สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 523 การเผชิญหน้าที่ไม่คาดคิด
จั่วม่อกับพวกไม่ได้สนใจพี่น้องตระกูลเหอแม้แต่น้อย กระทั่งคังเต๋อ
ยังไม่เก็บเอามาใส่ใจ ที่อยู่ข้าง ๆ มันคือราชันที่แท้จริงแห่งอาณาจักรทะเล
เมฆ คนเช่นพี่น้องตระกูลเหอย่อมไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
ขณะที่พวกมันมุ่งหน้าลงไปในทะเลเมฆ แสงสว่างก็ค่อย ๆ มืดหม่นลง
ชั้นทะเลเมฆที่หนาทึบปิดกั้นแสงอาทิตย์ส่วนมากเอาไว้ แต่ด้านล่างกลับ
ไม่ได้มืดมิดเหมือนที่จั่วม่อคิด เนื่องเพราะมีสาหร่ายเมฆมากมายล่องลอย
อยู่ในชั้นทะเลเมฆ แต่ละต้นแต่ละกอ ปลดปล่อยแสงจาง ๆ ซึ่งส่องสว่าง
ไปทั่วโลกใต้ทะเลเมฆ
คังเต๋อสังเกตเห็นจั่วม่อกับพวกเพ่งมองบรรดาสาหร่ายเมฆอย่างสน
อกสนใจ จึงรีบอธิบายว่า “สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งผลิตสาหร่ายเมฆที่
ใหญ่โตแห่งหนึ่ง สาหร่ายเมฆของที่นี่คุณภาพดีมาก บางครั้งจะมีพ่อค้า
จากภายนอกเข้ามาเก็บรวบรวม แต่สำหรับคนท้องถิ่นของเหล่านี้ไม่ค่อยมี
คุณค่านัก”
“สาหร่ายเมฆใช้ทำอะไร?” จั่วม่อถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
นี่เป็นครั้งแรกที่มันพบเห็นสาหร่ายเมฆ สาหร่ายเมฆเหล่านี้รูปร่าง
คล้ายคลึงกับสาหร่ายทะเล ใบเรียวยาวเหมือนใบดาบ หนาเท่านิ้วก้อย
ขาวสะอาดสะอ้านตลอดทั้งต้น เปล่งแสงจาง ๆ อยู่ตลอดเวลา สาหร่ายแต่
ละกอมีขนาดประมาณตะกร้าไม้ไผ่ บางครั้งเห็นแผ่กว้างเป็นแผ่นผืนกิน
บริเวณหลายจั้ง
“พวกมันสามารถใช้หลอมกลั่นโอสถปราณธาตุน้า แต่ก็แค่โอสถ
ปราณระดับหนึ่งเท่านั้น” คังเต๋อตอบ “ผู้ที่พลังฝีมือไม่เข้มแข็งจะไม่กล้า
ลงมาที่นี่ ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งพอที่จะลงมา ย่อมไม่สนใจไยดีกับสาหร่ายเมฆ
เหล่านี้ อีกทั้งสาหร่ายเมฆแพร่พันธุ์ง่าย ขยายตัวรวดเร็ว สามารถพบได้ทุก
หนทุกแห่ง”
จั่วม่อค่อยเข้าใจกระจ่าง และเลิกสนใจสิ่งของที่ไม่มีราคาค่างวด
ทุกคนเดินต่าลงไปเรื่อย ๆ เส้นทางภูเขานี้เต็มไปด้วยสายหมอก แต่
เป็นเพียงม่านหมอกเบาบางเท่านั้น
“ภายใต้ทะเลเมฆ สิ่งที่พบมากที่สุดคือบรรดาสัตว์เมฆทุกชนิด ผู้คน
จำนวนมากมาที่นี่เพื่อล่าสัตว์เมฆเหล่านี้เอง สัตว์เมฆเน้นหนักไปทางธาตุ
น้า คนมากมายชมชอบพวกมัน แต่หากต้องการสัตว์เมฆที่มีระดับสูง
จะต้องมุ่งลึกเข้าไปในทะเลเมฆ”
จั่วม่อถามอย่างสนอกสนใจ “สัตว์เมฆมีคุณสมบัติโดดเด่นทางด้าน
ใด
“พวกมันเมื่อเป็นสิ่งมีชีวิตธาตุน้า ความสามารถที่ร้ายกาจที่สุดของ
พวกมันอยู่ที่เวทวิชาลวงตา และเนื่องเพราะร่างกายของพวกมันก่อตัว
จากเมฆหมอก นอกเสียจากว่าเผชิญกับเวทวิชาธาตุไฟ เวทวิชาสายอื่น ๆ
ไม่อาจสร้างความเสียหายได้มากนัก” คังเต๋อช่าชองชำนาญในเรื่องราว
เหล่านี้อย่างเห็นได้ชัด กล่าววาจาไหลรี่ไม่ขาดสายโดยแทบไม่ต้องคิด
เหวยเสิ้งเห็นเช่นนั้น อดถามคังเต๋อไม่ได้ “เหล่าคังอยู่ที่นี่มานาน
เท่าใดแล้ว?”
คังเต๋อทอดถอนอย่างช่วยไม่ได้ “มากกว่าสิบปีแล้ว ซึ่งความจริง
นอกเหนือจากที่นี่ยังมีทางเข้าไปในทะเลเมฆอื่น ๆ อีกมากมาย เพียงแต่
ที่นี่มีชื่อเสียงที่สุด ดังนั้นจึงมีซิวเจ่ออยู่ที่นี่มากที่สุด”
เหวยเสิ้งแย้มยิ้ม มันเองก็เคยต้องอดทนอดกลั้นกับความยากจนข้น
แค้นมาก่อน แต่ในหัวใจมันมีเพียงกระบี่ ความทุกข์ยากของชีวิตไม่เคยทิ้ง
ร่องรอยใด ๆ ไว้ เป็นธรรมดาที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ส่วนจั่วม่ออดไม่ได้ ต้อง
หวนคิดย้อนกลับไปยังวันเวลาบนภูเขาสุญตา เมื่อครั้งที่มันยังต้องต่อสู้ดิ้น
รนอยู่ทุกวี่วันเพียงเพื่อจิงสือไม่กี่ชิ้น ดังนั้นบังเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ
ขึ้นมาทันที
เห็นคังเต๋อสีหน้าหม่นหมองอยู่บ้าง จั่วม่อรีบหันเหหัวเรื่อง “ผู้ที่ไม่
เคยลงมาต้องคิดไม่ถึงแน่ ว่าทิวทัศน์ด้านล่างนี้งดงามยิ่ง!”
เห็นเมฆหมอกบางเบาลอยเลื่อนเหมือนม่านไหม สาหร่ายเมฆที่
ล่องลอยอยู่ในทะเลเมฆโบกไกวช้า ๆ ไปตามกระแสเมฆ
“ฮ่าฮ่า ต้าเหรินรู้จักเสพสุขนัก แต่ทิวทัศน์ข้างหน้าจะยิ่งงดงาม
ตระการตากว่านี้อีก!” คังเต๋อหัวร่ออย่างผ่าเผย
คังเต๋อพอกล่าวเช่นนี้ ทิวทัศน์ด้านล่างก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา
ราวกับจะช่วยยืนยัน ถึงกับหมดจดงดงามยิ่งกว่าด้านบนจริง ๆ
หลังจากเดินทางไปอีกสองชั่วยามเต็ม ในสายตาของพวกมันจู่ ๆ ก็แผ่
กว้างสุดลูกหูลูกตา พวกมันทะลุผ่านชั้นทะเลเมฆหนาทึบลงมาแล้ว!
ทะเลเมฆหนาค่อย ๆ กระเพื่อมอยู่เหนือศีรษะของพวกมัน กลุ่ม
สาหร่ายเมฆมากมายห้อยระย้าลงมาจากทะเลเมฆ สาหร่ายเมฆเหล่านี้
ใหญ่โตยิ่ง แต่ละกอกินอาณาบริเวณหลายหมู่ ใบคล้ายดาบที่ห้อยลงมายืด
ยาวหลายสิบจั้ง มองจากที่ห่างไกล ทะเลเมฆเป็นเพดานโค้งอันกว้างใหญ่
ไพศาล สาหร่ายเมฆแน่นขนัด แขวนห้อยยืดยาวเหมือนสายน้าตกแห่งแสง
สว่าง ก่อเกิดเป็นภาพทิวทัศน์งดงามน่าชมและไร้ที่สิ้นสุด!
“งดงามเหลือเกิน!” จั่วม่ออัศจรรย์ใจยิ่ง
ภาพอันงดงามตระการตาที่อยู่เบื้องหน้านี้ กระทั่งเหวยเสิ้งกับจงหยู
ยังอดตื่นตะลึงไม่ได้ เจดีย์น้อยกับเหล่าเจ้าตัวเล็กตื่นเต้นระทึกใจขึ้นมา
ทันที พากันบินวนรอบอากุ่ยอย่างสนุกสนาน เจ้าเพลิงน้อยตื่นเต้นเสียจน
เริ่มร้องจี้จี้จี้ไม่ขาดหู
คังเต๋อแย้มยิ้มเล็กน้อย มันคุ้นเคยกับฉากเบื้องหน้าเป็นอย่างดี
กลายเป็นชินชาไปเสียนานแล้ว
บรรดาซิวเจ่อที่ผ่านไปผ่านมาล้วนหัวร่อฮาฮา ทุกคนล้วนทราบดี ว่า
มีเพียงสามเณรน้อยมือใหม่ที่เพิ่งเคยเข้ามาในส่วนลึกของทะเลเมฆเป็น
ครั้งแรก จึงจะมีสีหน้าท่าทีน่าขบขันเช่นนี้
มวลซิวเจ่อไหลผ่านพวกมันเข้าไปตลอดเวลา ทุกคนล้วนหวังว่าจะ
ได้รับสินค้าบางอย่างโดยเร็วที่สุด ราคาของสัตว์เมฆและตัวอ่อนเมฆวารี
ชุดแรก มักจะเป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบปี
ในเวลานี้เอง จงหยูผู้หลุบตาลงตลอดเวลา ทันใดนั้นอุทานเบา ๆ คำ
หนึ่ง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
เป็นหลวงจีนหลายรูปดึงดูดความสนใจของมัน ผู้เป็นหัวหน้าสวมใส่
กาสาวพัสตร์สีม่วง สมณะรูปนี้ผมเผ้าคิ้วเคราขาวโพลน ท่วงท่าสภาวะโดด
เด่นเหนือธรรมดา ด้านหลังมันเป็นหลวงจีนหนุ่มในกาสาวพัสตร์สีน้าเงิน
สามรูป ล้วนแล้วแต่เยาว์วัยยิ่ง
หลวงจีนเหล่านี้ก็สังเกตเห็นจงหยูเช่นกัน สมณะอาภรณ์ม่วงดวงตา
สาดประกายวูบ ไม่ได้กล่าวคำใด แต่ประนมมือคารวะทักทายมาทางจงหยู
จงหยูดวงตายังคงหลุบต่า ทว่าใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
มันก็ประนมมือคารวะทักทายตอบเช่นกัน
เหวยเสิ้งสังเกตเห็นการกระทำของจงหยู ดังนั้นกวาดตามองไปยัง
สมณะกลุ่มนั้นด้วย
ผู้อื่นก็สังเกตเห็นเหวยเสิ้งเช่นกัน สมณะอาภรณ์ม่วงดวงตาสาด
ประกายตื่นตะลึงเป็นคำรบสอง แต่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ชิงคล้อยตาม
สภาวะ ประนมมือคารวะทักทายเหวยเสิ้งอีกคน
เหวยเสิ้งไม่กล่าวคำใด ประสานมือคารวะตอบเล็กน้อย
ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งสองฝ่ายไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาแม้สักครึ่งคำ แต่
บรรยากาศอันพิสดารที่เพียงรับรู้ได้ด้วยใจบังเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย
อย่างน่าฉงน
รอจนอีกฝ่ายเดินหายลับไปทางหนึ่ง จงหยูกับเหวยเสิ้งค่อยรั้งสายตา
กลับมา
“คนเหล่านี้ไม่รวบรัดธรรมดา” เหวยเสิ้งกล่าวเสียงลึก “หลวงจีนจีวร
ม่วงพลังฝึกปรือลึกล้ายิ่ง บางทีอาจเป็นชนชั้นหยวนอิง ต่อให้ไม่ใช่หยวน
อิงก็เกรงว่าอยู่ห่างจากด่านหยวนอิงอีกไม่ไกลนัก”
จงหยูผงกศีรษะเห็นพ้อง “พวกมันอาจมาจากหนึ่งในวัดยิ่งใหญ่ เรา
สามารถสอบถามอีเจิ้ง มันสมควรล่วงรู้”
จั่วม่อผู้ตกอยู่ในห้วงภวังค์ฟุ้งซ่านวุ่นวาย ในที่สุดค่อยรู้สึกตัว เห็นทั้ง
สองทำท่าราวกับเผชิญศัตรูตัวฉกาจอดซักถามเรื่องราวไม่ได้ พอทั้งสอง
บอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น จั่วม่อขบคิดแวบหนึ่ง ตัดสินใจจะไปสอบถามอีเจิ้ง
ให้รู้แน่ชัดจะดีกว่า
คังเต๋อไม่คิดขัดคอ แต่ยังคงอดกล่าวเตือนไม่ได้ “ต้าเหริน ชั้นทะเล
เมฆหนาหนักยิ่ง นกกระเรียนกระดาษรวมถึงข้อความกระบี่บินทั่วไปไม่
สามารถใช้การได้ในที่แห่งนี้ จึงไม่อาจส่งข่าวสารออกไปด้านนอกได้”
จั่วม่อโบกมือตัดบท กล่าวว่า “อย่าห่วงเลย ข้ามีวิธีของข้า”
จงหยูร่ายเวทวิชาภาพมายาเล็ก ๆ แสดงรูปโฉมของหลวงจีนเหล่านั้น
จั่วม่อจดจำภาพนั้นไว้ จากนั้นเข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึก ฮ่า ผู้อื่นไม่สามารถ
ใช้นกกระเรียนกระดาษ แต่มันสามารถบอกผ่านผูเยา ส่งข้อความออกไป
ได้ทุกเมื่อ
แต่มันไม่ได้คาดฝันว่าผูเยาพอพบเห็นคนเหล่านั้น เพียงแค่นเสียง
อย่างเย็นชา กล่าวว่า “ไม่จำเป็นต้องไปถามผู้อื่น ข้าทราบว่าพวกมันเป็น
ใคร”
จั่วม่อกล่าวอย่างกังขา “เจ้ารู้จักพวกมัน
ผูเยาแค่นหัวร่อเย็นเยือก “ในอดีตเราเคยเข่นฆ่าขับเคี่ยวกันมานาน
คิดไม่รู้จักพวกมันยังทำไม่ได้ พวกมันคือเหล่าหัวโล้นจากวัดเสวียนคง ฮ่า
เจ้าระวังตัวเอาไว้จะดีกว่า”
“วัดเสวียนคง!?”
?”
? ไม่ ไม่ พลังของพวกมันไม่อาจนำมาเทียบ
เช่นนี้ได้” ผูเยากล่าวเสียงเย็นยะเยียบ “คุนหลุนเลิศล้าที่สุดในด้านพลัง
“ระเบิด… …หกสิบ… …หกสิบหยวนอิง… …” จั่วม่อตะกุกตะกัก แทบ
พูดไม่ออกเสียด้วยซ้า ข่าวสารลับชิ้นเล็ก ๆ นี้ทำให้มันแตกตื่นตระหนก จน
สูญเสียความสามารถในการคิดไปอย่างสิ้นเชิง หกสิบหยวนอิง หกสิบ
หยวนอิงระเบิดตัวเองพร้อมกัน ต้องเสียสติสักเพียงไหนจึงจะกระทำเรื่อง
เช่นนี้ได้
ลำพังหยวนอิงผู้เดียวจากเทียนหวนก็เพียงพอจะก่อกวนมรสุมทั่วทั้ง
อาณาจักรทะเลเมฆ แล้วหกสิบหยวนอิง… …
เมื่อจั่วม่อออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก จงหยูกับเหวยเสิ้งพากันมอง
มาเป็นตาเดียว พวกมันสังเกตเห็นสีหน้าขาวเผือดของจั่วม่อแต่แรกแล้ว
จั่วม่อลืมตาขึ้น กล่าวเสียงแหบแห้ง “พวกมันมาจากวัดเสวียนคง”
“วัดเสวียนคง
เหวยเสิ้งกับจงหยูสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ คังเต๋อสีหน้า
เปลี่ยนเป็นเขียวคล้าทันที
วัดเสวียนคง! ผู้นำแห่งเหล่าเซียนวรยุทธ์ทั้งมวล หนึ่งในสี่มหาสำนักที่
ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก!
“พวกมันไฉนมาที่นี่?” ใจกระบี่ของเหวยเสิ้งหนักแน่นดุจหินผา ไม่
นานก็สงบใจลง
จิตแห่งเซนของจงหยูก็ลึกล้ายิ่ง จิตใจมันสะท้านสั่นไหวเพียงชั่ววูบ
จากนั้นก็สงบเยือกเย็นลงเช่นกัน
จั่วม่อเองก็สงบใจลงทันควัน วัดเสวียนคงแล้วจะเป็นไร?
? มันก็เพียงแค่ถูกขู่ขวัญ
เล็กน้อยจากฉากการระเบิดตัวเองของหกสิบหยวนอิงที่ผูเยากล่าวถึง
มันขบคิดเร็วรี่ แล้วค่อยแน่ใจว่ามันเป็นเพียงตัวประกอบเล็ก ๆ ใน
อาณาจักรห่างไกล คงไม่ถึงขั้นที่ผู้อื่นจะต้องดูแลมันอย่างยิ่งใหญ่ถึงเพียง
นั้นกระมัง
ทันใดนั้นมันฉุกคิดถึงบางสิ่ง มันต้องรีบบอกเตือนต่อค่ายเว่ย ค่ายฮุย
และพวกหนานเยว่เป็นการด่วน ในช่วงเวลานี้ไม่สมควรเผยโฉมออกมา มิ
เช่นนั้นหากคนเสียสติกลุ่มนี้เกิดพบพานพวกมันเข้า เกรงว่าคงจะเริ่ม
กำจัดปิศาจพิฆาตอสูรโดยไม่สนใจสิ่งใดเป็นแน่
ผูเยาไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งกับการกระทำที่คล้ายหลบหน้าคู่แค้นเก่า
ของมันนี้ แต่มันเองก็ทราบกระจ่างแก่ใจ ว่าหากพวกจั่วม่อต้องเผชิญหน้า
กับวัดเสวียนคงในเวลานี้ย่อมไม่มีโอกาสได้ชัยแม้แต่น้อย
อาณาจักรจักรทะเลเมฆเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่เท่านั้น ยังห่างชั้นจากสี่
มหาอำนาจราวฟ้าสวรรค์กับก้นเหว
เว่ยแย้มยิ้มน้อย ๆ ชมดูผูเยากับจั่วม่อโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอา
ตาย แต่ไม่ว่ามองจากมุมใดก็เห็นได้ชัดว่าวิญญูชนจอมปลอมผู้นี้กำลังลอบ
หัวร่อเยาะผูเยาอย่างสำราญใจ
หลังจากบีบบังคับให้ผูเยาส่งคำสั่งไปถึงพวกหนานเยว่เรียบร้อยแล้ว
จั่วม่อค่อยพบเห็นสีหน้าเขียวคล้าและดวงตาหวาดผวาของคังเต๋อ ต้องรีบ
ปลอบโยนว่า “ไปกันเถอะ ไม่ต้องกังวลกับพวกมัน ทะเลเมฆกว้างใหญ่
ไพศาล ทุกผู้คนมีจุดมุ่งหมายของตน เราคงไม่พบเจอพวกมันอีกแล้ว”
คังเต๋อพอฟังสีหน้าค่อยดีขึ้นมาก มันรู้สึกว่าวาจาเหล่านี้กล่าวไม่ผิด
มันทราบดีกว่าใครว่าทะเลเมฆกว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงไหน โอกาสที่แต่
ละคนจะพบกันหรือแย่งชิงสินค้าชิ้นเดียวกันจะมีมากมายสักเท่าใดกัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากเรื่องราวนี้จั่วม่อสูญเสียความสนใจทั้งหมดไป
ภาพทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่และตระการตา หมดคุณค่าความหมายไปในทันใด
“ทะเลเมฆกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด มีเส้นทางมากมาย หากเป็นคนที่ไม่
คุ้นเคยกับเส้นทางอาจหลงทางได้ง่าย ๆ” เมฆหมอกในใจคังเต๋อค่อย ๆ
สลายคลาย แม้ว่าทุกผู้คนจะลงมาจากปากทางที่เกาะจะงอยปาก
เช่นเดียวกัน แต่โอกาสที่จะได้พบเจอกันในส่วนลึกของทะเลเมฆนับว่านิด
น้อยจนยิ่ง
จั่วม่อกวาดตามองรอบข้าง จู่ ๆ ก็ถามว่า “ไฉนไม่มีผู้ใดเหาะเหิน
เดินอากาศ
คังเต๋อรีบอธิบายว่า “ทะเลเมฆผิดแผกแตกต่างจากสถานที่อื่น ๆ ใน
สถานที่แห่งนี้หากไม่เหาะเหินจะดีที่สุด แรงสั่นสะเทือนของพลังปราณ
มองดูบรรดาเส้นทางสายน้อยที่นำเข้าสู่ทะเลเมฆชั้นใน ไม่ทราบ
เพราะเหตุใด จั่วม่ออดทอดถอนใจไม่ได้ กล่าวตามความสัตย์ การปรากฏ
ตัวอย่างกะทันหันของเหล่าหลวงจีนจากวัดเสวียนคงทำให้มันรู้สึกกดดัน
อย่างรุนแรง สิ่งที่สามารถดึงดูดหลวงจีนวัดเสวียนคงมาถึงที่นี่ได้ย่อมต้อง
มิใช่สิ่งของธรรมดาสามัญแน่ จั่วม่อไม่สนใจสิ่งที่คล้ายจะใหญ่โตเกินตัวนั้น
มันเพียงไม่ต้องการให้เกิดเหตุแทรกซ้อนในระหว่างที่มันพยายามจะ
เยียวยารักษาอากุ่ย
“มีเส้นทางที่แตกต่างกันมากมายถึงเพียงนี้ เจ้าจดจำได้ทั้งหมด
หรือ?”
พวกมันเดินไปตามเส้นทางสายน้อยที่คดเคี้ยว ในไม่ช้าก็ลับหายไปใน
ทะเลเมฆ
“อาจารย์อา คนเหล่านั้นมีสิ่งใดน่าแปลกหรือ
หมิงจิ้ง (พิสุทธิ์
สดใส) ลองถามหยั่งเชิง ในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งสาม มันมีจิตใจ
ประเปรียวที่สุด สังเกตเห็นอาการผิดปกติของอาจารย์อาแต่แรก
ผูเยาดูไม่ผิด คนเหล่านี้เป็นหลวงจีนจากวัดเสวียนคงจริง ๆ สมณะคิ้ว
ขาวจีวรม่วงเรียกว่าติ้งเจิน (แน่วแน่แท้จริง) ส่วนบรรดาศิษย์ในจีวรสีน้า
เงินล้วนเป็นศิษย์รุ่นที่สามของวัดเสวียนคง ติ้งเจินรับหน้าที่นำศิษย์เหล่านี้
ออกท่องเที่ยวหาประสบการณ์ ระหว่างทางจู่ ๆ ได้รับข่าวสารจากท่านเจ้า
อาวาส จึงเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้ามายังอาณาจักรทะเลเมฆตามคำสั่ง
ติ้งเจินพยักหน้าพลางกล่าว “นักบวชนิกายพุทธผู้นั้นไม่ทราบว่ามา
จากสำนักใด แต่มันถึงกับถือครองพลังอธิษฐาน นับว่าหาได้ยากยิ่ง”
“พลังอธิษฐาน!?”
ศิษย์ทั้งสามตะลึงงัน สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ นักบวชนิกายพุทธที่
พวกมันเพิ่งพบพานเมื่อครู่ดูไม่ได้สูงวัยกว่าพวกมันสักเท่าใด ทั้งยังไม่มีสิ่ง
ใดโดดเด่นเป็นพิเศษ
พลังอธิษฐานเป็นหนึ่งในอิทธิฤทธิ์ที่หาได้ยากที่สุดในบรรดาพลังฤทธิ์
ของนักบวชนิกายพุทธ ทั้งสามเป็นศิษย์ชั้นยอดในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ของ
วัดเสวียนคง เป็นธรรมดาที่จะเข้าใจว่าพลังอธิษฐานหมายถึงสิ่งใด
กระทั่งในวัดเสวียนคง มหาวิหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก บรรดาผู้ที่
บรรลุพลังอธิษฐานยังมีจำนวนน้อยนิดจนแทบจะนับได้ด้วยนิ้วมือ
“เหนือฟ้ายังมีฟ้าเสมอ โลกภายนอกเต็มไปด้วยพยัคฆ์ซ่อนมังกรเร้น
พวกเจ้าอย่าได้ประมาทผู้คนเกินไป” ติ้งเจินเหลือบมองศิษย์น้อยทั้งสาม
แวบหนึ่ง “นอกจากนี้เจตจำนงกระบี่ของเซียนกระบี่ผู้นั้นก็ไม่ธรรมดา
สามัญ เจตจำนงกระบี่ที่ทั้งบริสุทธิ์และผนึกรวมรั้งถึงเพียงนี้ กระทั่งใน
บรรดาศิษย์คุนหลุนที่ข้าเคยพบเห็นมา ยังมีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่บรรลุ
ถึงระดับนี้ หากพบพานมันอีกอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด”
ศิษย์อีกคนหนึ่งมีปฏิริยารวดเร็วที่สุด รีบถามว่า “อาจารย์อา หรือว่า
พวกมันเป็นศิษย์คุนหลุน?”
“ไม่ใช่คุนหลุน” ติ้งเจินสั่นศีรษะอย่างมั่นใจ “เจตจำนงกระบี่ของคุน
หลุนไม่ได้ให้ความรู้สึกเช่นนี้”
สามศิษย์รุ่นเยาว์สีหน้าผ่อนคลายลงทันที เป็นการดีที่มิใช่ศิษย์คุน
หลุน คุนหลุนรั้งตำแหน่งสูงสุดของสวรรค์สี่ดินแดนมานานหลายพันปี
กระทั่งศิษย์วัดเสวียนคงยังไม่ยินดีเผชิญหน้ากับศิษย์คุนหลุน สี่มหาสำนัก
ลอบประลองกำลังทั้งต่อหน้าและลับหลังอยู่ตลอดเวลา แต่แทบไม่เคยก่อ
ความขัดแย้งโดยตรง พวกมันทั้งหมดล้วนเป็นตัวตนขนาดมหึมา หากก่อ
สงครามระหว่างกันขึ้นจริง ๆ ก็ยากจะจบสิ้นลงง่าย ๆ แล้ว
ตราบเท่าที่คนเหล่านั้นไม่ใช่ศิษย์ของอีกสามมหาสำนักที่เหลือ พวก
มันก็ไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องห่วงกังวลอันใด ศัตรูที่พวกมันต้องระวัง
ระหว่างการเดินทาง คังเต๋อคอยบอกเล่าตำนานเรื่องราวและคำร่าลือ
มากมายของทะเลเมฆ ความสามารถในเล่านิทานของมันแม้ไม่อาจเรียก
ได้ว่าดี แต่คนผู้นี้มีประสบการณ์โชกโชน ล่วงรู้รายละเอียดมากหลาย คณะ
ของจั่วม่อพากันรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
การเดินทางครั้งนี้ยาวนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน กว่าที่หมอกเมฆจะเริ่ม
หนาตาจนกระทั่งบดบังทัศนวิสัยของพวกมัน ไม่ว่ามองไปทางใด ก็เห็น
หมอกขาวบริสุทธิ์ที่ดูคล้ายใยฝ้าย จับกลุ่มหนาแน่นอยู่ในทุกแห่งหน ใน
สายตาของพวกมัน เห็นเส้นทางสายน้อยบัดเดี๋ยวผลุบบัดเดี๋ยวโผล่อยู่
ท่ามกลางม่านหมอกเมฆ หากพวกมันไม่ทันระวัง เผลอเดินลึกเข้าไปใน
ม่านหมอกเมฆสักเล็กน้อย อาจหลงทางจนหาทางกลับไม่ถูกในทันที
เช่นนั้นก็อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ แล้ว
จั่วม่อเพ่งพินิจพิจารณาหมอกเมฆที่ล่องลอยอยู่ในอากาศอย่างใคร่รู้
หมอกเมฆเหล่านี้แม้ล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่พวกมันไม่ได้ลอยไปทุกที่
เส้นทางสายน้อยแม้เล็กแคบยิ่ง แต่บนเส้นทางไม่มีหมอกเมฆแผ้วพาน
แม้แต่น้อย
จั่วม่ออดใจไม่ได้ ลองสอบถามคังเต๋อเรื่องนี้ดู
คังเต๋อเกาศีรษะแกรก ๆ “ต้าเหริน บริวารไม่เคยขบคิดเรื่องนี้มาก่อน
เลย ผู้น้อยเดินทางผ่านไปมานับสิบ ๆ ปีแล้ว แม้ว่าหมอกเมฆจะ
แปรเปลี่ยนไปทุก ๆ ปี แต่เส้นทางน้อยเหล่านี้กลับไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง
มากนัก”
“เช่นนั้นที่นี่มีอันตรายหรือไม่?”
จั่วม่อกับเหวยเสิ้งดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ ชะงักการเคลื่อนไหว
ในบัดดล ท่วงท่าเตรียมพร้อมรับเหตุเปลี่ยนแปลง
คังเต๋อสับสนงุนงงยิ่ง
“มีบางอย่างกำลังเข้ามาใกล้” จงหยูกล่าวเสียงเบาต่า
จิตแห่งเซนของจงหยูลึกล้าสุดหยั่ง สัมผัสที่หกของมันเฉียบไวกว่าทุก
คน เว้นเสียแต่ว่าจั่วม่อจะแผ่พลังจิตสำนึกของมันออกไปอย่างเต็มที่ มิ
เช่นนั้นทางด้านนี้ยังไม่ใช่คู่มือของจงหยู อย่างไรก็ตาม จั่วม่อกับเหวยเสิ้ง
?”
?”
“ที่สำคัญอันใด?” จั่วม่อถามเสียงลึก
“มุสิกเมฆาแทบไม่เคยเป็นฝ่ายโจมตีซิวเจ่อก่อน” คังเต๋อสีหน้าไม่สู้ดี
“มุสิกเมฆาปกตินิสัยอ่อนโยนมาก และด้วยลักษณะท่าทีเช่นนั้นเองที่ทำให้
พวกมันเหมาะที่จะเป็นสัตว์เลี้ยง สตรีซิวเจ่อส่วนมากชมชอบพวกมันยิ่ง นี่
เห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของจั่วม่อ คังเต๋อก็ได้แต่จนปัญญา ผู้ใดใช้
ให้ต้าเหรินเป็นเหล่าป่านของมันเล่า
“อาจารย์อา คล้ายมีบางอย่างไม่ถูกต้อง” หมิงจิ้งสีหน้าไม่สู้ดี พวกมัน
ก็พบพานการโจมตีหลายระลอก มันบังเกิดความรู้สึกสั่นไหวอย่างเลือน
ราง ในอดีตหมิงจิ้งเคยมายังทะเลเมฆเพื่อล่าสัตว์ปราณ มิใช่ไม่รู้จักคุ้นเคย
กับสถานที่แห่งนี้ สถานการณ์ผิดธรรมชาติที่ทยอยเกิดขึ้นไม่ขาดสาย เห็น
ได้ชัดว่าเป็นลางบอกเหตุถึงสิ่งผิดปกติบางประการ
“อันใดไม่ถูกต้อง?”
?” ติ้งเจินดวงตาเฉยชาพลันสาดประกายประหลาดวูบ
หนึ่ง ขณะที่เพ่งมองเข้าไปในส่วนลึกของทะเลเมฆ มันดูคล้ายลิงโลดยินดี
อยู่บ้าง
สายตาร้อนผ่าวของติ้งเจินขู่ขวัญหมิงจิ้งจนขวัญหนีดีฝ่อ นี่เป็นครั้ง
แรกที่มันพบเห็นสายตาเช่นนี้จากอาจารย์อาติ้งเจิน ที่มักสงบเยือกเย็นอยู่
เป็นนิจ … …นี่มันเรื่องอะไรกัน… …
แต่แล้วมันพลันฉุกใจคิด หวนนึกถึงเรื่องที่อาจารย์อาติ้งเจินได้รับ
ข่าวสารจากท่านเจ้าอาวาสในระหว่างการเดินทาง จากนั้นอาจารย์อาติ้ง
เจินผลุนผลันเปลี่ยนเส้นทางตรงมายังอาณาจักรทะเลเมฆในบัดดล ทั้งยัง
รีบรุดเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืน
หรือว่าในส่วนลึกของทะเลเมฆแห่งนี้ มีบางสิ่งที่ทำให้ท่านเจ้าอาวาส
กังวลสนใจซ่อนอยู่ภายใน?
ติ้งเจินเหลือบมองหมิงจิ้งแวบหนึ่ง หมิงจิ้งสะท้านขึ้นทั้งร่าง สายตา
ของอาจารย์อาแหลมคมปานกระบี่ คล้ายแทงทะลุไปถึงก้นบึ้งหัวใจของ
มันก็มิปาน
“ไปกันต่อเถอะ” ติ้งเจินสีหน้ากลับคืนสู่ความเฉื่อยชาอีกครั้ง เริ่ม
ออกเดินมุ่งลึกเข้าไปในทะเลเมฆอย่างแน่วแน่มั่นคง
หลีซู่อารมณ์ขุ่นมัวยิ่ง
ภารกิจวิหารเทพสุริยันล้มเหลวไม่เป็นท่า แม้ว่าท่านเจ้าสำนักไม่ได้
ลงโทษมัน แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่มันสูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นสมบัติ ใบหน้าหรือ
ศักดิ์ศรี ก็ประหนึ่งมีเปลวไฟโหมไหม้อยู่ภายในอก
ข่าวคราวเรื่องกองทัพปิศาจบุกโจมตี จากนั้นเกาะเต่าได้ยึดครองทั่ว
ทั้งอาณาจักรทะเลเมฆในชั่วพริบตาเดียว ก็แพร่สะพัดมาถึงหูมันเช่นกัน
พลังอำนาจของเกาะเต่าทำให้มันประหลาดใจอีกครั้ง เมื่อสามารถได้
ชัยเหนือกองทัพปิศาจ แม้ว่าจะเป็นกองทัพปิศาจทั่วไปก็ตาม ยังบ่งบอก
ชัดว่าเกาะเต่าเข้มแข็งกว่าที่แสดงออกมาภายนอกมาก
พวกมันปกปิดซ่อนเร้นเป็นอย่างดี จนกระทั่งแม้แต่มันเองยังมองขุม
กำลังที่แท้จริงของเกาะเต่าไม่ออก!
แต่น่าเสียดายที่หลังจากจบเรื่องวิหารเทพสุริยัน สำนักก็ไม่สนใจ
อาณาจักรทะเลเมฆอีก ในอาณาจักรภายใต้การปกครองของเทียนหวน
ไม่ว่าเซินอู๋ไฮ่กับหลีซู่จะต้องการทวงหนี้แค้นของพวกมันมากเพียงใด
คำสั่งของสำนักก็เป็นประกาศิตที่ไม่อาจขัดขืน พวกมันได้แต่ยอมรับ
ภารกิจใหม่อย่างว่าง่าย
แต่พวกมันไม่ยินยอมพร้อมใจจริง ๆ !