สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 525 แข่งกันเก็บสมบัติ?
คณะของจั่วม่อเดินทางผ่านหมอกเมฆลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ผ่านไปเจ็ด
วันเจ็ดคืนเต็ม ความหนาวเย็นภายในหมอกเมฆยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ทุก
ผู้คนต้องคอยโคจรพลังปราณเพื่อต้านทานไอเย็น จั่วม่อกับพวกในที่สุด
ค่อยเข้าใจว่าไฉนจึงมีเพียงชนชั้นจินตันขึ้นไป จึงจะกล้าเข้าสู่ส่วนลึกที่สุด
ของทะเลเมฆ ลำพังความหนาวเย็นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ซิวเจ่อต่าชั้นกว่าจินตันจะ
สามารถทนทานรับไว้ได้
จั่วม่อมีทั้งเปลวไฟลายชั้นมหาทิวาและยอดสมบัติล้าค่าเช่นเมล็ด
ผลึกสุริยัน ความหนาวเย็นไม่ส่งผลต่อมันแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้มันตื่น
ตะลึงคือเหล่าเจ้าตัวเล็ก พวกมันแต่ละตัวเล่นสนุกกันอย่างเต็มที่ สดใสร่า
เริงเป็นที่สุด กระทั่งเจ้าเพลิงน้อยที่มันคิดว่าคงมิอาจทนทานได้ ยังดู
เหมือนไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับความหนาวเหน็บที่สามารถฆ่าคนนี้
ประโยคนี้ทำให้ขวัญกำลังใจเพิ่มสูงขึ้น ทั้งคณะรีบเร่งฝีเท้าก้าวต่อไป
เบื้องหน้า
หลังจากนั้นไม่นาน เห็นแม่น้าใหญ่โตมโหฬารปรากฏขึ้นในคลอง
สายตาของพวกมัน แต่พอมองลงไปในแม่น้าเมฆา ทุกคนพากันงงงันวูบ
คังเต๋อทันใดนั้นกลายเป็นลิงโลดยินดี ร้องเสียงตื่นเต้นว่า “กระแส
หมอกผลึกเมฆ! ไฉนเกิดกระแสหมอกผลึกเมฆในฤดูกาลนี้ได้?”
บนพื้นผิวของแม่น้าเมฆาไม่มีหมอกเมฆปกคลุม แต่สิ่งที่ไหลรินอยู่ใน
แม่น้าหาใช่สายน้าอย่างที่ควรเป็นไม่ กลับเป็นกลุ่มก้อนผลึกน้าแข็งที่
หนาแน่นแออัด ผลึกน้าแข็งเหล่านี้แต่ละก้อนมีขนาดเท่าไข่ไก่ กระจ่าง
สุกใสเป็นเหลี่ยมมุมประดุจเพชร ภายในเม็ดผลึกเพชรแต่ละเม็ด ปรากฏ
กลุ่มหมอกเมฆเล็ก ๆ หมุนวนอย่างแช่มช้าอยู่ภายใน
บนพื้นผิวแม่น้าอันกว้างไพศาลกว่าสิบลี้ ล้วนเต็มไปด้วยผลึกน้าแข็ง
ชนิดนี้ สะท้อนแสงสดใสละลานตา มากมายนับไม่ถ้วน
จั่วม่อยกมือขึ้นทำท่าคว้าจับ ผลึกน้าแข็งชิ้นหนึ่งพุ่งวาบเข้าหาฝ่ามือ
ของมัน น่าประหลาดที่ผลึกน้าแข็งเมื่อลอยพ้นขึ้นจากแม่น้า ก็หลอม
ละลายอย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นเส้นใยหมอกเมฆสายหนึ่ง สลายหายไป
กลางอากาศ
เหวยเสิ้งกับจงหยูก็ไม่เคยพบเห็นสิ่งนี้มาก่อน จึงเลียนเยี่ยงจั่วม่อ
พยายามคว้าจับผลึกน้าแข็งด้วย
เหวยเสิ้งร้องอุทานเบา ๆ อย่างประหลาดใจ “ความเย็นที่รุนแรงนัก!”
คังเต๋อกล่าวพลางยิ้มน้อย ๆ “หมอกเมฆจะค่อย ๆ ควบแน่น
กลายเป็นกระแสน้า ไหลลงสู่แม่น้าเมฆา ทุกสิบปีจะมีกระแสความเย็น
เกิดขึ้น เมื่อความหนาวเย็นนี้รุกล้าเข้ามาในแม่น้าเมฆา จะก่อเกิดเป็น
กระแสหมอกผลึกเมฆ เห็นหรือไม่ กลุ่มก้อนหมอกเมฆเล็ก ๆ ที่อยู่ภายใน
ผลึกน้าแข็งเหล่านี้ สิ่งนี้คือแก่นสารเมฆาที่บริสุทธิ์ที่สุด เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ
สำหรับการหลอมสร้าง! ทุกครั้งที่เกิดปรากฏการณ์กระแสหมอกผลึกเมฆ
ขึ้น จะมีกองทัพซิวเจ่อมากมายนับไม่ถ้วนบุกเข้ามาที่นี่ เพื่อเก็บเกี่ยวแก่น
สารเมฆา คราครั้งนี้พวกเราโชคดียิ่งนักที่มาประสบพบเจอเข้าพอดี!”
จั่วม่อพบเห็นซิวเจ่อหลายคนปรากฏตัวที่ริมฝั่งแม่น้า แต่ละคนล้วนมี
สีหน้าลิงโลดยินดี พากันใช้อาวุธเวททั้งหมดเท่าที่มีเร่งเก็บรวบรวมแก่น
สารเมฆาอย่างไม่คิดชีวิต
คังเต๋อหยิบขวดหยกออกมา เริ่มเก็บรวบรวมแก่นสารเมฆาอย่าง
ระมัดระวัง
จั่วม่อหัวร่อฮี่ฮี่ กล่าวว่า “เมื่อเข้าสู่ภูเขาสมบัติ เราย่อมไม่อาจจากไป
มือเปล่า!”
เพียงกล่าวจบคำ ทั้งขวดหยกเอย กล่องหยกเอย นับเป็นหลายร้อยใบ
ปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน
เหวยเสิ้งกับจงหยูก็ไม่รีรอ เริ่มเก็บเกี่ยวสมบัติตรงหน้าเช่นกัน
หากหลอมสร้างแก่นสารเมฆาเพิ่มเข้าไปในกระบี่บิน กระบี่บินจะยิ่ง
รวดเร็วและปราดเปรียวมากขึ้นกว่าเดิม เหวยเสิ้งซัดกระบี่ดำออกไปกลาง
อากาศ กระบี่ดำคำรามเบา ๆ จากนั้นปลดปล่อยแรงดึงดูดอันน่าสะท้านใจ
? มันรีบทดลองใช้เวทวิชาหลอมสร้างไข่มุกหยินในบัดดล
ทำท่าคว้าจับไปทางแม่น้าเมฆา
ปัง!
ผลึกน้าแข็งนับร้อย ๆ ก้อนในแม่น้าเมฆาพลันแตกระเบิด เส้นใยแก่น
สารเมฆาราวกับห่าพิรุณ หมุนคว้างเข้าไปผนึกรวมตัวในฝ่ามือของจั่วม่อ
ก่อเกิดเป็นเม็ดไข่มุกขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือเม็ดหนึ่ง ไข่มุกนี้ทั้งกลมเกลี้ยง
และเป็นประกาย ราวกับว่าแกะสลักขึ้นจากก้อนผลึก สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุด
บรรดาซิวเจ่อที่ริมฝั่งแม่น้า ล้วนถูกเสียงเอะอะอึกทึกจากคณะของ
จั่วม่อก่อกวนจนหันมามองเป็นตาเดียว จากนั้นล้วนมีสีหน้าเคารพยำเกรง
โดยถ้วนหน้า
“ร่างทองบรรลุธรรม!” ติ้งเจินดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า เงาร่างที่
ด้านหลังของจงหยูแม้ดูเลือนราง แต่ก็เป็นร่างทองอันสูงสง่าของโพธิสัตว์
มังกรคชสารไม่ผิดแน่ ความตื่นตะลึงครั้งนี้ทำให้มันหลงลืมความสามารถ
ในการกล่าววาจาไปสิ้น ถึงกับนิ่งเงียบงันไปชั่วครู่ใหญ่
“อาจารย์อา ร่างทองบรรลุธรรมคือสิ่งใด?”
?
หมิงจู๋ผู้สงบปากสงบคำจู่ ๆ พลันกล่าวว่า “อีกสองคนก็ดูเหมือนจะ
เข้มแข็งไม่น้อย”
ได้ยินเช่นนี้ ติ้งเจินงงงันวูบ ในบรรดาศิษย์ทั้งสาม ชหมิงจู๋เคร่งขรึม
สำรวมที่สุด แต่เมื่อกล่าวออกมาทุกประการมักเป็นไปตามที่มันกล่าวทุก
ครั้ง ติ้งเจินพอฟัง ในที่สุดก็เบนสายตาออกจากร่างทองบรรลุธรรม เมื่อหัน
ไปมองดูกระบี่ดำของเหวยเสิ้ง ดวงตาก็เบิกกว้างอย่างกะทันหัน
“รังสีอำมหิตอันกล้าแข็งนัก! เจตนาฆ่าฟันอันเกรี้ยวกราดนัก! ในโลก
ถึงกับมีศาสตราที่ดุร้ายกระหายเลือดถึงเพียงนี้!”
รอจนมันมองดูเหวยเสิ้ง ค่อยพบว่าอีกฝ่ายดวงตากระจ่างใส
ปราศจากร่องรอยดุร้ายอำมหิต ท่วงท่าสภาวะโอ่อ่าผ่าเผย อาจเห็นได้ว่า
เจตนาฆ่าฟันของกระบี่มารเล่มนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจเจ้าของแม้แต่
น้อย ติ้งเจินอดทอดถอนชมเชยไม่ได้ “บุรุษที่มีจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวนัก!”
จากนั้นสายตาของมันกวาดมองต่อไปยังจั่วม่อ
ติ้งเจินถึงกับอุทานเบา ๆ คำหนึ่งด้วยความประหลาดใจ สีหน้ากลับ
กลายเป็นสับสนงุนงง “น่าแปลก น่าแปลก ช่างแปลกประหลาดโดยแท้!”
สมณะเฒ่าจากวัดอันดับหนึ่งรำพึงเบา ๆ กับตัวเอง “มันเห็นได้ชัดว่า
ยังไม่ได้เข้าสู่ด่านจินตัน ไฉนสามารถมาถึงที่นี่ได้?
ศิษย์ทั้งสามยิ่งฟังยิ่งสับสนงุนงงขึ้นเรื่อย ๆ
ติ้งเจินก็ไม่อธิบาย เพียงเตือนว่า “สามคนนี้เกรงว่ามีความเป็นมาไม่
ธรรมดา การเดินทางครั้งนี้เราจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่งยวด อย่าได้
บาดหมางกับพวกมันแล้ว”
เห็นสีหน้าไม่แยแสสนใจของศิษย์ทั้งสาม ติ้งเจินหัวคิ้วขมวดมุ่น แต่
เมื่อนึกถึงว่า จะอย่างไรก็ยังมีหยวนอิงเช่นมันคอยดูแลศิษย์ทั้งสามอยู่ทั้ง
คนก็อดหัวร่อไม่ได้ เป็นมันระมัดระวังมากเกินไปเองจริง ๆ
เมื่อคิดได้ดังนี้ ติ้งเจินก็ไม่คิดอบรมสั่งสอนศิษย์ทั้งสามสืบต่อ เพียง
กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “พวกเจ้าสมควรต้องเก็บเกี่ยวให้มากกว่านี้ ต่อไปคิด
พบพานแก่นสารเมฆาที่บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้อีกก็เป็นเรื่องยากแล้ว รอจนพวก
เจ้ากลับไปยังสำนัก ของสิ่งนี้จะเป็นของกำนัลที่ดีเยี่ยมสำหรับบรรดาศิษย์
พี่ศิษย์น้องของพวกเจ้า”
พอฟังคำของอาจารย์อา คราวนี้กระทั่งหมิงจู๋ยังล้วงขวดหยกออกมา
เริ่มเก็บเกี่ยวแก่นสารเมฆาอย่างขมักเขม้น
ในบรรดาสามคนของพวกจั่วม่อ จงหยูเสร็จสิ้นเป็นคนแรก ขวดในมือ
โพธิสัตว์มังกรคชสารยิ่งกลายเป็นละเอียดชัดเจนกว่าเดิม ขนาดใหญ่โตขึ้น
และมีลวดลายดอกบัวสีแดงเลือดเปล่งประกายอยู่บนพื้นผิวของขวด ขวด
ใบนั้นถูกปกคลุมออยู่ภายในหมอกเมฆ ขณะที่ค่อย ๆ จางหายเข้าไปในร่าง
ของโพธิสัตว์มังกรคชสาร
จงหยูลุกขึ้นยืนประนมมือ ค้อมกายคารวะต่อแม่น้าเมฆา
จั่วม่อก็หลอมสร้างไข่มุกเมฆาหลายร้อยเม็ด ใช้พลังปราณภายในร่าง
ไปจนเกลี้ยงฉาดจึงหยุดยั้งลง โยนโอสถปราณสองสามเม็ดเข้าปาก ทรุด
กายลงนั่งขัดสมาธิ เริ่มฟื้นฟูพลังปราณทันที
เจดีย์น้อยดูเหมือนสวาปามจนเกินพอดี บินตุปัดตุเป๋กลับไปยังอ้อม
แขนของอากุ่ยแล้วนอนแผ่หลา ท้องป่องนูนกลมดิก
แต่กระบี่ดำยังคงดูดกลืนหมอกเมฆโดยไม่ชะลอช้าลง
เหวยเสิ้งเฝ้ามองกระบี่ดำอย่างสนอกสนใจ และค้นพบอย่าง
ประหลาดใจว่ารูปลักษณ์ของกระบี่ดำกำลังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปอย่าง
ช้าๆ
ใบกระบี่กลายแคบลง บันดาลให้กระบี่ดูเรียวยาวกว่าเดิม เทียบกับ
รูปลักษณ์ดุร้ายกระหายเลือดในกาลก่อนแล้ว กระบี่ดำในตอนนี้ดูคล้าย
ปราดเปรียวมากขึ้น และมีชีวิตชีวามากขึ้น ส่วนความยาวของกระบี่ดำ
กลับสั้นลง เดิมทีกระบี่ดำเล่มนี้พอปักลงกับพื้น ก็มีความสูงท่วมหัวคน แต่
บัดนี้หดสั้นลง เพียงสูงเท่าบริเวณชายโครงของเหวยเสิ้งเท่านั้น ใบกระบี่
ตรงแน่วยังคงเรียบง่ายไร้การประดับประดา มืดทะมึนประดุจหมึก ไม่
สะท้อนแสงสว่างใด ๆ ออกมา
กระบี่ดำในยามนี้แม้ยังคงมีขนาดใหญ่โตกว่ากระบี่บินทั่วไป แต่หาก
เทียบกับรูปลักษณ์ในอดีตแล้ว ก็นับว่าประณีตงดงามกว่าเดิมมาก
ประหนึ่งสัตว์ร้ายบรรพกาลที่ปิดซ่อนคมเขี้ยวและกรงเล็บอันคมกล้าเอาไว้
อย่างเงียบเชียบ
ไม่มีกลิ่นอายดุร้ายกระหายเลือด ไม่มีรังสีอำมหิต ไม่มีเจตนาฆ่าฟัน
หนักข้น แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด ในใจเหวยเสิ้งเปี่ยมล้นไปด้วยความ
ปลาบปลื้มยินดีจาง ๆ
ใช้เวลาไปอีกหนึ่งชั่วยามเต็ม กว่าที่กระบี่ดำจะหยุดดูดกลืนแก่นสาร
เมฆา
กระบี่ดำทันใดนั้นหายวับไปจากกลางอากาศ แล้วกลับมาปรากฏอยู่
ในมือของเหวยเสิ้งอีกครั้ง
เหวยเสิ้งจับด้ามกระบี่ซึ่งมีส่วนยาวและส่วนหนาเหมาะกับมือของมัน
พอดี ใบหน้าเบิกบานด้วยรอยยิ้ม
คังเต๋อเก็บเกี่ยวเรียบร้อยก่อนจงหยูเสียอีก มันนึกไม่ถึงว่ามาคราวนี้
จะได้พบพานกระแสหมอกผลึกเมฆ ดังนั้นไม่ได้เตรียมตัวมาด้วย อย่างไรก็
ตาม มันไม่ละโมบโลภมาก กับโชควาสนาที่มาโดยไม่คาดคิด เพียงเท่านี้ก็
พึงพอใจมากแล้ว
“ต้าเหริน หลังจากข้ามแม่น้าไป จากนั้นเดินทางอีกร่วมสองวัน เราจะ
เข้าสู่พื้นที่ที่สามารถเก็บเกี่ยวตัวอ่อนเมฆวารี… …”
คังเต๋อยังไม่ทันจะกล่าวจบความ สุ้มเสียงพลันชะงักขาดหาย
เกือบจะพร้อมเพรียงกัน จั่วม่อกับพวกทั้งสามหันขวับไปมองแม่น้าเมฆา
เป็นตาเดียว
ทันใดนั้นลำแสงสีฟ้าสายหนึ่งพุ่งวาบออกมาจากแม่น้าเมฆา ปกคลุม
ชั้นผลึกน้าแข็ง แล้วฟาดใส่ซิวเจ่อผู้หนึ่งอย่างถนัดถนี่ ซิวเจ่อเคราะห์ร้ายผู้
คนผู้นั้นยังไม่ทันจะกล่าวจบคำ เห็นชั้นผลึกน้าแข็งเพิ่มสูงพรวด
พราดอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็พุ่งพรวดขึ้นมาถึงระดับเดียวกันกับ
ฝั่งแม่น้า และยังคงเพิ่มสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง!
ในเวลานี้เอง ลำแสงสีฟ้าหลายสายพลันจู่โจมเข้าหาคณะของจั่วม่อ
อย่างดุร้าย!
คังเต๋อผู้หน้าซีดขาวราวซากศพ เวลานี้แทบวิญญาณหลุดลอยออก
จากร่างแล้ว!