สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 532 เปี๋ยหาน18
วัดเสวียนคง
ภายในวิหารแห่งนั้น เปี๋ยหานหมอบกราบกรานกับพื้น คนผู้นี้ไม่สูง
ใหญ่ รูปร่างผอมบาง สองแก้มซูบตอบ รูปโฉมธรรมดาสามัญจนไม่อาจ
ธรรมดาไปกว่านี้ได้
“เปี๋ยหาน เจ้าอยู่ในวัดมานานเท่าใดแล้ว?”
“เสี่ยวเจ๋ออยู่ในมหานครนภาโลหิตทำได้ดีมาก ข้ารู้ว่าเจ้าก็สามารถ
ทำได้ดีไม่แพ้มัน”
18 แปลว่าอย่าท้อแท้, อย่าหวาดกลัว หรือไม่ก็ เปลี่ยนพลิกความท้อแท้เหน็บหนาว
เปี๋ยหานยังคงนิ่งเงียบ คล้ายไม่คิดจะกล่าววาจา
“แต่รังสีฆ่าฟันของเจ้ารุนแรงเกินไป เป็นเหตุให้ข้าต้องคอยห่วงกังวล
กับเจ้า” เจ้าอาวาสวัดเสวียนคงสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยกังวล “ที่
ให้เจ้าเอาแต่สวดภาวนาท่องพระสูตรทุกวัน ก็หวังว่าจะช่วยขัดเกลาความ
เกรี้ยวกราดดุดันของเจ้าให้เบาบางลงไปได้บ้าง ข้าภาวนามาโดยตลอด
ไม่ให้เจ้าต้องออกไปยังสนามรบ นึกไม่ถึงว่า… …”
เจ้าอาวาสทอดถอนใจเบา ๆ
นิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ ค่อยกล่าวเสียงราบเรียบว่า
“ไปเถอะ อาจารย์อาติ้งเจินของเจ้าเผชิญวิกฤติการณ์อยู่ใน
อาณาจักรทะเลเมฆ จงนำกองพันของเจ้าไปช่วยหนุนเสริมให้แก่มัน
เรื่องราวเพิ่มเติมให้สอบถามจากติ้งกวง เจ้าไปได้แล้ว”
ถึงที่สุดแล้วเปี๋ยหานก็ยังคงไม่เอ่ยปาก หลังจากโขกศีรษะสามครา ก็
หมุนตัวจากไป
ประตูใหญ่ของวิหารปิดลงโดยไม่มีลม ภายในวิหารมืดมิดเป็นแผ่นผืน
สุ้มเสียงหนึ่งพลันกล่าวขึ้น “ท่านเจ้าอาวาส เราจำเป็นต้องให้เปี๋ย
หานไปจริง ๆ รึ? มันเป็นตัวอันตราย!”
“เรื่องราวครั้งนี้สำคัญมาก ไม่อาจประมาทแม้แต่น้อย”
“อาณาจักรทะเลเมฆดูเหมือนเป็นอาณาจักรขนาดกลางเท่านั้น ข้าไม่
เคยได้ยินว่ามีขุมพลังที่ร้ายกาจใด… …”
“เทียนหวนเพิ่งจะพลาดท่าเสียทีมาจากที่นั่น เซินอู๋ไฮ่แม้ไม่อาจจัด
อยู่ในระดับสุดยอดของเทียนหวน แต่ก็ยังเป็นชนชั้นหยวนอิงผู้หนึ่ง”
“แต่เปี๋ยหาน… …”
“มันเป็นมีดเล่มหนึ่ง มีดที่ดุร้ายอำมหิต เราต้องระวังไม่ให้คมมีดหัน
กลับมาทำร้ายพวกเราเอง แต่บัดนี้กลียุคย่างกรายมาถึงแล้ว ถึงเวลาที่เรา
ต้องหันมีดเล่มนี้ออกไปห้าหั่นศัตรู!” เจ้าอาวาสแจกแจงด้วยสุ้มเสียง
ราบเรียบเงียบสงบ
ไม่มีของกำนัลมอบให้เสี่ยวจั่วอยู่พอดี เสี่ยวจั่วเจ้าในเมื่อชมชอบของสิ่งนี้
เช่นนั้นก็ถือว่าพรมเมฆาผืนนี้เป็นของขวัญเถอะ!”
จั่วม่อสะดุ้งเฮือก รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้!
เพียงชนเผ่าของท่านช่วยเหลือพวกเราเสาะหาตัวอ่อนเมฆวารี ผู้น้องก็
สำนึกขอบคุณมากแล้ว… …”
?
จั่วม่อยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ก็ตาม สิ่งนี้ก็ยกให้เป็นของ
ตอบแทนแก่พี่ใหญ่ปิงแล้ว”
จั่วม่อก็ชมชอบนิสัยใจคออันกว้างขวางและโอ่อ่าผ่าเผยของหัวหน้า
เผ่ามนุษย์หมอกผู้นี้ จึงกล่าวปนหัวร่อ “ข้าได้แต่หวังว่าพี่ใหญ่ปิงจะไม่ต้อง
พบว่าข้ากำลังลำบากในอนาคต”
ปิงเย่าหัวร่อฮาฮาอย่างถูกอกถูกใจ “เช่นนั้นข้าว่าหลันคงไม่ยกโทษ
ให้แก่ข้าแน่”
ทั้งสองฝ่ายสนทนาอย่างสนิทสนมกลมเกลียวอยู่อีกครู่ใหญ่ ก่อนที่ปิง
เย่าจะอำลาไปก่อน เปิดโอกาสให้จั่วม่อกับพวกได้พักผ่อน
“ศิษย์น้อง เจ้ากำลังฝึกปรือพลังเทพใช่หรือไม่
เหวยเสิ้งถามอย่าง
กะทันหัน
จั่วม่อทราบว่าไม่อาจปิดบังอีกต่อไป จึงพยักหน้าพลางกล่าว “อา
พลังเทพของข้าเรียกว่าพลังเทพสุริยัน เป็นมรดกตกทอดจากชนเผ่าเทพ
สุริยันในยุคบรรพกาล”
“ที่แท้เรื่องของวิหารเทพสุริยันก็เป็นฝีมือเจ้า!” เหวยเสิ้งกับจงหยู
ไม่ใช่ตัวโง่งม พอฟังก็เชื่อมโยงได้ทันที พอนึกถึงสภาพกลุ่มซิวเจ่อที่เปลือย
เปล่าล่อนจ้อนในครั้งนั้น แล้วมองหน้าจั่วม่อ อดหัวร่องอหายออกมาไม่ได้
หลังจากนั้นเหวยเสิ้งกล่าวอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า “มาเถอะ ให้ข้าลอง
ชมพลังเทพของเจ้าดู ข้าไม่เคยเห็นพลังเทพมาก่อนเลย”
จงหยูก็สีหน้าแปรเปลี่ยน เห็นได้ชัดว่าอยากรู้อยากเห็นไม่น้อยไปกว่า
เหวยเสิ้ง
ทันใดนั้นจั่วม่อเคลื่อนไหวในท่วงท่าแปลกพิสดาร สองมือสลับไขว้
บิดเข้าหากัน ร่างเอนไปทางขวาเล็กน้อย เท้าขวามีเพียงปลายเท้าที่แตะ
พื้น ฉับพลันนั้นพลังสุดหยางสุดแกร่งกร้าวก็แผ่ทะลักออกมาในทุกทิศทาง
โดยมีร่างของจั่วม่อเป็นจุดศูนย์กลางของพลังอันเกรียงไกร
เหวยเสิ้งม่านตาหดแคบลงอย่างฉับพลัน ไอพลังงานสีดำลอยออกมา
จากกระบี่ดำในมือ กระบี่กรีดวาด แล้วฟาดฟันใส่อากาศธาตุติดต่อกันเป็น
จักรผัน เพียะเพียะเพียะ บังเกิดเสียงระเบิดดังรัวเร็วจากปลายกระบี่
จงหยูสีหน้าแปรเปลี่ยน รีบหมุนกงล้อภาวนากากบาทในมือ อักขระ
พระสูตรซึ่งห่อหุ้มด้วยพลังอธิษฐานลอยออกมาขวางกั้นอยู่เบื้องหน้ามัน
ปัง ปัง ปัง!
อักขระพระสูตรสามตัวแตกระเบิดติดต่อตามกัน กว่าจะหยุดยั้งคลื่น
พลังเทพระลอกนี้ได้
เหวยเสิ้งรั้งกระบี่กลับ สีหน้าขบคิดใคร่ครวญ ชั่วอึดใจหลังจากนั้น
ค่อยกล่าวว่า “พลังอันแปลกพิสดารนัก! ดังที่คาดเอาไว้ ผิดแผกแตกต่าง
จากพลังอื่นใดจริง ๆ”
จงหยูก็ได้ลิ้มรสไปพร้อมกัน กล่าวคล้อยตามว่า “เวทวิชาทั่วไปยาก
จะหยุดยั้งพลังประหลาดนี้ได้”
จั่วม่อขบคิดเรียบเรียงคำพูด จากนั้นให้ข้อสรุปว่า “พลังเทพอาจ
กล่าวได้ว่าเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการผสานรวมพลังทั้งสามเข้าด้วยกัน”
“พลังทั้งสาม?”
เหวยเสิ้งกับจงหยูพอรับฟังจนหมดสิ้น พากันจมอยู่ในห้วงความคิด
อันลึกล้า
มันทั้งสองล้วนสัมผัสถึงชายขอบของพลังเทพแล้ว พลังเทพสำหรับ
พวกมัน เท่ากับเปิดหน้าต่างสู่โลกใบใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
มีเคล็ดความที่พวกมันต้องแยกแยะย่อยสลายมากเกินไป ทั้งคู่นั่งนิ่ง
เหมือนหุ่นไม้ พากันเข้าสู่ห้วงฌานสมาธิในบัดดล
เห็นเช่นนี้ จั่วม่อก็ไม่รบกวนพวกมัน นำอากุ่ยกับเหล่าเจ้าตัวเล็กหาที่
นั่งอีกด้านหนึ่ง
จั่วม่อกุมมืออากุ่ย รีบตรวจร่างกายให้นาง เนื่องจากยามนี้มันทราบ
แล้วว่าพลังสีม่วงคือพลังเทพ การตรวจสอบของจั่วม่อครั้งนี้จึงละเอียด
และเฉพาะเจาะจงมากกว่าเดิม ถึงแม้ว่าความเข้าใจในพลังเทพของมัน
ยังคงตื้นเขินยิ่ง แต่มันยังคงค้นพบเรื่องราวบางประการ
สิ่งแรกที่มันแน่ใจก็คือ พลังสีม่วงในร่างอากุ่ยเป็นพลังเทพชนิดหนึ่ง
ไม่ผิดแน่
แต่เป็นพลังเทพที่แปลกประหลาดยิ่ง!
จั่วม่อคิดไว้แต่แรกแล้วว่าเจ้าสิ่งนี้หากเป็นพลังเทพ ก็แน่นอนว่าไม่ใช่
พลังเทพปกติธรรมดา แต่ถึงกระนั้นพลังเทพในร่างอากุ่ยยังทำให้มัน
แตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ!
มืดมน เย็นเยียบ พิกลพิการและสามารถกลืนกินพลังทุกประเภท ไม่
เว้นแม้แต่พลังชีวิต!
ชั่วพริบตาที่พลังเทพสุริยันกระทบถูกพลังเทพของอากุ่ย จั่วม่อพลัน
รู้สึกว่ามันคล้ายถูกดึงดูดเข้าไปในความว่างเปล่าแห่งมรณะอันเงียบงัน ไม่
มีสุ้มเสียง ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย!
มันคือความว่างเปล่าที่ถือกำเนิดขึ้นจากความสิ้นหวังอันมืดมน!
ในชั่วพริบตานั้น ความคิดจิตใจของจั่วม่อประดุจเปลวเทียนกลาง
สายลม สั่นไหวอย่างรุนแรง จวนเจียนจะดับมอดอยู่รอมร่อ!
เคราะห์ดีที่พลังเทพของมันแข็งแกร่งกว่าพลังเทพของอากุ่ยในยามนี้
มาก พลังเทพสุริยันยังกอรปด้วยคุณลักษณะสุดหยางสุดแกร่งกร้าวตาม
ธรรมชาติ ความแตกต่างนี้ช่วยรักษาชีวิตจั่วม่อเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิดจวน
เจียน
จั่วม่อค่อย ๆ รั้งพลังเทพออกจากร่างอากุ่ยอย่างระมัดระวัง มองดู
ใบหน้าแข็งทื่อและอัปลักษณ์ของอากุ่ย ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อรู้สึก
เศร้าสลดอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย
ในดวงตาของมันเต็มไปด้วยความกังวลเร้นลึก
ขณะที่ความเข้าใจในเรื่องพลังเทพของมันยิ่งลึกล้าขึ้นทุกวัน จั่วม่อก็
ยิ่งรู้สึกชัดในผลกระทบที่พลังเทพมีต่อผู้คน นี่ไม่ใช่แค่เพียงพลังเทพ
เท่านั้น พลังทั้งสามแต่เดิมก็มีผลกระทบเช่นนี้ด้วย เพียงแต่ไม่รุนแรงเท่า
พลังเทพ ยกตัวอย่างเช่นซิวเจ่อที่ฝึกปรือเวทวิชาธาตุไฟมักจะอารมณ์ร้อน
ดุเดือดวู่วาม ส่วนผู้ที่ฝึกปรือเวทวิชาสายน้าแข็งก็มักจะกระด้างเย็นชา ไร้
อารมณ์ความรู้สึก
เช่นนั้นพลังเทพที่ทั้งมืดมนและพิกลพิการเช่นนี้ ทั้งยังการปิดผนึก
ประสาทสัมผัสทั้งหกอันน่าสะพรึงกลัว อากุ่ยเจ้า… …
นึกถึงท่วงท่าสภาวะของอากุ่ยยามที่ใช้พลังเทพก่อนที่นางจะได้รับ
บาดเจ็บ ความห่วงกังวลของจั่วม่อก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก
จั่วม่อตรวจพบแต่แรกแล้วว่าร่างกายของอากุ่ยอยู่ในสภาพเลวร้าย
ยิ่ง หากมิใช่เพราะพลังประหลาดในร่างคงไม่มีวันรอดชีวิตมาได้จนถึง
ตอนนี้ แต่วันนี้ในที่สุด มันก็เข้าใจคุณสมบัติอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงของ
พลังเทพอันพิสดารนี้แล้ว!
ภาพที่อากุ่ยเอาร่างเข้าขวางกั้นอยู่เบื้องหน้ามันพลันปรากฏขึ้นในใจ
ความว่างเปล่าแห่งมรณะอันมืดมน เพียงเผชิญหน้าชั่ววูบเดียวยังทำ
ให้มันถึงกับสั่นสะท้าน แต่พลังเทพอันชั่วร้ายนี้สถิตอยู่ในร่างอากุ่ยมาโดย
ตลอด… …
จั่วม่อในใจเหมือนมีบางอย่างกดทับอย่างหนักหน่วง รู้สึกอึดอัด
ขัดข้องจนยากจะบ่งบอกบรรยายออกมา!
ตัวอ่อนเมฆวารี!
มีเพียงตัวอ่อนเมฆวารีเท่านั้นที่อาจจะเยียวยารักษานางได้ จากนั้น
มันจะหาหนทางรักษาบาดแผลในร่างกายอากุ่ย และขจัดพลังเทพชั่วร้าย
อันน่ากลัวนี้ออกไปจากร่างของอากุ่ยให้หมดสิ้น!
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเชื่องช้ายิ่ง
แต่ละวันเหมือนผ่านไปนานเป็นปี!