สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 517 นี่... ...ที่แท้ผู้ใดเป็นเผ่าปิศาจกันแน่... ...
- Home
- สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation
- บทที่ 517 นี่... ...ที่แท้ผู้ใดเป็นเผ่าปิศาจกันแน่... ...
เยี่ยหลิงแม้รับผิดชอบแนวหลังหน่วยพลาธิการเป็นหลัก แต่สำหรับ
การต่อสู้ มันก็มิใช่ไม่คุ้นเคย ซึ่งความจริงในกองทัพปิศาจ คนที่ไม่มี
ความสามารถต่อสู้ ไหนเลยจะอยู่รอดมาได้
เผ่าปิศาจเชิดชูพลังอำนาจ พวกมันล้วนถูกปลูกฝังแนวคิดเรื่องการ
ต่อสู้และศักดิ์ฐานะที่สูงส่งไร้ผู้เทียบเทียมตั้งแต่เล็กแต่น้อย ไม่ว่าจะเป็น
ศักดิ์ฐานะ ความมั่งคั่ง ทักษะปิศาจ ความหวังของตระกูล รวมถึงทุกสิ่งทุก
อย่าง มีแต่ต้องได้มาด้วยพลังฝีมืออันแข็งแกร่งเท่านั้น นี่เป็นการต่อสู้อัน
ยาวนานนับตั้งแต่ถือกำเนิดจนเติบใหญ่ ชีวิตของเผ่าปิศาจเต็มไปด้วย
โลหิตและการแก่งแย่งแข่งขันอันโหดร้ายทารุณ ผู้ที่สามารถอยู่รอด
ปลอดภัยและมีความสำเร็จอยู่บ้าง จะกลายเป็นชนชั้นสูงของเผ่าปิศาจ
เยี่ยหลิงเป็นชนชั้นสูงประเภทนั้นเอง แม้ว่ามันเป็นเพียงผู้บัญชาการ
ทัพหลัง แม้ว่านับตั้งแต่การต่อสู้ครั้งสุดท้าย จะเป็นเวลานานหลายปีแล้ว
แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ของมันไม่เคยถดถอย
แบบฉบับการต่อสู้เยี่ยงปิศาจของอีกฝ่ายอาจทำให้มันตื่นตระหนกอยู่
บ้าง แต่ก็สามารถสงบใจลงอย่างรวดเร็ว กลับสู่ความเยือกเย็นที่พึงมี
ประสบการณ์นานปีในกองทัพช่วยให้มันสามารถเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่าง
สงบเยือกเย็น
ตำแหน่งที่เหมาะสมในการบัญชาการกองทัพของมันแตกต่างจาก
จั่วม่อ เยี่ยหลิงแทนที่จะอยู่ด้านหน้าสุด กลับยืนอยู่ใจกลางกระบวนทัพ
สำหรับเผ่าปิศาจแล้ว นี่เป็นตำแหน่งการยืนของแม่ทัพที่หาได้ยาก
เผ่าปิศาจนับถือเลื่อมใสในพละกำลังและความโอ่อ่าผ่าเผย แม่ทัพ
บัญชาการศึกของพวกมันมักจะยืนอยู่ด้านหน้าสุดของกระบวนทัพ ทำ
หน้าที่เป็นปลายหอกอันแหลมคม! นี่สามารถช่วยให้พวกมันรวบรวมพลัง
จากทั้งกองทัพได้มากที่สุด เพื่อปลดปล่อยการจู่โจมอันทรงพลังฤทธิ์ที่สุด!
นั่นคือตำแหน่งที่จั่วม่อยืน
เยี่ยหลิงอดรู้สึกแปลกพิกลอยู่บ้างไม่ได้ ในฐานะปิศาจสายเลือดแท้
ตำแหน่งยืนของมันไม่ค่อยเหมือนเผ่าปิศาจ แต่คลับคล้ายอสูรหรือซิวเจ่อ
มากกว่า ส่วนศัตรูผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเป็นซิวเจ่อผู้หนึ่ง แต่แบบฉบับการทำศึก
กลับเป็นรูปแบบของแม่ทัพปิศาจมาตรฐาน
ที่แท้ผู้ใดเป็นเผ่าปิศาจกันแน่?
ความคิดเหลวไหลนี้ผุดขึ้นในใจ
เยี่ยหลิงรีบตั้งสติในบัดดล เส้นใยพลังงานตอบสนองต่อมัน ทุกสรรพ
สิ่งรอบข้างทันใดนั้นกลายเป็นกระจ่างชัดเจนเหนือธรรมดา ความรู้สึกของ
พลังที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมี เป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในใจ
มัน!
ช่างเป็นความรู้สึกที่ชวนสนิทสนมนัก!
มันเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอย่างน่าประหลาด จิตวิญญาณการ
ต่อสู้เคยเย็นเฉียบมาหลายปี แต่บัดนี้ความตื่นเต้นฮึกหาญแห่งวัยฉกรรจ์
“หัตถ์บัลลังก์หมอก!” รอยยิ้มสูงสง่าบนใบหน้าของเว่ยพลันแข็งค้าง
เผยสีหน้าตื่นตะลึงอยู่บ้าง
“มันคือสิ่งใด?”
จั่วม่อไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เนื่องเพราะเพียงชั่วพริบตาเดียว
กองทัพของข้าศึกคล้ายโป่งพองขึ้นอย่างฉับพลัน รังสีฆ่าฟันอันแกร่งกร้าว
ทำให้มันรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง
“เป็นทักษะปิศาจที่สนุกสนานน่าสนใจยิ่งวิชาหนึ่ง” เสียงผูเยาสอด
คำขึ้นอย่างกะทันหัน แต่แน่นอนว่าเต็มไปด้วยความยินดีในคราเคราะห์
ของผู้อื่นอย่างไม่ปิดบัง “ข้ากับเสี่ยวเว่ยจื่อเคยพบเจอครั้งหนึ่งในอดีต จุ๊จุ๊
ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าโหยหาโดยแท้!”
ผูเยาลากเสียงจุปากอย่างยียวน ทำราวกับหวนหาอาวรณ์ต่อ
ช่วงเวลาในอดีตนั้นจริง ๆ
เสี่ยวเว่ยจื่อ … … (เจ้าหนูเว่ยน้อย ๆ)
รอยยิ้มของเว่ยยิ่งเต็มฝืนกว่าเดิม
ฟังวาจาของผูเยา จั่วม่อบังเกิดสังหรณ์เลวร้ายขึ้นมาทันที “มันร้าย
กาจมากนักหรือ
“ร้ายกาจ
ผูเยาริมฝีปากยกยิ้มเล็กน้อย พลางสั่นศีรษะเบาๆ “ไม่
ไม่ ไม่! มันไม่ได้ร้ายกาจทรงพลังนักหรอก แต่สนุกสนานน่าสนใจยิ่งนัก ฮ่า
ฮ่า… …”
ราวกับว่านึกถึงเรื่องน่าขบขันอันใดขึ้นมาได้ ผูเยาแหกปากหัวร่อดัง
สนั่น เสียงหัวร่อประหนึ่งดาบดาบแหลมคมและเกรี้ยวกราด สะท้อน
สะท้านไปทั่วทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ
เว่ยสีหน้าน่าสะพรึงกลัวอยู่บ้าง
สังหรณ์ร้ายของจั่วม่อยิ่งรุนแรงกว่าเดิม ดูท่าพวกมันพบพานศัตรูที่
เป็นตัวยุ่งยากเข้าแล้ว!
“ไม่รู้ว่าเยี่ยหลิงต้าเหรินยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ผู้ช่วยแม่ทัพ
ของสือตงสีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดวิตก “ผู้อื่นเมื่อทุ่มเดิมพันไปทาง
เยี่ยหลิงต้าเหริน กองทัพที่ส่งไปทางด้านนั้นต้องไม่อ่อนด้อยแน่… …”
เสียงพูดจ้อของผู้ช่วยแม่ทัพ ในที่สุดทำให้ความอดทนของสือตง
มาถึงขีดสุด ต้องโพล่งขัดจังหวะอย่างอดรนทนไม่ได้ “เจ้าไม่จำเป็นต้อง
ห่วงกังวลกับเยี่ยหลิง!”
“แต่ว่า… …”
เห็นผู้ช่วยแม่ทัพสีหน้ายังห่วงกังวล สือตงขบคิดแวบหนึ่ง แล้ว
ตัดสินใจแย้มพรายข้อมูลบางอย่าง “อย่าได้ประเมินเยี่ยหลิงต่าเกินไปนัก
คนผู้นี้ฝึกปรือหัตถ์บัลลังก์หมอก”
“อา!” ผู้ช่วยแม่ทัพตะลึงลาน อ้าปากกว้างเท่าไข่ห่าน หลังจากอึ้งงัน
อยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยรั้งสติกลับคืน ตะกุกตะกักถามว่า “หัตถ์บัลลังก์หมอก?
หากมองลงมาจากฟากฟ้า จะเห็นกองทัพปิศาจทั้งขบวนหยุดยั้งลง
อย่างกะทันหันโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า กระบวนการทั้งหมดแทบจะพร้อม
เพรียงกัน เป็นระเบียบเรียบร้อยและเที่ยงตรง ไม่มีร่องรอยของความ
สับสนรวนเรแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าพวกมัน เห็นซิวเจ่อหนึ่งกองทัพลอยนิ่งเงียบงันอยู่กลาง
อากาศ
กงซุนชาพอเห็นท่วงท่าสภาวะของสือตง ริมฝีปากอดยกยิ้มวูบหนึ่ง
ไม่ได้ ดวงตาที่สงบราบเรียบพลันเริ่มเดือดพล่านโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า
หาญซึ่งหน้าโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กองทัพปิศาจเข้าใกล้เกาะเต่ามาก
เกินไป
ช่างเป็นคู่ต่อสู้ที่ดี!
สายลมพัดปอยผมที่ระหน้าผากสะบัดปลิว ภายใต้ความตื่นเต้นยินดี
ที่ได้พบพานคู่มืออันสมน้าสมเนื้อ กงซุนชาเลือดสูบฉีดจนลำคอแดงก่า
พลังจิตสำนึกแผ่กระจายดุจตาข่ายมหึมา
“มาเริ่มเข่นฆ่ากันเถอะ!”
หัตถ์บัลลังก์หมอก?
วู้ม!
กลุ่มหมอกแตกระเบิดท่ามกลางกองทัพปิศาจ เติบโตขึ้นอย่างเร่ง
ร้อน พริบตาดุจประกายไฟ สายหมอกแพร่กระจายไปทั่ว มืดมัวครอบฟ้า
คลุมดิน ทหารปิศาจนับพัน ๆ ถูกกลืนหายไปในม่านหมอกสีเทาในบัดดล
หายตัวไปโดยไร้ร่องรอย
จั่วม่อเฝ้าระวังไม่คลาดสายตาตั้งแต่แรก ปฏิกิริยาของผูเยาและเว่ย
บอกชัดว่าศัตรูร้ายกาจไม่น้อย
แต่การต่อสู้พอเปิดฉากขึ้น จั่วม่อก็ขว้างความคิดทั้งมวลทิ้งไป
ด้านข้าง
จั่วม่อถลึงจ้องม่านหมอกสีเทาราวกับจ้องมองเหยื่อตัวโต ดวงตาสาด
ประกายดุดันอำมหิต เมื่อจดจ่ออยู่กับการต่อสู้เข่นฆ่า จั่วม่อไม่หลงเหลือ
ความกลัวหรือความลังเลใจอันใดอีก
อาจเป็นเพราะการปลุกเร้าของผูเยากับเว่ยนี่เอง จั่วม่อสมาธิจิตใจจด
จ่อรวมรั้งอย่างผิดปกติ พลังสังขารปิศาจมหาทิวาแล่นพล่านไปทั่วร่าง
อย่างคึกคักกระตือรือร้น และในเวลาเดียวกัน พลังปราณกับพลังจิตสำนึก
โคจรไปตามวิถีของตนตามธรรมชาติ
หลังจากฝึกปรือพลังเทพ พลังทั้งสามก็ยิ่งผูกพันใกล้ชิดสนิทสนม
มากขึ้นเรื่อย ๆ ขับเคลื่อนเพียงหนึ่ง จะกระตุ้นอีกสองที่เหลือและ
ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน
ทว่าสมาธิจิตใจของจั่วม่อไม่ได้จดจ่ออยู่ในร่างกายของตนเอง แต่
มุ่งเน้นอยู่ที่ด้านหลังทั้งหมด!
มันคล้ายยืนอยู่ท่ามกลางห้วงมิติว่างเปล่า เบื้องหลังเป็นเปลวเทียน
สองพันดวง แต่ละดวงสว่างไสวดุจดวงดารา
องครักษ์ทุกข์ยากแต่ละคนประดุจเปลวเทียน ปะทุขึ้นตามจังหวะการ
เต้นของหัวใจมันเอง! เปลวไฟที่สว่างไสวที่สุดสองดวงสมควรเป็นซู่หลงกับ
อาเหวิน จั่วม่อเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด
เปลวเทียนสองพันดวงปะทุขึ้นตามจังหวะจะโคนเดียวกัน พร้อม
เพรียงราวกับเป็นตัวตนเพียงหนึ่งเดียว
สายใยพลังงานสั่งสมรวมรั้งระหว่างพวกมัน
พลังและเจตจำนงฆ่าฟันเพิ่มพูนอย่างต่อเนื่อง จั่วม่อรู้สึกร่างกายเป็น
ดั่งลูกโป่งที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟันอันมืดมนและ
พลังทำลายล้างอย่างล้นเหลือ เต้นพล่านไม่หยุดยั้งอยู่ในใจมัน
“ฆ่า!”
จั่วม่อคำรามก้อง แฝงเร้นความเจ็บปวดจาง ๆ ตบฟาดใส่กลุ่มหมอก
ดำเบื้องหน้าอย่างหักโหม!
“ฆ่า!”
เหล่าองครักษ์ทุกข์ยากตะโกนสุดเสียงอย่างพรักพร้อม จู่โจมออกใน
เวลาเดียวกัน!
พลังงานสีดำที่ผนึกรวมรั้งจากเจตจำนงฆ่าฟัน พากันรวมตัวไหลบ่า
ไปยังฝ่ามือขวาของจั่วม่อ ประดุจแม่น้าร้อยสายไหลลงสู่ทะเล
ลวดลายสุริยันบนฝ่ามือขวาของจั่วม่อพลันเปล่งแสงเจิดจรัส
เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นแสงสีทองบาดตาเหมือนปกติ แต่กลับเป็นสี
แดงเข้มอย่างน่าพรั่นพรึง!
ฝ่ามือประทับสุริยัน!
วู้มมม ซื่อ!
เสียงกรีดแหลมกังวานก้องจากทุกทิศทาง!
ชั่วพริบตาที่ฝ่ามือประทับสุริยันสีแดงเข้มพวยพุ่งออกจากฝ่ามือของ
จั่วม่อ พลังฝ่ามือพลันดูดรั้งอากาศและพลังปราณในรัศมีสิบลี้มารวมกัน
อย่างดุเดือด อากาศธาตุคล้ายถูกย้อมด้วยชั้นสีแดงเลือด อุณหภูมิเพิ่ม
สูงขึ้นอย่างฉับพลัน
“ฝ่ามือประทับสุริยัน! สังขารปิศาจมหาทิวา!”
เยี่ยหลิงแตกตื่นตะลึงลานจนแทบร้องออกมา สำหรับจั่วม่อ ในเรื่อง
สังขารปิศาจกับทักษะปิศาจมันแทบไม่ล่วงรู้อันใด แต่สำหรับปิศาจเลือด
แท้อย่างเยี่ยหลิง ย่อมต้องคุ้นเคยกับสังขารปิศาจที่ขึ้นชื่อลือชาแทบทุก
ชนิด
รอจนมันเห็นพลังฝ่ามือประทับสุริยันสีแดงเข้ม เยี่ยหลิงแตกตื่นจน
แทบสิ้นสติ
ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกา ยืนอยู่ในตำแหน่งที่แม่ทัพปิศาจมักจะยืน
ท่ามกลางกระบวนทัพ ผู้คนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเมล็ดหญ้าปิศาจ
ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ล้วนทำให้มันตื่นตะลึง
แต่รอจนมันเห็นฝ่ามือประทับสุริยัน ความตื่นตะลึงก็กลับกลายเป็น
สับสนวุ่นวายใจสุดระงับ
เจ้าเหนือหัวของข้า!
ฝ่ามือประทับสุริยัน นี่ …นี่คือฝ่ามือประทับสุริยันของจริงไม่ผิดแน่…
สังขารปิศาจมหาทิวา สังขารปิศาจลำดับสองในหมู่สังขารปิศาจด่าน
เจี้ยว!
ฝ่ามือประทับสุริยัน หนึ่งในการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหา
ทิวา ไม่มีสิ่งใดผิดเพี้ยนไปเลย!
แต่… …มิใช่ว่าผู้ที่สามารถฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวาสำเร็จ มีเพียง
ปิศาจสายเลือดชั้นสูงสุดหรอกหรือ?
ตั้งแต่เมื่อใดที่กระทั่งซิวเจ่อก็สามารถสำเร็จสังขารปิศาจมหาทิวาได้?
?
นี่แน่นอนว่าไม่ใช่วิชาสังขารของนักบวชนิกายพุทธ!
ฝ่ามือประทับสุริยันสีแดงเข้มถึงกับดูดรั้งพลังทั้งมวลในบริเวณสิบลี้!
แม้แต่ควันดำที่ปะทุอยู่รอบ ๆ คล้ายมีดโกนเล็กละเอียดมากมาย ก็
ล้วนก่อตัวขึ้นจากชั้นเจตจำนงฆ่าฟันของปิศาจที่บริสุทธิ์ที่สุด
มิผิดแล้ว มันดูไม่ผิดแล้ว!
เยี่ยหลิงถูกความคิดของตนขู่ขวัญจนแตกตื่นลนลาน
เผ่าปิศาจ
ปิศาจที่หลงทางอยู่ในเขตแดนซิวเจ่อ
หลงทางอยู่ในภพซิวเจ่อ ถือครองสายเลือดสูงศักดิ์ จอมปิศาจที่
พยายามจะสร้างกองทัพปิศาจในภพซิวเจ่อ!
โอ้ เจ้าเหนือหัวของข้า!