สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 521 ผู้ติดตาม
เมื่อแก้ไขปัญหาของการมีอำนาจเหนืออาณาจักรได้แล้ว จั่วม่อใน
ที่สุดค่อยมีโอกาสได้หายใจหายคออย่างโล่งอก เริ่มคิดถึงการเสาะหาตัว
อ่อนเมฆวารีมารักษาอากุ่ย
อาการของอากุ่ยกำลังเป็นไปในทางที่ดี แม้ว่านางยังคงแข็งทื่อดุจ
ท่อนไม้ แต่สามารถตอบสนองมากกว่าเดิม
“อีกไม่กี่วันเราจะได้ไปเสาะหาตัวอ่อนเมฆวารีกันแล้ว เมื่อถึงตอนนั้น
เจ้าจะหายดีดังเดิม!” จั่วม่อเบิกบานใจยิ่ง หากพวกมันหาตัวอ่อนเมฆวารี
พบ ก็จะสามารถรักษาอากุ่ย
กับโฉมหน้าอัปลักษณ์ของอากุ่ย จั่วม่อไม่ได้รู้สึกขัดตาแม้แต่น้อย บน
ใบหน้ามันปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ อย่างเอ็นดู
มือของมันรู้สึกเย็นวาบ เป็นมือน้อย ๆ ที่เย็นเฉียบข้างหนึ่งคว้ามือ
ของมันเอาไว้
อากุ่ยดีวันดีคืน ทุกครั้งที่นางรู้สึกว่าจั่วม่ออยู่ใกล้ ๆ นางจะปรากฏขึ้น
ข้างกายจั่วม่อทันที สิ่งที่นางชอบทำมากที่สุดคือจับมือของจั่วม่อเอาไว้
จั่วม่อปล่อยให้นางจับมือของมัน อีกมือหนึ่งก็ลูบศีรษะนางเบาๆ
กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “รอให้เจ้าหายดี นกโง่กับเหล่าเจ้าตัวเล็กจะต้องยินดี
เป็นอย่างงยิ่ง”
ภายในมุมหนึ่ง นกโง่ที่อ้วนกลมนอนหลับตาสนิท ไม่ได้ตอบโต้แม้แต่
น้อย
มองดูรังนกที่มีส่วนประกอบจากเส้นผมของอากุ่ย จั่วม่ออดแหงน
หน้าหัวร่อดังสนั่นไม่ได้
อากุ่ยยังคงยืนนิ่งเงียบงันอยู่ข้างกายจั่วม่อ ไม่ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่
น้อย
“เจ้าไฉนมานั่งอยู่ที่นี่คนเดียว ใช่มีอะไรในใจหรือไม่?”
เสียงหมิงเจวี๋ยจื่อดังมาจากด้านหลังหนานเยว่ มันก้าวเข้ามาถึงข้าง
กายหนานเยว่แล้วทรุดนั่งลง ในระยะหลังมานี้ทุกผู้คนฝึกฝนร่วมกัน ร่วม
เผชิญการฝึกนรกสุดหฤโหดและอดทนต่อความยากลำบากด้วยกัน เพาะ
สร้างเป็นความสัมพันธ์อันสนิทสนมราวกับพี่น้องร่วมอุทร
เมื่อสักครู่ที่ฝึกปรืออยู่ในคุกสิบนิ้ว ผูเยาตำหนิหนานเยว่อย่างรุนแรง
หนานเยว่พอออกจากคุกสิบนิ้วก็วิ่งหายออกมาเพียงลำพัง ทุกคนรู้สึก
ห่วงใยกังวล จึงส่งหมิงเจวี๋ยจื่อที่เชี่ยวชาญการเจรจามากที่สุดมา
ปลอบโยนหนานเยว่
“ข้าใช่โง่เขลาเกินไปหรือไม่?”
“ในหมู่พวกเรา ไม่มีใครทำตามที่ผูต้าเหรินคาดหวังได้หรอก” หมิง
เจวี๋ยจื่อปลอบโยน “นี่ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ทุ่มเท ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ขยันหมั่นเพียร
แต่เป็นเพราะความต้องการของผูต้าเหรินสูงเกินไป! อันที่จริงข้าว่าต่อให้
เป็นบรรดาหัวกะทิในตำหนักศาสตร์อสูรระดับสูง ยังไม่มีปัญญาบรรลุถึง
สิ่งที่ผูต้าเหรินต้องการเสียด้วยซ้า! เจ้าทำได้ถึงขั้นนี้ข้าก็ว่ายอดเยี่ยมมาก
แล้ว ในบรรดาพวกเราทั้งหมดเจ้าก้าวหน้ารวดเร็วที่สุด!”
หนานเยว่เม้มปากแน่น ยังคงไม่กล่าววาจา
“ผูต้าเหรินอาจจะเข้มงวด แต่นี่ก็เพื่อประโยชน์ของพวกเราเอง ลอง
ดูความแข็งแกร่งของเราในตอนนี้ เมื่อเทียบกับกาลก่อน พวกเราคนใด
ไม่ได้มีพลังฝีมือรุดหน้าหลายเท่าตัว
หมิงเจวี๋ยจื่อปากกล่าวเช่นนี้ ในใจก็ลอบเปรียบเทียบพลังฝีมือของ
ตนในอดีตกับปัจจุบัน ค่อยค้นพบอย่างตื่นตะลึง ว่าตัวมันเองก็รุดหน้าก้าว
ไกลโดยไม่ทันสังเกตจริง ๆ!
“ข้าคิดถึงต้าเหริน” หนานเยว่เสียงเจือสะอื้น “ต้าเหรินไม่เคยเป็น
เช่นนี้”
หวนนึกถึงช่วงเวลาที่จั่วม่อค่อย ๆ สั่งสอนนาง หนานเยว่อดโหยหา
อาวรณ์ไม่ได้
“ใช่แล้ว ข้าละสงสัยนักว่าต้าเหรินกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับเรื่องอันใด?”
หมิงเจวี๋ยจื่อทอดถอนใจเป็นเพื่อนนาง สายตาเหม่อมองไปยังที่ห่างไกล
“แต่มิใช่ว่าผูต้าเหรินอยู่กับต้าเหรินหรอกหรือ? ทุกคนพากันคาดเดาว่า
ผูต้าเหรินสมควรเป็นผู้อาวุโสในตระกูลของต้าเหริน ข้าไม่รู้ว่าต้าเหรินสืบ
?” หมิงเจวี๋ยจื่องุนงงอยู่บ้าง
“ข้าจะไปฝึกต่อ!” หนานเยว่ร้องบอกโดยไม่เหลียวหน้ากลับมา
“ข้าคือผู้ติดตามของต้าเหริน!”
ร่างงามหายวับไปกับสายลม ขณะกล่าวทิ้งท้ายราวกับคำสาบานอัน
หนักแน่น
กู้หมิงกงดวงตาบวมแดงเหมือนลูกท้อสองลูก มันไม่ได้พักผ่อนหลับ
นอนมาสิบวันสิบคืนเต็ม การหักโหมทำงานอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ต่อให้เป็น
จินตันยังแทบทนทานรับไม่ไหว! ไม่ว่าผู้ใดหากพบเห็นมันในยามนี้ อาจ
จดจำไม่ได้ว่ามันคือเทพเซียนแห่งยันต์ ปรมาจารย์หลอมสร้างกู้หมิงกง
มันถลึงตามองเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันที่อยู่ตรงหน้า
นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้พบเห็นเมล็ดพันธุ์ดวงตะวัน กู้หมิงกงตื่นเต้น
ยินดีเสียจนร่างสั่นระริกไม่หยุด สมบัติ! สมบัติล้าค่าหาใดเปรียบ! และเมื่อ
มันล่วงรู้ว่านี่คือเมล็ดพันธุ์ที่ถือกำเนิดจากพฤกษาเทพสุริยัน ความสุข
หรรษาที่ยากจะบ่งบอกบรรยายก็แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูในร่างกาย
โอ้ สวรรค์!
พฤกษาเทพสุริยัน พฤกษาเทพสุริยันในตำนาน มิใช่ว่าสูญพันธุ์ไป
นานปีแล้วหรอกหรือ?
รอจนเมื่อมันทราบว่าจะได้รับเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันจำนวนหนึ่งเพื่อ
ทำการศึกษาค้นคว้า มันลิงโลดยินดีจนแทบเป็นลมล้มพับไป สำหรับเซียน
ยันต์ที่มีฝีมือหลอมสร้างผู้หนึ่ง ไม่มีสิ่งใดน่าปลาบปลื้มยิ่งกว่าการได้หลอม
สร้างวัตถุดิบในตำนานอีกแล้ว
จากนั้นมันค่อยล่วงรู้จิตเจตนาของผู้อื่น อีกฝ่ายเพียงต้องการให้กู้หมิ
งกงสลักค่ายกลเคลื่อนย้ายขบวนหนึ่งลงไปในเมล็ดพันธุ์ดวงตะวัน
กู้หมิงกงแทบคลั่งใจตาย!
ค่ายกลเคลื่อนย้าย! อีกฝ่ายกำลังกล่าวถึงค่ายกลเคลื่อนย้าย! มหา
สมบัติอันประเมินค่ามิได้นี้ จะถูกนำมาใช้เพียงเพื่อสร้างค่ายกล
เคลื่อนย้าย? มันแทบจะกวาดอีกฝ่ายออกไปให้พ้นหน้าทันที!
มันไม่อาจทนต่อการสูญเปล่าอันน่าขนพองสยองเกล้านี้ได้!
อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายสั่งสอนให้มันซาบซึ้งถึงผลสุดท้ายของการไม่
ยินยอมร่วมมืออย่างรวดเร็ว
เหล่าป่านผู้ยิ่งใหญ่ของมันถึงกับแล่นมาเกลี้ยกล่อมมันด้วยตัวเอง ทั้ง
ปลุกปลอบกระตุ้นเตือนอย่างมีความหมายเป็นเวลานาน ก่อนจะจากไปใน
ท้ายที่สุด กู้หมิงกงที่น่าสงสารหวาดกลัวจนหัวหด แม้ว่าเหล่าป่านไม่ได้
ผูเยาที่ชั่วร้ายดั่งพญามาร ถึงกับบอกว่ามันไม่ต้องการรับฟังวาจาไร้
สาระ เพียงต้องการผลลัพธ์เท่านั้น
กู้หมิงกงผู้น่าสังเวชแทบเอาศีรษะพุ่งชนกำแพงตายเสียให้รู้แล้วรู้
รอด! แต่น่าเสียดายที่ผู้คนเมื่อตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของพญามาร กระทั่ง
คิดตายยังทำไม่ได้
กู้หมิงกงเมื่อถูกตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้า ได้แต่ทุ่มเทศึกษาค้นคว้า
อย่างบ้าคลั่งกว่าเดิม ทดลองทำทุกอย่างที่คิดออกมาได้
จนกระทั่งในคืนวันที่สิบนั้นเอง “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าทำสำเร็จ! ข้าทำ
สำเร็จ!“
เสียงหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่งดังก้องไปทั่วห้อง วู้ม ผูเยาปรากฏขึ้นเหมือน
เงาผี โดยไม่กล่าวคำใด มันหยิบฉวยเมล็ดพันธุ์ดวงตะวัน ตรวจสอบอย่าง
ระมัดระวังสุดขีด
สำหรับผูเยา พลังเทพสุริยันที่อยู่ภายในเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันไม่ต่าง
จากพิษร้ายที่สามารถคร่าชีวิต
ไม่อ้อยอิ่งรีรอ ผูเยารั้งจิตสำนึกกลับในบัดดล สีหน้าเต็มไปด้วย
ความปิติยินดี จากนั้นหายวับไปโดยไร้เสียง
คังเจ๋อนั่งเงียบงันอยู่ในมุม ในที่แห่งนี้มันไม่มีสิทธิ์กล่าววาจา แต่เมื่อ
ชมดูการโต้เถียงของบรรดาผู้อาวุโสตระกูล ดวงตาก็สาดประกายสุดจะ
ทานทนที่แทบมองไม่เห็น
มันรู้สึกว่าผู้อาวุโสที่เอะอะโวยวายเหล่านี้ล้วนชราแล้ว
หากไม่มีต้าเหรินจะมีตระกูลคังในตอนนี้หรือไม่? แล้วต่อไปเล่า
ในช่วงเวลาแห่งกลียุคเช่นนี้ ตระกูลเล็ก ๆ เช่นตระกูลคังไหนเลยจะ
สามารถอยู่รอดได้?
หรือพวกมันยังคงเข้าใจว่าที่นี่เป็นแนวหลังอันปลอดภัย ที่ซึ่งไฟ
สงครามจะไม่มีวันลุกลามมาถึง?
?
ผู้อาวุโสสูงสุดค่อยสังเกตเห็นความขุ่นข้องของคังเจ๋อ ต้องหัวใจ
กระตุกวูบ กล่าวถามอย่างกะทันหัน “อาเจ๋อ เจ้าคิดอย่างไรกับการโยกย้าย
ตระกูล?”
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งขัดจังหวะอย่างไม่พอใจ “ผู้อาวุโสสูงสุด อาเจ๋อยัง
เยาว์วัย มันจะไปเข้าใจอะไร… …”
คังเจ๋อจู่ ๆ ก็กวาดตามองเหล่าผู้อาวุโสไล่ไปทีละคน พลางกล่าวเสียง
เคร่งขรึม “ผู้อาวุโสทั้งหลาย พวกเราปลอดภัยดีแล้วหรือไม่?
? พวกเรากล้าแข็งแล้วหรือไม่ กล้าแข็งพอที่จะปกป้องตัวเองไม่
ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้นก็ตามหรือไม่?”
ทั้งห้องเงียบกริบในทันที
“พวกเราไม่มีกองทัพ ไม่มีแม่ทัพบัญชาการศึก ต่อให้มีศาสตร์รอย
แผลสีเทา เราก็ยังไม่มีความสามารถที่จะปกป้องคุ้มครองตัวเอง แล้ว
จากนั้นเล่า?
“ต้าเหรินจะกลืนกินเราหรือไม่? ต้าเหรินต้องการศาสตร์รอยแผลสี
เทาของเราหรือไม่? ผู้อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านอาจหลงลืมไปแล้วกระมัง
ว่าศาสตร์รอยแผลสีเทาของเราได้มาจากที่ใด?”
“ยังจะมีที่ใดปลอดภัยยิ่งไปกว่าภายใต้ร่มธงของยอดแม่ทัพ
บัญชาการศึกไร้ผู้ต้าน ผู้ซึ่งเคยถล่มผู้บัญชาการกองพลอวี้เหิงจนราบคาบ
มาแล้ว?”
“นี่เป็นเกียรติของพวกเราต่างหาก!”
คังเจ๋อดวงตาทอประกายร้อนระอุ
เหล่าผู้อาวุโสสะท้านขึ้นทั้งร่าง
หลังจากเงียบงันไปชั่วอึดใจ ผู้อาวุโสสูงสุดใบหน้าทอแววยกย่อง
ชมเชยอย่างไม่ปิดบัง กล่าวปนทอดถอนว่า “นึกไม่ถึงว่าตาเฒ่าอย่างพวก
เราทั้งโขยงจะไม่เห็นอย่างถ่องแท้เท่ากับคนหนุ่มสาวผู้หนึ่ง อาเจ๋อเอ๋ยอา
เจ๋อ หรือว่าพวกเราชราแล้วจริง ๆ …”
บรรดาผู้อาวุโสที่คัดค้านการโยกย้ายตระกูลล้วนมีสีหน้าละอายใจ
“มหาพิบัติฟ้าสลาย… …มหาพิบัติฟ้าสลาย!” เสียงทอดถอนอย่าง
หนักใจของผู้อาวุโสสูงสุดสะท้อนสะท้านอยู่ภายในห้อง “ไม่ทราบว่าโลหิต
มากมายเท่าใดต้องหลั่งไหลเพราะเหตุนี้! พวกเจ้าทั้งหลาย อย่าได้มัวแต่
ฝันหวานอย่างโง่เขลา กลียุคบังเกิดขึ้นแล้ว!”
ทุกผู้คนสีหน้าหนักอึ้ง พวกมันกำลังแยกแยะความหมายในวาจาของ
ผู้อาวุโสสูงสุด
ผู้อาวุโสสูงสุดผุดลุกขึ้นอย่างกะทันหัน สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง กล่าว
เสียงดังกังวาน “เมื่ออยู่ในห้วงกลียุค หากต้องการให้ตระกูลคังของเราอยู่
รอดปลอดภัย เราจำต้องมีผู้นำที่เข้มแข็ง ด้วยเหตุนี้ข้าขอเสนอให้อาเจ๋อ
ขึ้นเป็นประมุขตระกูลคนใหม่!”
คังเจ๋ออุทานอย่างตื่นตะลึง
ชั่วอึดใจต่อมา
“ข้าสนับสนุน!”
“ข้าก็สนับสนุน!”
“ข้าเห็นด้วย!”
ยุคสมัยใหม่เปิดฉากขึ้นแล้ว!