว่า ‘ค่ายกลเมฆสายฟ้ากระแสเพลิง’
ค่ายกลขบวนใหม่แข็งแกร่งกว่าของเดิมมาก
จั่วม่อเมื่อคลายใจลง ก็หันไปสนใจต้นตะขอหยกเป็นลำดับถัดไป มัน
ปลูกต้นตะขอหยกไว้ที่หัวใจของค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศคราม พลังธาตุไม้ที่
ท้องฟ้าที่เมื่อครู่ยังแจ่มใสสดชื่น กลับดูคล้ายเปลี่ยนเป็นยามสนธยา
ในชั่วพริบตา ดวงอาทิตย์ที่แผดจ้าอยู่กลางนภาถูกปกคลุมอยู่ภายใต้ชั้น
หมอกดำกลายเป็นอ่อนจางและสั่นพร่า ภาพเหล่านี้ไม่รู้ทำไม กลับทำให้
มันนึกถึงจุดสิ้นสุดของโลก
สายลมกระโชกผ่านอย่างรุนแรง จั่วม่อหนาววูบไปถึงขั้วหัวใจ อดสั่น
สะท้านไม่ได้ สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง!
สายลมรุนแรงหอบนี้เต็มไปด้วยพลังหยินที่กล้าแข็งยิ่ง เป็นลม
พลังงานเย็นยะเยือกที่ดุจดั่งพัดออกมาจากปรภพ กระทั่งจั่วม่อยังอดสยิว
กายอย่างหนาวเหน็บไม่ได้
วู้มวู้มวู้ม!
เว่ยเสิ้ง จงหยู เซี่ยซานและบรรดายอดฝีมือทั้งหมดทะยานร่างขึ้นสู่
ท้องฟ้า พากันปรากฏกายเรียงรายอยู่ข้างกายจั่วม่อ สีหน้าหวาดหวั่นของ
พวกมันไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นได้
เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?