สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 518 เจ้าเหนือหัวของข้า!
เจ้าเหนือหัวของข้า!
ในครรลองสายตาจู่
พลังฝ่ามือประทับสุริยันของฝ่ายตรงข้ามลึกล้าสุดหยั่ง แต่ใน
ความเห็นของเยี่ยหลิง กระบวนทัพของอีกฝ่ายยังคงมีช่องว่างรอยโหว่อยู่
บ้าง
นี่เป็นโอกาสของมัน และเป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่มันจะสามารถ
ฉกฉวยได้!
มิเช่นนั้นด้วยสังขารปิศาจมหาทิวาผสานกับค่ายกลปิศาจสังหารภูต
อีกา อาศัยหัตถ์บัลลังก์หมอกกับค่ายกลแหฟ้าตาข่ายสวรรค์ของฝ่ายมัน
เกรงว่าไม่มีโอกาสได้ชัยแม้สักส่วนเสี้ยว
ในความเข้าใจของมัน การที่เชื้อสายปิศาจสูงศักดิ์ผู้ร่อนเร่พเนจรอยู่
ในภพซิวเจ่อจะขาดความชำนาญในกระบวนทัพค่ายกลปิศาจ ก็ไม่ใช่เรื่อง
แปลกอันใด กลับจะยิ่งสมเหตุสมผลเสียด้วยซ้า
สังขารปิศาจอาจสามารถสำเร็จได้ด้วยพรสวรรค์และทักษะปิศาจ
ชั้นสูง แต่กระบวนทัพค่ายกลปิศาจมิใช่สิ่งที่จะบรรลุถึงได้ง่ายดายถึงเพียง
นั้น มีแต่ต้องสั่งสมผ่านศึกสงครามและประสบการณ์ในกองทัพ จึง
สามารถเข้าใกล้ความสมบูรณ์พร้อมไปทีละขั้น
ทันใดนั้น โซ่หมอกสีเทาเรียวบางมากมายพวยพุ่งออกมาจากม่าน
หมอกสีเทา ประหนึ่งเส้นหนวดของสัตว์ประหลาดนับไม่ถ้วน
โซ่หมอกดุจฉลามร้ายกระสากลิ่นเลือด ถาโถมอย่างคลุ้มคลั่ง ตรงเข้า
กลุ้มรุมฝ่ามือประทับสุริยันอันน่ากลัวเป็นจุดเดียว!
เพียะเพียะเพียะ!
เส้นหนวดหมอกเทากระทั่งเข้าใกล้ฝ่ามือประทับสุริยันยังทำไม่ได้ ถูก
พลังสภาวะสุดแกร่งกร้าวของฝ่ามือประทับสุริยันบดขยี้ แตกระเบิดเป็น
ละอองหมอก!
สมกับเป็นสังขารปิศาจมหาทิวาในตำนาน!
เยี่ยหลิงในกลุ่มหมอกดวงตาเป็นประกายเจิดจ้ากว่าเดิม น่าแปลก
ใบหน้ามันยิ่งมายิ่งปลาบปลื้มยินดีมากขึ้นเรื่อย ๆ
เส้นหนวดหมอกเทาถึงกับพุ่งเข้าจู่โจมฝ่ามือประทับสุริยันรวดเร็ว
กว่าเดิม เส้นหนวดมากมายเหลือคนานับผนึกรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน
หนาแน่น คล้ายไม่มีที่สิ้นสุด เสียงแตกระเบิดดังรัวเร็วไม่ขาดหู แต่ที่ระเบิด
ก็ระเบิดไป เส้นหนวดหมอกเทาคล้ายเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย
เพียะเพียะเพียะ!
เส้นหนวดพอถูกทำลายกลายเป็นสายหมอก ก็จะถูกฝ่ามือประทับ
สุริยันแผดเผาจนระเหยหายไปในชั่วพริบตา มองดูแต่ไกลคล้ายฝ่ามือ
ประทับสุริยันกลืนกินเส้นหนวดหมอกเทาเข้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง!
เยี่ยหลิงควบคุมทุกเส้นสายใยของหมอกสีเทาอย่างชำนิชำนาญ ราว
กับกำลังควบคุมแขนขาของตน
แต่ในไม่ช้า มันก็เริ่มเผยแววเหนื่อยล้า
ในใจอดตื่นตะลึงไม่ได้ เยี่ยหลิงค่อยพบว่ามันยังคงประเมินระดับพลัง
สังขารปิศาจมหาทิวาของอีกฝ่ายต่าทรามเกินไป นี่มิเพียงเป็นสังขาร
ปิศาจมหาทิวาขั้นสุดยอด แต่ยังบรรลุถึงชั้นปิศาจลึกล้าแล้ว นี่ต้องเป็น
สังขารปิศาจมหาทิวาระดับชั้นปิศาจลึกล้าไม่ผิดแน่ มีเพียงเป็นเช่นนั้น จึง
จะมีพลานุภาพน่าแตกตื่นสะท้านโลกถึงปานนี้ได้!
สังขารปิศาจมหาทิวาในชั้นปิศาจลึกล้า!
ความคิดนี้พอผุดขึ้นในใจ มันอดสะท้านขึ้นทั้งร่างไม่ได้!
จอมปิศาจที่เลิศล้าถึงเพียงนี้ หากอยู่ในภพปิศาจ ไม่ว่าอยู่ใน
อาณาจักรใด จะต้องเป็นยอดอัจฉริยะที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้!
คนผู้นี้ยังหนุ่มแน่นเยาว์วัยเหลือเกิน แต่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์อย่างล้น
เหลือ อนาคตของมันสมควรยาวไกลไร้ขีดจำกัด!
เมื่อสามารถสร้างกองทัพปิศาจในโลกซิวเจ่อ คนผู้นี้จะต้องดื้อรั้น
มุ่งมั่น แต่ยืดหยุ่นพลิกแพลง สามารถยกขึ้นได้วางลงได้ เต็มไปด้วยจิต
ปณิธานแน่วแน่และอดทนอดกลั้น เยี่ยหลิงแทบไม่กล้าจินตนาการ ว่านี่
ต้องเผชิญรับความทุกข์ยากลำบากถึงเพียงไหน!
เจ้าเหนือหัวของข้า!
สวรรค์ ท่านกำลังพยายามชดเชยให้แก่ข้ารับใช้ผู้ต่าต้อยของท่านผู้นี้
ใช่หรือไม่ ทดแทนที่ข้าไม่อาจฝึกปรือสังขารปิศาจมารหมอกได้กระนั้น
หรือ?
?
เสียงกรีดแหลมเสียดหูพลันดังกังวานออกมาจากภายในม่านหมอก
เทา
ทันใดนั้นปรากฏคมดาบหมอกรูปจันทร์เสี้ยวมากมายนับไม่ถ้วน ถา
โถมออกมาจากม่านหมอกดุจคลื่นยักษ์ คมดาบจันทร์เสี้ยวแต่ละเล่มกรีด
ทว่าฝ่ามือประทับสุริยันยังคงแกร่งกร้าวเกรียงไกรไร้ผู้ต้านติด ไม่ว่า
จะเป็นเส้นหนวดหมอกเทาหรือใบมีดหมอกจันทร์เสี้ยว ขอเพียงเข้าใกล้
พลังฝ่ามือ ล้วนแตกระเบิดกระจุยกระจาย!
แม้กระนั้นก็ตาม การโจมตีของกองทัพปิศาจยังคงโหมกระหน่าไม่
ขาดสาย ดั่งพายุสายฟ้าถล่มซัด พยายามต้านปะทะฝ่ามือประทับสุริยัน
อย่างไม่ย่อท้อ!
ห่าฝนเส้นหนวดหมอกเทาและใบมีดหมอกจันทร์เสี้ยว ยิ่งจู่โจมก็ยิ่ง
เข้าใกล้ฝ่ามือประทับสุริยันเข้าไปทุกขณะ
ภายในกลุ่มหมอกเทา ทหารปิศาจทุกตนพากันปลดปล่อยการโจมตี
ของตนด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ทุกครั้งที่โจมตีออกไป พลังโจมตี
จะถูกห่อหุ้มด้วยชั้นหมอกสีเทา พวกมันไม่จำเป็นต้องควบคุมทิศทางโจมตี
หรือเล็งเป้า เพียงแค่ต้องปลดปล่อยทุกการโจมตีออกไปให้เร็วที่สุดและ
มากครั้งที่สุดเท่านั้น
ตูม!
ในที่สุดดาบหมอกจันทร์เสี้ยวเล่มหนึ่งก็กระแทกใส่พลังฝ่ามืออย่าง
หนักหน่วง จากนั้นเส้นหนวดหมอกเทาและดาบหมอกจันทร์เสี้ยวอีกหลาย
ชุดระดมซัดอย่างพร้อมเพรียง
แรงปะทะกวาดวาบออกทุกทิศทาง ดุจพายุหมุนอันกราดเกรี้ยว!
ฝ่ามือประทับสุริยันสุดท้ายไม่อาจทนทานได้อีกต่อไป แตกระเบิดดัง
สนั่นลั่นโลก!
พลังงานทั้งมวลในระยะสิบลี้ พลุ่งพล่านปั่นป่วนไปตามการระเบิด
ขนาดมหึมา!
ท่ามกลางม่านหมอกสีเทา เป็นเสียงหอบหายใจหนัก ๆ บรรดาทหาร
ปิศาจล้วนมีสีหน้าแตกตื่นตะลึงลานโดยไม่มีข้อยกเว้น
นี่เพิ่งเป็นแค่การโจมตีรอบแรกของศัตรูเท่านั้น!
จั่วม่อขมวดคิ้วนิ่วหน้า แบบฉบับการทำศึกของฝ่ายตรงข้ามแปลก
ประหลาดยิ่ง นี่คือสิ่งที่เรียกว่าหัตถ์บัลลังก์หมอกหรือ แต่ไฉนมันไม่รู้สึก
ว่าร้ายกาจเช่นที่ผูเยาแสดงออก? จะอย่างไรมันก็ไม่ได้โอหังถือดีจนเข้าใจ
ว่าสามารถสยบศัตรูได้ด้วยฝ่ามือเดียวอยู่แล้ว
มันรู้สึกในร่างเต็มไปด้วยพลังอย่างเปี่ยมล้น พลังที่ใช้ได้อย่างไม่มีที่
สิ้นสุด อัดแน่นไปด้วยความปรารถนาที่จะต่อสู้
เข้ามาเถอะ เจ้าหนู!
มันตะโกนก้องในใจ
“ที่แท้มันไม่ได้ฝึกปรือสังขารปิศาจมารหมอก ไม่น่าแปลกใจเลยที่
อ่อนด้อยถึงเพียงนี้” ผูเยาผิดหวังเป็นที่สุด มันสู้อุตส่าห์คาดหวังว่าผู้อื่นจะ
ทำให้เว่ยมือไม้ปั่นป่วนได้บ้าง แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นสินค้ามีตำหนิ จะไม่ให้
มันผิดหวังได้อย่างไร
สถานะของทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนพลิกในชั่วพริบตาเดียว รอยยิ้มสูงสง่า
ของเว่ยหวนกลับมาอีกครั้ง “ใช่ น่าเสียดายยิ่งนัก” แน่นอนว่าสีหน้าไม่มี
แม้แต่เศษเสี้ยวความเสียดาย
รับฟังการโต้ตอบของทั้งคู่ จั่วม่อเบ้ปาก พลังจากค่ายกลปิศาจสังหาร
ภูตอีกาอัดแน่นอยู่ทุกซอกมุมในกายมัน ความตื่นเต้นฮึกเหิมเร่งเร้าพลัง
สังขารปิศาจมหาทิวาไปถึงขีดสุด ความตื่นเต้นฮึกเหิมยังทำให้มัน
กลายเป็นคนคลั่งไคล้การต่อสู้ มันประหนึ่งราชสีห์ดุดัน สองตาแดงฉาน
ด้วยสายเลือด ปรารถนาจะกระโจนเข้าขย้าศัตรูให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยใน
บัดดล
เข้ามาเถอะเจ้าหนู!
ท่ามกลางความฮึกหาญทะยานฟ้า ดาบประหลาดปรากฏขึ้นในมือ
ขวาของจั่วม่อ ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแรงกล้า!
พลังอันไพศาลไหลบ่าผ่านท่อนแขนฝ่ามือ เข้าสู่ดาบเที่ยงวันในมือ
ของมันไม่ขาดสาย วู้ม เปลวไฟสีทองลุกโชนสูงลิ่วอย่างฉับพลัน ในเวลา
เดียวกัน เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาภายในร่างของจั่วม่อก็ลุกโหมท่วมร่าง
อย่างเกินจะควบคุมบังคับได้
จั่วม่อร่างปกคลุมด้วยกองไฟสีทองมหึมา มือถือดาบที่ห่อหุ้มด้วย
เปลวไฟสีทองอีกชั้นหนึ่ง!
จั่วม่อดื่มด่าอยู่ในความตื่นเต้นฮึกเหิม!
มันเงื้อดาบเที่ยงวันขึ้นสุดล้า บรรดาองครักษ์ทุกข์ยากที่ด้านหลังก็เงื้อ
ศาสตรามารของพวกมันขึ้นพร้อมกัน ศาสตรามารแต่ละเล่มล้วนห่อหุ้ม
ด้วยหมอกดำ!
หากกระบวนท่านี้จู่โจมออกไป อาจสามารถผ่าแยกท้องฟ้าเป็นสอง
ส่วน!
จั่วม่อประหนึ่งพญาราชสีห์กระหายเลือด ถลึงจ้องกลุ่มหมอกสีเทา
อย่างดุดันอำมหิต มือขวาเกร็งกำลัง เตรียมสะบัดดาบฟันลงด้วยเรี่ยวแรง
ทั้งหมดที่มี
“ใต้เท้า โปรดรอสักครู่!”
ทันใดนั้น กลับมีสุ้มเสียงร้อนรนดังออกมาจากในกลุ่มหมอก
จั่วม่องงงันวูบ
เห็นบุรุษวัยกลางคนในชุดยาวสีเทาก้าวออกมาจากม่านหมอกเทา
คนผู้นี้มีดวงตาสีเทาอันลึกล้าสุดหยั่งคู่หนึ่ง
มันก้าวออกมาพ้นจากกระบวนทัพ แล้วค้อมกายคารวะจั่วม่อ
“ใต้เท้า ผู้น้อยเป็นแม่ทัพบัญชาการกองทัพนี้ พวกเราขอ
สวามิภักดิ์!”
ว่ากระไร! ขอสวามิภักดิ์
นี่ใช่เป็นเรื่องชวนหัวข้ามเชื้อชาติเผ่าพันธุ์หรือไม่?
จั่วม่อเข้าใจว่าสองหูของมันฟังผิด ขอสวามิภักดิ์ การต่อสู้มิใช่ว่าเพิ่ง
จะเปิดฉากขึ้นหรอกหรือ?
แต่คนตรงหน้ามันมีสีหน้าเคารพนอบน้อม ท่วงท่าสัตย์ซื่อถือมั่นเป็น
ที่สุด ดูเป็นธรรมชาติยิ่ง!
กองทัพปิศาจขอสวามิภักดิ์ต่อซิวเจ่อ?
ปิศาจตนนี้ใช่สมองมีปัญหาหรือไม่?
การยอมจำนนอย่างกะทันหัน หรือไม่ก็อาจจะเป็นท่าทางซื่อสัตย์เชื่อ
ฟังของแม่ทัพปิศาจผู้นี้ และความเคารพนอบน้อม รวมถึงการขอ
สวามิภักดิ์อย่างจริงจังและจริงใจนี้ ทำให้จั่วม่อต้องฝืนกล้ากลืนจิต
วิญญาณการต่อสู้ที่กำลังลุกโชติช่วงกลับคืนเข้ามาภายใน!
“ใต้เท้า โปรดยอมรับการสวามิภักดิ์ของพวกเรา เรายินดีสัตย์สาบาน
ขอจงรักภักดีต่อต้าเหริน!” สุ้มเสียงของเยี่ยหลิงลุ่มลึกและแหบพร่า เต็มไป
ด้วยความจริงจังและจริงใจ ต่อให้เป็นคนปัญญาอ่อนยังรู้สึกได้
เหล่าทหารปิศาจด้านหลังมันปั่นป่วนขึ้นมาทันที
ข้า… …ข้า… …ข้า… …
จั่วม่อที่กำลังฝืนรั้งพลังกลับคืน เหมือนมีอะไรอุดปากไม่ให้มันกล่าว
วาจา บางทีอาจจะเป็นโลหิตที่กระแทกสะท้อนย้อนกลับจนแทบทะลัก
ออกมาจากปาก ซึ่งความจริงมันยังคงเงื้อดาบเที่ยงวันค้างอยู่ในท่าเตรียม
จะฟันลง มีเพียงสีหน้าที่แข็งค้างราวกับหุ่นขี้ผึ้ง
“ได้สวามิภักดิ์ต่อจอมปิศาจที่สำเร็จสังขารปิศาจมหาทิวานับเป็น
เกียรติของเรา! โปรดรับความจงรักภักดีของเรา ให้เราได้ติดตามต้าเหริน
? หรือว่าต้าเหรินลอบส่งคนไปปลอม
ตัวเป็นเผ่าปิศาจ นี่เป็นการสมรู้ร่วมคิดตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่? … …เรา
ผู้เฒ่า… …มารดามันเถอะ อาณาจักรนี้เป็นอะไรไปแล้ว… …”
ทุกคนเบื้องหลังจั่วม่อตัวแข็งเป็นก้อนหิน กระทั่งผูเยากับเว่ยยังแทบ
คลั่งใจตายกับภาพเบื้องหน้า
“พวกมันเป็นเผ่าปิศาจจริง ๆ หรือนี่?
?” ผูเยาจ้องมองเยี่ยหลิงราวกับว่าปรารถนาจะดึง
ดวงวิญญาณของเยี่ยหลิงออกมาตรวจสอบดู
“เสื่อมทราม! ช่างเสื่อมทรามนัก!” เว่ยกรีดร้องโหยหวน มันรู้สึกอึด
อัดขัดข้องราวกับกลืนกินแมลงวันลงไปทั้งตัว
เจ้าตัวประหลาดที่น่าขายหน้า
แต่ผู้ที่รู้สึกอึดอัดขัดข้องที่สุด ย่อมไม่มีผู้ใดเกินจั่วม่อ
จิตวิญญาณของมันไม่เคยฮึกเหิมถึงเพียงนี้มาก่อน ไม่เคยมีจิต
วิญญาณการต่อสู้พลุ่งพล่านถึงเพียงนี้มาก่อน และไม่เคยมีแรงปลุกเร้า
อย่างรุนแรงถึงเพียงนี้มาก่อน… …
แต่ทั้งหมดทั้งมวลกลับต้องชะงักลงกลางคัน ทั้งมันยังต้องพยายาม
ระงับยับยั้งอย่างสุดความสามารถ!
ใบหน้าแข็งทื่อของจั่วม่อเริ่มเปลี่ยนเป็นบัดเดี๋ยวซีดเผือด บัดเดี๋ยว
แดงก่า เลือดลมตีกลับ ใบหน้าแดงฉานราวกับว่าโลหิตจะหยดออกมาได้
ทุกเมื่อ
พี่ชาย นี่ใช่ล้อข้าเล่นหรือไม่!
ชั่วอึดใจให้หลัง จั่วม่อได้แต่ลอบคร่าครวญอย่างหวนโหย
แต่สีหน้าท่าทีของอีกฝ่ายกลับจริงจังจริงใจถึงเพียงนั้น ถ่อมตัวถึง
เพียงนั้น ทั้งยังสุภาพนอบน้อมถึงเพียงนั้น ไม่ว่าจะไม่เต็มใจสักเท่าใด มันก็
ได้แต่ระงับยับยั้งจิตวิญญาณการต่อสู้อันน่าสมเพชของตัวเอง พยายาม
ยับยั้งเสียจนใบหน้าแดงก่า จั่วม่อกระทั่งหายใจเข้าออกยังไม่มีปัญญา อย่า
ว่าแต่จะกล่าววาจาสักคำสองคำ
มีเพียงปิศาจสายเลือดสูงศักดิ์ที่สุดและมีพรสวรรค์เลิศภพจบแดน จึง
สามารถฝึกปรือสังขารปิศาจชนิดนี้สำเร็จ! ปิศาจเช่นนี้มีศักยภาพที่จะ
กลายเป็นราชัน!
ทหารปิศาจทุกตนคล้ายมองเห็นเส้นทางอันเรืองรองส่องประกายอยู่
เบื้องหน้าพวกมัน!
เจ้าเหนือหัวของข้า!
เงียบกริบอย่างสิ้นเชิง!
เงียบสนิทดุจป่าช้า
ทุกผู้คนเริ่มฟื้นคืนสติจากเหตุน่าตระหนกในตอนแรก โดยเฉพาะซู่
หลงกับไพร่พลค่ายเว่ยของมัน แม้ว่าเหตุเปลี่ยนแปลงจะอุบัติขึ้นอย่าง
กะทันหันเกินไป ทั้งยังเหลือเชื่อเกินไป แต่ก็เกิดขึ้นแล้วต่อหน้าต่อตาพวก
มัน!
ทุกคนหันไปมองจั่วม่อ หลายคนอดทอดถอนชมเชยไม่ได้
มันยืดเอวเชิดอก กระแอมเบา ๆ สองสามคำ ท่ามกลางความเงียบงัน
เสียงกระแอมไอดังกังวานผิดปกติ จนมันแทบสะดุ้งด้วยเสียงตัวเอง
เยี่ยหลิงกับพวกกลายเป็นตื่นตัวขึ้นมาทันที สีหน้ายิ่งเคารพเทิดทูน
กว่าเดิม
“ข้าว่า เรื่องนี้… …” จั่วม่อพอเริ่มกล่าววาจา สภาวะเยี่ยงเจ้าเหนือหัว
ก็หายวับไปทันที “พวกเจ้าต้องการสวามิภักดิ์ต่อข้าจริง ๆ?”
“ใช่ขอรับ ต้าเหริน!” เยี่ยหลิงตอบอย่างรวบรัดชัดเจน
“เพราะเหตุใด?”
?”
ในจิตใจของพวกมัน จั่วม่อเป็นต้าเหรินที่เลอเลิศที่สุด ทรงอำนาจ
ที่สุดและชาญฉลาดที่สุดในโลก!
ต่อให้จั่วม่อสั่งให้พวกมันกระโดดลงไปในกองไฟ พวกมันจะพร้อมใจ
กันกระโดดลงไปอย่างไม่รีรอลังเล
ในจิตใจของพวกมัน พวกมันคงอยู่เพียงเพื่อจั่วม่อ
กู้หมิงกงเข้าใจว่าเยี่ยหลิงเพียงกล่าวประจบสอพลอ แต่ซู่หลงกับพวก
กลับไม่คิดเช่นนั้น คนผู้นี้เมื่อสามารถรับรู้ถึงความเลิศล้าของต้าเหรินได้ใน
ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ มันก็มีดวงตาที่ดีมาก!
โดยไม่รู้ตัว บรรดาผู้คนค่ายเว่ยรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับเยี่ยหลิงอย่าง
บอกไม่ถูก
นี่เป็นสหายเส้นทางเดียวกันชัด ๆ!
วาจาของเยี่ยหลิงทำเอาจั่วม่อตัวเบาฟูฟ่องแทบล่องลอย แทบเข้าใจ
ว่าตัวมันเป็นเทพเซียนที่กำลังจะลอยไปถึงสวรรค์ เหตุเปลี่ยนแปลงที่แทบ
ทำให้มันบาดเจ็บภายในเมื่อครู่ถูกลืมเลือนไปทันที
? โอ้โอ้ ลองบอกมาฟังดู ค่อย ๆ กล่าว บอก
กล่าวให้ละเอียดหน่อย!”
“ขอรับต้าเหริน!” เยี่ยหลิงเข้าใจว่าจั่วม่อทดสอบความสามารถของ
มัน รีบรวบรวมความคิดอย่างจริงจังเป็นที่สุด ก่อนจะเอ่ยปากร่ายยาว “ต้า
เหรินยังเยาว์วัย แต่ฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวาสำเร็จ ทั่วทั้งภพปิศาจ ต้า
เหรินสามารถเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง ก่อร่างสร้างตัวอยู่ในสถานที่ที่
ในที่สุดก็พยายามหักห้ามอารมณ์เศร้าเสียดาย จั่วม่อจุปากด้วยความ
โหยกระหายไม่คลาย จากนั้นแสร้งเป็นกระแอมไอ “ประเสริฐ ฟังดูดีมาก!
ประเสริฐยิ่ง อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าต้องจดจำไว้ ต่อไปอย่าได้ทำตัวสะดุด
ตา เราต้องงำประกายให้มิดชิด!”
ไม่น่าแปลกใจที่ต้าเหรินสามารถเอาตัวรอดในภพซิวเจ่อมาจนถึง
ตอนนี้ ทั้งยังสามารถครอบครองกองทัพเช่นนี้ ท่านเข้าใจวิธีปกปิดซ่อน
เร้นอย่างแท้จริง!
เยี่ยหลิงกล่าวอย่างเทิดทูนบูชาจริงจัง “ทราบแล้วต้าเหริน!”
หลังจากรับฟังคำเยินยอจนอิ่มอกอิ่มใจ จั่วม่อรู้สึกว่ารับมาเพียงฝ่าย
เดียวดูไม่ค่อยยุติธรรมนัก มันขบคิดชั่วครู่ จากนั้นกล่าวว่า “อ้อ พวกเจ้า
เมื่อมีความจริงใจ เช่นนั้นนับแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าเรียกว่าค่ายฮุย
(ค่ายละอองสีเทา) ซู่หลงจะเป็นผู้นำค่ายนี้เป็นการชั่วคราว มอบให้เจ้า
เป็นรองผู้บัญชาการ”
เยี่ยหลิงปลาบปลื้มประโลมใจยิ่ง “ขอบคุณต้าเหรินประทานนาม!”
“แต่นับจากวันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าต้องจดจำให้มั่น อย่าได้เปิดเผย
ตัวว่าพวกเจ้าเป็นเผ่าปิศาจ” จั่วม่อกำชับเยี่ยหลิง
“ขอรับ!” เยี่ยหลิงเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใส ต้าเหรินรอบคอบ
ยิ่งนัก
มันหันกลับไปสั่งการสองสามคำ กองทัพปิศาจทั้งหมดเปลี่ยนรูปโฉม
ของพวกมันทันที บรรดาปิศาจที่สามารถเข้าร่วมกองทัพล้วนมีพลังฝีมือ
แข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง การเปลี่ยนรูปโฉมหาได้ยากเย็นสำหรับพวกมันไม่
ภายใต้การลงแรงอย่างแข็งขันของค่ายเว่ยกับค่ายฮุย พวกมันเริ่ม
ก่อตั้งค่ายทัพแห่งใหม่ที่รอยแยกแห่งความโกลาหลอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อ
เทียบกับค่ายทัพอันหยาบกระด้างของเยี่ยหลิงในตอนแรกแล้ว ค่ายทัพ
ใหม่นี้ทั้งใหญ่โตและแน่นหนาอย่างน่าตระหนก
อย่างไรก็ตาม ทุ่งหญ้าปิศาจถูกขุดรากถอนโคนจนเหี้ยนเตียน สิ่งนี้
สะดุดตาผู้คนเกินไปจริง ๆ
ในเวลานี้เอง เยี่ยหลิงพลันเข้าพบจั่วม่อด้วยทีท่ารี ๆ รอ ๆ
“ต้าเหริน” เยี่ยหลิงเริ่มเอ่ยปากอย่างลังเลอยู่บ้าง
“มีเรื่องใด?”
?” จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นค่อยนึกออก “เจ้าหมายถึงกองทัพ
ปิศาจอีกขบวนหนึ่งกระมัง
“ใช่ขอรับ ต้าเหริน” เยี่ยหลิงรีบกล่าว “สือตงต้าเหรินเป็น
ผู้บังคับบัญชาเก่าของผู้น้อย”
“อ้อ ลองบอกรายละเอียดของมันมาฟังดู” จั่วม่อเริ่มสนอกสนใจ
ขึ้นมาทันที
“สือตงต้าเหรินถือกำเนิดจากสาขาย่อยที่หาได้ยากของปิศาจตั๊กแตน
เรียกว่าปิศาจตั๊กแตนฟ้า สือตงต้าเหรินเป็นยอดแม่ทัพที่โดดเด่นที่สุดเท่าที่
ผู้น้อยเคยพบเห็นมา มันทั้งเฉียบขาดและยืดหยุ่น รู้จักพลิกแพลง ห้าว
หาญชาญศึก หากมิใช่ว่าถูกจำกัดด้วยชาติกำเนิดปิศาจตั๊กแตนของมัน
เกรงว่าความสำเร็จของมันคงไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงเท่านี้แน่!”
“เทียบกับเจ้าแล้วเป็นอย่างไร?” จั่วม่อถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
หัตถ์บัลลังก์หมอกของเยี่ยหลิงก่อเกิดความประทับใจให้แก่มันอย่างลึกล้า
“ผู้น้อยไม่ใช่คู่มือของมันแม้แต่น้อย” เยี่ยหลิงกล่าวอย่างจริงจัง
“ผู้น้อยได้แต่เป็นแม่ทัพกองหลังให้แก่สือตงต้าเหรินมาโดยตลอด”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้… …” จั่วม่อพลันรู้สึกว่ามันเก็บเกี่ยวกำไรได้ก้อนโต
รีบผงกศีรษะอนุญาต “เช่นนั้นเจ้าลองดู!”
เยี่ยหลิงปิติยินดียิ่ง “ขอบคุณต้าเหริน!”
ฝ่ายตรงข้ามสะกดข่มมันอย่างสิ้นเชิง ไม่ให้โอกาสพวกมันได้ฉกฉวย
มันไม่เคยคิดว่าจะต้องต่อกรกับคู่ต่อสู้ที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียง
นี้!
คนผู้นี้ใช่ ‘เซวียตง’ ตำนานแห่งคุนหลุนหรือไม่?
?
? มิใช่เป็นเพียงสถานที่เล็ก ๆ อัน
ห่างไกลซึ่งสวรรค์สี่ดินแดนรังเกียจที่จะมาเยือนหรอกหรือ
ไฉนมีแม่ทัพบัญชาการศึกไร้ผู้ต้านอยู่ในที่แห่งนี้ด้วย
แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง!
มีเพียงแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองเท่านั้น จึงสามารถเล่นงานมัน
จนตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถถึงเพียงนี้!
สือตงอยู่ห่างจากระดับแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองเพียงก้าวเดียว
เท่านั้น หากมิใช่ติดขัดที่สายเลือดปิศาจตั๊กแตนฟ้าของมัน บางทีมันอาจ
กลายเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองแล้วด้วยซ้า นับตั้งแต่ยังเยาว์วัย
มันก็แทบไม่เคยพบพานคู่มือเปรียบติด ในการต่อสู้หักหาญซึ่งหน้า มันไม่
เคยไม่มีความมั่นใจมาก่อน
แต่ในเวลานี้…
มองดูหน่วยทัพเซียนกระบี่หน่วยเล็ก ๆ บ้างสามบ้างห้าที่พุ่งผ่านไป
มาบนท้องฟ้า สือตงกัดริมฝีปากแน่น สีหน้าซีดขาว
ในเวลานี้เอง เสียงอุทานอย่างแตกตื่นดังมาจากผู้ช่วยแม่ทัพของมัน
สือตงหันขวับไปมองอย่างฉับพลัน สายตาคมกล้าดุจคมดาบ
แต่เมื่อมันเห็นแมลงดำบนฝ่ามือของผู้ช่วยแม่ทัพ สือตงพลันตก
ตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
“คู่ต่อสู้ที่ดี” แม่นางน้อยสุ้มเสียงเต็มไปด้วยการยกย่องชมเชย
วาจานี้ไม่มีผู้ใดเห็นค้าน ความแข็งแกร่งและทรหดของกองกำลัง
เบื้องหน้าเหนือความคาดหมายของพวกมันไปมาก แม้ว่าค่ายจูเชวี่ยจะ
ช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงไม่สามารถโค่นอีกฝ่ายลง
อย่างเด็ดขาด
แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถหยุดยั้งคลื่นโจมตีของพวกมันได้ แต่
การล่มสลายของขวัญกำลังใจที่พวกมันคาดการณ์ไว้ กลับไม่เคยบังเกิดขึ้น
ต่อสู้ห้าหั่นมาจนถึงบัดนี้ จวบกระทั่งกองทัพปิศาจหลงเหลือเพียง
ครึ่งเดียว แต่ขวัญกำลังใจของพวกมันยังคงมั่นคงอย่างน่าตระหนก หาก
เป็นกองทัพทั่วไป พวกมันสมควรล่มสลายเสียนานแล้ว
ศัตรูอันน่ายกย่องเช่นนี้ ควรค่าแก่การเคารพอย่างแท้จริง
แม่นางน้อยนับตั้งแต่คิดค้นเคล็ดวิชาหลักของตนเอง พลังจิตสำนึก
ของมันก็ขยายตัวพรวดพราดอย่างก้าวกระโดด จุดอ่อนสุดท้ายของมัน
เลือนหายไป แม่นางน้อยที่สามารถแผลงฤทธิ์ได้เต็มที่กลายเป็นน่า
สะพรึงกลัวยิ่ง น่าสะพรึงกลัวอย่างเหนือธรรมดาและผิดธรรมชาติ!
อย่างไรก็ตาม แม่นางน้อยยังคงชื่นชมสือตงผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง
หากมิใช่ว่าจิตสำนึกของมันเพิ่งรุดหน้าเมื่อไม่นานมานี้ ผู้อื่นจะทำให้
มันยุ่งยากลำบากมาก และหากการต่อสู้อยู่ในสภาพนั้นจริง เกรงว่าค่ายจู
เชวี่ยจะหลงเหลือผู้คนไม่ถึงหนึ่งในสามเท่านั้น มิใช่มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็น
ศูนย์เหมือนเช่นในยามนี้
เหตุผลอีกประการที่ทำให้พวกมันช่วงชิงเป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่างขาด
ลอย ก็เนื่องเพราะระดับทหารของกองทัพปิศาจต่าชั้นกว่าชาวค่ายจูเชวี่ย
นี่ต้องขอบคุณจั่วม่อ การลงทุนยกระดับอาวุธยุทโธปกรณ์โดยไม่คำนึงถึง
ค่าใช้จ่ายของจั่วม่อ ในที่สุดแสดงพลานุภาพออกมาอย่างชัดเจนในศึกนี้
“เตรียมจู่โจม เราจะปิดฉากศึกครั้งนี้ก่อนตะวันตกดิน”
ทันใดนั้นเอง กงซุนชาสายตาชะงักค้าง มันเห็นแม่ทัพฝ่ายศัตรูก้าว
ออกมาจากกระบวนทัพเพียงลำพัง เซียนกระบี่ที่ด้านหน้าสุดคล้ายสนทนา
กับมันสองสามคำ จากนั้นเหินทะยานกลับมารายงานกงซุนชาอย่าง
รวดเร็ว
ไม่มีผู้ใดคาดฝันว่าการต่อสู้จะจบลงในสภาพเช่นนี้
แม่นางน้อยพอได้รับนกกระเรียนกระดาษจากจั่วม่อ ก็ไม่รีรอลังเลใด
ๆ รีบยกทัพตรงไปยังแม่น้าอาณาจักรของอาณาจักรทะเลเมฆในบัดดล ถึง
ตอนนี้ยังไม่มีคนล่วงรู้ว่าเกาะเต่ากุมชัยชนะเหนือกองทัพปิศาจอย่าง
เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว ซิวเจ่อมากมายยังคงรวมตัวกันอยู่ที่ปากแม่น้า
อาณาจักร เตรียมพร้อมหลบหนีออกจากอาณาจักรทะเลเมฆได้ทุกเมื่อ
เมื่อแม่นางน้อยจู่ ๆ ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกองทัพ ก็ขู่ขวัญซิวเจ่อ
เหล่านี้จนขวัญหนีดีฝ่อ กระทั่งขุมกำลังที่เป็นผู้ครอบครองจุดพักเท้าเหนือ
ปากแม่น้าอาณาจักรยังเข้าใจว่าเกาะเต่าพ่ายแพ้แล้วและกำลังจะหลบหนี
เช่นกัน ในความแตกตื่นลนลาน พวกมันละทิ้งค่ายทัพ โกยอ้าวออกจาก
อาณาจักรทะเลเมฆในทันใด
ด้วยเหตุฉะนี้เอง แม่นางน้อยเข้ายึดค่ายทัพเหนือปากแม่น้า
อาณาจักรอย่างสะดวกดาย โดยไม่เสียแรงแม้แต่ยกกระบี่สักครั้ง
ซิวเจ่อที่เพิ่งแตกฮือหลบหนีได้ไม่นาน พอเห็นแม่นางน้อยเข้ายึดจุด
พักเท้า พลันตระหนักถึงความจริงประการหนึ่ง… …
เกาะเต่าเป็นฝ่ายได้ชัยเหนือกองทัพปิศาจ!
จริงดังคาด ข่าวชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของพวกมันได้รับการ
ยืนยันอย่างรวดเร็ว ทุกผู้คนลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง!
ในยามนี้ อาณาจักรทะเลเมฆตกอยู่ในกำมือของจั่วม่ออย่างสมบูรณ์
พวกมันกลายเป็นจู่เหรินที่แท้จริงของอาณาจักรทะเลเมฆ
จั่วม่อกลายเป็นราชันทะเลเมฆ!
บรรดาซิวเจ่อที่เดิมทีคิดหลบหนี พากันหวนคืนบ้านช่องของตนอย่าง
ปรีดา หากไม่ต้องเผชิญมหันตภัยจากกองทัพปิศาจ ผู้ใดยินดีระหกระเหิน
จากบ้านเกิดเมืองนอน?
ความเข้มแข็งของเกาะเต่าสะท้านใจผู้คนนัก!
ถึงตอนนี้ยังจะมีขุมกำลังใดไม่ล่วงรู้ถึงความทะเยอทะยานของจั่วม่อ
อีก?
?
ต่อสู้แข็งขืนเช่นนั้นหรือ ผู้อื่นกระทั่งกองทัพปิศาจยังทุบตีจนราบคาบ
เช่นนั้นการจะเชือดพวกมันทิ้ง ไยมิใช่ลำบากเพียงยกมือเท่านั้น?
ขุมกำลังที่ไม่ยินดีอยู่ใต้ร่มธงของเกาะเต่า สุดท้ายก็พากันออกจาก
อาณาจักรทะเลเมฆโดยดุษฎี แต่หลายตระกูลมีรากฐานอันลึกล้าอยู่ใน
อาณาจักรทะเลเมฆ ดังนั้นตัดสินใจรั้งอยู่
ที่เหนือความคาดหมายของจั่วม่อกับแม่นางน้อย ก็คือคนส่วนใหญ่
ตัดสินใจรั้งอยู่
จั่วม่อค่อยเข้าใจว่าผู้คนโดยมากในอาณาจักรทะเลเมฆหาได้สนใจไม่
ว่าผู้ใดจะปกครองพวกมัน เกาะเต่าเข้มแข็งพอที่จะปกป้องคุ้มครองพวก
มัน มอบความรู้สึกปลอดภัยคลายกังวลให้แก่พวกมัน เท่านั้นก็เพียงพอ
แล้ว
ภายใต้มหาพิบัตินภาสลาย ไฟสงครามลุกลามไปทั่วทุกสารทิศ ตลอด
หลายวันมานี้ ข่าวสารจากอินกุยคอยรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง ทุกพื้นที่
ล้วนกลายเป็นสนามรบ หลายสถานที่เปลี่ยนเป็นพื้นดินไหม้เกรียม หรือไม่
ก็กลายเป็นภูเขาที่สุมซ้อนด้วยกองซากศพ ดูเหมือนว่าเพียงชั่วข้ามคืน ภพ
ซิวเจ่อก็กลับกลายเป็นกลียุคไปแล้วจริง ๆ!
ในกลียุคที่ชีวิตผู้คนไร้คุณค่าความหมาย นายเหนือหัวที่สามารถ
ปกป้องชีวิตของพวกมัน นับว่าเพียงพอจะทำให้คนส่วนใหญ่พึงพอใจมาก
แล้ว
แต่สำหรับจั่วม่อ ความยุ่งยากของมันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น มันยุ่ง
วุ่นวายจนหัวหมุนงุนงงทุกวี่วัน
อาณาจักรทะเลเมฆอันกว้างใหญ่ไพศาล นับเป็นดินแดนใหญ่โตที่สุด
เท่าที่มันเคยปกครอง สำหรับจั่วม่อ คนป่าคนดอยที่ไม่รู้ความจาก
อาณาจักรเล็ก ๆ ทั้งยังมีชาติกำเนิดจากเกษตรกรปราณตัวน้อย ๆ หน้าที่
รับผิดชอบในฐานะราชันแห่งอาณาจักรเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับมัน
ก่อกวนจนจั่วม่อหัวหมุนงุนงงไปหมด เรื่องการบริหารอันละเอียดซับซ้อน
กองสุมเป็นภูเขาเลากาสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่มันจนแทบ
หลั่งน้าตา ไม่ทราบจะเริ่มจับต้นชนปลายจากที่ใด
ในความอับจนปัญญา มันได้แต่ขอความช่วยเหลือจากผูเยากับเว่ย
“เฮอะ ทีนี้เจ้าเห็นแล้วหรือไม่ ข้านึกอยู่แล้วว่าเรื่องเช่นนี้จะต้อง
เกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว” ผูเยายิ้มเหยียดหยาม หันไปกล่าวกับเว่ยราวกับจั่วม่อ
ไม่มีตัวตน ทั้งเยาะเย้ยถากถางอย่างไม่คิดจะปิดบัง “เจ้าเด็กน้อยเป็นแค่
คนป่าคนดอยจากป่าเขาบ้านนอก มันอาจสามารถจัดการกับการค้าเล็ก ๆ
ที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงในระยะยาว แต่คราครั้งถึงกับเหิมเกริมคิดเป็นผู้
ครองแคว้นเล็ก ๆ ฮ่า ไยไม่รู้จักประมาณตนบ้างว่าตนเองมีความสามารถ
อยู่สักเท่าใด!”
เว่ยไม่สนใจคำดูถูกเหยียดหยามของผูเยา บนใบหน้าประดับด้วย
รอยยิ้มอบอุ่นเป็นกันเอง กล่าวกับจั่วม่อว่า “เจ้ามีปัญหาใช่หรือไม่?”
จั่วม่อเย็นสันหลังวาบ สองเฒ่าไม่ยอมตายคู่นี้ล้วนไม่ใช่ตัวดี!
ในทั้งหมดทั้งมวลจั่วม่อแน่ใจในข้อนี้เป็นที่สุด ไม่จำเป็นต้อง
กล่าวถึงผูเยา อสูรเฒ่าหนังเหนียวไม่ใช่คนใจกว้างมาแต่ไหนแต่ไร แต่เว่ย
กลับยิ่งเลวร้ายกว่า อย่าได้เห็นว่ามันดูน่าสนิทชิดเชื้อไม่มีพิษมีภัย แต่
ระดับความเป็นอันตรายหาได้ด้อยกว่าผูเยาแม้แต่น้อยไม่
จั่วม่อจงใจไม่ตอบสนองต่อสะพานที่เว่ยทอดให้ข้ามไป
มันต้องสร้างความขัดแย้งระหว่างสองของเก่าโบราณคู่นี้… …
ทันใดนั้นจั่วม่อตาเป็นประกาย หันไปถามอย่างกะทันหัน “ผูเยา
กองทัพอสูรของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
ผูเยาสีหน้ากลายเป็นมืดทะมึนทันที ความเดือดดาลพลุ่งพล่านอยู่ใน
ดวงตาสีโลหิต เหล่าเศษสวะที่ไร้ความสามารถพวกนั้น เหล่าตัวโง่งม เศษ
สวะชัด ๆ! แม้ว่ามันจะทุ่มเทใช้ทุกวิถีทาง แต่พื้นฐานของคนเหล่านี้
อ่อนแอเกินไป จนถึงตอนนี้ยังไม่อาจสนองตอบต่อความต้องการของผูเยา
ได้
“กองทัพอสูร?”
?
“ฮ่าฮ่า!” ผูเยาแหกปากหัวร่องอหาย คล้ายเพิ่งได้ฟังเรื่องที่น่าขบขัน
ที่สุดในโลก ไม่ปกปิดสายตาดูถูกเหยียดหยามแม้แต่น้อย “เจ้าน่ะหรือ คน
ป่าคนดอยอย่างเจ้าหรือมีวิธีดี ๆ ! ฮ่าฮ่า น่าขบขันแทบตายแล้ว!”
จั่วม่อมีความต้านทานต่อการดูถูกเหยียดหยามของผูเยามานาน
กล่าวด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน “ลองฟังดูก่อนเป็นไร ค่อยหัวร่อทีหลังก็
ยังไม่สาย”
เสียงหัวร่อของผูเยาขาดหายไปทันควัน มันเขม้นมองจั่วม่อตาเขม็ง
ชั่วอึดใจให้หลัง ค่อยเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาว่า “หวังว่าเจ้าจะมีวิธีที่ดี
จริง ๆ มิเช่นนั้นละก็ ฮี่ฮี่!”
จั่วม่อกล่าวอย่างจริงจัง “มหาพิบัตินภาสลายก่อให้เกิดรอยแยกแห่ง
ความโกลาหลมากมาย รอยแยกแห่งความโกลาหลเหล่านี้เชื่อมโยง
ระหว่างภพอสูร ภพปิศาจและภพซิวเจ่อ ข้ากล่าวเช่นนี้ มีสิ่งใดผิดพลาด
หรือไม่?”
“วาจาไร้สาระอย่าได้กล่าวแล้ว!” ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา
เว่ยบนใบหน้าประดับรอยยิ้มจาง ๆ มันนั่งนิ่งเงียบงัน ไม่คิดเสนอหน้า
เข้ายุ่งเกี่ยว เพียงรับฟังอย่างระมัดระวัง
“ดินแดนของอสูรปิศาจและซิวเจ่อ เชื่อมโยงถึงกันด้วยรอยแยกแห่ง
ความโกลาหล แทนที่จะต้องเดินทางผ่านมหานครนภาโลหิตเหมือนเช่นใน
อดีต กล่าวได้ว่าระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายหดแคบลง!”
ขณะที่ผูเยาใกล้จะหมดความอดทนอยู่รอมร่อ จั่วม่อพลันกล่าวว่า
“บางทีเราอาจสามารถสร้างค่ายกลเคลื่อนย้าย ชักนำหนานเยว่กับพวกมา
ที่นี่โดยตรง!”
“ค่ายกลเคลื่อนย้าย?”
?” จั่วม่อย้อนถาม
ผูเยาพลันดวงตาสว่างวาบ มันก็เป็นบุคคลอันปราดเปรื่องยิ่งผู้หนึ่ง
พอฟังก็เข้าใจสิ่งที่จั่วม่อกำลังคิดทันที
ค่ายกลเคลื่อนย้ายบางประเภทแบ่งออกเป็นค่ายกลหยินและค่ายกล
หยาง ทั้งสองค่ายกลจะตั้งอยู่คนละสถานที่กัน ด้วยวิธีนี้ค่ายกลหยินหยาง
จะเชื่อมต่อกัน กลายเป็นเส้นทางที่แน่นอนและเฉพาะเจาะจง หากหนาน
เยว่กับพวกสามารถก่อตั้งค่ายกลหยินในภพอสูร ทางฝั่งนี้ก็จะก่อตั้งค่าย
กลหยาง นั่นหมายความว่า… …
ซึ่งความจริงรอยแยกแห่งความโกลาหลที่เกิดจากมหาพิบัติฟ้าสลาย
ก็เป็นค่ายกลเคลื่อนย้ายแบบเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ผูเยาขบคิดถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว จากนั้นยังคงสั่นศีรษะ
พลางกล่าว “ค่ายกลเคลื่อนย้ายสลับซับซ้อนยิ่ง กระทั่งซิวเจ่อส่วนใหญ่ยัง
ไม่มีปัญญาเข้าใจ อย่าว่าอสูรน้อยโง่งมเหล่านั้นแล้ว”
“เรามีเมล็ดพันธุ์ดวงตะวัน” จั่วม่อกล่าวอย่างลำพองใจ “เมล็ดพันธุ์
ดวงตะวันสามารถนำเข้าสู่คุกสิบนิ้วและสามารถนำออกไป เราสามารถ
สลักค่ายกลเคลื่อนย้ายลงบนเมล็ดพันธุ์ดวงตะวัน แล้วใช้คุกสิบนิ้วส่งมัน
ไปให้แก่หนานเยว่ ว่าอย่างไร สมควรเป็นไปได้กระมัง
“อืมม์ ความคิดนี้น่าสนใจไม่น้อย!” ผูเยาอึ้งงันไปชั่วอึดใจ จากนั้นมีสี
หน้าครุ่นคิดแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “เราคงต้องทดลองดู”
ความคิดของจั่วม่อเรียกได้ว่าหาญกล้าบ้าบิ่นเหนือธรรมดา
“ข้าจะมอบเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันให้แก่เจ้า ส่วนเรื่องค่ายกล
เคลื่อนย้าย เจ้าสามารถไปหากู้หมิงกง ตาเฒ่าผู้นั้นฉลาดปราดเปรื่องยิ่ง”
จั่วม่อกล่าวอย่างใจกว้าง
“เฮอะ!” ผูเยาแค่นเสียง ไม่ได้ตอบรับคำจั่วม่อ แต่กล่าวไปอีกทางว่า
“บรรดาเรื่องเล็กน้อยในอาณาจักรทะเลเมฆ เจ้าจะต้องมอบหมายให้เป็น
หน้าที่ของขุมกำลังท้องถิ่นเหล่านั้น ให้พวกมันดูแลจัดการกันอย่างเต็มที่
หากพวกมันกระทำได้ดีก็ตบรางวัลให้ แต่หากทำได้ไม่ดีก็สั่งสอนพวกมัน
ให้หลาบจำ ขณะเดียวกันเจ้าต้องรวบรวมซิวเจ่อที่แข็งแกร่งของพวกมัน
ก่อตั้งเป็นกองพันใหม่ที่มีคนของเจ้าเป็นผู้นำ ผนวกรวมพวกมันเข้าเป็น
กองทัพของเจ้าเองเสีย ผู้ใดยังจะกบฏต่อเจ้าอีก
จั่วม่อตบหน้าผากแปะ กระจ่างแจ้งทะลุปรุโปร่งในบัดดล
ผูเยาเพียงกล่าวไม่กี่คำ แต่จาระไนศาสตร์แห่งการปกครองทั้งหมด
ออกมาอย่างง่ายดาย ชี้ตรงไปยังจุดสำคัญของเรื่องราว!
จั่วม่อไม่ใช่ตัวโง่งม มันเพียงแค่สับสนงุนงงเพราะไม่เคยต้องรับมือ
เรื่องเช่นนี้มาก่อน เมื่อได้รับการชี้แนะในวันนี้ ทุกสิ่งก็แจ่มแจ้งทันที
มันออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกอย่างลิงโลดยินดี
ตั้งแต่ต้นจนจบ เว่ยไม่กล่าววาจาแม้แต่ครึ่งคำ ใบหน้าประดับด้วย
รอยยิ้มจาง ๆ ไม่ทราบว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใด
สือตงจ้องมองเยี่ยหลิงอย่างเย็นชา
แต่เยี่ยหลิงไม่สะทกสะท้าน “สือตงต้าเหรินมีคำถามกระมัง
“สิ่งที่เจ้ากล่าวมาเป็นความจริงหรือไม่
สือตงแค่นเสียงถามอย่าง
เย็นชา มือเลื่อนไปเกาะกุมด้ามดาบตั๊กแตนที่ข้างเอว
“จริงแท้แน่นอน!” เยี่ยหลิงกล่าวอย่างสัตย์ซื่อ “ทหารของข้าทุกคน
ล้วนได้ชมดูสังขารปิศาจมหาทิวาของต้าเหรินด้วยตาตัวเอง หากสือตงต้า
เหรินไม่เชื่อ ท่านสามารถถามใครก็ได้”
สือตงสีหน้ายังเย็นเยียบดุจเดิม “แต่บริวารของมันเป็นซิวเจ่อ!”
“มีซิวเจ่อ!” เยี่ยหลิงแก้คำผิดในวาจาของสือตง “ค่ายเว่ย ค่ายที่ผู้
บัญชาการคนใหม่ของข้า ซู่หลงต้าเหรินเป็นผู้บัญชาการ พวกมันล้วน
ฝึกปรือทักษะปิศาจ สือตงต้าเหรินอาจเคยได้ยินชื่อวิชานี้ ‘เคล็ดองครักษ์
ทุกข์ยาก!’”
“เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยาก!” สือตงม่านตาหดแคบอย่างฉับพลัน
แน่นอนว่ามันต้องเคยได้ยินนามนี้ ทักษะปิศาจวิชานี้เป็นสิ่งที่บรรดา
องครักษ์ของขุนพลปิศาจชั้นยอดนิยมฝึกปรือ มีชื่อเสียงกระเดื่องดังยิ่ง
“มิผิด เป็น ‘เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยาก’ ที่องครักษ์ของขุนพลปิศาจส่วน
ใหญ่ฝึกปรือกัน” เยี่ยหลิงกล่าวด้วยสีหน้าหนักแน่น “แต่ ‘เคล็ดองครักษ์
ทุกข์ยาก!’ ที่พวกซู่หลงต้าเหรินฝึกปรือไม่ใช่ ‘เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยาก’
ธรรมดา ทว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ผ่านการแก้ไขดัดแปลงจากต้าเหรินที่ร้ายกาจ
ยิ่งผู้หนึ่ง โดยอาศัยสังขารปิศาจมหาทิวาเป็นรากฐาน กลายเป็นทักษะ
ปิศาจวิชาใหม่ที่เรียกว่า ‘เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวา!’“
สือตงตื่นตระหนกสุดระงับ
“ต้าเหรินที่สามารถใช้สังขารปิศาจมหาทิวามาดัดแปลงแก้ไขเคล็ด
องครักษ์ทุกข์ยาก ยังจะสามารถเป็นซิวเจ่อได้หรือไม่?”
?”
“ที่นี่คือภพซิวเจ่อ! สือตงต้าเหริน!” เยี่ยหลิงสะกิดเตือนให้สือตง
สำนึกถึงความเป็นจริง “ลำพังกองทัพปิศาจไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ในภพ
ซิวเจ่อได้ ต้าเหรินจำเป็นต้องมีซิวเจ่อ! ซึ่งความจริงท่านสมควรชื่นชม
ความยอดเยี่ยมของต้าเหรินจึงจะถูก ในฐานะปิศาจกลับมีกองทัพซิวเจ่อที่
ร้ายกาจยินยอมรับใช้! นี่ไม่เรียกประเสริฐเลิศล้าจะเรียกอะไร?”
สือตงฝืนยิ้มขมขื่น มันในที่สุดถูกเกลี้ยกล่อมคล้อยตาม
มันทรุดนั่งลงอย่างสลดหดหู่
เยี่ยหลิงมองดูสือตงอย่างเข้าอกเข้าใจ กล่าวปลอบประโลมว่า “ข้า
ทราบว่าสือตงต้าเหรินท่านรู้สึกอย่างไร สำหรับท่านการยอมสวามิภักดิ์
ยากจะยอมรับได้ แต่หากท่านมองจากอีกมุมหนึ่ง สือตงต้าเหริน นี่มิใช่
โอกาสทองของพวกเราหรอกรึ?”
มันเพ่งมองสือตงอย่างเคร่งเครียด กล่าวเน้นเสียงทีละคำ “สือตงต้า
เหริน กี่ปีมาแล้วที่อาณาจักรป่าเถื่อนน้อยเราไม่ได้ให้กำเนิดราชัน?”
สือตงสะท้านขึ้นทั้งร่าง เงยหน้าเขม้นมองเยี่ยหลิง ดวงตาคมกล้าดุจ
คมมีด “เจ้าคิดว่ามันสามารถเป็นราชัน?”
“อาจเป็นได้หรืออาจไม่ได้” เยี่ยหลิงสุ้มเสียงสงบราบเรียบ “แต่เท่าที่
ข้าเคยพบเห็นมาชั่วชีวิตของข้า ต้าเหรินเป็นปิศาจที่มีคุณสมบัติยิ่งใหญ่
ที่สุดที่จะกลายเป็นราชัน!”
“เจ้ายินยอมเดิมพันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างเทียวหรือ?” สือตงถาม สุ้ม
เสียงเต็มไปด้วยอาการเหยียดหยามเย้ยหยัน
เยี่ยหลิงไม่สะทกสะท้าน ยังคงแย้มยิ้มดุจเดิม “แล้วเรามีอะไรอีกบ้าง
เล่า?
?”