สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 516 ประลองกำลัง
สือตงจ้องมองบรรดาสายสืบซิวเจ่อที่ป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไกลอย่างเย็นชา
นับตั้งแต่ประจันหน้ากันในวันแรก สายสืบทั้งสองฝ่ายปะทะหักหาญ
นับครั้งไม่ถ้วน ควรทราบว่าหน่วยสายสืบเป็นชนชั้นยอดของกองทัพ การ
ต่อสู้แต่ละครั้งแม้กระชั้นสั้น แต่ดุเดือดรุนแรงยิ่ง ผลสุดท้ายหากไม่ใช่ล้ม
ตายก็บาดเจ็บสาหัส
สือตงไม่รู้สึกประหลาดใจอันใด มันอยู่ในกองทัพมานานปี ผ่านศึก
อย่างโชกโชน จิตใจแข็งกระด้างดั่งหินผา การปะทะระหว่างสายสืบเป็น
บทโหมโรงสำหรับศึกใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมันก็เชื่อมั่นในคนของมัน
สายสืบเหล่านี้ติดตามมันมานานหลายปี แต่ละคนล้วนปีนป่ายขึ้นมา
ด้วยความสามารถที่แท้จริง
แต่กระนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า กลับทำให้มันตื่นตะลึงเหนือ
คาดหมาย
ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงสามวัน สายสืบยอดฝีมือของฝ่ายมัน
ยี่สิบเจ็ดคน หากมิใช่บาดเจ็บสาหัสก็ตกตายคาที่ ต่อให้จิตใจแกร่งเหมือน
หินผา สือตงยังรู้สึกหัวใจเย็นเฉียบ จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายแม้บอกชัดถึง
ความร้ายแรงของสงคราม แต่ทุกครั้งที่สายสืบฝ่ายมันปะทะกับสายสืบ
ของผู้อื่น กลับเป็นฝ่ายมันที่บาดเจ็บล้มตายแทบหมดสิ้น ส่วนอีกฝ่ายแทบ
?” มันบ่น
พึมพำด้วยสุ้มเสียงปานละเมอ เต็มไปด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ แม้ตอนแรก
ที่พวกมันบุกเข้ามาในอาณาจักรทะเลเมฆ พวกมันจะยังไม่ล่วงรู้สิ่งใด แต่
ต่อมาพวกมันรวบรวมข้อมูลข่าวสารอย่างละเอียดถี่ถ้วน อาณาจักรทะเล
เมฆก็สมควรกระจ่างแจ้งในสายตาพวกมันแล้ว
ไม่มีข่าวสารใดระบุว่าอาณาจักรทะเลเมฆมีกองทัพที่แข็งแกร่งถึง
เพียงนี้!
ก่อนหน้านี้พวกมันเคยถล่มกองทัพที่จัดอยู่ในสิบสุดยอดของ
อาณาจักรทะเลเมฆมาแล้วถึงสองขบวน แต่เมื่อเทียบกับกองกำลังลึกลับนี้
คนเหล่านั้นไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงเสียด้วยซ้า
กองพันน่าซาน! นี่ใช่เป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรทะเล
เมฆ กองพันน่าซานหรือไม่
สือตงไม่กล่าวคำใด การขบคิดคาดเดาที่มาของกองทัพเหล่านี้ หาได้
มีคุณค่าความหมายใดไม่ ในความเห็นของมันมีเพียงชัยชนะเท่านั้นที่มี
คุณค่าความหมาย มันไม่กังวลสนใจกับชื่อเสียงเรียงนามหรือประวัติความ
เป็นมาของผู้อื่นแม้แต่น้อย
ถึงยามนี้สายสืบฝ่ายศัตรูสร้างร่างแหอันแน่นหนาปากหนึ่ง ล้อมดัก
พวกมันเอาไว้อย่างเข้มงวดทุกทิศทาง สายสืบฝ่ายพวกมันไม่สามารถเจาะ
ทะลวงออกจากร่างแหนี้ได้
นี่ทำให้จำนวนข้อมูลข่าวสารที่ส่งมาถึงสือตงยิ่งมายิ่งลดน้อยลง
ความรู้สึกนี้ย่าแย่ยิ่ง มันคล้ายติดอยู่ในหล่มทรายดูด ไม่ว่าดิ้นรนอย่างไร
ล้วนไร้ประโยชน์
ฝ่ายตรงข้ามคล้ายไม่เร่งรีบเผด็จศึก นอกจากบรรดาสายสืบที่
เกาะติดพวกมันปานแผ่นกอเอี๊ยะหนังสุนัขแล้ว ทัพหลักของฝ่ายตรงข้าม
ไม่เคยเผยตัวแม้แต่ครั้งเดียว
ทันใดนั้นสือตงพลันฉุกใจคิด มันจู่ ๆ ก็นึกถึงเกาะเต่า นี่ใช่เป็นกองทัพ
เกาะเต่าหรือไม่?
ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกองพันเกาะเต่านั้นแทบจะเป็นศูนย์ พวกมัน
รวบรวมได้เพียงคำเล่าลือที่กระจัดกระจาย ทั้งยังเป็นการศึกเล็ก ๆ ที่ไม่มี
คุณค่าความหมายใด นึกถึงคำโจษจันที่เกี่ยวกับเกาะเต่าก่อนหน้านี้ กับ
? สือตงพอคว้าจับได้เงื่อนงำ ความคิด
จิตใจก็กระจ่างชัดเจนขึ้นกว่าเดิม อีกฝ่ายเมื่อต้องการเวลา หมายความว่า
พวกมันกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง! พวกมันใช่กำลังรอคอยให้การป้องกัน
ของเกาะเต่าเพียบพร้อมสมบูรณ์หรือไม่?
สมควรไม่รวบรัดเพียงเท่านั้น… …
เพียงการประดาบช่วงสั้น ๆ ที่แทบไม่อาจเรียกได้ว่าปะทะหักหาญ
แต่สือตงสามารถสูดได้กลิ่นอายระดับความอันตรายของแม่ทัพฝ่ายตรง
ข้ามอย่างชัดเจน
ยอดแม่ทัพบัญชาการศึก!
จุดมุ่งหมายของฝ่ายตรงข้ามสมควรไม่รวบรัดธรรมดาเป็นแน่ ยิ่งไป
กว่านั้น การทำศึกป้องกันเกาะเต่าก็ไม่ใช่แผนการที่ดีนัก… …
แล้วจะเป็นเรื่องใด… …
ทันใดนั้นเอง สือตงสะท้านขึ้นทั้งร่าง หันขวับอย่างฉับพลัน “รีบ
สอบถามสถานการณ์ทางด้านเยี่ยหลิง! เดี๋ยวนี้!”
ผู้ช่วยแม่ทัพถึงกับถูกปฏิกิริยาผิดธรรมดาของท่านแม่ทัพขู่ขวัญจน
ตะลึงลานอยู่ชั่วครู่ จากนั้นค่อยตั้งสติ รีบขานรับ “ขอรับ”
มันล้วงแมลงสีดำออกมาวางบนฝ่ามือ กรีดปลายนิ้ว สะบัดเบา ๆ
เลือดหยดหนึ่งหยดลงบนศีรษะของแมลงดำ แมลงเริ่มจางหายไปบนฝ่ามือ
ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา จนกระทั่งเลือนหายไปอย่างสิ้นเชิง
เวลาค่อย ๆ ล่วงผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่แมลงดำไม่เคยหวนกลับมา
อีก
ผู้ช่วยแม่ทัพสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
จริงดังที่คาด… …
สือตงหน้าไม่เปลี่ยนสี ในที่สุดก็ยืนยันข้อสงสัยของมันได้แล้ว ก่อน
หน้านี้มันแค่คาดเดาจิตเจตนาของฝ่ายตรงข้าม แต่บัดนี้มันแน่ใจเต็มที่
“พวกเรานำเมล็ดหญ้าปิศาจติดมาบ้างหรือไม่?” สือตงจู่ ๆ ถามถึง
เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันอย่างกะทันหัน
“นำมาด้วยขอรับ!” ผู้ช่วยแม่ทัพตอบตามสัญชาตญาณ
สือตงจับด้ามดาบที่ข้างเอว เงยหน้าขึ้น สายลมปะทะร่าง เสื้อคลุมสี
น้าเงินอันเป็นสัญลักษณ์แห่งตั๊กแตนฟ้ากระพือพลิ้วไปตามลม
ดวงตาลึกล้าเท่าห้วงสมุทรพลันสาดประกายคมกล้า คนคล้ายดาบ
ตั๊กแตนที่ข้างเอวถูกชักออกจากฝัก ทั้งร่างเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเหี้ยม
หาญที่จะบุกตะลุยไปข้างหน้า
“จุดหมายของเราคือเกาะเต่า รุดหน้าเต็มกำลัง!”
คิดหลอกลวงอีกฝ่ายไม่ง่ายเลย
กงซุนชานึกไม่ถึงว่ากองทัพปิศาจจะเร่งความเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน
ทันใด ทั้งยังไม่มีเค้าลางล่วงหน้าแม้แต่น้อย ก่อตั้งกระบวนทัพสังหารเต็ม
รูปแบบ มุ่งตรงดิ่งไปยังเกาะเต่าดุจดาบคมกล้าทะลวงใส่หัวใจ!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแม่ทัพฝ่ายศัตรูล่วงรู้จุดมุ่งหมายของมันเสียแล้ว มิ
เพียงตอบโต้ฉับพลันอย่างคาดไม่ถึงเท่านั้น ทั้งยังดุดันรุนแรงผิดธรรมดา
เมื่อพบพานสถานการณ์เช่นนี้ คนส่วนใหญ่จะหันกลับไป เพื่อเร่ง
หนุนเสริมแนวหลังไม่ให้ถูกตัดขาด แต่กองทัพปิศาจขบวนนี้กระทำในสิ่งที่
ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง กลับเร่งรุดบุกตะลุยไปข้างหน้าอย่างเร่งร้อน
ดุเดือด!
เป็นการตัดสินใจที่หาญกล้าบ้าบิ่นนัก!
แม้ว่าทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูคู่แค้น กงซุนชายังอดทอดถอนชมเชยไม่ได้
ผู้อื่นกำลังบีบบังคับให้มันออกไปทำศึกชี้ชะตาในบัดดล
หากปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าถึงเกาะเต่า แม้ว่ามันยังจะได้ชัย แต่เกรงว่า
จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายคงบรรลุถึงขั้นน่าสะพรึงกลัว ปราการป้องกัน
เกาะเต่าแม้แข็งแกร่งยิ่ง แต่เกาะเต่าเองไม่อาจรองรับซิวเจ่อทั้งหมด
เมืองซวีหลิงก็ยังบูรณะไม่แล้วเสร็จ ค่ายกลป้องกันเมืองยังไม่ได้เริ่มต้น
ก่อตั้งขึ้นด้วยซ้า
หากเป็นเวลาอื่น กงซุนชาจะใช้คนเหล่านี้แลกกับชัยชนะโดยไม่รีรอ
ลังเล
แต่กับสถานการณ์เบื้องหน้านี้ย่อมกระทำไม่ได้… …
อาณาจักรทะเลเมฆที่พินาศย่อยยับไม่มีประโยชน์ต่อพวกมัน กระทั่ง
กงซุนชาที่ไม่เคยสนใจสิ่งใดนอกจากการเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก ยัง
สามารถเข้าใจหลักการพื้นฐานเช่นนี้ได้
ซึ่งความจริงตอนที่จั่วม่อกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมา แม่นางน้อย
ประหลาดใจยิ่ง นึกไม่ถึงว่าศิษย์พี่จะมีจิตปณิธานเช่นนี้ด้วย แต่หากจะมี
คนผู้หนึ่งที่คอยสนับสนุนมันอย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งในอดีตที่ผ่านมาและใน
อนาคตเบื้องหน้า คนผู้นั้นย่อมเป็นจั่วม่อ
มันจึงไม่สนใจว่าปณิธานของศิษย์พี่ถูกต้องหรือไม่ ไม่แยแสอุปสรรค
ขวากหนามที่พวกมันต้องเผชิญ ต่อไปจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นอีก ล้วนไม่อยู่
ในขอบข่ายที่มันต้องคำนึงถึง
มีเพียงสิ่งเดียวที่มันจะทุ่มเทสมาธิจิตใจให้ จะเค้นกำลังสมองและ
แผนการทั้งหมดลงไป นั่นคือชัยชนะเท่านั้น!
“เจ้าต้องการตัดสินชี้ขาดหรือ
แม่นางน้อยดวงตาสาดประกายคลุ้ม
คลั่ง เงาที่เกิดจากเรือนผมปรกหน้า แทบจะปกคลุมวงหน้าของมันทั้งหมด
ไว้ในเงามืด เห็นเพียงประกายตาอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
“เช่นนั้นก็ไสหัวเข้ามาเถอะ!”
ริมฝีปากหยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเขินอายเหมือนเช่นทุกครั้ง
?” ปู้ซือตงหยาดเหงื่อไหลย้อยลงจากใบหน้า
เหน็ดเหนื่อยเสียจนกระทั่งสุ้มเสียงยังแหบพร่า
พวกมันเพิ่งเคยได้ลิ้มรสการฝึกอบรมที่ยากลำบากอย่างผิดธรรมดา
ถึงเพียงนี้ แทบจะรีดเค้นเรี่ยวแรงกำลังในร่างออกไปหมดสิ้น
นี่มันการฝึกนรกชัด ๆ!
การฝึกอบรมอันเสียสติถึงเพียงนี้ พวกมันไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ใด
มาก่อน แต่ละคนแทบไม่กล้าคิดถึงเรื่องนี้อีก แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทน
อย่างสมน้าสมเนื้อ พวกมันยังอดโอดครวญและบ่นว่าสาปแช่งไม่ได้ บาง
คนถึงกับคิดหลบหนีออกไป แต่หลายคนที่หลบหนีถูกจับตัวกลับมาในเวลา
ไม่นาน จากนั้นถูกโยนเข้าไปในค่ายกลกระบี่ เสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดัง
ลอดออกมาเป็นครั้งคราว ทำให้บรรดาทหารใหม่ค่ายเสวียนอู่พากันหนัง
ศีรษะชาซ่าน
? ได้แต่มุดหัวฝึกฝนอยู่ที่นี่ทุกวี่วัน น่าอึด
อัดคับข้องแทบตายแล้ว!” ต้าป่านที่อยู่ด้านข้างอดไม่ไหว บ่นอุบเป็นหมี
กินผึ้ง มันมีฟันหน้ายื่นยาวออกมาสองซี่ ทั้งยังภาคภูมิใจในฟันเหยินสองซี่
นี้เป็นอย่างยิ่ง ไม่คิดใช้พลังปราณปรับเปลี่ยนให้เป็นเหมือนคนทั่วไป
ดังนั้นทุกผู้คนเรียกว่ามัน ต้าป่าน16
หลัวเวยกล่าวโดยไม่เงยหน้า “หากกระทั่งค่ายจูเชวี่ยกับค่ายเว่ยยังไม่
อาจเอาชัยได้ ลำพังพวกเราย่อมไม่ครนามือกองทัพปิศาจ กาลก่อนข้า
เข้าใจว่าข้าเข้มแข็งมากแล้ว ถึงตอนนี้จึงได้ซาบซึ้งว่าความคิดโง่งมนั้นน่า
หัวร่อเพียงใด”
ทุกผู้คนพากันเงียบงันไปอีกครั้ง
16 หมายถึงฟันใหญ่
หลัวเวยกล่าวไม่ผิด ทีแรกมีคนกระด้างกระเดื่องไม่น้อย แต่หลังจาก
ฝึกอบรมเพียงไม่กี่วัน พวกมันในที่สุดค่อยเข้าใจว่าระหว่างพวกมันกับค่าย
จูเชวี่ย ระดับฝีมือห่างชั้นกันเพียงใด
“พวกเจ้าคิดว่าผู้ใดแข็งแกร่งกว่า?
?” ปู้ซือตง
เห็นทุกคนพากันนิ่งเงียบงัน รีบหันเหหัวเรื่องทันที
“นี่ยังต้องให้กล่าวอีกหรือ แน่นอนว่าต้องเป็นค่ายจูเชวี่ย!” ต้าป่าน
ตอบโดยไม่ขบคิด
หัวข้อสนทนานี้ปลุกเร้าความสนใจของทุกคน แย่งกันตอบเสียง
เซ็งแซ่
“ข้าก็คิดว่าเป็นค่ายจูเชวี่ยเช่นกัน”
“ค่ายจูเชวี่ย! ม้าฝานต้าเหรินแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”
“สัตว์ประหลาดจากค่ายจูเชวี่ยเหล่านั้นใช่มนุษย์เสียที่ไหน!”
แทบทุกคนร้องบอกค่ายจูเชวี่ยเป็นเสียงเดียว เทียบกับค่ายเว่ยที่ไม่
เคยเห็นหน้าค่าตา พวกมันล้วนได้ลิ้มรสความร้ายกาจของค่ายจูเชวี่ยด้วย
ตัวเอง บางคนถึงกับมั่นใจว่าในโลกนี้ไม่มีกองทัพที่ร้ายกาจกว่าค่ายจูเชวี่ย
อีกแล้ว
ปู้ซือตงสังเกตเห็นหลัวเวยไม่กล่าววาจา อดถามไม่ได้ “หลัวเวย แล้ว
เจ้าเล่า เจ้าคิดอย่างไร?”
“ข้าไม่รู้” หลัวเวยชะงักไปชั่วครู่ ก่อนกล่าว “แต่ข้ารู้สึกว่าค่ายเว่ย
เมื่อสามารถจัดอยู่ในระดับเดียวกันกับค่ายจูเชวี่ย ย่อมต้องมีความเข้มแข็ง
ของพวกมัน”
หลัวเวยพอกล่าวเช่นนี้ พลันหวนนึกถึงครั้งที่พบเห็นคนของค่ายเว่ยผู้
หนึ่งเมื่อหลายวันก่อน
คนผู้นั้นเพียงเหลือบมองมันแวบเดียว แต่มันถึงกับรู้สึกว่าเลือดใน
กายแทบจะเยือกแข็งในทันที!
เหตุการณ์นี้ประทับอยู่ในใจมันไม่รู้ลืม
มันกำลังเตรียมจะเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง แต่แล้วปรากฏสุ้มเสียง
ราบเรียบของม้าฝานต้าเหรินดังขึ้นจากพื้นเหมือนภูตผีหลอกหลอน
“พวกเจ้าคงพักมากพอแล้วกระมัง เช่นนั้นก็เตรียมตัวสำหรับการฝึก
ช่วงถัดไป”
ทุกผู้คนเผ่นผึงขึ้นจากพื้นราวกับถูกเข็มแทงที่ก้น โกยอ้าวไปยังลาน
ฝึกโดยไม่เหลียวหลัง
เงาร่างของม้าฝานผุดขึ้นจากอากาศธาตุอย่างแช่มช้า จากนั้นเหลียว
มองไปยังที่ห่างไกล
ช่างยุ่งยากโดยแท้… …
ทั้งมันยังพลาดการศึกอันน่าดูชมเช่นนี้อีกด้วย… …