สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 513 เมื่อเราตัดสินใจแล้ว
“เฮ้ เสี่ยวปู้”
สุ้มเสียงคุ้นหูร้องเรียกจากเบื้องหลัง ปู้ซือตงชะงักเท้า เมื่อหันไปเห็น
ผู้มา สีหน้าทอแววปิติยินดี โถมเข้าไปต่อยหมัดใส่ไหล่ของอีกฝ่ายอย่าง
ลิงโลด “ฮ่าฮ่า! อาเจ๋อ เจ้าไม่ได้จากไปหรอกรึ! ข้ายังนึกว่าเจ้าออกจาก
อาณาจักรทะเลเมฆไปแล้ว!”
“ไป?
?” อาเจ๋อหัวร่ออย่างอับจนปัญญา มันรูปร่าง
ผอมบาง สารรูปคล้ายนักศึกษาผู้หนึ่ง บนหน้าผากมีรอยแผลรูปดาวสะดุด
ตา มันเป็นสหายที่เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับปู้ซือตง แม้ว่าพวกมันทั้งคู่แยก
ย้ายเข้าร่วมคนละสำนัก แต่ยังคงติดต่อกันไม่เคยขาด
? หางานทำได้
แล้วหรือไม่
“สร้างเมือง” อาเจ๋อชี้ไปยังเมืองที่มองไม่เห็นจากตรงนี้ “ท่านประมุข
เกาะต้องการสร้างเมืองซวีหลิงขึ้นใหม่ ข้ารับผิดชอบค่ายกลป้องกันขนาด
กลาง”
“ร้ายกาจยิ่ง!” ปู้ซือตงเผยสีหน้าตะลึงลาน “ตอนนี้เจ้าเข้มแข็งถึง
เพียงนี้เชียวรึ ข้ายังหลงเข้าใจว่าเจ้าเพียงสามารถหลอมสร้างยันต์
กระดาษระดับสองระดับสามเท่านั้นเสียอีก”
อาเจ๋อกระชากเสียงอย่างขุ่นเคือง “ข้าก็พากเพียรมาตั้งหลายปีแล้ว!
ไฮ้ หากมิใช่ว่าท่านเจ้าสำนักต้องการออกจากอาณาจักรทะเลเมฆ ข้าก็คง
ไม่ออกจากสำนักหรอก”
?”
?” รอบนี้ถึงคราวอาเจ๋อตื่นตะลึงบ้าง “ฟัง
ว่าการคัดเลือกเข้มงวดมาก แต่ตอนนี้กระทั่งสามเณรน้อยเยี่ยงเจ้ายัง
สามารถได้รับเลือก ข้าชักกังวลกับอนาคตของข้าเสียแล้วสิ”
ปู้ซือตงเหลือกตา “ต่อไปข้าต้องปกป้องคุ้มครองคนอย่างเจ้า ข้า
ต่างหากที่ต้องหดหู่ใจ!”
“นั่นเป็นเกียรติของเจ้าแล้วเสี่ยวปู้!” อาเจ๋อหัวร่อพลางตบไหล่ปู้
ซือตง จากนั้นกล่าวอย่างห่วงใย “ฟังว่าการฝึกฝนยากลำบากยิ่ง เจ้ามี
โอสถปราณเพียงพอหรือไม่? ข้าในที่นี้พอมีอยู่บ้าง… …”
“ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วงเลย!” ปู้ซือตงโบกมือระรัว รีบกล่าวกึ่งบอก
เล่ากึ่งโอ้อวด “ซึ่งความจริง ข้าไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ได้ฝึกฝีมืออย่าง
หรูหราถึงเพียงนี้ด้วยซ้า! พวกเราจะได้รับสองชิ้นจิงสือระดับสามกับเม็ด
ยาเสริมสร้างปฐมปราณเป็นประจำทุกวัน เราจะต้องใช้ให้หมดชนิดวันต่อ
?
เพียงแค่ดูดซับพลังปราณจากจิงสือและพลังโอสถของเม็ดยาเสริมสร้าง
ปฐมปราณ จะกินเวลาร่วมครึ่งวัน แล้วหลังจากนั้นจะเป็นการฝึกฝน
กระบวนทัพ หากมีข้อผิดพลาดสักเล็กน้อย ก็รอรับการลงทัณฑ์ได้เลย!”
นึกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวของการฝึกปรือในแต่ละวัน ปู้ซือตงจุปากสั่น
ศีรษะด้วยอารมณ์
“เมื่อได้รับประโยชน์ก็อย่าได้บ่นแล้ว!” อาเจ๋อเต็มไปด้วยความอิจฉา
เลื่อมใส “ข้าได้ยินมานานว่าเกาะเต่าอุดมไปด้วยน้ามัน แต่นึกไม่ถึงว่าจะ
มั่งคั่งบริบูรณ์ถึงเพียงนี้! ครั้งนี้เจ้าทำกำไรก้อนโตจริง ๆ!”
“ฮ่าฮ่า! ไยมิใช่!” ปู้ซือตงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “น่าเสียดายที่ข้าไม่ใช่
เซียนกระบี่ เกาะเต่ามีฝีมือที่สุดในการฝึกอบรมเซียนกระบี่ เจ้าไม่ได้เห็น
เจตจำนงกระบี่ของเหวยซือ เรียกได้ว่าเลิศพิสดารสุดบรรยาย!”
“อ้อ เจ้าต้องตั้งใจศึกษาให้ดี ต่อไปหากเจ้าฝึกปรือได้บ้าง ก็สามารถ
คุ้มครองข้าได้แล้ว” อาเจ๋อทำสีหน้าราวกับว่านี่เป็นเรื่องสมเหตุสมผลยิ่ง
ปู้ซือตงพลันฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่ง รีบกล่าวว่า “อาเจ๋อ ใช่แล้ว เจ้า
สามารถลองไปที่ค่ายจินวู ที่นั่นเต็มไปด้วยซิวเจ่อที่มีฝีมือวิชาหลอมสร้าง
? ใช่ไฟอีกาทองคำระดับสี่หรือไม่?” อาเจ๋อดวงตา
เบิกกว้างราวกับพบพานผีสาง
“ใช่!” ปู้ซือตงพยักแรง ๆ “ข้ายังได้ยินว่าพวกมันสอนวิชาหลอมสร้าง
ทุกประเภท โอสถปราณทั้งหมดที่พวกเราใช้ฝึกฝีมือก็มาจากค่ายจินวู
หลอมกลั่นให้ ข้าเคยติดตามม้าฝานต้าเหรินไปที่นั่นครั้งหนึ่ง มีสิ่งดี ๆ
มากมายโยนทิ้งกลาดเกลื่อนบนพื้น มีอยู่ทุกหนทุกแห่งทีเดียว ข้าเพียงแค่
ชมดูก็เจ็บปวดใจแทบตายแล้ว!”
“ค่ายจินวูไปทางไหน
อาเจ๋อรีบถาม สองตาแดงฉานด้วยสายเลือด
ปู้ซือตงชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง “อ้อ อยู่ทางนั้น”
โดยไม่กล่าวคำใดอีก อาเจ๋อวิ่งหน้าเริดจากไปในบัดดล
“อย่างน้อยก็น่าจะกล่าวลากันเสียหน่อย… …” ปู้ซือตงยืนอึ้งงัน บ่น
อุบอยู่คนเดียว
ผู้คนยังคงไหลบ่าเข้ามาไม่ขาดสาย เกาะเต่าเปรียบประดุจแม่เหล็ก
มหึมา ดึงดูดซิวเจ่อจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนให้รุดมา ซิวเจ่อที่ไม่ยินดี
ออกจากอาณาจักรทะเลเมฆมีเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น อย่างรวดเร็ว
เกาะเต่าไม่เพียงพอจะรองรับซิวเจ่อจำนวนมากอีกต่อไป รวมกับเรื่องที่ว่า
บนเกาะมีความลับต้องห้ามมากมาย อย่างเช่นพฤกษาเทพสุริยัน ผู้คน
มากมายหูตาสับสน หากมีคนไปพบความลับเหล่านี้เข้าคงไม่ดีแน่
จั่วม่อตัดสินใจสร้างเมืองซวีหลิงขึ้นอีกครั้ง
เดิมทีแม่นางน้อยตั้งใจจะใช้เกาะเต่าเป็นเหยื่อล่อกองทัพปิศาจ แต่
มองดูผู้คนยังไหลบ่าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พวกมันได้แต่ล้มเลิกความคิดไป
โชคดีที่ค่ายจูเชวี่ยมีปีกเมฆากับเมฆวิเศษ ไปมาดุจสายลม เหมาะ
สำหรับการทำสงครามแบบกองโจร
ความคืบหน้าของการสร้างเมืองซวีหลิงรวดเร็วมาก พวกมันมี
กำลังคนมหาศาล ทุกคนล้วนทราบดีแก่ใจว่าเวลากระชั้นสั้นยิ่ง ดังนั้น
มุ่งมั่นทำงานอย่างสุดความสามารถ
จั่วม่อในยามนี้ยังร่ารวยมหาศาล นี่เป็นผลพลอยได้จากการเป็นคน
เดียวที่กล้ายืนหยัดต่อต้านกองทัพปิศาจ
บรรดาพ่อค้าเช่นเลี่ยวฉีชาง ผู้มาหาจั่วม่อเพื่อหลบภัย ย่อมยินดี
ลงทุนลงแรงอย่างแข็งขัน ส่วนกิจการร้านค้าที่หลบหนีออกจากอาณาจักร
ทะเลเมฆ ยังช่วยบริจาคสิ่งของที่พวกมันไม่สามารถพกพาไปด้วยให้แก่
จั่วม่อ ถือเป็นสินน้าใจคราหนึ่ง ซึ่งน้าใจของพวกมันในครั้งนี้ บางทีอาจมี
โอกาสได้ใช้งานในภายหลัง
พบสถานการณ์เช่นนี้ จั่วม่อย่อมต้องยิ้มรับไว้ด้วยความยินดี เป็นไร
ขนย้ายมาไม่สะดวกหรือ?
ผู้ที่มีสายตาแหลมคมพากันลงเดิมพันข้างจั่วม่อ แผนการฟื้นฟูเมือง
ซวีหลิงคราวนี้ มีบรรดาธุรกิจการค้าหลายแห่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่
พ่อค้าที่สามารถอยู่รอดในสงครามการค้าอันโหดเหี้ยม ไหนเลยจะมี
สายตาอันแคบสั้นได้?
ภายใต้สถานการณ์หนุนเสริม พลังอำนาจของจั่วม่อเติบโตอย่าง
รวดเร็ว รอบ ๆ เกาะเต่า ปรากฏภาพความเจริญรุ่งเรืองอันไม่คุ้นเคย
หลังจากสรุปเป้าหมายที่ชัดแจ้ง ผู้คนใต้ร่มธงของจั่วม่อแสดงความ
คลั่งไคล้ต่อการต่อสู้ เต็มไปด้วยขวัญกำลังใจสูงล้าเทียมฟ้า
นี่อาจจะเป็น ‘การค้า’ ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่จั่วม่อเคยกระทำมา เมื่อ
เทียบกับการค้าครั้งนี้ ทุกสิ่งที่มันเคยค้าขายมาก่อนหน้านี้ ล้วนกลายเป็น
เรื่องเด็กเล่นไป เมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้น จั่วม่อพลันตระหนักทันที ว่าภายใต้
ไฟสงครามที่ลุกลามอย่างกะทันหันนี้ แฝงไว้ด้วยโอกาสอันยิ่งใหญ่ประการ
หนึ่ง
บางทีเกออาจเกิดมาเพื่อทำการค้าจริง ๆ กระมัง
สำหรับเรื่องที่ว่าบรรลุเป้าหมายแล้วจะทำอย่างไรต่อไป สวรรค์
เท่านั้นที่รู้ จั่วม่อคร้านจะขบคิดเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น นี่เป็นโอกาสทองก็จริง
แต่คิดคว้าเอาไว้ให้มั่น กลับไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
เคราะห์ดีที่จนถึงตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนยังดำเนินไปอย่าง
ราบรื่น
แต่จั่วม่อไม่ได้ปล่อยให้ความสำเร็จเล็กน้อยมากระทบจิตใจมัน มัน
ยังคงประเมินสถานการณ์อย่างสงบและรอบคอบ
มันทราบกระจ่างแก่ใจ การขยายพลังอำนาจของมันในยามนี้ไม่ต่าง
อันใดจากฟองอากาศกลุ่มหนึ่ง หากมันไม่สามารถเอาชัยกองทัพปิศาจได้
ฟองอากาศเหล่านี้จะแตกกระจายทันที
มองดูอากุ่ยที่นิ่งเงียบ หัวใจอันร้อนรุ่มของจั่วม่อค่อยสงบลง
“อากุ่ย ขออภัยด้วย เราต้องรอให้เสร็จศึกครั้งนี้เสียก่อน จึงจะ
สามารถออกไปเสาะหาตัวอ่อนเมฆวารีได้” มันกล่าวด้วยทีท่าขออภัย
อากุ่ยยังคงเงียบกริบ ไร้การเคลื่อนไหว
หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีจ้องมองซึ่งกันและกันอย่างเงียบงัน
“อากุ่ย เจ้าเป็นใครกันแน่?”
?”
นับตั้งแต่รับบาดเจ็บในอาณาจักรขุนเขาน้อยครั้งนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่
อากุ่ยตอบสนอง
ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อพลันรู้สึกอบอุ่นใจ เพียงการเคลื่อนไหว
เรียบง่ายเช่นนี้ก็ทำให้มันสบายอกสบายใจเป็นอย่างยิ่ง ความหดหู่ปลิว
หายเป็นปลิดทิ้ง
มือของอากุ่ยงดงามละเมียดละไมยิ่ง เช่นเดียวกันกับเท้าของนาง ไร้
รอยตำหนิแม้แต่น้อย
เว้นเสียแต่ว่าเย็นเฉียบอยู่บ้าง
จั่วม่อดึงมืออากุ่ยมากุมเอาไว้ด้วยสองมือ
“ขอบใจเจ้ามาก อากุ่ย”
“ข้าไม่เห็นด้วย!”
“ข้าก็ไม่เห็นด้วย!”
“ต้าเหริน ท่านไม่อาจพาตัวเข้าเสี่ยงอันตราย นี่มันสุ่มเสี่ยงเกินไป!”
จั่วม่อมองดูเหล่าคนที่พลุ่งพล่านร้อนรนอย่างสงบ มันคาดเดา
ปฏิกิริยาเช่นนี้ไว้แต่แรกแล้ว เหวยเสิ้งแม้ไม่ได้กล่าว แต่สีหน้าก็เผยชัดว่า
ไม่เห็นด้วยกับความคิดของจั่วม่อ และไม่ใช่แค่เหวยเสิ้งคนเดียว แม่นาง
น้อย ซู่หลงและคนอื่น ๆ ก็พากันสั่นศีรษะไม่เห็นด้วย
ทุกผู้คนทราบดีแก่ใจว่าความปลอดภัยของจั่วม่อเท่ากับความอยู่รอด
ของกองกำลังของพวกมัน หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับจั่วม่อ กองกำลังนี้อาจล่ม
สลายลงทันที
ไม่ว่าข้อเสนอใด ๆ ที่อาจนำมาซึ่งสถานการณ์เลวร้ายเช่นนั้น ย่อม
ต้องเผชิญการคัดค้านอย่างแข็งขันจากทุกผู้คน
ผู้คนค่อย ๆ สงบลงจากความพลุ่งพล่านใจ สายตาของพวกมันมอง
ไปยังจั่วม่อเป็นตาเดียว จั่วม่อยังคงแย้มยิ้มตามปกติ ไม่มีสีหน้าเดือดเนื้อ
ร้อนใจ เมื่อเห็นทุกคนสงบใจลงแล้ว มันค่อยเอ่ยปากช้า ๆ
“เรื่องนี้ข้าครุ่นคิดมาเป็นอย่างดี”
ไม่มีใครโต้แย้ง ทุกคนกำลังรอให้จั่วม่อกล่าวต่อ เมื่อสนิทสนมคุ้นเคย
กับต้าเหรินมานานถึงเพียงนี้ พวกมันก็รู้ดีว่าต้าเหรินเมื่อตัดสินใจแล้ว ก็
ยากจะเปลี่ยนความตั้งใจของมันอีก
“ในการเปิดศึกกับกองทัพปิศาจ ไม่มีใครทดแทนศิษย์น้องกงซุนกับ
ค่ายจูเชวี่ยได้ อีกทั้งรูปแบบการทำศึกของค่ายเว่ยยังไม่เหมาะสมกับ
ยุทธวิธีแบบกองโจร ซู่หลงนิสัยใจคอหนักแน่นมั่นคง มีฝีมือทางศึกป้องกัน
มากกว่าการบุกจู่โจม แต่คราครั้งนี้ภารกิจของค่ายเว่ยคือลอบโจมตีแนว
หลังของข้าศึก ข้าคิดว่าไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าข้าอีกแล้ว”
เห็นบางคนอ้าปากคล้ายจะกล่าวค้าน จั่วม่อโบกมือตัดบท กล่าว
ต่อไปว่า
“สำหรับเรื่องการเสี่ยงอันตราย ต่อไปอย่าได้เอ่ยถึงแล้ว พวกเรา
กำลังต่อสู้แบบหลังชนฝา ไม่มีที่ให้ถอยหนีอีก เว้นเสียแต่ว่าเราจะกลับไป
เป็นเหมือนสมัยก่อน” จั่วม่อกวาดตามองทุกผู้คน กล่าวเสียงลึก “พวกเจ้า
ปรารถนาเช่นนั้นหรือไม่
คนทั้งห้องเงียบสนิท
กับชีวิตร่อนเร่พเนจรก่อนหน้านี้ ก่อนที่พวกมันจะตั้งเป้าหมาย ไม่มี
ผู้ใดตระหนักว่าเป็นปัญหา ทั้งยังไม่แยแสสนใจ แต่หลังจากกำหนด
เป้าหมายชัดแจ้ง ประหนึ่งทะลวงหน้าต่างกระดาษออกสู่โลกใบใหม่ ให้
พวกมันกลับคืนสู่ชีวิตไร้หลักแหล่งเหมือนเดิม ย่อมไม่มีผู้ใดยินยอมพร้อม
ใจ
“เมื่อพวกเราตัดสินใจแล้ว… …”
จั่วม่อกวาดตามองไล่ไปทีละคน แต่ละคนรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง
“ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะซุกหัวหดหาง หวาดกลัวผลที่จะตามมาอีก!”
จั่วม่อแม้กล่าวด้วยน้าเสียงไม่ใส่ใจ แต่คำพูดเหล่านี้เหมือนคมกระบี่ที่
เจาะทะลวงเข้าไปในหินผา สลักลึกอลงในใจผู้คน
ท่วงท่าสภาวะของมันในยามนี้เต็มไปด้วยรัศมีความเชื่อมั่นแห่ง
ราชัน!
“เราพบสายสืบของศัตรูอีกครั้ง นี่ก็เป็นกลุ่มที่เจ็ดแล้ว” รองผู้
บัญชาการรายงานด้วยสุ้มเสียงสงบราบเรียบ “อีกฝ่ายคล้ายให้
ความสำคัญกับเราไม่น้อยทีเดียว”
“อ้อ” สือตงทำเสียงรับรู้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าท่าที ยังคงเพ่งมองไป
ยังที่ห่างไกลตามเดิม ดวงตาสีฟ้าลึกล้าเท่าห้วงสมุทร
“ดูจากระดับฝีมือของสายสืบเหล่านี้ ศัตรูสมควรไม่อ่อนด้อย” รองผู้
บัญชาการกล่าวสืบต่อ “หากเซียนนักรบของพวกมันมีฝีมือในระดับ
เดียวกัน เช่นนั้นเราก็มีปัญหาแล้ว”
“อ้อ” สือตงไม่สะทกสะท้าน
“เราต้องระวังเส้นทางล่าถอยจะถูกตัดขาด” รอผู้บัญชาการสะกิด
เตือน “หากเส้นทางล่าถอยถูกตัด เราจะตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน
อันตราย”
สือตงในที่สุดค่อยมีปฏิกิริยา “แจ้งเตือนต่อเยี่ยหลิง13แล้วหรือไม่?”
“แจ้งเตือนแล้ว” ผู้ช่วยแม่ทัพผงกศีรษะ พลางกล่าว “ทางเยี่ยหลิงต้า
เหรินหว่านเมล็ดหญ้าปิศาจเรียบร้อยแล้ว เมล็ดหญ้าปิศาจเหล่านี้จะ
เติบโตงอกงามภายในสิบห้าวัน”
เยี่ย – ทุ่งกว้าง,ท้องทุ่งที่โล่งกว้าง หลิง – ต้นกระจับ
“ไฉนไม่ใช้เมล็ดทะเลปิศาจ?”
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังรู้สึกว่าอาศัยแค่ทุ่งหญ้าปิศาจก็เพียงพอที่จะ
รักษาค่ายทัพหลักของพวกมันเอาไว้
การบุกโจมตีของพวกมันราบรื่นกว่าที่สือตงคาดคิดเอาไว้มาก แต่เมื่อ
มันทราบตำแหน่งแห่งที่ของอาณาจักรทะเลเมฆบนแผนที่ของซิวเจ่อแล้ว
ก็เข้าใจในบัดดลว่าไฉนเป็นเช่นนี้ เนื่องเพราะที่นี่เป็นเพียงอาณาจักร
ห่างไกลสุดกู่ที่ไม่ค่อยมีผู้คนใส่ใจ
ไม่มีสำนักใหญ่ที่ทรงพลังอำนาจ ไม่มีสินค้าที่โดดเด่นพิเศษเฉพาะ ทั้ง
ทุรกันดารและเปลี่ยวร้างห่างไกล มิหนำซ้ามีพื้นที่มากมายที่ยังไม่ถูก
สำรวจ
การบุกเข่นฆ่ารุดหน้าโดยไร้ผู้ต้านไม่ได้ทำให้สือตงสำราญใจแต่อย่าง
ใด คู่ต่อสู้ของพวกมันอ่อนแอเหลือเกิน ชัยชนะเช่นนี้มีอะไรน่าภาคภูมิใจ
ด้วย?
ถึงตอนนี้ความหวังหนึ่งเดียวของมันก็คือ หวังว่าภายใต้ทะเลเมฆที่ยัง
ไม่ถูกสำรวจจะมีสิ่งที่ทำให้มันประหลาดใจได้บ้าง มิเช่นนั้นการยึดครอง
อาณาจักรแร้นแค้นนี้ ก็หาได้มีประโยชน์ใดต่อตระกูลของมันไม่
สือตงทีแรกอ้าปากจะสั่งการให้ผู้ช่วยแม่ทัพของมันส่งข่าวไปเตือน
เยี่ยหลิง แต่พอคิดถึงความหนักแน่นรอบคอบของเยี่ยหลิง ก็นึกขึ้นได้ว่า
คนผู้นี้แทบไม่เคยกระทำผิดพลาด ดังนั้นหันเหหัวเรื่องว่า “เจ้าค้นพบแล้ว
หรือไม่? สินค้าที่พอมีราคาค่างวดของอาณาจักรทะเลเมฆมีอะไรบ้าง?”
“ดูจากตอนนี้ สมควรมีสายแร่อยู่บ้าง แต่ปริมาณไม่มากนัก ทั้งระดับ
ก็ไม่สูงเท่าใด” ผู้ช่วยแม่ทัพมองสือตง จากนั้นกล่าวเสียงหนักว่า “แต่เสี่ยว
วอบอกว่า มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของตัวอ่อนปิศาจ!”
“ตัวอ่อนปิศาจ!” สือตงตาลุกวาบ เป็นครั้งแรกที่น้าเสียงเปลี่ยนไป
“ใช่ขอรับ เป็นตัวอ่อนปิศาจ! แม้ว่ายังไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าเป็นตัว
อ่อนปิศาจชนิดใดก็ตาม แต่ต้องมีอยู่บ้างแน่นอน ท่านก็ทราบว่าในเรื่องนี้
เสี่ยววอไม่เคยผิดพลาดมาก่อน” ผู้ช่วยแม่ทัพสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความ
เชื่อมั่น
สือตงในดวงตาทอแววปิติยินดีที่แทบมองไม่เห็น เสี่ยววอ14เป็นหนึ่ง
ในผู้นำทัพภายใต้ร่มธงของสือตง คนผู้นี้ฝึกปรือสังขารปิศาจที่หาได้หา
ยากชนิดหนึ่ง สังขารปิศาจอันพิสดารชนิดนี้เรียกว่าสังขารปิศาจหอยทาก
น้าขึ้น แม้ไม่มีพลังสู้รบที่เข้มแข็ง แต่ทดแทนด้วยความสามารถพิเศษที่ดี
เยี่ยมประการหนึ่ง นั่นคือมีความสามารถในการสูดดมกลิ่นที่เหนือล้ากว่า
คนทั่วไปมาก
ผู้ช่วยแม่ทัพกล่าวไม่ผิด เรื่องเช่นนี้เสี่ยววอไม่เคยผิดพลาดมาก่อน!
ตัวอ่อนปิศาจ!
ของวิเศษนี้เติบโตขึ้นท่ามกลางพืชพรรณและสัตว์ป่า มีรูปร่างแปลก
ประหลาดแทบทุกรูปแบบ บ้างแฝงเร้นอยู่ภายในร่างสัตว์ป่า บ้างแฝงกาย
อาศัยอยู่กับพืชหญ้าต้นไม้ บ้างอยู่ในบริเวณที่ไร้สิ่งมีชีวิต มีรูปลักษณ์
14
สือตงม่านตาหดแคบลงทันควัน
แต่วันนี้จั่วม่อดึงมันมาร่วมภารกิจลอบโจมตีครั้งนี้เป็นการเฉพาะ
ประการแรกอาจเป็นเพราะกู้หมิงกงเองก็เป็นยอดยุทธ์จินตันเลื่องชื่อผู้
หนึ่ง มีความสามารถเชิงยุทธ์ไม่ต่าทราม อีกประการหนึ่งก็คือกู้หมิงกงรู้จัก
คุ้นเคยกับอาณาจักรทะเลเมฆดุจนิ้วบนฝ่ามือตน มันไม่เพียงแต่คุ้นเคยกับ
เครือข่ายค่ายกลเคลื่อนย้ายในพื้นที่ ยังสามารถก่อตั้งค่ายกลเคลื่อนย้าย
ด้วยตัวเอง
นี่มีส่วนช่วยต่อภารกิจของจั่วม่ออย่างมหาศาล
อย่าได้เห็นว่าจั่วม่อกล่าวอย่างเร่าร้อนเหี้ยมหาญ ประหนึ่งว่าจะต่อสู้
จนกว่าชีวิตจะหาไม่ แต่อันที่จริงมันยังคงกลัวตายเป็นอย่างยิ่ง
ภายใต้การนำทางของกู้หมิงกง พวกมันเดินลงไปในห้องใต้ดินของ
คลังสินค้าแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว ตามที่คาดไว้ พวกมันพบค่ายกล
เคลื่อนย้ายขบวนหนึ่งจริง ๆ กู้หมิงกงรีบเข้าไปตรวจสอบยืนยันว่าไม่มี
ปัญหาอันใด ก่อนจะเปิดใช้งานค่ายกลเคลื่อนย้ายในทันที
จิงสือระดับสี่หลายชิ้นถูกใส่ลงไปในค่ายกล ค่ายกลทั้งขบวนพลัน
เปล่งแสงเจิดจ้าในบัดดล
สำหรับการลอบจู่โจมครั้งนี้ จั่วม่อลงทุนไม่น้อยจริง ๆ ไม่ต้องกล่าวถึง
อื่นใด ลำพังการเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนมากด้วยค่ายกลเคลื่อนย้าย ก็ต้อง
จ่ายค่าตอบแทนด้วยจำนวนจิงสืออันน่าตระหนกแล้ว
ไพร่พลค่ายเว่ยเดินตามกันเข้าไปในค่ายกลอย่างเป็นระเบียบ
ประกายแสงวาบแล้ว จากนั้นพวกมันหายวับไป
ปลายทางอีกด้านหนึ่งของค่ายกลเคลื่อนย้ายก็ซ่อนอยู่ในคลังใต้ดิน
อันมืดมิดเช่นเดียวกัน กู้หมิงกงนำทางอย่างชำนิชำนาญ ผ่านห้องใต้ดิน
นำทุกคนออกมาด้านนอก ทันใดนั้นพวกมันพลันพบว่าสิ่งก่อสร้างด้าน
นอกกลายเป็นซากปรักหักพังอย่างสมบูรณ์ ค่ายกลด้านนอกยังถูกทำลาย
ยับเยิน
“ต้าเหริน ที่นี่คือสันเขาชมเมฆา” กู้หมิงกงสีหน้ามิสู้ดีนัก มันเห็นได้
ชัดว่าตื่นตะลึงกับภาพที่ดูคล้ายแดนนรกที่อยู่ตรงหน้า
การต่อสู้ระหว่างซิวเจ่อด้วยกันมักเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ต่างจาก
การรับประทานข้าว แต่หากนำมาเทียบกับภาพโศกนาฏกรรมที่อยู่
ตรงหน้า นั่นก็เป็นแค่เด็กเล่นทะเลาะเบาะแว้งกันเท่านั้น
จั่วม่อยืนยันข่าวมาแล้วว่า สันเขาชมเมฆาเป็นสถานที่แรกที่ถูก
กองทัพปิศาจเข้าโจมตี
แม้ว่ายามนี้ยังไม่พบรอยแยกแห่งความโกลาหลที่ปรากฏขึ้น แต่
สมควรอยู่ไม่ไกลแล้ว พวกมันได้แต่ใช้วิธีการอันทื่อด้าน ค่อย ๆ ค้นหาไป
เท่านั้น มีเพียงเสาะหารอยแยกแห่งความโกลาหลพบ พวกมันจึงสามารถ
ค้นพบค่ายทัพหลักของศัตรู เนื่องเพราะค่ายทัพหลักของฝ่ายตรงข้าม
สมควรอยู่ไม่ไกลจากรอยแยกแห่งความโกลาหล
กวาดตามองสภาพภูมิประเทศแวบหนึ่ง เห็นแต่ซากปรักหักพัง
เทียบกับกู้หมิงกงที่เสียกิริยา จั่วม่อสงบเยือกเย็นกว่ามาก ฉากอาบ
เลือดที่อเนจอนาถกว่านี้ มันก็เคยพบเห็นมานักต่อนักแล้ว
มันรั้งสายตากลับ กล่าวกับกู้หมิงกง “ลงมือเถอะ”
กู้หมิงกงไม่พูดพล่ามทำเพลง นำยันต์กระดาษออกมา เป่าพลังปราณ
สายหนึ่งเข้าไปในยันต์ มือซ้ายผนึกท่ามุทรา ปากร่ายถ้อยคาถา
ฟูม!
ยันต์กระดาษเริ่มลุกไหม้ เปลี่ยนเป็นลูกไฟดวงหนึ่ง
ซู่วซู่วซู่ว!
ท่ามกลางเปลวไฟ เห็นนกสีเทาที่ไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตาฝูงหนึ่งโผ
บินออกมา นกน้อยจำนวนมหาศาลกระพือปีกอย่างพร้อมเพรียง แยกย้าย
พุ่งทะยานไปทุกทิศทุกทาง หายวับไปในบัดดล
ซู่หลงกับพลพรรคค่ายเว่ยเฝ้ามองฉากนี้อย่างสนอกสนใจ
กระทั่งจั่วม่อยังอดสนใจไม่ได้ หากว่ากันในเรื่องความหลากหลาย
ของฝีมือ ย่อมไม่มีผู้ใดเกินเซียนยันต์ ฝีมืออันหลากหลายไร้ที่สิ้นสุดของ
พวกมันมักจับตาผู้คนอยู่เสมอ
สังเกตเห็นสายตาของจั่วม่อ กู้หมิงกงรีบบรรยายว่า “ต้าเหริน นี่
เรียกว่ายันต์พันวิหค เหมาะสำหรับสืบค้นในวงกว้าง แต่หลอมสร้างไม่ง่าย
นักและราคาสูงมาก”
“เป็นสินค้าที่มีประโยชน์มาก” จั่วม่อเริ่มใคร่ครวญอย่างจริงจังว่า
สมควรติดอาวุธค่ายเว่ยด้วยยันต์ประเภทนี้หรือไม่ นอกเหนือจากอาเหวิน
ซึ่งเป็นองครักษ์ปิศาจเงา มีความเร็วอันน่าตระหนกแล้ว ค่ายเว่ยคนอื่น ๆ
ระดับความเร็วธรรมดาสามัญ ไม่มีคนไหนเลยที่เหมาะจะเป็นสายสืบ
ยันต์พันวิหคสามารถชดเชยจุดอ่อนข้อนี้ของค่ายเว่ยได้เหมาะเจาะ
พอดี
แต่จั่วม่อไม่แน่ใจว่าซู่หลงกับพวกจะสามารถใช้งานนกกระเรียน
กระดาษได้หรือไม่ นกกระเรียนกระดาษต้องใช้พลังปราณ แต่พวกซู่หลง
ฝึกปรือทักษะปิศาจ
มันยืมยันต์กระดาษจากกู้หมิงกง ส่งให้ซู่หลง และซู่หลงไม่ว่าจะ
พยายามสักเท่าใด ก็ไม่อาจใช้ยันต์กระดาษได้จริง ๆ
จั่วม่อได้แต่ยอมล้มเลิกความคิดที่ดูเข้าท่านี้ไป
สวรรค์มีความยุติธรรมดีอย่างที่คิด คนผู้หนึ่งต้องการได้รับประโยชน์
ทั้งหมด นับว่าไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าใดจริง ๆ
ที่ผ่านมาค่ายเว่ยมักจะออกศึกร่วมกับค่ายจูเชวี่ย นี่เป็นครั้งแรกที่
พวกมันต้องออกรบห่างไกลจากค่ายทัพหลัก หลายปัญหาที่พวกมันไม่เคย
พบ ถึงตอนนี้ค่อยๆ ผุดขึ้นทีละอย่าง
จั่วม่ออยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันใด เช่นนั้นทหารปิศาจรับมือกับ
ปัญหานี้ด้วยวิธีการใด?
มันรีบไปถามเว่ยทันที
เว่ยอธิบายว่า “ปัญหานี้เผ่าปิศาจมีหนทางแก้ไขมากมาย ยกตัวอย่าง
เช่นสังขารปิศาจบางชนิดมีความเร็วอันน่าตระหนก หรือมีพลังพิเศษที่ไม่
เหมือนใคร ปิศาจจำพวกนี้เป็นสายสืบที่ร้ายกาจยิ่ง ทัพปิศาจบางทัพจะ
เพาะเลี้ยงแมลงพิเศษบางชนิด พวกมันรวดเร็วยิ่ง ทั้งยังรู้จักปกปิดซ่อน
เร้นตัวเอง ฝ่ายตรงข้ามยากจะค้นพบได้”
จั่วม่อเข้าใจในทันที ซิวเจ่อมีฝีมือของซิวเจ่อ อสูรปิศาจก็ย่อมมีฝีมือ
ของอสูรปิศาจเช่นกัน
หลังจากวิวัฒนาการมานานปี วิถีของอสูร ปิศาจและเซียนค่อย ๆ
พัฒนาจนเพียบพร้อมสมบูรณ์ ซิวเจ่อในเมื่อมียอดคนอัจฉริยะ หรือเผ่า
อสูรปิศาจจะเป็นตัวโง่งมไปเสียทั้งหมดด้วย?
เห็นพื้นดินสีดำที่โดดเด่นสะดุดตา ดูเหมือนถูกย้อมด้วยน้าหมึก
แบ่งแยกจากพื้นดินรอบข้างอย่างชัดเจน
“ทุ่งหญ้าปิศาจ!”
ทันทีที่พบเห็นสิ่งนี้ เว่ยก็โพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน
“ทุ่งหญ้าปิศาจ?”
?”
“พวกมันไม่มีพลังมากนัก แต่เมื่อเติบโตเต็มที่ อัตราการแพร่พันธุ์
ของหญ้าปิศาจน่ากลัวมาก พวกมันจะแพร่กระจายออกไปเหมือนควันพิษ
แม้แต่ในดินที่แร้นแค้นกันดารที่สุดก็ยังอยู่รอดได้ ความสามารถที่ร้ายกาจ
ที่สุดของพวกมัน คือการดูดกลืนปราณธรรมชาติในสถานที่ที่มันงอกงาม”
จั่วม่อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
สำหรับซิวเจ่อ หากในอากาศไม่มีพลังปราณธรรมชาติหลงเหลืออยู่
พวกมันจะเผชิญกับปัญหาใหญ่ทันที นั่นหมายความว่าซิวเจ่อได้แต่พึ่งพา
พลังปราณภายในร่างกายตัวเอง และไม่สามารถเติมเต็มพลังปราณได้ง่าย
นัก หากพวกมันไม่ได้ฝึกปรือเคล็ดวิชาพิเศษหรือมีเคล็ดลับเฉพาะเจาะจง
พวกมันก็ได้แต่พึ่งพาการเติมพลังปราณด้วยจิงสือเป็นบางครั้งเท่านั้น ข้าว
ปราณและโอสถปราณอาจพึ่งพาได้มากกว่า ส่งผลข้างเคียงน้อยกว่า แต่
ย่อมสิ้นเปลืองกว่ามาก ยากที่จะจัดหามาป้อนต่อกองทัพในระยะยาว
“แต่ค่ายเว่ยฝึกปรือทักษะปิศาจ” จั่วม่อค่อยนึกขึ้นได้
“นั่นคือเหตุผลที่ข้าบอกว่าพวกเราโชคดีไม่น้อย” เว่ยสุ้มเสียงสงบ
ราบเรียบ “ข้าว่าเจ้าสมควรเชื่อมั่นในค่ายเว่ยให้มากกว่านี้ ค่ายเว่ย
ในตอนนี้ไม่เหมือนกับที่เคยเป็นมาอีกแล้ว”
เสียงแค่นอย่างเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจจั่วม่ออย่างกะทันหัน
เหมือนเสียงขู่ฟ่ออันอาฆาตมาดร้ายและเย็นยะเยียบชองอสรพิษร้าย
เป็นผูเยา
ผูเยาที่ชาญฉลาด ไหนเลยจะไม่เข้าใจความหมายในวาจาของเว่ยได้?
จั่วม่อแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน มีแต่ยามที่สองวัตถุโบราณนี้ขัดแย้งกัน
มันสามารถเป็นชางประมงได้รับข้าว! แต่หากสองคนนี้รวมหัวกัน มันนึกไม่
ออกเลยว่าวันคืนของมันจะอยู่รอดไปได้อย่างไร!
โชคดีที่กองทัพที่มันนำมาเป็นค่ายเว่ย หากเป็นค่ายจูเชวี่ยคงต้อง
เสียเปรียบอยู่หลายขุม ทุ่งหญ้าปิศาจไม่มีผลต่อค่ายเว่ย จั่วม่อค่อยคลาย
ใจลงเล็กน้อย
ฝ่ายตรงข้ามระมัดระวังตัวยิ่ง เพียงมองจากบริเวณโดยรอบที่เต็มไป
ด้วยทุ่งหญ้าปิศาจ ก็สามารถมองออกได้
“เจ้าค้นพบตำแหน่งของค่ายทัพหลักหรือไม่
จั่วม่อหันกลับไปถาม
กู้หมิงกง
กู้หมิงกงสั่นศีรษะ “ผืนดินสีดำนี้แปลกประหลาดยิ่ง ยันต์พันวิหคไม่
สามารถบินผ่านไปได้”
เป็นไปตามคาด!
ทุ่งหญ้าปิศาจแม้ยังไม่ได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ แต่ผลกระทบในการ
ดูดกลืนพลังปราณเริ่มทำงานบ้างแล้ว นกสีเทาสร้างขึ้นจากยันต์พันวิหค
เป็นโครงสร้างที่ประกอบขึ้นจากพลังปราณ เมื่อบินผ่านบริเวณทุ่งหญ้า
ปิศาจจะถูกทำลายก็ไม่แปลกอันใด
มันกลับมาพร้อมกับตำแหน่งทั่วไปของค่ายทัพศัตรู เป็นไปตามที่
จั่วม่อคิด ทุ่งหญ้าปิศาจเมื่อยังไม่ทันเติบโตเต็มที่ ก็แสดงว่าผู้อื่นเพิ่งจะตั้ง
ค่ายได้ไม่นานนัก
ภายใต้การนำทางของอาเหวิน พวกมันลอบเข้าใกล้ค่ายทัพของอีก
ฝ่ายอย่างเงียบเชียบ
เยี่ยหลิงบนศีรษะเต็มไปด้วยผมสีน้าตาลแดง ดวงตาสีขาวเทาลึกล้า
สุดหยั่ง ริ้วรอยบนใบหน้ากดลึก มันมีชาติกำเนิดธรรมดาสามัญ ไม่ได้
ครอบครองสายเลือดพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ค่อยมีพรสวรรค์ในการ
ฝึกปรือทักษะปิศาจ แต่ด้วยความสุขุมรอบคอบและขยันขันแข็ง ยัง
สามารถเสาะหาสถานที่ของตนอยู่ในกองทัพได้
แม้ว่ามันเพียงรับผิดชอบงานพลาธิการ จัดเตรียมสิ่งของส่งเสบียง
แต่สำหรับมันกับตระกูลของมัน นี่เป็นงานที่ดีไม่น้อย
เยี่ยหลิงผู้นี้ทั้งเอาการเอางานและขยันขันแข็งยิ่ง แทบไม่เคยกระทำ
ผิดพลาดมาก่อน เมื่อผ่านไปนาน ๆ มันก็กลายเป็นมีชื่อเสียงในเรื่อง
ความสามารถและความน่าเชื่อถือ กระทั่งสือตงที่มีดวงตาสูงส่งอยู่เหนือ
ศีรษะยังยินดีออกรบร่วมกับมันอย่างไม่รังเกียจรังงอน
“ตอนนี้สือตงต้าเหรินอยู่ที่ใด
มันถาม
“อยู่ที่ทวีปทะเลเมฆเทา รายงานล่าสุดแจ้งว่าสายสืบของเราปะทะ
กับสายสืบของซิวเจ่อ สายสืบฝ่ายเราบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก”
ผู้ช่วยแม่ทัพรีบรายงาน
เยี่ยหลิงพอฟังกลับไม่ได้แตกตื่นลนลาน “นี่เป็นเรื่องธรรมดายิ่ง ซิว
เจ่อไม่ได้อ่อนแอ ซึ่งความจริงพวกเรามาเหยียบประตูบ้านของพวกมัน ฆ่า
คนของพวกมัน หากพวกมันไม่ตอบโต้แม้แต่น้อย นั่นจึงน่าแปลกใจกว่า”
“ต้าเหรินกล่าวถูกต้อง”
“เราต้องระมัดระวังให้มาก ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นลอบโจมตีเราได้” เยี่ย
หลิงสีหน้าหนักอึ้ง “สั่งให้ทุกคนตื่นตัวอยู่เสมอ! ในหมู่ซิวเจ่อย่อมมีบุคคล
อันชาญฉลาด เราไม่อาจเรือล่มในน้าตื้นได้!”
“ทราบแล้วต้าเหริน!” ผู้ช่วยแม่ทัพรับคำสั่ง
ทันใดนั้นเอง เสียงหวีดแหลมดังสนั่นลั่นไหว เยี่ยหลิงรู้สึกแทบหูดับ
หนึ่งแม่ทัพหนึ่งผู้ช่วยสีหน้าแปรเปลี่ยนทันควัน!
มีคนลอบโจมตีค่ายทัพของพวกมัน!
จั่วม่อใบหน้าสลดหดหู่ยิ่ง
พวกมันอุตส่าห์ย่องมาถึงตรงหน้าศัตรู หากไม่ฉวยโอกาสนี้ลอบโจมตี
สักครา พวกมันจะต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์แน่!
แต่กระนั้นมันกลับคิดไม่ถึง ว่าการระวังป้องกันของอีกฝ่ายจะเข้มงวด
กวดขันถึงเพียงนี้ มันแม้หลีกเลี่ยงจากสายสืบของฝ่ายตรงข้าม แต่แนว
ป้องกันของศัตรูกลับเข้มงวดยิ่ง ในที่สุดก็ถูกศัตรูรู้ตัว
สิ่งที่เป็นตัวการร้ายในครั้งนี้ คือแมลงขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือตัวหนึ่ง
เจ้าตัวร้ายนี้หลบซ่อนอยู่ใต้ดิน อย่าว่าแต่จะชิงโจมตีมันก่อน แค่หาตัวให้
พบยังยากลำบากยิ่ง
ทันใดนั้น ในดินสีดำใต้ฝ่าเท้าของพวกมัน คล้ายมีสิ่งใดเคลื่อนไหว
อย่างเร็วรี่ พุ่งดิ่งเข้าหากลุ่มของจั่วม่อด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
จั่วม่อเป็นคนแรกที่ตอบสนอง สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “แนว
ป้องกันปลิงดำ!”
แทบจะในทันทีทันใด ค่ายเว่ยตั้งขบวนทัพเสร็จสมบูรณ์
พลังอันไพศาลไหลบ่ามาจากเบื้องหลัง ความตื่นตระหนกและ
หวาดหวั่นในใจจั่วม่อประดุจหิมะในวันที่แสงแดดแผดกล้า หายวับไปกับ
ตา สังขารปิศาจมหาทิวาถูกเร่งเร้าอย่างรุนแรง สำแดงฤทธิ์ออกมาอย่าง
รวดเร็ว
“ปิศาจน้อยสังหาร!”
หมอกดำหนาทึบห่อหุ้มมือขวาของจั่วม่อ มันเงื้อฝ่ามือ ตบฟาดใส่
คลื่นปลิงดำที่มุ่งตรงเข้ามาอย่างดุดัน!
เงาดำสายหนึ่งพวบพุ่งออกจากฝ่ามืออย่างเกรี้ยวกราด
ตูม!
คลื่นปลิงดำคล้ายกระแทกใส่กำแพงอันแข็งกล้า แตกกระจายเป็น
คลื่นปลิงดำระลอกเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน
คลื่นปลิงดำเรียวบางเหล่านี้พลันบิดตัวอย่างพิสดารกลางอากาศ พา
กันยิงกลับไปยังจั่วม่อดุจห่าฝนธนูดำอันแน่นขนัด
หากเป็นซิวเจ่อทั่วไป เผชิญหน้าการเปลี่ยนแปลงฉับพลันเช่นนี้ ไม่
แตกตื่นลนลานก็แปลกไปแล้ว แต่พวกจั่วม่อผู้เคยบุกตะลุยผ่านมหานคร
นภาโลหิต เคยชมดูพลังอันร้ายกาจของแนวป้องกันปลิงดำมาแล้วหนหนึ่ง
รู้ดีอยู่แล้วว่าปลิงดำเหล่านี้มิใช่จะทำลายได้โดยง่าย
อยู่ที่ด้านหน้าสุดของกระบวนทัพ จั่วม่อไม่ตื่นกลัวแม้แต่น้อย แต่กลับ
ดื่มด่าอยู่ในความรู้สึกที่พิเศษเฉพาะประการหนึ่ง
ดูคล้ายมีสายใยที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาจากร่างมัน สายใยล่องหนแต่
ละเส้นเชื่อมโยงไปถึงองครักษ์ทุกข์ยากผู้หนึ่ง จากนั้นองครักษ์ทุกข์ยากผู้
นั้นก็แผ่เส้นใยบางออกออกไปหลายสิบเส้น เชื่อมโยงไปถึงเหล่าองครักษ์
ทุกข์ยากในลำดับถัด ๆ ไป
เส้นใยล่องหนเหล่านี้เชื่อมโยงไปถึงทุกคนในกองทัพ!
พลังงานมากมายไหลผ่านเส้นใยที่มองไม่เห็นเหล่านี้ ผ่านลำดับชั้น
ของการเชื่อมต่อมาทีละชั้น ๆ รวบรวมเข้าสู่ร่างของจั่วม่อเป็นจุดเดียว
เปลวเพลิงแห่งพลังปะทุขึ้น ห่อหุ้มรอบกายจั่วม่ออย่างแน่นหนา
ภายใต้พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลขุมนี้ ไม่ว่าการเคลื่อนไหวใดของมัน ล้วน
หนักอึ้งไม่ต่างขยับขุนเขาเคลื่อนสมุทร
สังขารปิศาจมหาทิวาคึกคักเข้มแข็งผิดธรรมดา ทุกอณูในร่างคล้าย
กำลังไชโยโห่ร้องอย่างเริงร่า
โดยไม่ขบคิดใคร่ครวญ จั่วม่อกางมือออกทำท่าคว้าจับกลางอากาศ
ไปยังทิศทางที่ห่าฝนปลิงดำโหมกระหน่าเข้ามา!
เพียะ!
ปลิงดำจำนวณมหาศาลพลันแตกระเบิดกลางอากาศ กลายเป็น
หมอกควันสีดำในบัดดล
จั่วม่อโบกมือวูบ หมอกควันสลายหายไปทันตา
แต่เมื่อมันเห็นกองทัพที่ตั้งขบวนพร้อมสรรพอยู่ตรงหน้า จั่วม่อสีหน้า
กลายเป็นหนักอึ้งทันที
ควรทราบว่าทันทีที่พบแนวป้องกันปลิงดำ มันก็ตื่นตัวขึ้นอย่างมาก
ที่นี่เป็นเพียงค่ายทัพชั่วคราว แต่อีกฝ่ายถึงกับก่อตั้งแนวป้องกันปลิงดำ
เอาไว้ ไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งอื่นใด ลำพังความรอบคอบระมัดระวังของแม่ทัพ
ผู้นี้ ก็เพียงพอให้ผู้คนต้องปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างหนัก!
และด้วยความตื่นตัวกว่าปกตินี้ มันชิงทำลายแนวป้องกันปลิงดำลง
แทบจะในทันทีทันใด เรียกได้ว่ากระทำสำเร็จลุล่วงในระยะเวลากระชั้น
สั้นยิ่ง แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับตั้งกระบวนทัพเตรียมการรับมือพร้อมสรรพ
แล้ว!
ต้องเป็นกองทัพที่ฝึกปรือมาดีถึงเพียงไหน!
เพียงแค่ระดับฝีมือนี้ ก็เพียงพอให้จั่วม่อใจเขม็งตึงเครียด ไม่กล้า
ประมาทศัตรูแม้แต่น้อย
กระบวนการทั้งหมดที่บุรุษหนุ่มผู้นี้ใช้ทำลายแนวป้องกันปลิงดำ มัน
ได้เฝ้าดูตั้งแต่ต้นจนจบ คนผู้นี้คล้ายคุ้นเคยกับแนวป้องกันปลิงดำยิ่ง ลง
มือทำลายอย่างเยือกเย็นและมั่นใจ เยี่ยหลิงตระหนักดีว่าแนวป้องกันปลิง
ดำที่มันก่อตั้งขึ้นนั้นผอมบางเหลือเกิน แต่ก็ไม่เคยคิดว่าศัตรูจะทำลายได้
อย่างสะดวกดายถึงปานนี้
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายคล้ายไม่ได้รับผลกระทบจากทุ่งหญ้าปิศาจ
แม้แต่น้อย!
สำหรับมัน เรื่องนี้น่าตกใจไม่น้อย ทุ่งหญ้าปิศาจแม้ยังไม่เติบโต
สมบูรณ์ แต่พลังในการทำลายพลังปราณเริ่มสำแดงเดชแล้ว หากซิวเจ่อ
ล่วงผ่านเข้ามาในบริเวณนี้ จะต้องได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันไป
แต่สมควรไม่มีซิวเจ่อใดไม่ได้รับผลกระทบจึงจะถูกต้อง
ทว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อยจริง ๆ ไม่ใช่แค่บุรุษหนุ่มนั้น
ผู้เดียว กระทั่งบรรดาไพร่พลด้านหลังก็คล้ายจะไม่ถูกกดดันแม้แต่น้อย
เช่นกัน
สิ่งที่แปลกพิสดารยิ่งไปกว่านั้น … … คือรูปแบบกระบวนทัพของศัตรู!
เยี่ยหลิงไม่ว่าตะแคงมองท่าไหน ก็ล้วนแล้วแค่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
นี่มิใช่ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาของเผ่าปิศาจเราหรอกหรือ?
ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาไม่ใช่สินค้าธรรมดาทั่วไป กระทั่งในภพ
ปิศาจยังมีเพียงกองทัพที่ทรงอำนาจ จึงสามารถฝึกปรือค่ายกลสังหารอัน
ดุดันอำมหิตและแกร่งกล้าเกรียงไกรนี้ได้
มองดูกองทัพซิวเจ่อใช้ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาทำลายล้างแนว
ป้องกันปลิงดำ เยี่ยหลิงได้แต่ยืนเซ่อซึมอยู่กับที่ เบิกตามองอย่างโง่งม
เจ้าเหนือหัวของข้า!15 นี่ …ในที่นี้ …ที่แท้ฝ่ายใดเป็นเผ่าปิศาจกันแน่?
?” จั่วม่อลอบถามเว่ยในใจ
“ข้าไม่รู้จัก อาจเป็นกระบวนทัพค่ายกลใหม่ ๆ ที่คิดค้นออกมาภาย
หลังจากที่พวกเราถูกกักขัง” เว่ยก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย คราครั้งนี้มันคาดหวัง
ว่าจะช่วยนำพาจั่วม่อไปสู่ชัยชนะ มีเพียงกระทำเช่นนี้จึงสามารถพิสูจน์
ยืนยันได้ว่าภายใต้การชี้นำของมัน ค่ายเว่ยแกร่งกล้าขึ้นจากเดิมเป็นคนละ
กองทัพ
?
“อย่าห่วงไปเลย ด้วยค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาที่ข้าสอนกับสังขาร
ปิศาจมหาทิวาของเจ้า เราสามารถถล่มพวกมันจนราบคาบเป็นหน้า
กลอง”
โอ้ ไม่มีทางจริง ๆ สังขารปิศาจมหาทิวาของเสี่ยวจั่วม่อ เป็นเว่ยผู้นี้ที่
สั่งสอนชี้นำจนสำเร็จ… …
15 เป็นคำอุทาน คล้าย ๆ โอ้มายก๊อด น่าจะเป็นคำอุทานที่นิยมในภพปิศาจ
ไม่มีทางทำอะไรเลยจริง ๆ อา ไม่มีทางทำอะไรเลยจริง ๆ เจ้าไม่อาจ
เทียบข้าได้เลยจริง ๆ … …
เสี่ยวผูผูเอ๋ย เสี่ยวผูผู… …
นี่เป็นยุคสมัยของเว่ยผู้นี้แล้ว ข้าจะแผดเผาเจ้าด้วยรัศมีอันเรืองรอง
ของข้าเอง!
รอยยิ้มบนใบหน้าเว่ยยิ่งอบอุ่นและดูสูงสง่ายิ่งขึ้น
ในคุกสิบนิ้ว ผูเยาเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน หางตากระตุก ในดวงตาสี
เลือดคล้ายมีทะเลเลือดอันกว้างใหญ่ไพศาลร้องคำรามอย่างคลุ้มคลั่ง
หนานเยว่กับพวกตัวสั่นเทาอย่างสุดระงับ อึดใจต่อมา ผูเยาเค้นเสียงเย็น
ยะเยียบลอดไรฟันออกมา “หนึ่งเดือน! หากพวกเจ้าไม่สามารถทำสำเร็จ
ภายในหนึ่งเดือน รับรองว่าจะมีเรื่องดี ๆ รอเจ้าอยู่!”
หนานเยว่กับพวกหนังศีรษะชาซ่าน รีบหลบหน้าออกไปอย่างขวัญ
หนีดีฝ่อ!