สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 522 เกาะจะงอยปาก
รอจนเมื่อหนานเยว่กับพวกพบเห็นจั่วม่อครั้งแรก สีหน้าของพวกมัน
เรียกได้ว่าน่าดูชมยิ่ง แม้ว่าพวกมันจะล่วงรู้อยู่แล้วว่าต้าเหรินยังเยาว์วัย
แต่เมื่อได้พบเห็นด้วยสายตาแท้จริงของพวกมันเอง ความตระหนกตกใจที่
ได้รับยังเหนือกว่าที่เคยรู้สึกในคุกสิบนิ้วมาก
สิ่งที่ทำให้เหล่าอสูรแตกตื่นตระหนกมากที่สุด คือพวกมันพบว่าที่
แท้ต้าเหรินอยู่ในดินแดนของซิวเจ่อ! พวกมันในที่สุดก็เข้าใจว่าเมื่อเดิน
ทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายมาถึง ต้าเหรินไฉนต้องให้พวกมันแปลงโฉมให้
ดูคล้ายกับพวกซิวเจ่อ
อย่างไรก็ตาม แตกตื่นตระหนกก็ส่วนแตกตื่นตระหนก แต่ก็เป็น
เช่นเดียวกันกับเยี่ยหลิง หนานเยว่กับพวกไม่ได้กังขาเลยสักนิดว่าตัวตน
ของจั่วม่อจะไม่ใช่อสูร ผู้ที่ล่วงรู้ศาสตร์อสูรที่สาบสูญทุกวิชา ทำศึกประสบ
ชัยในศึกทลายคุกและพิชิตแม่ทัพใหญ่อวี้เหิงอย่างราบคาบ นอกเหนือจาก
เผ่าอสูรยังจะเป็นอื่นใดได้อีกเล่า?
เป็นซิวเจ่อหรือ?
พวกมันในที่สุดค่อยทราบชัด ต้าเหรินไม่ได้อยู่ในภพอสูรเสียด้วยซ้า
ในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็นในนามหรือด้านขุมกำลัง จั่วม่อก็เป็นราชันที่
แท้จริงแห่งอาณาจักรทะเลเมฆ ในอาณาจักรทะเลเมฆหลังภัยสงครามทัพ
ปิศาจมีเกาะเมฆใหญ่น้อยอยู่มากมาย มันเลือกเกาะเมฆที่สงบร่มรื่นแห่ง
หนึ่งให้สามตระกูลอสูรตั้งรกรากใหม่
บ้านใหม่ของพวกมันทั้งอุดมสมบูรณ์และดีงามกว่าถิ่นฐานเดิมในภพ
อสูรมาก
วันแรกที่พวกหนานเยว่เดินทางมาถึง ผูเยาก็เริ่มจัดระบบการฝึกฝน
ใหม่ให้พวกมันในทันที
ผูเยาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ในฐานะหนึ่งในยอดแม่ทัพผู้
แข็งแกร่งที่สุดแห่งภพอสูร จอมอสูรที่ครั้งหนึ่งเคยสยบใต้หล้าไว้ใต้ฝ่าเท้า
มันตกลงใจที่จะเพาะสร้างหนานเยว่กับพวกให้กลายเป็นสุดยอดแม่ทัพ
บัญชาการศึกแห่งภพอสูรให้จงได้!
มันตัดสินใจจะสั่งสอนเว่ยให้ซาบซึ้งถึงความเป็นจริง ว่าเพราะเหตุใด
เสี่ยวเว่ยจื่อเจ้าจึงเป็นได้แค่ชุดเกราะป้ายศิลาสุสาน แต่ข้าท่านผูเยาผู้
ยิ่งใหญ่ ครั้งหนึ่งเคยเป็นสุดยอดแม่ทัพผู้พิชิตโลก!
พวกหนานเยว่ที่น่าสงสาร เพิ่งมาถึงบ้านใหม่วันแรก กระทั่งโอกาสได้
พักหายใจหายคอยังไม่มี ก็ถูกผูเยาเตะโด่งเข้าไปในการฝึกฝนประจำวัน
อันวิกลจริต เกาะเมฆที่เงียบสงบและไร้ผู้คนแห่งนี้ก่อตั้งอาณาเขตอาคม
หวงห้ามไว้รอบ ๆ กลายเป็นสถานที่สำหรับการฝึกฝนหฤโหดไปโดย
ปริยาย
หลังจากจั่วม่อจัดสรรภาระหน้าที่ให้แก่ขุมกำลังอื่น ๆ ตามคำชี้แนะ
ของผูเยา อาณาจักรทะเลเมฆก็มีเสถียรภาพอย่างรวดเร็ว ผู้คนที่มันเลือก
มาล้วนเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอยู่ในอาณาจักรทะเลเมฆแต่เดิม มีเพียงสอง
หยวนอิงแห่งอาณาจักรทะเลเมฆซึ่งหลังจากเปลือยกายล่อนจ้อนอวด
สายตาประชาชีที่หน้าวิหารเทพสุริยัน ก็คล้ายจะหายสาบสูญไปจากโลก
อย่างสิ้นเชิง เมื่อกองทัพปิศาจเข้ารุกรานในครั้งนี้ พวกมันทั้งสองไม่เผย
โฉมแม้แต่น้อย
หลายคนคาดเดาว่าพวกมันสมควรออกจากอาณาจักรทะเลเมฆไป
นานแล้ว คราครั้งนี้พวกมันได้รับความอับอายอย่างใหญ่หลวง ไหนเลยจะ
ยังมีหน้ารั้งอยู่ในอาณาจักรทะเลเมฆได้?
เดิมทีไม่คิดนำอากุ่ยร่วมทางมาด้วย แต่ผูเยาเตือนว่าตัวอ่อนเมฆวารีจะมี
ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อรับประทานสด ๆ หลังจากจับมาได้ ดังนั้นจั่วม่อได้
แต่พาอากุ่ยมาด้วย
นกโง่ท่วงท่าเย่อหยิ่งถือดีราวกับราชินีสูงศักดิ์ ตามติดอากุ่ยเป็นเงา
ตามตัว ไม่ชายตามองจั่วม่อโดยสิ้นเชิง เจดีย์น้อยกับเจ้าเพลิงน้อยถูกกอด
เอาไว้ในอ้อมแขนของอากุ่ย ส่วนเจ้าดำน้อยเกาะแน่นอยู่บนเรือนผมของ
อากุ่ย สือผิ่นกับหยางกวงทำท่าทำทางราวกับราชองครักษ์ ลอยไปลอยมา
รอบกายอากุ่ย ดูน่าเวียนหัวไม่น้อย
จั่วม่อรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ในด้านของความร้ายกาจและไร้ยางอาย เหล่าเจ้าตัวเล็กล้วนเรียนรู้
มาจากจั่วม่ออย่างหมดเปลือกจริง ๆ
มันไม่มีทางเลือกอื่นเลย ไม่ว่าจะอย่างไร นำเจ้าตัวเล็กร่วมทางมาตัว
หนึ่งหรือมาด้วยทั้งหมดก็ยุ่งยากวุ่นวายไม่ต่างกันอยู่ดี มันได้แต่ลองเปลี่ยน
วิธีคิด เหล่าเจ้าตัวเล็กเป็นนักสู้ที่มีฝีมือไม่เลวทีเดียว
สำหรับนกโง่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง นางแข็งแกร่งที่สุดในเหล่าเจ้าตัว
เล็กทั้งหมด สมกับที่เป็นต้าเจี่ยของพวกมัน กระทั่งจั่วม่อยังไม่ทราบแน่ชัด
ถึงระดับพลังฝีมือที่แท้จริงของนาง ผู้ที่แข็งแกร่งรองจากนกโง่คือสือผิ่น
หลังจากไปรังควานหาเรื่องกับฝูงแมลงอยู่ทุกวี่วัน พลังฝีมือของมันก็
แปรเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เจดีย์น้อยเป็นยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณ
ของจั่วม่อ ทุกวันเอาแต่เล่นสนุก ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อาจมี
ประโยชน์ใช้สอยเมื่อมีการก่อตั้งค่ายกลเท่านั้น ส่วนหยางกวง จั่วม่อไม่เคย
17 คังคำนี้แปลว่าแข็งแรง สุขภาพดี คนละคำกับคังของตระกูลคังที่แปลว่าสีเทา ส่วนเต๋อแปลว่า คุณธรรม
พร้อมสรรพ ย่อมนำพาเรือเต่าดำมาด้วย ช่วยให้พวกมันไม่ต้องรับความ
เจ็บปวดจากการเหาะเหินเดินทางไกล
ทุก ๆ วันเหวยเสิ้งกับจงหยูมักจะเข้าฌานทำสมาธิ จั่วม่อก็เล่นสนุก
กับเหล่าเจ้าตัวเล็กทุกวันเช่นกัน และเมื่อมีเวลาว่างมันจะค่อย ๆ ศึกษา
ใบไม้ทองคำที่ได้มาจากวิหารเทพสุริยัน
มันไม่ทราบว่าใบไม้ทองคำนี้สร้างขึ้นจากกรรมวิธีลับใด เคล็ดความ
ภายในทั้งละเอียดและมากมายยิ่ง แต่เนื่องเพราะเป็นวิชาความรู้จากยุค
บรรพกาล หลายจุดยากจะทำความเข้าใจไม่น้อย แต่จั่วม่อมีนิสัยไม่
อนาทรร้อนใจ มันไม่รีบไม่ร้อน ค่อย ๆ ศึกษาค้นคว้าไปทีละน้อย
นอกเหนือจากเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพ มันยังสนอกสนใจในความลับ
โบราณอยู่บ้าง
ยกตัวอย่างเข่น มันค้นพบจากในใบไม้ทองคำว่าในยุคบรรพกาล
อาณาจักรทะเลเมฆเป็นสถานที่รกร้างกันดารเป็นที่สุด ไม่มีชนเผ่าใดอาศัย
อยู่ในที่เปลี่ยวร้างเช่นนี้ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้วิหารเทพแห่งนี้รอดพ้น
จากการกวาดล้างในครั้งนั้น
สิ่งที่กระตุ้นความสนใจของจั่วม่อ ก็คือในใบไม้ทองคำระบุว่าวิหาร
เทพในยามนั้นเฝ้าค้นหาบางสิ่งบางอย่างในอาณาจักรทะเลเมฆอยู่
ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยหาพบ จั่วม่อในที่สุดก็เข้าใจ คำถามบางประการ
ได้รับคำตอบอย่างปรุโปร่ง
พี่ใหญ่ชิงหลินเคยบอกว่าภายในชนเผ่าเทพสุริยัน วิหารเทพแห่งนี้
ไม่ได้จัดอยู่ในระดับต่าเลย วิหารเทพชั้นสูงที่มีจำนวนดวงอาทิตย์ถึงเจ็ด
ดวง มิใช่ว่าสมควรสร้างขึ้นในดินแดนอันใหญ่โตรุ่งเรืองและเต็มไปด้วย
ผู้คนหรอกหรือ?
?
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อยามนี้พึงพอใจมากแล้ว พลังเทพ แสงศักดิ์สิทธิ์
วิญญาณมั่น สังขารปิศาจมหาทิวาและศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย ไม่
ว่าวิชาใดในวิชาเหล่านี้ ไยมิใช่ยอดวิชาเลิศภพจบแดนและพิเศษเฉพาะ
ทั้งสิ้น?
?
ผู้คนไม่ควรละโมบโลภมากเกินไป จั่วม่อครุ่นคิดอย่างเกียจคร้านและ
อิ่มเอมใจ
?”
?” จั่วม่ออ้า
ปากค้างจนคางแทบจรดพื้น
“ส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายเช่นนั้น ในทะเลเมฆแม้มีสินค้าอื่น ๆ ด้วย แต่
ในฤดูกาลนี้ สิ่งที่มีกำไรดีงามที่สุดยังคงเป็นการล่าตัวอ่อนเมฆวารี” คังเต๋อ
คุ้นชินกับเรื่องราวเหล่านี้อย่างเห็นได้ชัด
“หลวงจีนมีมากข้าวต้มมีน้อย นี่จะยิ่งเพิ่มยากลำบากสำหรับเรา
กระมัง?”
?
ท่านประมุขเกาะอย่าห่วงไปเลย อย่าได้เห็นว่ามีผู้คนมากมาย แต่ใน
จำนวนนี้มีคนไม่มากนักที่จะเก็บเกี่ยวได้สินค้า ทั้งยังเป็นเพียงสินค้าส่วน
น้อยเท่านั้น คนเหล่านี้ไม่มีพลังมากพอที่จะเข้าไปในส่วนลึกของทะเลเมฆ
ตัวอ่อนเมฆวารีที่มีคุณภาพดีที่สุดล้วนอยู่ในส่วนลึกของทะเลเมฆทั้งสิ้น”
จั่วม่อพอฟังค่อยคลายใจลงเล็กน้อย
พวกจั่วม่อเปลี่ยนแปลงรูปโฉมมาพร้อมสรรพ ดังนั้นไม่มีใครจด
จำพวกมันได้ แต่เจดีย์น้อยกับบรรดาเจ้าตัวเล็กยังคงโดดเด่นสะดุดตายิ่ง
ดึงดูดสายตาร้อนผ่าวและละโมบของซิวเจ่อทั้งหลาย เป็นเหตุให้จั่วม่อต้อง
ขมวดคิ้วนิ่วหน้า
“พี่ชาย สัตว์ปราณธาตุไฟนี้เจ้าขายหรือไม่?
เจ้าเพลิงน้อยแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ มุดเข้าไปในอ้อมแขนของ
อากุ่ยทันที
ความเฉลียวฉลาดรู้ความของเจ้าเพลิงน้อย ยิ่งกระตุ้นคนจมูกเหยี่ยว
จนดวงตาร้อนผ่าวกว่าเดิม
“ไม่ขาย” จั่วม่อใบหน้าดำทะมึน ก้าวรุดไปข้างหน้า
“ไฮ้ อย่าเพิ่งไป” ชายจมูกเหยี่ยวรีบขวางทางจั่วม่อ กล่าวอย่างยิ้ม
แย้ม “ผู้น้องอยากได้มันจริง ๆ และแน่นอนว่าเป็นความสัตย์ พี่ชาย ว่า
ราคามาเถอะ พวกเราสามารถเจรจากัน!”
คังเต๋อพลันเอ่ยปากอย่างเย็นชา “พี่น้องตระกูลเหอ ต้าเหรินของข้า
บอกว่าไม่ขายก็ไม่ขาย อย่าได้ตามตอแยพวกเราแล้ว”
ชายจมูกตะขอหรี่ตาลงเล็กน้อย สาดประกายวูบหนึ่ง “ผู้ที่สามารถ
บ่งบอกที่มาของพวกเราได้ทันทีเกรงว่าต้องเป็นคนคุ้นหน้าแล้ว แต่ข้า
เหอเวยดวงตามืดบอด นึกไม่ออกว่าเจ้าเป็นใคร ท่านที่นับถือไฉนไม่บอก
นามสูงส่งสักครา?”
คังเต๋อแย้มยิ้มเย็นเยียบ “ไม่ต้องพยายามสืบเสาะว่าข้าเป็นใคร ข้า
ขอเตือนเจ้าสักคำ อย่าได้ตอแยคนที่ไม่สมควรตอแย มิเช่นนั้น เฮอะ พวก
เจ้าพี่น้องจะไม่มีใครหนีรอดแม้แต่คนเดียว”
คราครั้งนี้ตึงมือแล้ว!
เหอเวยสะท้านใจอย่างรุนแรง ผู้ที่สามารถระบุตัวตนของมันได้ทันที
จะต้องเป็นคนรู้จักมักคุ้นเป็นแน่! แต่อีกฝ่ายเมื่อทราบว่ามันเป็นใคร ยัง
กล่าวอย่างเขื่องโขถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องมีภูมิหลังอันทรงพลัง ชนิดที่
ไม่จำเป็นต้องไว้หน้ามันแม้แต่น้อย
เหอเวยมีประสบการณ์โชกโชน ทราบว่าเมื่อใดควรแข็งขืนเมื่อใดควร
นอบน้อม รีบปั้นรอยยิ้มพลางกล่าว “พี่ชาย ท่านกล่าวอันใด ผู้น้องเพียง
ลองสอบถามดูเท่านั้น หาได้มีเจตนาร้ายไม่”
จากนั้นมันหลีกเลี่ยงไปด้านข้าง เปิดทางให้อย่างรู้ความ
มันมองตามหลังกลุ่มของจั่วม่อจนลับตา ในใจขบคิดอย่างหนัก คน
เหล่านี้เป็นใคร?
พี่น้องของมันรีบปรี่เข้ามา “เป็นไร? พวกมันไม่ขายให้รึ?”
“ไม่ขาย” เหอเวยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “และหนึ่งในพวกมันรู้จักเรา
จะต้องเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันแน่ แต่พวกมันเปลี่ยนโฉมหน้า”
“ผู้ใดสนใจกัน เพียงแค่แย่งชิงมาก็พอ สัตว์ปราณธาตุไฟตนนั้น
สมควรระดับสูงไม่น้อย! หากเราสามารถแย่งชิงมาได้ น้องรอง พลังของ
เจ้าจะเพิ่มขึ้นมาก!” หนึ่งในกลุ่มพี่น้องกล่าวด้วยเสียงกระซิบ
“คนกลุ่มนี้ไม่รวบรัดธรรมดา หากมิใช่คหบดีร่ารวย ก็ต้องมีพลัง
อำนาจมาก!” เหอเวยหวนคิดทบทวนถึงการพบพานเมื่อครู่ เพิ่งรู้สึกว่าอีก
ฝ่ายสงบเยือกเย็นยิ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตา ต้องรู้สึก
หนาววูบขึ้นมา รีบสั่นศีรษะพลางกล่าว “คนเหล่านี้อาจมาจากขุมกำลังอัน
ยิ่งใหญ่ อย่าได้หาเรื่องใส่ตัวแล้ว”
คนอื่น ๆ พอฟังล้วนมีสีหน้าไม่แยแสสนใจ เหอเวยรู้สึกหนักใจอย่าง
บอกไม่ถูก
เกาะจะงอยปากมีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเอกลักษณ์มาก ดูคล้าย
นกกำลังอ้าปากแหงนหน้าขึ้นฟ้า ทางลงไปสู่ทะเลเมฆเป็นส่วนปากที่อ้า
กว้างนั้นเอง
บริเวณทางเข้าแทบไม่มีเมฆหมอก มองลงไปอาจเห็นเส้นทางยาวไกล
ไร้ที่สิ้นสุด ค่อย ๆ เลือนหายไปในทะเลเมฆที่ไกลตา
ซึ่งความจริงเกาะจะงอยปากเป็นยอดเขาส่วนหนึ่ง ที่โผล่พ้นขึ้นมา
เหนือทะเลเมฆ
“ต้าเหริน เชิญลง”
คังเต๋อกล่าวอย่างเรียบ ๆ ร้อย ๆ