สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 510 มหาพิบัตินภาสลาย
นิมิตแห่งฟ้าดินที่มองเห็นได้จากทั่วทุกที่ ทำให้ความหวาดหวั่นพรั่น
พรึงระบาดไปในหมู่ซิวเจ่อของอาณาจักรทะเลเมฆ แต่ในไม่ช้าพวกมันก็
ได้รับข่าวว่านิมิตแห่งฟ้าดินที่คล้ายคลึงกัน พร้อมใจปรากฏขึ้นใน
อาณาจักรใกล้ ๆ หลายแห่งเช่นเดียวกัน
ข่าวคราวพอแพร่ออกไป ผู้คนยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยมากกว่าเดิม
?
ผู้คนค่อยค้นพบในทันใดด้วยความแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ว่ากอง
กำลังนี้ ที่แท้เป็นกองทัพปิศาจขบวนหนึ่ง!
ข่าวคราวเมื่อแพร่สะพัดออกไปในช่วงแรก ๆ หลายคนแค่นหัวร่อ
อย่างเหยียดหยาม กองทัพปิศาจเช่นนั้นรึ?
?
ผู้คนพากันดิ้นรนหลบหนีออกจากอาณาจักรแห่งนี้ ด้วยความหวังว่า
สามารถหลีกเลี่ยงจากภัยพิบัติ แต่ข่าวสารที่มาจากภายนอกกลับทำให้
พวกมันสิ้นหวังกว่าเดิม เนื่องเพราะในสวรรค์สี่ดินแดน มีหลายอาณาจักร
ที่ปรากฏรอยแยกแห่งความโกลาหลขึ้นเช่นเดียวกัน กองทัพปิศาจจำนวน
มากไหลบ่าออกมาจากรอยแยกแห่งความโกลาหลเหล่านี้ ก่อสงครามเอา
เลือดล้างแผ่นดินไปทุกที่
ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่ารอยแยกแห่งความโกลาหลเหล่านี้ไฉนปรากฏ
ออกมา แต่ไม่ว่าซิวเจ่อคนใด ขอเพียงมีหัวคิดอยู่บ้าง ล้วนเข้าใจเรื่องราว
ประการหนึ่ง
ท้องฟ้าเปลี่ยนแล้ว!
ฟ้าดินเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ! และอาจไม่มีวันเหมือนเดิมอีกตลอดกาล!
การศึกสงครามในมหานครนภาโลหิตดำเนินติดต่อกันมาตลอดหลาย
พันปี ไม่เคยหยุดลง แต่สำหรับซิวเจ่อในอาณาจักรที่ห่างไกลจากแนวหน้า
สงครามถือเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งของการสนทนาอย่างออก
รส เยี่ยงผู้เฝ้าดูแต่ไกลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่บัดนี้เมื่อรอยแยกแห่งความ
โกลาหลปรากฏออกมาอย่างกะทันหันในหลาย ๆ อาณาจักร ก็นำพา
สงครามและการเข่นฆ่าเข้ามาในชีวิตประจำวันของพวกมัน นำพา
ความสุขสงบไปจากพวกมัน และผลักทุกคนลงไปในปลักโคลนอันโหดร้าย
อำมหิตอย่างไม่เปิดโอกาสให้หลีกเลี่ยง!
มหานครนภาโลหิตสูญเสียคุณค่าความหมายในบัดดล
นี่เป็นภัยพิบัติจากสวรรค์ มหาพิบัตินภาสลาย!
ไฟสงครามปะทุขึ้นทุกแห่งหน!
ไม่มีผู้ใดจะหนีพ้นไปได้!
จั่วม่อพอทราบข่าวนี้ถึงกับนิ่งขึงตะลึงงันไปครึ่งค่อนวัน เมื่อครั้งหนึ่ง
เคยเข่นฆ่าเปิดทางออกจากมหานครนภาโลหิต มันย่อมทราบกระจ่างกว่า
ซิวเจ่อทั่วไป ว่ารอยแยกแห่งความโกลาหลเหล่านี้เป็นเรื่องราวใด
แม่นางน้อย เหวยเสิ้ง ซู่หลง จงหยู … …
ไม่ว่าผู้ใดพอได้ยินเรื่องนี้ ยังทำท่าไม่กล้าเชื่อหูตัวเอง
ห้องโถงอันเงียบสงัดกดดันซางเว่ยหมิงไม่น้อย มันเหลือบมองทุกคน
ที่มารวมตัวกันอย่างขลาดเขลา แต่ยังกัดฟันกล่าวว่า “นี่เป็นข่าวที่ข้าสืบ
ทราบมาจากภายนอก ตอนนี้ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว คนข้างนอกนั่นบ้า
คลั่งกันไปหมด พวกเราควร… …พวกเราควร… …”
ทุกคนหันมามองมันเป็นตาเดียว มองจนมันอดแตกตื่นลนลานไม่ได้
“พวกเราควรเตรียมตัวหลบหนีไปโดยเร็วหรือไม่?”
มันปลุกปลอบความกล้า กล่าวสืบต่อว่า “พวกเราต้องรีบเก็บข้าวของ
เตรียมหลบหนีออกจากอาณาจักรทะเลเมฆทันที กองทัพปิศาจฝีมือกล้า
แข็งยิ่ง ไม่มีใครสามารถสกัดขัดขวางพวกมันได้ บริเวณนี้ยังไม่มีสำนักใหญ่
แม้แต่แห่งเดียว พวกเราอยู่ที่นี่ต่อไปจะเป็นอันตรายอย่างมาก!”
แต่ไม่มีผู้ใดแยแสสนใจมัน ทุกคนหันไปมองจั่วม่อ ในเวลาเช่นนี้ผู้ที่
สามารถกำหนดทิศทางมักจะเป็นจั่วม่อ
จั่วม่อขบคิดใคร่ครวญเป็นเวลานาน ก่อนจะกล่าวช้า ๆ ว่า “หากเรา
ออกจากอาณาจักรทะเลเมฆ แล้วจะไปยังที่ใด? รอยแยกแห่งความ
?”
?
“เจ้าพวกปัญญาอ่อน” เห็นท่าทีไม่รู้กาลเทศะของสหายร่วมหน่วยทั้ง
สอง ม้าฝานสบถด่าอย่างอดไม่ได้
จั่วม่อมองไปยังกงซุนชา เห็นแม่นางน้อยมุมปากจุดรอยยิ้มไร้เดียงสา
และประหม่าอาย แต่ในดวงตาเต็มไปด้วยประกายตื่นเต้นเร้าใจ คนที่
คุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี พอเห็นรอยยิ้มนี้อดสะดุ้งใจไม่ได้
จั่วม่อหันไปมองซู่หลง หลายวันมานี้ท่วงท่าสภาวะของซู่หลงยิ่ง
กลายเป็นหนักแน่นมั่นคงกว่าเดิม ยืนอยู่ด้านข้างเหมือนขุนเขาตระหง่าน
ง้าลูกหนึ่ง มันสังเกตเห็นจั่วม่อมองมา ดังนั้นคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ไม่ปกปิด
ซ่อนเร้นจิตวิญญาณการต่อสู้ที่สาดประกายอยู่ในดวงตา “ต้าเหริน ซู่หลง
ขออาสาออกศึก!”
จั่วม่อแปลกใจอยู่บ้าง ด้วยบุคลิกหนักแน่นมั่นคงและความสามารถ
เฉพาะด้านในการทำศึกของซู่หลง ส่วนใหญ่จึงรับหน้าที่ป้องกันมากกว่า
บุกจู่โจม นี่เป็นครั้งแรกที่มันเห็นซู่หลงอาสาออกทำศึกด้วยตัวเอง
“เป็นไร เจ้าก็คันไม้คันมือขึ้นมาอีกคนรึ?”
? หรือว่าติด
เชื้อมาจากเว่ยกับผูเยา ใช่เป็นเว่ยลอบชักใยจากเบื้องหลังหรือไม่?
ซางเว่ยหมิงที่ด้านข้างถึงกับอ้าปากค้างจนหุบไม่ลง คนเหล่านี้… คน
เหล่านี้หมายถึงอะไรกัน… เข่นฆ่าเปิดทางออกมาจากมหานครนภาโลหิต?
? นั่นเป็นกองทัพปิศาจที่ร้ายกาจไม่ใช่หรือ… …
มันเพิ่งค้นพบอย่างตื่นตระหนก ว่าความเข้าใจของมันที่มีต่อต้าเหริน
กับคนอื่น ๆ ช่างน้อยนิดจนน่าสมเพชจริง ๆ
ไม่มีผู้ใดสนใจมัน
หลังจากมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ทุกคนก็เริ่มลงมือทำงานอย่าง
รวดเร็วและเป็นระเบียบเรียบร้อย และเพื่อสงครามที่กำลังจะปะทุขึ้น
จั่วม่อ นำวัตถุดิบมากมายที่ได้รับจากวิหารเทพสุริยันออกมา มอบให้ค่าย
จินวูนำไปหลอมสร้างเป็นอาวุธเวท
โชคดีที่คลังสินค้าบนเกาะเต็มแน่นล้นปรี่ พวกมันมั่งคั่งบริบูรณ์มาก
พอ ไม่ต้องกังวลเรื่องวัสดุสิ้นเปลืองแม้แต่น้อย
เกาะเต่าทั้งหมดราวกับเครื่องกลไกมหึมาเริ่มต้นเดินเครื่อง เปิดฉาก
ทำงานอย่างดุเดือด!
คราครั้งนี้ไม่เหมือนกับที่อาณาจักรขุนเขาน้อยอีกแล้ว!
“นี่เป็นกลุ่มที่เท่าไร?”
“กลุ่มที่หก!”
“เกาะเต่าไม่คิดจากไปจริงๆ หรือ?”
?
?”
ซิวเจ่อที่ด้านข้างเลี่ยวฉีชางมีสีหน้าไม่เชื่อถือ “หรือเจ้าไม่ทราบ? กระทั่ง
สำนักฟงฉิงยังถูกทำลายสิ้น! เช่นนั้นยังจะมีผู้ใดหยุดยั้งพวกมันได้
เลี่ยวฉีชางพอฟังสีหน้าก็หม่นหมองลง สำนักฟงฉิงเป็นสำนักใหญ่ที่
จัดอยู่ลำดับหกของอาณาจักรทะเลเมฆ กระทั่งพวกมันยังหนีไม่พ้นคมมีด
ของกองทัพปิศาจ ความแข็งแกร่งของกองทัพปิศาจขบวนนี้ย่อมเป็นที่
คาดคำนวณได้!
นอกจากสำนักฟงฉิงยังมีสำนักลี่สุ่ย อีกหนึ่งสำนักที่รั้งตำแหน่งในสิบ
สุดยอด ก็ประสบชะตากรรมพินาศย่อยยับเช่นเดียวกัน นี่เป็นอีกหนึ่ง
เหตุผลที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าต่อต้านแข็งขืน ได้แต่หลบหนีไปให้ไกลแสนไกล
เห็นได้ชัดว่าไม่มีโอกาสชนะ!
กระทั่งสำนักที่รั้งตำแหน่งในสิบสุดยอดเช่นสำนักฟงฉิงกับสำนักลี่สุ่ย
ยังไม่อาจเป็นคู่มือของพวกมันได้ สองสำนักที่ทรงพลังอำนาจถึงเพียงนี้ยัง
ถึงกาลแตกดับใต้ฝ่าเท้าเหยียบย่าของกองทัพปิศาจ มีตัวอย่างที่ดีให้เห็น
อยู่ตรงหน้าพวกมัน ผู้ใดยังกล้าเอาไข่ไปกระทบหินอีกเล่า?
เลี่ยวฉีชางไม่กล่าวคำใด เพียงจ้องมองเกาะเต่าตาเขม็ง รออีกสักอึด
ใจใหญ่ เห็นซิวเจ่อกลุ่มเล็ก ๆ อีกกลุ่มหนึ่งทะยานออกมาจากเกาะ
เลี่ยวฉีชางตาเป็นประกาย มันจดจำหนึ่งในคนเหล่านั้นได้ รีบร้อง
เรียกสุดเสียง “นั่นม้าฝานเซียนเซิงใช่หรือไม่?”
ม้าฝานได้ยินเสียงเรียก หันมามองแวบหนึ่ง พอเห็นเป็นเลี่ยวฉีชางก็
เหินร่างเข้าหา ประสานมือคารวะพลางกล่าว “เถ้าแก่เลี่ยว ท่านยังมิได้
จากไปอีกหรือ?”
“ยังจะหนีไปที่ใดได้เล่า?”
ม้าฝานฉุกใจคิด กล่าวว่า “เช่นนั้นเถ้าแก่เลี่ยวเข้าพักบนเกาะสัก
ระยะจะดีกว่า อยู่ในเกาะจะปลอดภัยกว่า”
“ปลอดภัย? ฟังดูยิ่งใหญ่แท้!” ซิวเจ่อข้างกายเลี่ยวฉีชางแค่นเสียง
เย้ยหยัน
ม้าฝานเหลือบมองคนผู้นั้นแวบหนึ่ง คร้านจะสนใจมัน
เลี่ยวฉีชางสีหน้าหวั่นไหวใจ “พวกท่านไม่คิดจากไปจริง ๆ
ม้าฝานหัวร่อเบา ๆ “ก็เหมือนเช่นที่เถ้าแก่เลี่ยวว่ามา เรายังจะ
หลบหนีไปที่ใดได้ แทนที่จะวิ่งพล่านไปเช่นนั้น มิสู้ยืนหยัดอยู่ที่นี่”
“ข้าจะบอกพวกเจ้าให้เอาบุญ อย่าได้พยายามกระทำตัวเป็นวีรบุรุษ
และมั่นใจเกินตัวจะดีกว่า เจ้าเข้าใจว่าศีรษะของพวกเจ้าแข็งกว่าหินหรือ”
ซิวเจ่อข้างกายเลี่ยวฉีชางกล่าวเสียงแปลกพิกล
เหลยเผิงในที่สุดอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป ถลึงตาโปนโตดุจระฆัง มือ
ขวาเปล่งแสงวาบ ตบฟาดอย่างเกรี้ยวกราด!
“หุบปากให้แก่บิดา!”
อีกฝ่ายก็ไม่ใช่มือชั้นธรรมดา ตอบสนองอย่างทันท่วงที เกราะปราณ
พลันเปล่งแสงเจิดจ้า
แต่เหลยเผิงมือไม้หนักหน่วงยิ่ง ทั้งยังไม่พลิกแพลงเปลี่ยนกระบวน
ท่า ตบลงบนเกราะปราณที่ทอแสงสว่างไสวอย่างหักโหม คนผู้นั้นรู้สึก
เรี่ยวแรงมหาศาลขุมหนึ่งโถมซัดเข้ามาอย่างดุดัน ร่างปลิวลิ่วไปเบื้องหลัง
ไม่หยุดยั้ง
แกรก!
เหลยเผิงตบจนคนผู้นี้กระแทกกับพื้น
คนผู้นั้นกระโดดขึ้นจากพื้น ใบหน้าแดงก่าด้วยโทสะ “เจ้ากล้าลงไม้
ลงมือกับข้าเชียวรึ แส่หาที่ตาย!”
ฟ่อ
เสียงแหลมสูงเย็นเยียบดังแผ่วเบา
คนผู้นั้นรู้สึกลำคอเย็นวาบ เห็นคมกระบี่เย็นเฉียบกดแน่นติดลำคอ
เย็นเฉียบเสียจนมันผมเผ้าลุกชี้ชัน! ไม่กล้าขยับกายแม้แต่น้อย ความ
หวาดกลัวที่ไม่อาจควบคุมได้ไหลบ่าเหมือนคลื่นน้า ขาสั่นพั่บ ๆ อย่างช่วย
ไม่ได้
“ตัวโง่งม!”
กระบี่บินหวนกลับสู่มือของม้าฝาน ม้าฝานไม่เหลือบแลเศษสวะที่ตื่น
กลัวแทบตายผู้นั้นอีก หันกลับมากล่าวกับเลี่ยวฉีชางอย่างฉะฉาน “เถ้า
แก่เลี่ยวหากไปยังเกาะ ต้าเหรินต้องต้อนรับท่านด้วยดีแน่ พวกเรายังมี
เรื่องสำคัญต้องกระทำ ไม่อาจโอ้เอ้เสียเวลามากนัก ขออำลา!”
กล่าวจบคำ ทั้งสามคนก็ขี่เมฆวิเศษพุ่งหายลับไปบนท้องฟ้า