สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 526 ราชาสัตว์ร้ายแห่งทะเลเมฆ
ผู้ที่อยู่ใกล้กับคังเต๋อมากที่สุดคือเหวยเสิ้ง
เหวยเสิ้งเลิกคิ้วดกหนา กระบี่ตรงเรียวยาวปรากฏขึ้นในมือ กรีดเป็น
เส้นโค้งอันพิสดาร ฟันขวางออกไปอย่างหนักแน่นมั่นคง
คลื่นสีดำจาง ๆ สาดวาบเป็นวงกว้าง
ลำแสงสีฟ้าเมื่อกระทบถูกคลื่นสีดำก็สลายวับไปโดยไม่มีร่องรอย
จงหยูดวงตายังคงหลุบต่า ครึ่งหลับครึ่งลืม สีหน้าสงบราบเรียบ แต่
ชั่วพริบตาที่การโจมตีในแม่น้าเริ่มมุ่งเป้ามายังพวกมัน มือขวาของมันก็
ผนึกเป็นท่ามุทราตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
ตง!
เบื้องหลังมันพลันปรากฏเงาร่างปานขุนเขาของโพธิสัตว์มังกรคชสาร
เงาจำแลงพระโพธิสัตว์ชูมือข้างหนึ่งขึ้นสูง ราวกับกำลังค้ายันบางสิ่ง
บางอย่างที่มองไม่เห็น ชั่วพริบตานี้เอง กลิ่นอายแห่งเซนอันสูงสง่า ยึดถือ
พระโพธิสัตว์มังกรคชสารเป็นจุดศูนย์กลาง กวาดวาบออกไปในบัดดล!
จั่วม่อ อากุ่ยและคนอื่น ๆ ถูกห้อมล้อมเอาไว้ภายใน
ลำแสงสีฟ้าพอกระทบถูกระลอกคลื่นที่มองไม่เห็นเหล่านี้ พลันแตก
ระเบิดกลางอากาศ สุกสว่างพร่างพราวราวดอกไม้ไฟ
ตั้งแต่ต้นจนจบ จั่วม่อไม่จำเป็นต้องขยับแม้แต่ปลายนิ้ว
มันเพ่งมองแม่น้าเมฆที่พลุ่งพล่านปั่นป่วน สีหน้าคล้ายกำลังขบคิด
เรื่องราวบางประการ
ต่างจากคณะของจั่วม่อที่ไม่ได้สะทกสะท้านอันใด บรรดาซิวเจ่ออีก
มากมายพากันบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน ลำแสงสีฟ้าเหล่านี้เป็นอาวุธคร่า
ชีวิตของสัตว์ร้ายลมหายใจน้าแข็ง ดุดันอำมหิตยิ่ง ชุดเกราะปราณทั่วไปไม่
อาจต้านรับได้
ซิวเจ่อเคราะห์ร้ายเหล่านั้น พอลำแสงกระทบถูกร่างล้วนกลายเป็น
รูปปั้นน้าแข็งไปในบัดดล
ส่วนซิวเจ่อที่สามารถต้านรับการโจมตีปลิดชีพเหล่านี้ได้ หากมิใช่
พลังฝีมือสูงเยี่ยม ก็ต้องมีสมบัติศาสตราอันทรงอานุภาพ จั่วม่อเพ่งมองไป
ยังสี่สมณะแห่งวัดเสวียนคง พวกมันเป็นกลุ่มที่ดึงดูดสายตามากที่สุด
ในพวกมันทั้งสี่ไม่มีผู้ใดขยับเคลื่อนไหว
ลำแสงสีฟ้าซึ่งพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้าน คล้ายถูกกำแพงที่มองไม่เห็น
หยุดยั้งเอาไว้ที่ระยะห่างจากพวกมันราวสิบจั้ง
จั่วม่อสะท้านใจวูบ
ฝีมือที่ผู้อื่นสำแดงออกมาเผยชัดว่าคนกลุ่มนี้พลังฝีมือเหนือล้ากว่า
พวกมัน ถึงตอนนี้มันมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าสมณะคิ้วขาวผู้นำกลุ่ม เป็นชน
ชั้นหยวนอิงผู้หนึ่ง! หากมิใช่หยวนอิง ย่อมไม่อาจต้านทานด้วยท่าทีปลอด
โปร่งเช่นนี้ได้
ติ้งเจินสีหน้าสงบราบเรียบคล้ายไม่สะทกสะท้าน แต่ในใจเริ่มบังเกิด
เมฆหมอกปกคลุม การเปลี่ยนแปลงอย่างผิดธรรมชาติของแม่น้าเมฆา
เห็นได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติอย่างแท้จริง
“มันคือสัตว์ร้ายลมหายใจน้าแข็ง” หมิงจิ้งสีหน้าไม่สู้ดีนัก อธิบาย
อย่างเคร่งเครียด “เป็นสัตว์เมฆระดับห้า การโจมตีที่ร้ายกาจที่สุดคือลม
หายใจน้าแข็งนี้เอง ชุดเกราะปราณที่ต่ากว่าระดับห้าไม่สามารถต้านทาน
พลังนี้ได้”
“ก่อนหน้านี้พวกมันคงไม่ได้อยู่ที่นี่กระมัง
ติ้งเจินถามคล้ายคาด
เดาบางสิ่งบางอย่างออก
“พวกมันไม่เคยอยู่ที่นี่” หมิงจิ้งสั่นศีรษะ พลางขยายความว่า “ใน
บริเวณนี้ ส่วนใหญ่มักจะพบเจอสัตว์เมฆระดับสามเท่านั้น กระทั่งสัตว์เมฆ
ระดับสี่ยังยากยิ่งที่จะพบพาน อย่าว่าแต่ระดับห้า!”
ศิษย์อีกสองคนพอฟัง สีหน้าเริ่มไม่สู้ดีตามไปด้วย สำหรับพวกมัน
เผชิญกับสัตว์เมฆระดับห้ายังต้องรับมืออย่างจริงจัง และเมื่อสัตว์ร้ายมีข้อ
ได้เปรียบด้านสภาพภูมิประเทศ หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์
อา พวกมันยังต้องหลบลี้หนีหน้าโดยเร็วที่สุด
โชคดีที่เวลานี้พวกมันอยู่กับอาจารย์อา ต่อหน้ายอดคนด่านหยวนอิง
สัตว์เมฆระดับห้ารับมือได้ไม่ยากนัก
“อาจารย์อา… เราสมควรช่วยเหลือพวกมันหรือไม่?” หมิงจิ้งมองดู
สภาพน่าอเนจอนาถบนริมฝั่งแม่น้า ในสายตาทอแววเวทนาวูบหนึ่ง กล่าว
ถามอย่างลังเล
“เรามีเรื่องสำคัญกว่าต้องกระทำ อย่าได้ไขว้เขวแล้ว” ติ้งเจินมองไป
ยังอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้าพลางกล่าวเตือนเสียงต่าลึก
“อาจารย์อา พวกเราจะข้ามแม่น้าเช่นนั้นหรือ?”
ติ้งเจินหน้าไม่เปลี่ยนสี ยังคงสงบราบเรียบประหนึ่งว่ามองไม่เห็นการ
โจมตีอันบ้าคลั่งนี้ก็มิปาน
พายุลำแสงแสงสีฟ้าระดมซัดใส่กำแพงที่มองไม่เห็น บังเกิดสะเก็ด
ประกายนับไม่ถ้วนกระเด็นเวียนว่อน ติ้งเจินกับพวกทั้งสี่ไม่สะทกสะท้าน
แม้แต่น้อย มุ่งตรงไปยังฝั่งตรงข้ามราวกับกำลังเดินท่องเที่ยวชมทิวทัศน์
คังเต๋อเมื่อถูกช่วยให้หลุดรอดออกมาจากกรงเขี้ยวแห่งความตาย ใน
ฐานะที่ผ่านชีวิตมาไม่น้อย ใบหน้าซีดขาวราวคนตายค่อย ๆ กลับคืนเป็น
ปกติตามเดิม “ต้าเหรินเห็นซึ้งกระจ่างยิ่ง สัตว์ร้ายลมหายใจน้าแข็งเป็น
สัตว์ปราณระดับห้า ลมหายใจน้าแข็งของมันเย็นเยือกสุดขั้ว ชุดเกราะ
ปราณทั่วไปย่อมไม่ครนามือมันแม้แต่น้อย คนผู้นั้นเมื่อปิดกั้นเอาไว้ได้
อย่างปลอดโปร่งถึงเพียงนี้ สมควรไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาจริง ๆ”
จากนั้นมันกวาดตามองดูรูปปั้นน้าแข็งมากมายตามริมฝั่งแม่น้า สี
หน้าอดโศกเศร้าหม่นมัวลงไม่ได้
ขณะที่มันกล่าววาจา กระแสผลึกน้าแข็งอันเชี่ยวกรากในแม่น้าเมฆา
ก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง
“ต้าเหริน พวกเราย้อนกลับกันเถิด!” คังเต๋อรวบรวมความกล้า
กระตุ้นเตือนด้วยน้าเสียงประหวั่นพรั่นพรึง “บริวารสัญจรอยู่ในทะเลเมฆ
มานานนับสิบ ๆ ปี แต่ยังไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน… …”
แต่แล้วยังไม่ทันจะได้กล่าวจบคำ ทันใดนั้นเอง ซิวเจ่อฝีมือเข้มแข็ง
ส่วนหนึ่งที่หลบหนีไปได้สำเร็จ จู่ ๆ วิ่งล้มลุกคลุกคลานกลับมาด้วยสีหน้า
แตกตื่นลนลานแทบเสียสติ
“พญางูเมฆอำไพ! ช่วยด้วย! ช่วยพวกเราด้วย… …”
คังเต๋อนิ่งขึงตะลึงงัน ชั่วพริบตานั้น ดวงตาของมันกลายเป็น
หวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ
เห็นศีรษะอสรพิษใหญ่โตมโหฬาร จู่ ๆ ก็พุ่งพรวดออกมาจากหมอก
เมฆ เขมือบกลืนบรรดาซิวเจ่อที่ร่าร้องตะโกนเหล่านั้นลงไปในคำเดียว! นั่น
เป็นหัวงูที่มหึมาปานขุนเขา สูงไม่ต่ากว่าหนึ่งร้อยจั้ง ต่อหน้าตัวตนมหา
ยักษ์เช่นนี้ ซิวเจ่อดูไปเล็กกระจ้อยร่อยไม่ต่างจากมดปลวก พญางูทั้งร่าง
ก่อเกิดจากหมอกเมฆ ดวงตาสีขาวเทาว่างเปล่าไร้อารมณ์ ลำพังแค่ศีรษะงู
มหึมาที่โผล่ออกมานี้ ก็เพียงพอให้ผู้คนขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิง
ถึงยามนี้กระทั่งพวกจั่วม่อยังไม่อาจรักษาความเยือกเย็นไว้ได้อีก สี
หน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
แค่ส่วนศีรษะยังน่าพรั่นพรึงถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่าทั้งร่างของพญางู
จะใหญ่โตมโหฬารสักปานใด
และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งไปกว่านั้น คือพลังสภาวะที่แผ่ซ่านออกมา
จากร่างมหึมา ถึงกับกดทับพวกมันจนแทบหายใจหายคอไม่ออก
จั่วม่อเพียงมองปราดเดียวก็ซาบซึ้งไปถึงแก่น ว่าพวกมันไม่ได้อยู่ใน
ระดับชั้นเดียวกัน มันไม่รีรอลังเล คว้าร่างอากุ่ยโถมทะยานไปยังแม่น้า
เมฆาในบัดดล
“รีบไป!”
เหวยเสิ้งกับจงหยูรู้ใจจั่วม่อเป็นอย่างดี ภายใต้เสี้ยววินาทีคับขันเป็น
ตาย เหวยเสิ้งคว้าตัวคังเต๋อที่กำลังสั่นสะท้านเป็นเจ้าเข้า จงหยูร่างสาดพุ่ง
ออกไปพร้อมกัน คนทั้งสองคล้ายลูกธนูหลุดจากแล่ง โถมลิ่วไปยังแม่น้า
เมฆาอย่างไม่คิดชีวิต นกโง่ซึ่งปกติเกียจคร้านเฉื่อยชาที่สุด กลับมีปฏิกิริยา
ตอบสนองรวดเร็วที่สุด อาศัยระดับความเร็วที่แทบจะเหนือธรรมชาติ นาง
นำลิ่วอยู่ด้านหน้าสุด ถึงกับล้าหน้าทุกคนไปช่วงใหญ่
เมื่อเทียบกับสัตว์ประหลาดยักษ์ที่ด้านหลังพวกมัน สัตว์ร้ายลม
หายใจน้าแข็งในแม่น้าก็น่ารักน่าชังไม่ต่างจากลูกแมวน้อย
ลำแสงสีฟ้าสาดยิงออกมาจากแม่น้า โหมซัดใส่พวกจั่วม่อดุจห่าฝน
ในเวลานี้ไม่มีผู้ใดออมรั้งยั้งมือ กระทั่งจั่วม่อยังคล้ายจะคลุ้มคลั่งไป
แล้ว ศาสตร์อสูรนับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกจากปลายนิ้วไม่ขาดสาย
มันกล้าสาบานว่าในชีวิตไม่เคยโหมใช้ศาสตร์อสูรอย่างดุเดือดเลือด
พล่านถึงเพียงนี้มาก่อน!
มันอย่าว่าแต่จะออมรั้งยั้งมือ กระทั่งเวลาจะขบคิดยังไม่มี ปล่อยกาย
ปล่อยใจให้เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณที่เข้ายึดครองร่าง
กว้าก!
ทะเลเมฆเบื้องหลังพวกมันคล้ายแยกออกเป็นสองฟาก พลังอันน่า
สะพรึงกลัวกวาดวาบออกมาราวพายุหมุนอันดุดัน! ต่อหน้าพลังสะท้าน
ภพเช่นนี้ ลำแสงสีฟ้าของสัตว์ร้ายลมหายใจน้าแข็งก็ดูริบหรี่ไม่ต่างจาก
เปลวเทียนกลางสายลม สามารถมอดดับได้ทุกเมื่อ!
สัตว์ร้ายแดนร้างไม่รีรอลังเล ย่อกายลงวูบ แล้วพุ่งกระโจนเข้าหา
พญางูเมฆอำไพอย่างหักโหม!
ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยสูบพลังทั้งหมดของจั่วม่อออกไปจน
เกลี้ยงฉาด หากมิใช่ว่าพลังทั้งสามของมันสามารถสลับสับเปลี่ยนกันไปมา
หลังจากใช้ศาสตร์อสูรมากมายต่อสู้กับลำแสงสีฟ้าของสัตว์ร้ายลมหายใจ
น้าแข็ง จั่วม่อต้องไม่มีปัญญาใช้วิชาศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยเป็น
แน่
จั่วม่อทันใดนั้นทรุดฮวบลง ร่างร่วงลิ่วลงไปเบื้องล่าง แต่แล้วชั่ว
พริบตาที่แทบจะหล่นลงไปในแม่น้า พลันรู้สึกลำคอตึงวูบ
ในช่วงวินาทีวิกฤตินี้ เป็นนกโง่คว้าจับคอเสื้อของมันเอาไว้ได้
ทันท่วงที
จั่วม่อเหลือบมองนกโง่อย่างสำนึกขอบคุณ แต่กลับค้นพบอย่างตื่น
ตะลึงว่านกโง่กำลังเหลือกตามองบนอย่างเหยียดหยาม อารมณ์สำนึก
ขอบคุณหายวับ กลายเป็นเดือดดาลทันที!
อีกมือหนึ่งของจั่วม่อกอดร่างของอากุ่ยเอาไว้แน่น
อากุ่ยสีหน้ายังคงแข็งทื่อราบเรียบ ราวกับว่านางไม่ล่วงรู้ว่ากำลังตก
อยู่ในสถานการณ์คับขันอันตรายถึงเพียงไหน จั่วม่ออดสะทกสะท้อนไม่ได้
บางครั้งเป็นเช่นอากุ่ยก็ไม่เลวนัก เจ้าเพลิงน้อยกับเจดีย์น้อยในอ้อมแขน
ของอากุ่ยส่งเสียงร้องอย่างหวาดกลัวไม่ขาดหู เจ้าดำน้อยมุดอยู่ในเรือน
ผมของอากุ่ยนิ่งเงียบ หรือบางทีมันอาจจะหวาดกลัวจนหมดสติไปแล้วก็
ราวกับว่าหยั่งทราบความคิดชั่วร้ายของจั่วม่อ นกโง่ทิ้งร่างดิ่งวูบลง
อย่างกะทันหัน
จั่วม่อผู้กำลังคิดหาวิธีรีดเค้นน้ามันจากนกโง่ให้แห้งฉาด ทันใดนั้น
รู้สึกสายตาพร่าเลือนวูบ กลายเป็นสีฟ้าสดใสเต็มไปหมด ใบหน้ามันอยู่
ห่างจากผิวน้าของแม่น้าเมฆาเพียงครึ่งจั้ง แทบสามารถมองเห็นสัตว์ร้าย
ลมหายใจน้าแข็งที่หลบซ่อนอยู่ใต้ผลึกน้าแข็งได้ชัดตา
พฤติการณ์ของนกโง่นี้เห็นได้ชัดว่าหยามหยันสัตว์ร้ายลมหายใจ
น้าแข็งภายในแม่น้าอย่างรุนแรง ลำแสงสีฟ้านับไม่ถ้วนพลันระเบิดออกมา
จากเบื้องหน้าของมัน มุ่งตรงเข้าหาจั่วม่อเป็นจุดเดียว!
จั่วม่อขวัญวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง เบิกตามองลำแสงสีฟ้าเจิด
จ้าท่วมท้นในครรลองสายตา
จากนั้นลำคอตึงวูบอีกครา ลำแสงสีฟ้าทั้งมวลหายวับไปในบัดดล
เสี้ยวพริบตานี้จั่วม่อรู้สึกหัวใจแทบหยุดเต้น
ในที่สุดค่อยหาเสียงตัวเองเจอ ก่นด่าอย่างเดือดดาล “เจ้านกงี่เง่า นก
อ้วน เจ้าที่แท้เป็นนกหรือเป็นหมูกันแน่ เกอจะย่างเจ้า… …แค่กแค่ก… ….
โอ้ย!”
มองดูจั่วม่อที่กระเซอะกระเซิงอยู่กลางอากาศ เหวยเสิ้งกับจงหยูสี
หน้าทอแววเห็นอกเห็นใจ พวกมันลอบถอยออกห่างจากนกโง่ที่ดุร้ายและ
บ้าคลั่งอย่างระมัดระวัง
เมื่อเปรียบกับนกโง่ที่ดุร้ายและบ้าคลั่ง สัตว์ร้ายลมหายใจน้าแข็งแทบ
เรียกได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่องเชื่อไปเลย!
ในเวลานี้เอง บังเกิดเสียงกึกก้องกัมปนาทดังมาจากทางเบื้องหลัง
แรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นกระทบกระเทือนต่อแม่น้าเมฆา แม่น้าเมฆา
คล้ายเดือดพล่านอย่างรุนแรง ผลึกน้าแข็งมากมายพุ่งลิ่วออกมาจากแม่น้า
บึม!
ภายใต้เสียงหนักทึบ จั่วม่อกับพวกพบว่าแม่น้าเมฆาขนาดมหึมาที่อยู่
ด้านล่างของพวกมัน คล้ายถูกพลังมหาศาลสุดเปรียบปานหลายขุมฉีกกระ
ชากพร้อมกัน แยกกระจายเป็นส่วน ๆ อย่างน่ากลัว!
พวกมันชะงักกึก อดเหลียวมองย้อนกลับไปไม่ได้
ภาพที่เห็นไม่ว่าผู้ใดก็ต้องตะลึงงัน เห็นศีรษะของพญางูเมฆอำไพ
หลงเหลือเพียงครึ่งเดียว พลังปราณเมฆาส่วนหนึ่งหมุนคว้างกระจัด
กระจายอยู่ในช่องโพรงอันว่างเปล่า ร่างมหึมาดิ้นสะบัดฟัดฟาดด้วยความ
เจ็บปวดอย่างรุนแรง มวลหมอกเมฆทั้งหมดในระยะหลายสิบลี้ถูกกวาดจน
ราบเรียบ บังเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมคมเหมือนใบมีด
สัตว์ร้ายแดนร้างไปยังที่ใดแล้ว?
จั่วม่อเบิกตากว้าง กวาดมองหาร่องรอยของสัตว์ร้ายแดนร้างอย่าง
เอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าที่ใดก็หาไม่พบ
ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันรู้สึกคลื่นแห่งความโศกเศร้ารื้นขึ้นมาในอก
แม้มันจะทราบดีว่าสัตว์ร้ายแดนร้างเป็นสัตว์อสูรที่ถูกเรียกมาด้วย
ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย ไม่ได้แตกดับอย่างแท้จริง แต่มันยังคงรู้สึก
เศร้าเสียใจอยู่บ้าง ในใจของมันสัตว์ร้ายแดนร้างเป็นตัวตนอันไร้เทียมทาน
หลายต่อหลายครั้งเป็นสัตว์ร้ายแดนร้างนี้เองที่ช่วยชีวิตของมันเอาไว้ใน
ห้วงคับขัน ดังนั้นในใจมันสัตว์ร้ายแดนร้างเป็นเหมือนสหายรักผู้หนึ่ง
จั่วม่อจ้องมองพญางูเมฆอำไพที่ยังคงอาละวาดฟัดฟาดไปทั่ว ใน
ชั่วขณะจิตนี้ มันเคียดแค้นชิงชังตนเองที่ไม่แข็งแกร่งพอ
นกโง่ก็ค้นพบอันตราย รีบเร่งความเร็วขึ้นในบัดดล พญางูเมฆอำไพ
เลือนหายไปจากสายตาขุ่นแค้นของจั่วม่ออย่างรวดเร็ว
ติ้งเจินในดวงตาสงบเยือกเย็นฉายแววครั่นคร้ามหวั่นไหวที่หาได้ยาก
ยิ่ง มันเหลียวมองกลับไปยังร่างใหญ่โตมหึมาของพญางูเมฆอำไพ และไม่
อาจรั้งสายตาจากไปได้อีก
สัตว์อสูรระดับแปด! ตัวตนสุดยอดที่กระทั่งมันยังต้องหวาดกลัว!
ติ้งเจินพลันสำนึกเสียใจขึ้นมา มันไม่สมควรนำหมิงจิ้งกับพวกทั้งสาม
ร่วมทางมาด้วย มันร้อยไม่คิดพันไม่คิดว่าในทะเลเมฆจะถึงกับมีสัตว์เมฆ
ระดับแปดสุดอันตรายเช่นพญางูเมฆอำไพอยู่ด้วย ต่อหน้าสัตว์อสูรระดับ
แปด กระทั่งมันเองยังต้องระมัดระวัง ส่วนหมิงจิ้งกับพวกเกรงว่ากระทั่ง
โอกาสหลบหนียังไม่มี ไม่ว่าสถานที่ใดในโลก สัตว์อสูรระดับแปดก็เป็นผู้ล่า
ระดับสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ตัวตนอันแข็งแกร่งสุดยอดที่กระทั่งซิวเจ่อ
ด่านหยวนอิงยังไม่กล้าตอแย!
คราครั้งนี้นับว่าโชคดีอย่างแท้จริง หากพวกมันข้ามแม่น้าช้ากว่านี้สัก
เล็กน้อย เช่นนั้นก็ย่าแย่แล้ว
อย่างไรก็ตาม… …
สายตาของมันจับนิ่งไปยังกลุ่มคนที่กำลังข้ามแม่น้าตามมา ดวงตาทอ
ประกายอำมหิตวูบ มันยังจดจำได้ชัดเจนถึงความรู้สึกสั่นไหวในใจ ในยาม
ที่สัตว์ร้ายแปลก ๆ ตัวนั้นถูกเรียกออกมา ความแตกตื่นตกใจของมันใน
เวลานั้นเกรงว่าไม่มีผู้ใดหยั่งทราบแน่ชัด มันแม้ไม่รู้จักสัตว์ร้ายแดนร้าง
แต่นับตั้งแต่สัตว์ร้ายแดนร้างปรากฏกายขึ้น กลิ่นอายเก่าแก่และโดดเดี่ยว
เดียวดายอันพิเศษเฉพาะที่แผ่ซ่านออกมาก็ดึงดูดความสนใจของติ้งเจินไป
จนหมดสิ้น
การจู่โจมแลกชีวิตของสัตว์ร้ายแดนร้างถึงกับสร้างบาดแผลร้ายแรง
ให้แก่พญางูเมฆอำไพ ช่วยให้ติ้งเจินสามารถประเมินพลังของสัตว์ร้าย
แดนร้างได้ใกล้เคียงกว่าเดิม
อย่าลืมว่าพญางูเมฆอำไพเป็นสัตว์อสูรระดับแปด!
ซิวเจ่อผู้ครอบครองสัตว์ปราณที่สามารถทำร้ายพญางูระดับแปด
ไหนเลยจะมีเบื้องหลังรวบรัดธรรมดาได้?
ติ้งเจินไม่ได้คิดไปในทิศทางของศาสตร์อสูรแม้แต่น้อย ระยะทาง
ระหว่างทั้งสองฝ่ายนับว่าห่างไกลกันพอดู ในแม่น้ายังปกคลุมด้วยม่าน
หมอกเมฆ ดังนั้นสายตาของพวกมันถูกปิดกั้นไม่น้อย ที่ยิ่งไปกว่านั้น ความ
สนใจของพวกมันยังพุ่งเป้าไปที่พญางูเมฆอำไพแทบทั้งหมด
สัตว์อสูรระดับแปด กระทั่งติ้งเจินเองชั่วชีวิตนี้ก็เพียงพบเห็นไม่กี่ครั้ง
เท่านั้น
มีเพียงในยามที่สัตว์ร้ายแดนร้างปรากฏตัวขึ้นแล้ว จึงค่อยดึงดูด
ความสนใจของติ้งเจิน ดังนั้นมันไม่ทันสังเกตเห็นตอนที่จั่วม่อใช้ศาสตร์
บำบวงแดนร้างกาลสมัย
ติ้งเจินกำลังขบคิดใคร่ครวญว่ามันสมควรลงมือกับอีกฝ่ายหรือไม่
ความเห็นที่มันมีต่อคณะของจั่วม่อแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน มันแม้ไม่
ล่วงรู้ว่าพวกจั่วม่อเดินทางเข้าสู่ส่วนลึกของทะเลเมฆด้วยจุดมุ่งหมายใด
แต่รู้สึกเป็นภัยคุกคามโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังติดใจสงสัยอยู่บ้างว่า
?
เมื่อข้ามแม่น้ามาได้อย่างปลอดภัย จั่วม่อกับพวกยังสามารถได้ยิน
เสียงแผดคำรามของพญางูเมฆอำไพจากฝั่งตรงข้ามแม่น้า แต่มิทราบ
เพราะเหตุใด พญางูเมฆอำไพคล้ายระแวดระวังต่อแม่น้าเมฆาเป็นพิเศษ
ไม่ได้ข้ามแม่น้าติดตามมา หลังจากเสียงอาละวาดอยู่ชั่วอึดใจใหญ่ เสียงกู่
ร้องเกรี้ยวกราดของราชาสัตว์ร้ายแห่งทะเลเมฆก็ค่อย ๆ จางหายไป
แม่น้าเมฆาที่ถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ กระจัดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง หอบ
เอาผลึกน้าแข็งปริมาณมหาศาลไปด้วย
“ยังอยู่… …ข้ายังไม่ตาย… …นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่… …”คังเต๋อ
รำพึงรำพันกับตัวเอง สุ้มเสียงสั่นสะท้าน
จั่วม่อกับนกโง่เหลือกตาอย่างพร้อมเพรียง การกระทำที่พรักพร้อม
ราวกับนัดกันไว้นี้ แสดงให้เห็นว่านิสัยใจคอและความคิดอ่านของหนึ่งคน
หนึ่งนกคล้ายจะพ้องต้องกันอย่างน่าประหลาด
เหวยเสิ้งตบหลังคังเต๋อเบา ๆ พลางปลอบโยน “นี่ไม่ใช่ความฝัน พวก
เรารอดมาได้จริง ๆ”
คังเต๋อคล้ายวิกลจริตอยู่บ้าง ทุกคนทราบดีว่ามันยังไม่หายตื่น
ตระหนกจากสถานการณ์เฉียดตายเมื่อสักครู่ กับปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้
ทุกคนเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี ไม่ได้ถือสาหาความมัน จั่วม่อโยนโอสถ
ปราณกำหนึ่งใส่ปาก ทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ เริ่มเข้าสู่ห้วงฌานเพื่อฟื้นฟู
พลัง เหวยเสิ้งกับจงหยูเฝ้าระวังอยู่ด้านข้าง ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาด
ฝันขึ้น
โอสถปราณเมื่อล่วงผ่านเข้าไปในลำคอ ก็แปรเปลี่ยนเป็นกระแส
ความร้อนแผ่กระจายไปทั่วร่าง
มีเพียงจั่วม่อผู้เดียวที่กล้าสวาปามโอสถปราณในลักษณะนี้ เส้นชีพ
จรปราณของมันใหญ่โตกว่าคนทั่วไป อีกทั้งเส้นทางโคจรพลังปราณใน
ร่างกายมันยังแตกต่างจากซิวเจ่อธรรมดาทั่วไปมาก ในเรื่องการปะทะกัน
ของกระแสพลังปราณอันกล้าแข็ง มันไม่จำเป็นต้องห่วงกังวลแม้แต่น้อย
มันเริ่มโคจรพลังเทพตามวิธีการที่บันทึกอยู่ในใบไม้ทองคำ
การโคจรหมุนเวียนของพลังเทพซับซ้อนกว่าพลังใด ๆ ในพลังทั้งสาม
มาก แต่ผลที่ได้ก็ย่อมเปี่ยมล้นสมบูรณ์กว่าเวทวิชา ทักษะปิศาจหรือ
ศาสตร์อสูรใด ๆ เช่นกัน
เพียงแค่ครึ่งชั่วยามให้หลัง จั่วม่อก็ลืมตาขึ้น ฟื้นคืนสภาพอย่าง
สมบูรณ์
เหวยเสิ้งกับจงหยูค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น
เกรงว่าจะต้องประหลาดใจกับการฟื้นฟูพลังอันรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อของ
จั่วม่อ แต่พวกมันทั้งสองหาได้เห็นว่าผิดแปลกไม่ ในความเห็นของพวกมัน
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับจั่วม่อไม่เคยมีสิ่งใดปกติธรรมดาอยู่แล้ว
คังเต๋อก็อาศัยช่วงเวลานี้ ในที่สุดค่อย ๆ สงบใจลง แต่สีหน้ายังคงซีด
ขาวอยู่บ้าง
“เจ้าตัวโตมโหฬารเมื่อครู่เป็นตัวอะไร
จั่วม่อพอเห็นคังเต๋อกลับ
เป็นผู้เป็นคนแล้ว ค่อยซักถามอย่างสนอกสนใจ
“มันคือพญางูเมฆอำไพ” คังเต๋อดวงตาทอแววประหวั่นพรั่นพรึงไม่
คลาย แม้จะพยายามบังคับสุ้มเสียงให้สงบเยือกเย็นก็ตาม “เป็นสัตว์เมฆที่
มีพลังมากที่สุดในทะเลเมฆ เป็นราชาแห่งสัตว์ร้ายทั้งมวลในทะเลเมฆ เนิ่น
นานมาแล้ว ผู้คนพากันเล่าขานปากต่อปากมาแต่อดีตกาล แต่ไม่มีผู้ใดเคย
เห็นด้วยตาตัวเอง หรืออาจบางทีคนที่เคยเห็น สมควรไม่เคยมีชีวิตรอด
กลับมาบอกเล่าต่อใคร หลายคนจึงไม่เชื่อถือเรื่องนี้ แม้แต่ข้าเองก็ยังคิดว่า
ไม่ใช่เรื่องจริงมาโดยตลอด นึกไม่ถึง… …ว่าจะเป็นความจริง”
“พญางูเมฆอำไพ?”
?”
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบ” คังเต๋อสั่นศีรษะ
“สมควรเป็นระดับแปด” เหวยเสิ้งสอดคำอย่างกะทันหัน
“ไม่ต้องสงสัยเลยที่พลังร้ายกาจถึงเพียงนั้น!” จั่วม่อตะลึงงัน จากนั้น
ร้องอย่างแปลกใจ “มิน่าเล่าจึงสามารถเอาชนะสัตว์ร้ายแดนร้างของข้า
ได้!”
เพียงกล่าวจบคำ ในใจมันพลันปรากฏเสียงแค่นอย่างเย็นชาของผู
เยา “ผายลม!”
จั่วม่อใบหน้าแข็งทื่อทันควัน
“ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยสืบทอดให้แก่เจ้า ช่างสูญเปล่าโดย
แท้!”
“ฮ่า สัตว์ร้ายแดนร้างผู้สูงส่ง ถึงกับถูกงูน้อยอ้วนกลมระดับแปดตัว
หนึ่งฆ่าตาย! โอ้ เหล่าซือเอยเหล่าซือ โปรดอย่าได้ลุกออกจากโลงศพเลย!”
“อับอายขายหน้าตั้งแต่ภพอสูรมาถึงอาณาจักรทะเลเมฆ เหล่าซือ
เอย ศิษย์ผิดไปแล้ว ข้าถึงกับเลือกเศษสวะเช่นนี้มาเป็นศิษย์ ข้าช่างมีตา
แต่ไร้แววนัก!”
“ความอับโชคของสำนัก!”
“ความอับอายของภพอสูร!”
เสียงพร่ารำพันเยาะเย้ยเสียดสีของผูเผาไหลบ่าท่วมทับจั่วม่อไม่ขาด
สาย สารพัดจะสรรหาถ้อยคำมาคร่าครวญ
ทันใดนั้นเว่ยกลับสอดปากอย่างยิ้มแย้ม “อันที่จริงเรื่องนี้เจ้าไม่อาจ
ตำหนิเสี่ยวม่อแม้แต่น้อย! มีสัจธรรมประโยคหนึ่งที่กล่าวกันไปทั่ว นั่นคือ
ไม่มีนักเรียนที่โง่งม มีเพียงเหล่าซือที่ย่าแย่!”
เงียบกริบดุจป่าช้า ตามด้วยรังสีอำมหิตม้วนตลบไปทั่วทะเลแห่ง
จิตสำนึก!
“เสี่ยวเว่ยจื่อ ดูเหมือนว่าเจ้ารำคาญในการมีชีวิตสืบต่อไปแล้วใช่
หรือไม่!” ผูเยาเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน
“อ้อ ขออภัยด้วย ขออภัยด้วย ข้าทราบดี ข้าทราบดี ถ้อยคำที่เป็น
ความจริงอาจฟังระคายหูไปบ้าง” เว่ยสีหน้าเต็มไปด้วยความสัตย์ซื่อ
บริสุทธิ์และขอโทษขอโพย แต่ไม่ว่ามองอย่างไรก็ดูเหมือนกำลังลำพองใจ
ชัด ๆ
ปัง ปัง ปัง ปัง … …
สองตัวประหลาดไม่ยอมตายเริ่มต่อสู้กันเป็นพัลวัน
จั่วม่อสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก สองคนนี้มันสุดยอดจริง ๆ เลย!
มันเลิกสนใจคนเสียสติทั้งสอง หันกลับมาหาคังเต๋ออีกรอบ “อีกนาน
เท่าใดกว่าจะไปถึงตัวอ่อนเมฆวารี
คังเต๋อขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นกล่าวว่า “ไม่ไกลมากนัก สมควรอีก
ไม่เกินสองวันพวกเราจะไปถึง เพียงแต่ว่า… …”
มันไม่กล่าวต่อ
“แต่ว่าอันใด?” จั่วม่อถามเสียงเข้ม
คังเต๋อกัดฟันกล่าว “ต้าเหริน ถึงตอนนี้บริวารไม่กล้ารับประกันอีก
แล้วว่าพอไปถึงที่นั่นจะพบตัวอ่อนเมฆวารี ในทะเลเมฆจะต้องมีเรื่อง
ใหญ่โตบางประการเกิดขึ้นเป็นแน่ นี่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างผิดแปลกไป
หมด”
“อา เรื่องนี้ไม่อาจตำหนิเจ้า” จั่วม่อโบกมือตัดบท จากนั้นลุกขึ้นยืน
กล่าวว่า “วิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิง เราจะออกเดินทางไปเสาะหาตัวอ่อน
เมฆวารีในบัดดล หวังว่าจะโชคดี”
จั่วม่อตกลงใจว่าทันทีที่พบตัวอ่อนเมฆวารี มันจะใช้ยันต์เคลื่อนย้าย
พาทุกคนออกจากแดนอันตรายแห่งนี้โดยเร็วที่สุด
คังเต๋อสงบใจลงมาก ยิ่งไปกว่านั้นมันยังทราบดีว่าหากลอบหลบหนี
ไป โอกาสที่มันจะสามารถหลุดรอดออกจากทะเลเมฆได้ก็แทบเป็นศูนย์ มิ
สู้ติดตามต้าเหรินไปจะดีกว่า อย่างน้อยที่สุดยังสามารถรับประกันความ
ปลอดภัยได้บ้าง
ทั้งคณะเริ่มจัดขบวน ออกเดินทางมุ่งหน้าต่อไปอีกคำรบ
แต่แล้วหลังจากเพิ่งเดินทางได้ราวครึ่งชั่วยาม คังเต๋อสีหน้าค่อย ๆ
กลายเป็นขัดตา พลันชะงักฝีเท้าอย่างกะทันหัน
“ต้าเหริน เส้นทางไม่ถูกต้อง”
“เส้นทางไม่ถูกต้อง?”
ก็ยังคงไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
รอจนลำแสงบดกระดูกทลายว่างเปล่าครั้งที่สาม ภาพรอบข้างจึงค่อย
แปรเปลี่ยน
เหวยเสิ้งกับจงหยูสีหน้าเขียวคล้า พวกมันไม่ได้ตรวจพบเวทวิชาภาพ
มายาที่ผู้อื่นลอบวางไว้แม้แต่น้อย! จั่วม่อใบหน้าดำทะมึน มันถึงกับต้องใช้
‘ลำแสงบดกระดูกทลายว่างเปล่า’ สามครั้งติดต่อกัน จึงสามารถทำลาย
ภาพมายาที่ผู้อื่นวางเอาไว้ได้ นี่เพียงพอจะแสดงให้เห็นถึงความห่างชั้น
ด้านระดับพลังระหว่างพวกมันทั้งสองฝ่าย
ฝีมือนี้ของฝ่ายตรงข้ามนับว่าลึกซึ้งชั่วร้ายยิ่ง อาศัยเพียงแค่เวทวิชา
ลวงตาเล็กน้อยขบวนหนึ่ง หากพวกมันไม่มีคังเต๋อที่สังเกตพบ เกรงว่าต้อง
ตกหลุมพรางเข้าเต็มเปา! และหากพวกมันหลงทางอยู่ในส่วนลึกของทะเล
เมฆ คงไม่ได้กลับออกมาอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว!
เจ้าพวกโจรหัวโล้น! ตัวอุบาทว์บัดซบ!
พอภาพมายาสลายไป คังเต๋อกวาดตามองรอบข้างแวบหนึ่ง จากนั้น
ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “ข้ารู้แล้วว่าพวกเราอยู่ที่ใด!”
กล่าวจบคำ มันรีบออกเดินนำหน้า ตรงเข้าไปในหมอกเมฆทาง
ด้านขวา
จั่วม่อกับพวกรีบสาวเท้าตามติด
“เหล่าโจรหัวโล้นจากวัดเสวียนคงคิดเล่นงานพวกเราจริง ๆ รึ
จั่ว
ม่อเค้นเสียงลอดไรฟัน
“ตามเหตุผลแล้วเรากับพวกมันไม่เคยมีข้อบาดหมาง เว้นเสียแต่ว่า
พวกมันมีจุดมุ่งหมายที่ไม่อาจบอกกล่าวต่อผู้คน?
?” เหวยเสิ้งสีหน้าทอแววใคร่ครวญ
จั่วม่อกล่าวพลางหัวร่อฮี่ฮี่ “แน่นอนว่าพวกมันต้องมีเรื่องราวที่ไม่
อาจบอกกล่าวต่อผู้คน มิเช่นนั้นไยต้องถ่อมาถึงทะเลเมฆอันห่างไกลเล่า?
สิ่งของที่สามารถดึงดูดหัวโล้นด่านหยวนอิงจากวัดเสวียนคงดูท่าจะไม่ใช่
สมบัติธรรมดาสามัญเป็นแน่! ทีแรกข้าไม่คิดใส่ใจพวกมัน แต่ในเมื่อพวก
มันมายุ่งเกี่ยวกับเราเอง ฮี่ฮี่… …”
จั่วม่อแค่นหัวร่อเสียงเย็นเยียบ แรกเริ่มเดิมทีทั้งสองฝ่ายเพียง
เดินทางไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้น เจ้าหาสมบัติของเจ้า ข้าหาตัวอ่อน
เมฆวารีของข้า หาได้ก้าวก่ายกันไม่ แต่มันคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับบังเกิด
ความคิดชั่วร้าย ถึงกับลอบลงมือต่อพวกมันในทางลับ
เสี่ยวม่อเกอต้องทวงถามหนี้บัญชีของมันเสมอ! ไม่มีเหตุผลที่จะยอม
ขาดทุน ถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียว
หยวนอิงแล้วจะเป็นไร จั่วม่อแม้ไม่อาจต่อสู้แย่งชิงสมบัติกับอีกฝ่าย
ซึ่งหน้า แต่หากกล่าวถึงเรื่องวางกับดักขุดหลุมพราง จั่วม่อแม้ไม่มีถึงหนึ่ง
หมื่นวิธี แต่รับรองว่าไม่น้อยกว่าสองสามพัน!
อย่าให้เกอเจอเจ้าเชียว… …
จั่วม่อขบกรามอย่างเคียดแค้น ก่นด่าสาปแช่งอยู่ในใจ
คังเต๋อสมกับที่เป็นมือเก่าผู้สัญจรอยู่ในทะเลเมฆมานานนับสิบปี พา
ทั้งคณะลดเลี้ยวซ้ายขวาอย่างชำนิชำนาญ ไม่ช้าก็นำจั่วม่อกับพวกออกมา
พ้นจากม่านหมอก
แต่ยังไม่ทันจะได้รู้สึกยินดีที่หลุดออกมาจากหมอก พวกมันก็ค้นพบ
ร่องรอยการต่อสู้ เห็นได้ชัดว่าเกิดการต่อสู้อย่างรุนแรงขึ้นในบริเวณนี้
คังเต๋อทรุดกายนั่งยอง ๆ ตรวจสอบร่องรอยที่หลงเหลืออยู่บนพื้น
อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ไม่ช้าก็ลุกขึ้นยืน ใบหน้าขาวเผือดอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้
ก็เรียกได้ว่าสงบเยือกเย็นมากแล้ว “ต้าเหริน นี่เป็นผู้ส่งสารเมฆา!”
“ผู้ส่งสารเมฆา?”
คังเต๋อแยกแยะว่า “ผู้ส่งสารเมฆาเป็นสัตว์เมฆที่พิเศษเฉพาะประเภท
หนึ่งในทะเลเมฆ พวกมันล้วนเป็นระดับห้า คล่องแคล่วว่องไวมาก
สัญชาตญาณหวงถิ่นของพวกมันรุนแรงยิ่ง หากมีผู้ใดบุกรุกเข้าไปใน
ดินแดนของพวกมัน พวกมันจะตอบโต้เยี่ยงศัตรูที่ไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้า
เดียวกัน”
หยุดชะงักแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ต้าเหริน ที่
ผ่านมาในบริเวณนี้ไม่เคยมีผู้ส่งสารเมฆามาก่อน!”
ในเวลานี้เอง จั่วม่อพลันบังเกิดสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า เห็น
ลำแสงสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากหมอกเมฆอย่างฉับพลัน คล้ายจู่ ๆ ปรากฏ
ขึ้นตรงหน้าจั่วม่อในชั่วพริบตาเดียว
ถึงยามนี้จั่วม่อเพิ่งจะเริ่มยกมือขึ้นเท่านั้น!
เป็นที่เห็นได้ว่าลำแสงสายนี้รวดเร็วสุดยอด ไม่ต่างจากสายฟ้าฟาด!
เคราะห์ดีที่จั่วม่อพอเห็นร่องรอยการต่อสู้บนพื้น ก็ระมัดระวังตัวอยู่
ก่อน พลังเทพในร่างแปรเปลี่ยนกลับคืนเป็นพลังทั้งสามแต่แรก จั่วม่อแม้
แตกตื่นแต่ไม่ลนลาน ปฏิกิริยาตอบสนองของมันก็รวดเร็วสุดบรรยาย เมื่อ
เห็นว่าไม่มีทางยกมือขึ้นต้านรับได้ทันเวลา ก็เปลี่ยนจากยกมือขึ้น เป็น
ตวัดมือตบฟาดไปตามสภาวะ!
ลวดลายตราประทับสว่างเจิดจ้าปรากฏขึ้น!
ฝ่ามือประทับสุริยัน!
เพียะ!
ฝ่ามือประทับสุริยันของจั่วม่อตบฟาดใส่ลำแสงสายนั้นอย่างถนัดถนี่
แต่นึกไม่ถึงว่าลำแสงกลับไม่แตกกระจาย ทว่าคล้ายลูกยางดีดกระดอน
กลับออกไปอย่างกะทันหัน หยิบยืมแรงปะทะของฝ่ามือประทับสุริยันหลบ
รอดไปตามสภาวะ ถูกพลังฝ่ามือยันกลับไปด้วยระดับความเร็วที่รวดเร็วยิ่ง
กว่าขามา หวนกลับเข้าไปในม่านหมอกเมฆอีกครา
จั่วม่อขนหัวลุกชี้ชัน สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ!
ฝ่ามือประทับสุริยันที่กวาดพิชิตโดยไร้ผู้ต้านมาโดยตลอด กลับไม่
อาจทำร้ายเจ้าสิ่งนี้ได้แม้แต่รูขุมขุน!
นี่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
การปะทะหักหาญแม้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว แต่จั่วม่อ เหวยเสิ้งกับ
จงหยูเป็นชนชั้นใด อาศัยสายตาคมกล้าเหนือคนพบเห็นรูปโฉมของเจ้าสิ่ง
นั้นชัดเจน
ผู้ส่งสารเมฆารูปร่างแปลกพิกลยิ่ง ร่างกายแบนราบ หนวดสี่เส้นงอก
ออกมาจากร่าง ปลายหนวดแต่ละเส้นมีลูกแสงทรงกลมสุกสว่าง ห่อหุ้มร่าง
ของพวกมันอยู่ภายใต้แสงสว่างเหล่านี้ พวกมันเมื่อเหินร่อนเข้าหา ร่าง
แบน ๆ จะหมุนคว้างด้วยความเร็วสูง หนวดทั้งสี่เส้นยืดขยายออกไปใน
แนวขวาง ทำให้โล่พื้นที่รอบกายมันเปลี่ยนเป็นแบนราบตามไปด้วย
ลักษณะคล้ายดาวกระจายสี่แฉกชิ้นหนึ่ง
เหวยเสิ้งกับจงหยูสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ฝ่ามือประทับสุริยันของ
จั่วม่อร้ายกาจเพียงใด พวกมันทราบกระจ่างแก่ใจดี แต่ผู้ส่งสารเมฆากับ
ต้านรับฝ่ามือเต็มกำลังนี้ได้โดยไม่เป็นอันตรายแม้แต่น้อย ทั้งคู่อดแตกตื่น
ตกใจไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ส่งสารเมฆายังรวดเร็วดุจสายฟ้า!
พวกมันล้วนเป็นยอดยุทธ์ที่เคี่ยวกรำตัวเองผ่านการต่อสู้อันโชกโชน
พลันตระหนักถึงจุดที่เป็นอันตรายทันที
หมอกเมฆที่หนาทึบจนแทบจับต้องได้ สำหรับพวกมันแล้วเป็นสิ่งกีด
ขวางสายตาอย่างร้ายกาจ แต่สำหรับสัตว์เมฆเหล่านี้กลับเป็นเครื่องกำบัง
ชั้นเลิศ
เหวยเสิ้งยกปลายกระบี่ขึ้นเล็กน้อย ส่วนจงหยูกงล้อภาวนากากบาท
พลันปรากฏขึ้นในมือ คนทั้งสองเตรียมพร้อมเผชิญกับศัตรูอันร้ายกาจ!
คังเต๋อขวัญวิญญาณแทบหลุดลอยออกจากร่าง ผู้ส่งสารเมฆาคือสัตว์
เมฆที่บรรดาซิวเจ่อผู้ยังชีพด้วยการล่าสัตว์เมฆดังเช่นมันหวาดกลัวเป็น
ที่สุด สัตว์ร้ายลมหายใจน้าแข็งแม้ร้ายกาจ แต่เพียงอาศัยอยู่แต่ในแม่น้า
เมฆา ตราบเท่าที่พวกมันไม่เข้าไปใกล้แม่น้าก็ไม่มีอันตรายใด แต่ผู้ส่งสาร
เมฆากลับไม่ใช่เช่นนั้น พวกมันมีจำนวนมาก พบเห็นได้ทั่วไปในส่วนลึก
ของทะเลเมฆ ในแต่ละปีมีซิวเจ่อมากมายนับไม่ถ้วนที่ต้องเอาชีวิตมา
สังเวยให้แก่ผู้ส่งสารเมฆา
ผู้ส่งสารเมฆาแม้ว่าเป็นเพียงสัตว์ปราณระดับห้า แต่ด้วยความเร็วอัน
น่าประหวั่นพรั่นพรึงของมันกับสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหมอกเมฆ
หนาทึบ ก็ยากที่จะระวังป้องกันพวกมันได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งสารเมฆาแทบไม่เคยออกจากอาณาเขตของพวก
มัน บริเวณนี้ไม่เคยมีผู้ส่งสารเมฆาอาศัยอยู่มาก่อน ปีนี้ที่แท้เกิดเรื่องอันใด
ขึ้นในทะเลเมฆกันแน่… …
คังเต๋อเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
“ระมัดระวังให้มาก โล่พื้นที่ของเจ้าตัวนี้แปลกพิสดารยิ่ง” จั่วม่อตอบ
สนองเป็นคนแรก ตวาดเตือนเสียงเข้ม
แต่จั่วม่อยังไม่ทันจะกล่าวจบคำ พลันปรากฏลำแสงนับไม่ถ้วนสาด
พุ่งออกมาจากม่านหมอกเมฆราวกับเขื่อนแตกทลาย!
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงเหมือนระฆังใหญ่กังวานก้อง สุ้มเสียงนี้ไม่
รุนแรงบาดหู ไม่เร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม แต่คลับคล้ายเสียงฟ้าร้องสะท้อน
สะท้านท่ามกลางหมู่เมฆ ยึดถือจงหยูเป็นศูนย์กลาง ชั่วพริบตาที่เสียง
? เปลวไฟ!
เมฆหมอกก่อตัวขึ้นจากไอน้าและความชื้น เมื่อดวงอาทิตย์ฉายแสง
หมอกเมฆก็จะสลายไปอย่างรวดเร็ว!
ฝีมือควบคุมเปลวไฟของจั่วม่อบรรลุถึงระดับชั้นที่เทียบเท่ากับหยวน
อิง มันถึงกับก่อเกิดเปลวไฟลายชั้นมหาทิวาขึ้นจากสังขารปิศาจมหาทิวา
ทั้งยังผสานรวมเข้ากับเมล็ดผลึกสุริยัน เคยแม้กระทั่งอาบเปลวไฟเทพยดา
?
ม่านเปลวไฟที่แผ่กว้างห้อมล้อมบรรดาผู้ส่งสารเมฆาไว้ทุกทิศทาง
พลันบีบรัดเข้าหากัน!
ฝูงผู้ส่งสารเมฆาแผดคำรามอย่างเกรี้ยวกราด พวกมันพยายามดิ้นรน
ต่อต้านพลังของวาจาสัตย์ หากแต่เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาสุดกล้าแกร่ง
เกาะติดโล่พื้นที่ของพวกมันแนบแน่น โหมไหม้แผดเผาไม่หยุดยั้ง
เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาเป็นเปลวไฟระดับหก!
บรรดาผู้ส่งสารเมฆาเริ่มหวาดผวาขึ้นมา ต่อสู้ดิ้นรนอย่างดุเดือดคลุ้ม
คลั่งอยู่ในวงล้อมของเปลวไฟลายชั้นมหาทิวา พยายามหาทางหลบหนี
อย่างไม่คิดชีวิต!
ทว่าเปลวไฟลายชั้นมหาทิวาแกร่งกล้าเกรียงไกรกว่าที่พวกมัน
คาดคิดเอาไว้มาก ในที่สุดก็ฉีกกระชากโล่พื้นที่ของผู้ส่งสารเมฆาเป็นชิ้น ๆ
โล่พื้นที่พอถูกเจาะทะลุ เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาก็เริ่มแผดเผาผู้ส่งสาร
เมฆาโดยตรง ไม่ว่าพวกมันจะต่อต้านขัดขืนอย่างไร บรรดาผู้ส่งสารเมฆาก็
พากันร่างสลายหายไปด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ภายในช่วงเวลาไม่กี่อึดใจสั้น ๆ ผู้ส่งสารเมฆาทางด้านของจั่วม่อก็ถูก
กวาดล้างหมดสิ้น!
เทียบกันแล้วเหวยเสิ้งก็หาได้อ่อนด้อยกว่าไม่ เจตจำนงกระบี่ของมัน
ทะลวงผ่านจุดสูงสุดของเจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์ไปแล้ว กำลังก้าว
เข้าสู่ประตูของระดับชั้นแห่ง ‘เขตแดน’! นี่เป็นระดับชั้นที่ปกติมีเพียง
เซียนกระบี่ด่านหยวนอิงเท่านั้นที่สามารถบรรลุถึง!
เจตจำนงกระบี่สีดำอันว่างเปล่าราวกับห้วงมิติว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด ลึก
ล้าและไม่มีขอบเขตจำกัด
โล่พื้นที่ของเหล่าผู้ส่งสารเมฆาซึ่งถูกเจตจำนงกระบี่ห้อมล้อมเอาไว้
เริ่มถูกกัดกร่อนและผุสลายลงเรื่อย ๆ ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัด
ตา จวบกระทั่งเลือนหายไปในที่สุด จากนั้นร่างของพวกมันก็ถูกบดขยี้
หายไปแทบจะในเวลาเดียวกัน
การโจมตีประสานของคนทั้งสาม เพียงชั่วไม่กี่อึดใจก็เข่นฆ่าผู้ส่งสาร
เมฆาไปหลายร้อยตัว คังเต๋อถึงกับเบิกตาค้างจนแทบถลน!
กริ๊งกริ๊ง แผ่นจานขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือมากมายร่วงหล่นจากกลาง
อากาศ คนทั้งสามยังไม่ขยับเคลื่อนไหว ยังคงรักษาท่วงท่าระวังป้องกันไม่
ผ่อนคลาย พลางตรวจสอบรอบด้านอย่างระมัดระวัง
มองดูการร่วมมือประสานงานอันหมดจดงดงามระหว่างคนทั้งสาม
คังเต๋อบังเกิดความรู้สึกแปลกพิกล มันรู้สึกว่าต้าเหรินกับพวกทั้งสามดู
คล้ายคุ้นชินกับภยันตรายภายในทะเลเมฆเสียเหลือเกิน คนทั้งสามพอลง
มือประสานกัน เพียงกระดิกนิ้วคราเดียว ผู้ส่งสารเมฆาหลายร้อยตัวก็กลับ
กลายเป็นฝุ่นธุลี ทำเอาคังเต๋อแตกตื่นตะลึงลานจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก!
ผู้ส่งสารเมฆาเป็นเพียงสัตว์เมฆระดับห้า ท่ามกลางสัตว์เมฆนับไม่
ถ้วนในทะเลเมฆอาจไม่นับเป็นอย่างไรได้ หากแต่อาศัยความเร็วดุจ
สายฟ้าฟาดกับจำนวนอันมากมายของพวกมัน เป็นเหตุให้ซิวเจ่อไม่รู้ว่า
เท่าใดต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในทะเลเมฆเป็นประจำทุกปี แต่ต้าเหรินกับ
พวกเพิ่งเคยพบพานดาวมฤตยูเหล่านี้เป็นครั้งแรก กลับมองจุดอ่อนของผู้
?
?” จั่วม่อหยิบแผ่นจานเล็ก ๆ ขึ้นมาดู พลางถามคังเต๋อ
แผ่นจานเพียงเล็กเท่านิ้วหัวแม่มือ เป็นวัตถุดิบที่ดูคล้ายกับงาช้าง สี
ขาวสะอาดสะอ้านและอบอุ่นอ่อนโยน บนพื้นผิวคล้ายปกคลุมด้วย
ลวดลายตามธรรมชาติ
“นี่เรียกว่าแผ่นยันต์ผู้ส่งสาร ต้าเหริน” คังเต๋อน้าเสียงยิ่งเคารพ
เทิดทูนกว่าเดิม “ผู้ส่งสารเมฆาทุกตัวจะมีแผ่นยันต์ผู้ส่งสารก่อเกิดขึ้นใน
ร่าง แผ่นยันต์ผู้ส่งสารมีลวดลายค่ายกลยันต์ตามธรรมชาติ ดังนั้นเซียน
ยันต์มากมายต้องการซื้อหาอย่างไม่อั้น นอกเหนือจากใช้ศึกษาลวดลาย
ค่ายกลแล้ว ยังเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับหลอมสร้างอาวุธเวทประเภท
เมฆ”
ลวดลายค่ายกลยันต์ตามธรรมชาติ
จั่วม่ออุทานเบา ๆ อย่างประหลาดใจ มันยกแผ่นยันต์ผู้ส่งสารขึ้นมา
ส่องดู เพ่งพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
มันค้นพบบางสิ่งอย่างรวดเร็ว ลวดลายเหล่านี้แม้ดูสับสนวุ่นวาย แต่ก็
เป็นลวดลายค่ายกลยันต์ของแท้แน่นอน น่าสนใจยิ่ง! ความสนอกสนใจ
ของจั่วม่อพลุ่งขึ้นทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันพบเห็นลวดลายค่ายกลตาม
ธรรมชาติ แต่ไม่ว่าจะเห็นสักกี่ครั้ง ก็ยังต้องประหลาดใจทุกครั้งไป
ศาสตร์วิชาค่ายกลของซิวเจ่อมาจากที่ใดกัน?
ก็จากฟ้าดินและธรรมชาติอย่างไรเล่า!
ซึ่งความจริงไม่ว่าจะเป็นซิวเจ่อหรืออสูรปิศาจ วิถีทางบำเพ็ญเพียร
ของทุกคนแม้ผิดแผกแตกต่าง แต่ทั้งหมดล้วนมาจากธรรมชาติ ลอกเลียน
และนำเยี่ยงอย่างมาจากฟ้าดิน
วัตถุดิบที่มีค่ายกลตามธรรมชาติอยู่ในตัว นับเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศใน
หมู่วัตถุดิบที่ดีสำหรับการหลอมสร้าง จั่วม่อประเมินราคาค่างวดของแผ่น
ยันต์ผู้ส่งสารได้ในทันที
“อา น่าเสียดายนัก น่าเสียดายที่คราครั้งนี้พวกเรากำลังเร่งรีบกันอยู่”
จั่วม่อเก็บรวบรวมแผ่นยันต์ผู้ส่งสารที่กองอยู่บนพื้นพลางรำพึงรำพัน
“สัตว์เมฆเหล่านี้จัดการได้ง่ายดาย มิหน้าซ้าวัตถุดิบที่ได้ยังดีเยี่ยม เรายัง
จะหาสิ่งที่ทำกำไรถึงเพียงนี้ได้จากที่ใดอีกเล่า?”
คังเต๋อลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ จัดการได้ง่ายดาย? ผู้ส่งสารเมฆาเป็น
สัตว์เมฆที่จัดการได้ง่ายดาย? อนิจจา! บรรดาผู้ส่งสารเมฆาซึ่งผู้คนล้วน
หวาดกลัวเป็นอันดับต้น ๆ แต่พอออกจากปากของต้าเหริน กลับกลายเป็น
เหยื่อที่มีราคาค่างวดมากที่สุด คุ้มค่าต่อการล่ามากที่สุดไปแล้ว! คังเต๋อพูด
ไม่ออกบอกไม่ถูก แต่เมื่อนึกถึงว่าต้าเหรินกับพวกเพิ่งจะเชือดผู้ส่งสาร
เมฆาหลายร้อยตัวในระยะเวลาไม่กี่อึดใจ มันก็เลือกที่จะหุบปากไว้จะ
ดีกว่า
คังเต๋อยิ่งเดินสีหน้ายิ่งหนักอึ้งเคร่งเครียด ฝีเท้าก็เชื่องช้าลงเรื่อย ๆ
จั่วม่อกับพวกทั้งสามพยายามตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ติดตามหลังคังเต๋
ออย่างระมัดระวัง พวกมันเตรียมพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อ อย่าได้เห็นว่า
พวกมันสามารถเข่นฆ่าผู้ส่งสารเมฆาอย่างสะดวกดาย แต่อันที่จริงพวกมัน
ลอบระวังป้องกันอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่เห็นผู้ส่งสารเมฆาซึ่งเป็นเพียง
หมอกเมฆที่อยู่เบื้องหน้าพวกมันเริ่มกลายเป็นหมอกสีฟ้าจาง ๆ หาก
มองดูใกล้ ๆ จะพบว่าม่านหมอกแต่ละกลุ่มประกอบไปด้วยผลึกน้าแข็ง
เล็กละเอียดสีฟ้าจางจำนวนมากมายสุดประมาณ ผลึกน้าแข็งสีฟ้าจาง
เหล่านี้ล่องลอยอยู่กลางอากาศ ไม่มีทีท่าว่าจะร่วงหล่นลงมา
เห็นทะเลหมอกสีฟ้ากว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด ทอดยาวประดุจมหานทีอัน
ไพศาล ให้ความรู้สึกลึกล้าสุดหยั่งแก่ผู้คน
“นี่ นี่ … …” คังเต๋อหน้าซีดเผือด ตะลึงงันอยู่กับที่ สีหน้าดูคล้ายพบ
พานผีสางกลางวันแสก ๆ
จั่วม่อใจหายวูบ รีบถามไถ่ “เป็นไร?
?”
?” จั่วม่อมองดูม่านหมอกสีฟ้ากว้างไพศาล ผงกศีรษะ
เห็นพ้อง นามนี้ตั้งได้ทื่อด้านดีแท้ แต่พอมองดูสีหน้าของคังเต๋อก็เห็นได้ชัด
ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง อดถามซ้าอีกรอบไม่ได้ “ว่าอย่างไร? ที่แท้ไม่
ถูกต้องตรงที่ใด?”
คังเต๋อกลืนน้าลายอย่างยากเย็น สีหน้าซีดขาวราวกับพอกแป้ง “ต้า
เหรินอาจไม่ทราบ แต่หมอกน้าแข็งจะพบพานในสถานที่เดียว นั่นคือแดน
พยับหมอกน้าแข็งในส่วนลึกที่สุดของทะเลเมฆ ไม่มีทางจะมาอยู่ที่นี่ได้ นี่
จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?”
จั่วม่อค่อยตระหนักว่าเรื่องราวดูจะร้ายแรงกว่าที่คิด “เจ้ากำลังจะ
บอกว่า ที่นี่ไม่สมควรปรากฏหมอกน้าแข็งเหล่านี้ใช่หรือไม่
ที่ถามก็เพียงถามไปตามสัญชาตญาณ ดูจากสีหน้าของคังเต๋อ มันก็
ทราบคำตอบแต่แรกแล้ว มันหันไปมองทะเลหมอกสีฟ้าอันกว้างไพศาล
หัวใจสะท้านสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
แน่นอนว่าต้องมีเรื่องที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นแล้ว!
มันทันใดนั้นฉุกคิดถึงปัญหาประการหนึ่ง สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่าง
กะทันหัน รีบถามว่า “แล้วเส้นทางเล่า ในเมื่อมีหมอกน้าแข็งปรากฏขึ้น
ที่นี่ มิใช่ว่าเส้นทางของเรา… …”
“ใช่ขอรับ ต้าเหริน เส้นทาง… …หายไปแล้ว!” คังเต๋อสีหน้าเต็มไป
ด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง
จั่วม่อหัวใจดิ่งวูบ “เช่นนั้นแล้วตัวอ่อนเมฆวารีเล่า?”
“โปรดอภัยที่บริวารไม่ทราบอีกแล้ว” คังเต๋อสั่นศีรษะอย่างอับจน
หนทาง “บริวารไม่เคยล่วงลึกเข้าไปถึงแดนพยับหมอกน้าแข็ง ไม่ค่อยมีคน
เข้าไปลึกถึงเพียงนั้น นั่นเสี่ยงอันตรายมากเกินไป! ต้าเหรินลองมองดู
หมอกน้าแข็งเหล่านี้เถอะ มันเย็นยะเยือกถึงที่สุด หากผู้คนไม่มีสมบัติ
วิเศษหรือพลังอำนาจมากพอที่จะปกป้องร่างกายของตน แค่สัมผัสถูก
หมอกน้าแข็งเบา ๆ ก็เพียงพอที่จะแช่แข็งพวกมันในชั่วอึดใจเดียว!”
เหวยเสิ้งยกกระบี่ดำ ยื่นปลายกระบี่ทิ่มเข้าไปในม่านหมอกน้าแข็ง
ทันใดนั้นบนกระบี่ดำปรากฏชั้นน้าแข็งบาง ๆ แผ่ลามไปด้วยระดับ
ความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เหวยเสิ้งสะบัดกระบี่เบา ๆ ชั้นน้าแข็งบนกระบี่ดำแตกสลายหายไป
มันเงยหน้า กวาดตามองไล่ไปทีละคน กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เรา
ต้องระมัดระวังให้มาก!”
จั่วม่อเห็นการกระทำของเหวยเสิ้งตั้งแต่ต้นจนจบ หากกระทั่งเหวย
เสิ้งยังรู้สึกว่าพวกมันต้องระวังตัว เช่นนั้นระดับอันตรายของหมอกน้าแข็ง
ก็เป็นที่เห็นได้ชัดแล้ว
แต่ทว่า… …
จั่วม่อมองอากุ่ยที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างกาย ในใจเต็มไปด้วยความไม่
ยินยอมพร้อมใจ ตัวอ่อนเมฆวารี! มีเพียงตัวอ่อนเมฆวารีเท่านั้นที่สามารถ
เยียวยารักษาอากุ่ย!
ชั่วขณะนี้ จั่วม่อในใจบังเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะ
อย่างไรมันก็ต้องเสาะหาตัวอ่อนเมฆวารีมารักษาอากุ่ยให้จงได้ แต่มันก็ไม่
ต้องการให้เหวยเสิ้งกับจงหยูต้องมาเสี่ยงอันตรายเพราะเพื่อมัน
เหวยเสิ้งเหลือบมองจั่วม่อแวบหนึ่ง พลันเข้าใจความคิดของจั่วม่อ
ทันที ต้องยิ้มพลางกล่าวว่า “เพียงแค่หมอกน้าแข็งเท่านั้น ศิษย์น้องไม่
ต้องวิตกไป การเสาะหาตัวอ่อนเมฆวารีจึงสำคัญที่สุด ไปกันต่อเถอะ!”
จั่วม่อหัวใจอุ่นวาบ ในที่สุดหวั่นไหวใจแล้ว เห็นเช่นนี้มันก็ไม่รีรอลังเล
อีก ล้วงยันต์เคลื่อนย้ายออกมาชิ้นหนึ่งยื่นส่งให้คังเต๋อ “พลังฝึกปรือของ
เจ้าอ่อนด้อยเกินไป จงกลับไปก่อน ค่ายกลเคลื่อนย้ายชุดนี้จะนำเจ้า
กลับไปยังเกาะโดยตรง”
คังเต๋อไม่เคยเดินทางเข้าไปในแดนพยับหมอกน้าแข็งมาก่อน ดังนั้น
ภาระหน้าที่ในฐานะผู้นำทางของมันก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป และเมื่อเทียบกับ
คนที่เหลือ คังเต๋อแม้จะเป็นจินตัน แต่พลังฝีมือนับว่าอ่อนด้อยเกินไปมาก
หมอกน้าแข็งอันตรายผิดธรรมดา พวกมันไม่สามารถปกป้องคังเต๋อได้
ตลอดเวลา มิสู้ให้มันกลับไปก่อนจะดีกว่า
เมื่อจัดการเรื่องคังเต๋อเรียบร้อย จั่วม่อก็นำอากุ่ยก้าวรุดเข้าไปใน
หมอกน้าแข็ง
ล่วงผ่านเข้ามาในหมอกน้าแข็ง มันรู้สึกความเย็นเยียบเสียดกระดูกจู่
โจมเข้ามาจากทุกทิศทาง กระทั่งจั่วม่อผู้มีสังขารอันกร้าวแกร่ง ยังอดตัว
สั่นสะท้านไม่ได้ ทันใดนั้นเอง คลื่นความอบอุ่นสายหนึ่งห่อหุ้มทั่วร่างของ
มัน เป็นเมล็ดผลึกสุริยันปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ แผ่ซ่านลำแสงอ่อนโยน
ออกมาปกคลุมจั่วม่อ อากุ่ยกับเหล่าเจ้าตัวเล็กเอาไว้
จั่วม่ออกสั่นขวัญแขวนขึ้นมา ควรทราบว่าเมล็ดผลึกสุริยันสงบนิ่งอยู่
ในกายมันมาโดยตลอด หลังจากวิหารเทพสุริยันแล้วก็ไม่เคยเคลื่อนไหว
เองมาก่อน บางครั้งมันยังแทบจะหลงลืมการคงอยู่ของเมล็ดผลึกสุริยันไป
เสียด้วยซ้า นึกไม่ถึงว่าความเย็นเยือกของหมอกน้าแข็ง จะถึงกับปลุกเร้า
เมล็ดผลึกสุริยันออกมา
หากว่ากันในด้านของความแข็งแกร่ง ศิษย์น้องสามารถเรียกได้ว่า
เป็นยอดอัจฉริยะที่ไม่ด้อยไปกว่ามัน แต่นิสัยใจคอของศิษย์น้อง กลับผิด
แผกแตกต่างไปจากบรรดาอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มันเคยพบเห็นมาทั้งหมด
ยอดอัจฉริยะที่มันเคยพบเจอเหล่านั้น อย่างเช่นหลินเชียนผู้น่าแตกตื่น
สะท้านใจ หรือคนอื่น ๆ อีกมากมาย ทุกคนล้วนมีภูมิความรู้อันยิ่งใหญ่
ไพศาล มีพรสวรรค์ลึกล้าสุดหยั่งถึง หรือไม่ก็มีจิตใจแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
กระทั่งตัวมันเองก็จดจ่ออยู่ที่กระบี่เท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นอีก
แต่ศิษย์น้องห่างไกลจากการเรียกว่าเป็นยอดสติปัญญาอย่างสุดกู่
นิสัยใจคอคึกคักแจ่มใส ชมชอบทำการค้าและละโมบโลภมากในสมบัติเงิน
ทอง ทั้งยังร่าเรียนศาสตร์วิชาแทบทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นการค้า เวทวิชา
เคล็ดวิชากระบี่ วิชายันต์ วิชาค่ายกล วิชาหลอมสร้าง ศิษย์น้องแทบจะ
เรียนรู้สรรพวิชาทุกประเภท รวมถึงวิชาแปลกประหลาดพิสดารมากมายที่
เหวยเสิ้งไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
หากมีคนพบเห็นสิ่งที่ศิษย์น้องร่าเรียน แน่นอนว่าจะต้องยกเป็น
เยี่ยงอย่างชั้นยอดสำหรับสิ่งที่ผู้คนไม่สมควรกระทำ
แต่ถึงกระนั้น พลังฝีมือของศิษย์น้องกลับบรรลุถึงระดับความเข้มแข็ง
ที่ยากจะเชื่อได้ลง
มันไม่เคยเข้าใจเลยสักครั้งว่าศิษย์น้องที่แท้ฝึกปรือวิถีทางใดกันแน่
ไยจึงอัศจรรย์พันลึกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความอัศจรรย์ในทะเลเมฆ เหวยเสิ้ง
สั่นศีรษะพลางหัวร่อ โยนปัญหาเหล่านี้ออกจากใจไปเสียเลย
“ศิษย์น้องรู้จักตัวอ่อนเมฆวารีใช่หรือไม่?”
จั่วม่อวิตกกังวลอยู่บ้าง ว่าหมอกน้าแข็งที่มาถึงอย่างฉับพลันจะ
ทำลายตัวอ่อนเมฆวารีทั้งหมดไปเสียแล้ว
ทันใดนั้นเอง คลื่นเสียงดังกระหึ่มออกมาจากม่านหมอกน้าแข็ง คน
ทั้งสามชะงักเท้าทันควัน สีหน้าระแวดระวัง ตระเตรียมรับเหตุ
เปลี่ยนแปลงในทันที!
เห็นดวงตาสีฟ้าคู่หนึ่งปรากฏขึ้นภายในม่านหมอกน้าแข็ง
คนทั้งสามสังหรณ์อันตรายกรีดร้องระงมอยู่ในใจ!
โดยไม่รีรอลังเล กระบี่ดำในมือเหวยเสิ้งสะบัดฟันอย่างหักโหม!
เจตจำนงกระบี่สีดำอันว่างเปล่าผ่าหมอกน้าแข็งตรงหน้าพวกมัน
ออกเป็นสองส่วน เผยให้เห็นรูปโฉมที่แท้จริงของอาคันตุกะไม่ได้รับเชิญผู้
นั้น!
เบื้องหน้าพวกมันกลับเป็นสตรีนางหนึ่ง แต่เป็นสตรีที่ทั่วร่างเปล่ง
ประกายคล้ายแก้วผลึก นางมีดวงตาสีฟ้าลึกล้าสุดหยั่งคู่หนึ่ง ผมขาวราว
หิมะบริสุทธิ์สดใส คางแหลมแฝงเร้นความลี้ลับพิสดารประการหนึ่ง
งดงามประณีตราวกับรูปสลักจากฝีมือประติมากรชั้นยอด ริมฝีปากบาง
เฉียบไม่มีสีเลือด หมอกน้าแข็งสีฟ้าสดใสชั้นแล้วชั้นเล่าหมุนวนอยู่รอบ
กายนาง ร่างอันลี้ลับงดงามของนางเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่อยู่ท่ามกลางหมอก
น้าแข็ง
รอจนจั่วม่อกับพวกไล่มองลงไปเบื้องล่าง พวกมันต้องประหลาดใจไม่
น้อย
เห็นผลึกน้าแข็งสีฟ้านับไม่ถ้วนคล้ายเม็ดทรายไหลรี่ไปตามพื้น ที่แท้
ร่างกายท่อนล่างของนาง ทั้งหมดล้วนเป็นผลึกน้าแข็งสีฟ้าอ่อน
“มนุษย์หมอก!” ผูเยากับเว่ยแทบจะร้องอุทานอย่างพร้อมเพรียงใน
ใจของจั่วม่อ
จั่วม่อใจหายวาบ รีบถามว่า “มนุษย์หมอกเป็นตัวอะไร
มันรู้สึกสังหรณ์ร้ายอย่างแรงกล้า นี่เป็นครั้งแรกที่ผูเยากับเว่ยร้อง
อุทานอย่างตื่นตระหนกในเรื่องเดียวกัน
“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน
เสียงเว่ยพึมพำแทบเป็นเสียงกระซิบ สี
หน้าเหินห่างทระนงของมันเลือนหายไปนานแล้ว แทนที่ด้วยความรู้สึก
เหลือเชื่ออันลึกล้า ราวกับว่าพบเห็นผีสางกลางวันแสก ๆ!
ผูเยาใบหน้าก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าใด แต่แล้วท่าทีเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
รีบตวาดเตือนจั่วม่อ “รีบหนีเร็ว!”
หนี
จั่วม่อสมองขาวว่างเปล่า ผิดท่าแล้ว!
ผูเยาปกติเหยียดหยามดูแคลนทุกสรรพสิ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่บอกให้
มันรีบหนีโดยไม่รีรอลังเลแม้แต่น้อย!
ที่เป็นเช่นนี้มีเพียงสถานการณ์เดียวเท่านั้น… …
นั่นคือความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้าม กระทั่งผูเยายังต้องหวาด
วิตก!
พริบตาดุจประกายไฟ จั่วม่อจิตใจกระจ่างแจ้งเป็นพิเศษ มันกำลังจะ
เรียกเหวยเสิ้งกับจงหยูให้รีบหลบหนี แต่แล้วเหตุแปรเปลี่ยนพลันอุบัติ
อย่างกะทันหัน!
ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด ขาของพวกมันถูกรัดพันเอาไว้ด้วยกระแส
หมอกน้าแข็งเรียวยาว ไม่ว่าพวกมันพยายามดิ้นรนสักเท่าใด ก็ไม่อาจขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวได้!
เหวยเสิ้งกับจงหยูก็ค้นพบภาวะวิกฤติขอพวกมันแทบจะพร้อมกัน สี
หน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก แต่ไม่ว่าจะเร่งเร้าพลังปราณสักเท่าใด กระแส
หมอกน้าแข็งเรียวบางกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“ตกลงว่ามนุษย์หมอกเป็นตัวอะไร?” จั่วม่อไม่เปลี่ยนสีหน้า ลอบถาม
เข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึกของมันอีกครั้ง
ผูเยากับเว่ยจะต้องล่วงรู้แน่นอน
“ชนเผ่าโบราณ!” เว่ยสุ้มเสียงยังไม่ฟื้นคืนความสงบเยือกเย็น
ตามปกติ ฟังดูระคายหูเป็นพิเศษ “พวกมันไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่
ทรหดอดทนเป็นเยี่ยม อาจสามารถพบเห็นร่องรอยของพวกมันได้ทุกยุค
ทุกสมัย นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะยังคงเหลือรอดมาจนถึงบัดนี้!”
ผูเยาสีหน้าซับซ้อน มันศึกษาค้นคว้ามามาก รอบรู้อย่างกว้างขวาง
ดังนั้นทราบเช่นกันว่ามนุษย์หมอกเป็นตัวตนเช่นไร
ทุกผู้คนสันนิษฐานว่าชนเผ่าโบราณสูญสิ้นไปเนิ่นนานแล้ว ผู้ใดจะ
คาดคิด ว่าพวกมันจะประสบโชควาสนาถึงขั้นพบพานผู้รอดชีวิตจากชน
เผ่าโบราณในส่วนลึกของทะเลเมฆ!
ผูเยาผู้ได้รับการศึกษาอย่างดีเลิศจากภพอสูรย่อมล่วงรู้เรื่องราวลี้ลับ
มากกว่าอสูรทั่วไป แต่สำหรับเรื่องของชนเผ่าโบราณ ไม่ว่าจะเป็นภพ
เซียน ภพปิศาจหรือภพอสูร ล้วนเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์
ชนเผ่าโบราณสูญสิ้นไปนานแล้ว!
ชนเผ่าโบราณ?
ถึงยามนี้กระทั่งจั่วม่อยังแตกตื่นตะลึงลาน
แม้แต่ชนเผ่าโบราณที่ทรงพลังล้นฟ้าเช่นชนเผ่าเทพสุริยัน ยังถึงกาล
แตกดับไปนานนับหมื่น ๆ ปี แต่กลับยังมีชนเผ่าโบราณเหลือรอดมาได้จริง
ๆ?
ทันใดนั้นเอง สายตาของมนุษย์หมอกหันมามองจั่วม่อตาเขม็ง
จากนั้นนางตรงเข้าหาจั่วม่ออย่างไม่ลังเล
ในความเงียบสงัดเสมือนตาย มีเพียงเสียงเกล็ดน้าแข็งม้วนตลบ ใน
ยามที่สตรีหมอกเคลื่อนร่างเข้าหาจั่อม่อ
“เว่ยเว่ยเว่ย มีเรื่องใดค่อยพูดค่อยจากัน มีเรื่องใดค่อยพูดค่อยจา
กัน” จั่วม่อใจสั่นเป็นตีกลอง แต่ยังคงปั้นรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า พลังของ
อีกฝ่ายไม่อาจหยั่งวัดได้ แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่หมอกน้าแข็งเหล่านี้
จะซ่อนเร้นพลังแปลก ๆ ซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก
“ส่งมอบออกมา!” สุ้มเสียงของนางก็เป็นเช่นเดียวกันกับสีหน้าท่าที
นั่นคือเย็นยะเยือกผิดธรรมดา
“ส่งมอบอันใด?”
?”
“กลิ่นอายของชนเผ่าของเจ้า?” จั่วม่อยิ่งสับสนงุนงงกว่าเดิม มีกลิ่น
อายของมนุษย์หมอกอยู่บนร่างของมันด้วยหรือ?
แต่หางตาของมันเหลือบเห็นประกายสีม่วงส่องวาบในดวงตาของ
อากุ่ย ระยะหลังมานี้ร่างกายของอากุ่ยเริ่มดีวันดีคืน พลังงานสีม่วงที่แทบ
จะสลายหายไปจากร่างนาง ดูเหมือนจะฟื้นฟูพลังอำนาจคืนมาบางส่วน
ยิ่งไปกว่านั้น สตรีหมอกคล้ายเข้าใจว่าอากุ่ยอ่อนแอกว่าผู้ใดทั้งหมด
กระแสหมอกน้าแข็งที่พันธนาการร่างนางจึงอ่อนด้อยที่สุด
นับตั้งแต่อากุ่ยเริ่มทุเลาลง นางก็ไม่เคยใช้พลังอันแปลกประหลาด
ของนางอีกเลย แต่เมื่อจั่วม่อเห็นในดวงตาอากุ่ยสาดประกายสีม่วงเข้ม
ความหวังสายหนึ่งพลันลุกโชนขึ้น!
จั่วม่อขบคิดหลายตลบอย่างรวดเร็ว รีบกล่าวว่า “อาอ๊าอ๊า หรือว่าข้า
เป็นมนุษย์หมอก?
?”
“เช่นนั้นข้าก็ไม่ทราบแล้ว” จั่วม่อสั่นศีรษะ
ดวงตาสีฟ้าใสดุจไพลินของสตรีหมอกทอแววสับสนงุนงง นางก้มหน้า
ขบคิดใคร่ครวญอย่างจริงจัง
ทันใดนั้นเอง ในแหวนของจั่วม่อบังเกิดแรงสั่นสะเทือนอันพิเศษ
เฉพาะระลอกหนึ่ง จั่วม่อไม่ทันตั้งตัว อดร้องอุทานอย่างแปลกใจไม่ได้
มนุษย์หมอกถูกเสียงอุทานของจั่วม่อดึงดูดความสนใจ เงยหน้าขึ้น
มองอย่างฉับพลัน
ในเวลานี้เอง สายโซ่หมอกน้าแข็งบนร่างอากุ่ยผู้เงียบสงบ พลันขาด
สะบั้นโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า! เพียะ กระแสหมอกน้าแข็งแตกกระจาย
กลายเป็นสายหมอกน้าแข็งเรืองแสงสีฟ้ากลุ่มหนึ่ง!
อากุ่ยยกมือขวาขึ้นเล็กน้อย บิดร่างเป็นท่วงท่าแปลกพิสดาร นาง
คล้ายหุ่นเชิดที่ถูกเชิดค้างอยู่ในท่าประหลาด ดวงตาสาดประกายสีม่วงเจิด
จรัส!
ไม่มีสุ้มเสียง ไม่มีแสงประกาย สตรีหมอกตรงหน้าจั่วม่อคล้ายถูกสูบ
เรี่ยวแรงออกไปเฉย ๆ ร่างอ่อนยวบ ล้มคว่าลงกับพื้น
กระแสหมอกน้าแข็งที่พันธนาการร่างของจั่วม่อ เหวยเสิ้งและจงหยู
สลายหายไปในบัดดล
เหวยเสิ้งกับจงหยูสีหน้าท่าทีคล้ายเพิ่งยกภูเขาออกร่าง จ้องมอง
อากุ่ยอย่างตื่นตะลึง อากุ่ยคล้ายไม่ได้รู้สึกถึงสายตาของพวกมันแม้แต่น้อย
ไม่มีปฏิกิริยาใด ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างกายจั่วม่อโดยไร้ปากเสียง
เหวยเสิ้งหันไปถามจั่วม่อ “อากุ่ยหายดีแล้วหรือ?”
“ข้าก็ไม่ทราบ” จั่วม่อแบมือ ฝืนยิ้มขื่น
ความตื่นตะลึงที่มันได้รับยังเหนือกว่าเหวยเสิ้งกับจงหยูมากโข ในใจ
มันคล้ายปรากฏระลอกคลื่นมหึมาโหมซัดสาดไม่หยุดยั้ง แทบไม่กล้าเชื่อ
สายตาตัวเองเสียด้วยซ้า! นี่ย่อมไม่ใช่ครั้งแรกที่มันชมดูการต่อสู้ของอากุ่ย
แต่ก่อนหน้านี้จั่วม่อก็เป็นเช่นเดียวกันกับคนอื่น ๆ คือไม่ทราบว่าพลังฝีมือ
ของอากุ่ยเดินไปในแนวทางใด
แต่บัดนี้มันกระจ่างใจแล้ว!
พลังเทพ!
สิ่งที่อากุ่ยใช้ออกมา เป็นพลังเทพนั่นเอง!
แม้ว่าพลังเทพของนางผิดแผกแตกต่างจากพลังเทพสุริยันของมัน
อย่างสิ้นเชิง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็เป็นพลังเทพไม่ผิดแน่!
ในกาลก่อนจั่วม่อแม้ฝึกปรือพลังทั้งสาม แต่ไม่ล่วงรู้อันใดเกี่ยวกับ
พลังเทพ ดังนั้นมันไม่เคยตระหนักว่าสิ่งที่อากุ่ยใช้ก็คือพลังเทพ แต่ยามนี้
มันเมื่อฝึกปรือพลังเทพ ก็สามารถมองออกในทันทีว่าพลังสีม่วงของอากุ่ย
คือพลังเทพชนิดหนึ่ง
ความตื่นตระหนกตกใจของจั่วม่อในยามนี้ไม่อาจสรรหาถ้อยคำมาบ่ง
บอกบรรยายได้ อากุ่ยที่แท้ฝึกปรือพลังเทพ! ถึงตอนนี้ในใจมันบังเกิด
คำถามมากมายนับไม่ถ้วนถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
เค้าลางทั้งหมดล้วนบ่งชี้ไปยังความจริงที่ว่ามันกับอากุ่ยมีความ
เกี่ยวพันที่ยังไม่ทราบชัด และมีความเป็นไปได้สูงว่านางล่วงรู้อดีตของมัน
แม้แต่ลูกแก้วห้าธาตุที่อยู่ภายในร่างมัน ก็ดูล้ายจะเกี่ยวโยงกับอากุ่ยอย่าง
แยกไม่ออก
เรื่องประหลาดมากมายหมุนผ่านในใจจั่วม่อ มันสามารถฝึกปรือพลัง
ปราณ มันยังสามารถสำเร็จสังขารปิศาจ กระทั่งคุกสิบนิ้วมันยังเข้าไป
ภาพที่อากุ่ยใช้ร่างตัวเองเข้าขวางกั้นการโจมตีที่เบื้องหน้ามัน ยังคง
กระจ่างชัดอยู่ในใจมัน ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวานนี้เอง
ไม่ว่าจะอย่างไร มันต้องหาตัวอ่อนเมฆวารีมาให้ได้!
กลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นตามเดิม สายตาของจั่วม่อเต็มไปด้วย
ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่อีกครั้ง เหวยเสิ้งกับจงหยูที่เฝ้ามองจั่วม่ออยู่
ตลอดเวลา พอเห็นเช่นนั้นค่อยถอนหายใจโล่งอก สั่วนจั่วม่อพอเห็นสีหน้า
ท่าทีของคนทั้งสอง ก็ไม่ต้องการให้พวกมันวิตกกังวล จึงแย้มยิ้มอย่าง
สดใสตามเดิม
ในเวลานี้เอง มันพลันหวนนึกถึงแรงสั่นสะเทือนประหลาดที่มาจาก
ในแหวนมิติเมื่อสักครู่นี้
มันรีบรื้อค้นแหวนมิติของมันทันที
ในไม่ช้าก็พบต้นเหตุ เป็นสิ่งนี้เอง!
จั่วม่อม่านตาหดแคบลงอย่างฉับพลัน!
ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด กองกระดูกที่มุมหนึ่งของแหวนกลายเป็นส่อง
แสงสีแดงฉาน ประหนึ่งเหล็กร้อนที่ลุกไหม้จนแดงฉาน!
เป็นกระดูกหยกดำ!
แรงสั่นสะเทือนประหลาดเมื่อครู่นี้ มาจากกระดูกหยกดำ!
จั่วม่อแตกตื่นตกใจ รีบนำกระดูกหยกดำทั้งหมดออกมาจากแหวน
ทันทีที่กระดูกหยกดำซึ่งกลายเป็นสีแดงเข้มออกสู่ภายนอก หมอกน้าแข็ง
โดยรอบพลันถาโถมเข้าหากระดูกหยกดำอย่างเร่งร้อน ประหนึ่งฝูงฉลาม
กระสากลิ่นเลือด
กองกระดูกหยกดำตรงหน้าจั่วม่อคล้ายว่าจะเป็นวังวนอันทรงพลัง
หรือไม่ก็หลุมลึกไร้ก้นบึ้ง ยังคงสูบกลืนหมอกน้าแข็งอย่างไม่มีทีท่าว่าจะ
หยุดยั้ง
ซู่วซู่วซู่ว!
หมอกน้าแข็งที่ถูกดึงเข้ามาเปลี่ยนเป็นกระแสหมอกเรียวเล็ก ส่งเสียง
หวีดหวิวชวนสะท้านใจ หมุนคว้างเข้าไปในกระดูกหยกดำไม่ขาดสาย
จั่วม่อกับพวกทั้งสามอ้าปากค้างอย่างอัศจรรย์ใจ
เหวยเสิ้งกับจงหยูยังไม่เท่าใด พวกมันแม้ประหลาดใจ แต่ไม่ได้ล่วงรู้
เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในวิหารเทพสุริยัน ดังนั้นเพียงคิดว่ากระดูกหยกดำ
เป็นสมบัติวิเศษชิ้นหนึ่งเท่านั้น แต่จั่วม่อกลับขวัญหนีดีฝ่ออย่างแท้จริง ไม่
มีผู้ใดทราบที่มาของกระดูกหยกดำดีไปกว่ามันอีกแล้ว เจ้าสิ่งนี้คือสิ่งที่มัน
หยิบฉวยออกมาจากแดนผลาญเทพในวิหารเทพสุริยัน ในเวลานั้นมันเห็น
กระดูกหยกดำมีสีสันชวนมองและคุณภาพล้าเลิศเหนือธรรมดา มันคิดว่า
สิ่งที่ไม่ผุผังหลังจากผ่านเวลามานับหมื่นปี ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นสมบัติ
วิเศษชิ้นหนึ่ง จึงเก็บรักษากระดูกหยกดำเอาไว้จนถึงตอนนี้
นึกถึงคำ ‘กลิ่นอายของชนเผ่าของข้า’ ที่สตรีหมอกกล่าวถึงก่อนหน้า
นี้ จากนั้นชมดูภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจเบื้องหน้า จั่วม่อตระหนักในบัดดล ที่
แท้กระดูกหยกดำสมควรเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์หมอก ครั้งนั้นยอดคน
ท่านนี้คงพลาดท่าถูกวิหารเทพสุริยันคร่ากุมเอาไว้ และถูกกักขังอยู่ในแดน
ผลาญเทพมานานนับหมื่นปี
ทันใดนั้นเอง สตรีหมอกที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น พลันส่งเสียงครวญคราง
เบา ๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมา
คนทั้งสามสีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล เพิ่งตระหนักว่าพวกมันมัวแต่
สนใจอากุ่ยกับกระดูกหยกดำ จนหลงลืมเข้าไปตรวจสอบดูว่าสตรีหมอกใช่
ตายแน่แล้วหรือไม่ไปเสียสนิท! อาจเป็นเพราะอากุ่ยยังไม่ทุเลาหายดีอย่าง
สมบูรณ์ หรือไม่ก็สตรีหมอกนางนี้เข้มแข็งเกินไป แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อ
เห็นผู้คนรับการโจมตีของอากุ่ยเข้าเต็มที่ แต่ยังรอดชีวิตมาได้!
คราวนี้อากุ่ยดวงตาหม่นมัวไร้ประกาย กลับสู่สภาพแข็งทื่อราวหุ่นไม้
ตามเดิม ไม่มีปฏิกิริยาต่อการฟื้นคืนสติของสตรีหมอกแม้แต่น้อย!
บัดซบ!
ทั้งสามตระเตรียมลงมือในบัดดล โดยเฉพาะจั่วม่อที่เตรียมใช้พลัง
เทพอย่างสุดกำลัง!
แต่แล้วฉากที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น กลับทำให้พวกมันตะลึงงันอยู่กับที่!
พวกมันเห็นน้าตาสองสายไหลรินลงมาตามใบหน้าของสตรีหมอก แต่
ละหยดแต่ละหยาดประดุจไข่มุกอันงดงามที่ขาดออกจากสายสร้อย ร่วง
กราวลงบนพื้น หยดน้าตาสีฟ้าอ่อนเมื่อหล่นรินลงจากดวงตานางก็กลับ
กลายเป็นเม็ดไข่มุกสีฟ้าอ่อนพิสุทธิ์ใส เมื่อตกกระทบพื้น บังเกิดเสียงกรุ๊ง
กริ๊งเสนาะหู
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อกับพวกพบเห็นผู้คนร่าไห้อย่างสุดจิตสุดใจ
เช่นนี้ ทั้งยังพิสดารล้าถึงเพียงนี้ นอกจากยืนตะลึงลานอยู่กับที่ ยังจะให้
พวกมันกระทำสิ่งใดได้อีกเล่า
“หยาดน้าตามนุษย์หมอก! ช่างไม่ทราบจริง ๆ ว่าเดรัจฉานน้อยเจ้า
ไฉนมีโชควาสนาถึงเพียงนี้!” ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาสั่นศีรษะพลาง
ทอดถอนด้วยอารมณ์ความรู้สึก
“โชควาสนา?”
?” จั่วม่อไม่อยากจะเชื่อ หากสตรีนางนี้จู่ ๆ ก็คลุ้มคลั่ง
ขึ้นมา พวกมันก็ไม่มีปัญญารับมือแล้ว
“นั่นเป็นเรื่องจริง” เว่ยกล่าวอย่างเคร่งขรึม สุ้มเสียงของมันแฝงไว้
ด้วยอารมณ์แปลกประหลาดชนิดหนึ่ง เป็นส่วนผสมของอารมณ์อัน
ซับซ้อนที่ได้เห็นลูกหลานชนเผ่าโบราณเหลือรอดมาได้จริง ๆ
จั่วม่อสงบใจลงในที่สุด ผูเยากับเว่ยมักทะเลาะเบาะแว้งอยู่
ตลอดเวลา แต่หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันก็สมควรไม่ผิดพลาดแล้ว
มันปรายตาบอกใบ้ต่อเหวยเสิ้งกับจงหยูไม่ให้ลงมือ คนทั้งสองแม้ไม่
เข้าใจ แต่ก็หยุดมือแต่โดยดี
โฉมสะคราญแห่งสายหมอกเพียงร่าไห้อยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะหยุดชะงัก
ลง
ยืนมองจากด้านข้าง จั่วม่อไม่ทราบว่ากระดูกหยกดำสูบกลืนหมอก
น้าแข็งเข้าไปมากมายเท่าใด จนกระดูกเปลี่ยนสีสันจากแดงฉานดุจเหล็ก
หลอมกลายเป็นสีฟ้าอ่อนจาง กระดูกทุกชิ้นเรืองแสงสีฟ้าอ่อนอันน่า
อัศจรรย์ โปร่งใสแวววามราวกับแก้วผลึก
ทันใดนั้นเสียงเกล็ดน้าแข็งปั่นป่วนดังอึงอลจากรอบด้าน เห็นเงาร่าง
ของมนุษย์หมอกมากมาย บัดเดี๋ยวผลุบบัดเดี๋ยวโผล่อยู่ท่ามกลางม่าน
หมอกน้าแข็ง
จั่วม่อกับพวกสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นขัดตา!
เหล่ามนุษย์หมอกเคลื่อนกายออกมาจากทุกทิศทาง ไม่ต่างจากน้าป่า
ถาโถม ห้อมล้อมคณะของจั่วม่อไว้ตรงกลาง
จั่วม่อเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทบทวนสิ่งที่ผูเยาเพิ่งบอก ‘ได้รับไมตรีจาก
มนุษย์หมอกไปชั่วกาล’ หวังว่าจะเป็นความจริง มิเช่นนั้นละก็… …
ฝูงชนมนุษย์หมอกอันแน่นขนัดทำเอาจั่วม่อหนังศีรษะชาซ่าน!
การกระทำต่อจากนั้นของบรรดามนุษย์หมอก ทำให้จั่วม่อทั้งตก
ตะลึงทั้งถอนหายใจอย่างโล่งอกไปพร้อมกัน! เห็นเหล่ามนุษย์หมอกพากัน
คุกเข่าอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ราวกับคลื่นน้ากวาดผ่านฝูงชน ทุก
ใบหน้าเต็มไปด้วยความลิงโลดยินดี
จั่วม่อทราบดีว่าตัวมันมีน้าหนักสักเท่าใด และทราบว่าชาวมนุษย์
หมอกไม่ได้คุกเข่าให้แก่มัน จริงดังคาด สิ่งที่พวกมันคุกเข่าโขกศีรษะให้ คือ
กองกระดูกผลึกหยก!
มันรีบดึงเหวยเสิ้งกับจงหยูหลบเลี่ยงไปด้านข้าง ในเวลาเช่นนี้ สำนึก
ตัวให้มากเข้าไว้เป็นดีที่สุด
แกรก แกรก!
ขณะที่มันกำลังหลบไปด้านข้าง เสียงแปลก ๆ พลันดังขึ้นติดต่อตาม
กันอยู่ทางด้านหลัง จั่วม่อดหันไปมองไม่ได้ แล้วก็ยืนนิ่งขึงตะลึงงันราวกับ
ถูกสายฟ้าฟาดใส่กลางศีรษะอย่างจัง!
กระดูกผลึกหยกกำลังขยับเคลื่อนไหว ทุกชิ้นลุกขึ้นตั้งตรง กระดูกแต่
ละชิ้นเริ่มจัดเรียงตัวเองอย่างพิลึกพิสดาร ชิ้นนั้นลอยขึ้นไปต่อกับชิ้นนี้ ชิ้น
นี้ประสานกับชิ้นโน้น ร่างโครงกระดูกมนุษย์ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้น
ตามลำดับ คล้ายกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นกำลังบรรจงประกอบร่างกระดูกก็
มิปาน
จั่วม่อขนหัวลุกชี้ชัน ความหวาดหวั่นขวัญผวาอย่างยากจะบ่งบอก
บรรยายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เส้นขนทั้งร่างลุกเกรียว!