สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 533 กองพันบาปเคราะห์
เปี๋ยหานเหลียวกลับไปมองมหาวิหารที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ยอดเจดีย์
แหลมสูงอาจมองเห็นได้เลือนรางในชั้นเมฆ
ด้านหลังมันเป็นกองทัพอันแปลกประหลาด ยืนนิ่งเงียบงันราวกับไร้
ชีวิต
กองทัพนี้แปลกประหลาดยิ่ง บ้างมีศีรษะเป็นวัว บ้างมีร่างกายดุจ
อาชา บ้างมีนอแรดงอกเงยออกมาจากกลางหน้าผาก ไม่ว่าซิวเจ่อใดที่พบ
เห็นกองพันประหลาดนี้ ล้วนมีสีหน้าน่าดูชม เผ่าปิศาจ! ไพร่พลของ
กองทัพนี้ล้วนเป็นเผ่าปิศาจทั้งสิ้น!
พวกมันนิ่งเงียบงันประดุจรูปปั้น ดวงตาหม่นมัวไร้ประกาย เป็นสีขาว
เทาแห่งความตาย ลวดลายอักขระยันต์สีทองปกคลุมพัวพันอยู่ทั่วร่างของ
พวกมันราวกับรอยสักอันวิจิตรบรรจง
กองทัพนี้เป็นหนึ่งในกองพันที่มีชื่อเลื่องลือที่สุดของวัดเสวียนคง
ขนานนามด้วยนามอันแปลกพิกล…กองพันบาปเคราะห์!
เปี๋ยหานรั้งสายตากลับจากบรรดาไพร่พลที่ราวกับรูปปั้น ออกนำไป
เบื้องหน้า ทั้งกองทัพเคลื่อนตามมาดุจสายน้าไหล
“อาณาจักรทะเลเมฆ… …” เปี๋ยหานกล่าวราวกระซิบกับตัวเอง รอบ
ข้างมีแต่ความเงียบสงัดดุจป่าช้า
ในกองพันบาปเคราะห์ มีเพียงเปี๋ยหานผู้เป็นแม่ทัพ หาได้มีผู้ช่วยแม่
ทัพอื่นใดอีกไม่
จั่วม่อพยายามสะกดข่มความร้อนรนกระวนกระวายในใจ รักษาสี
หน้าสงบเยือกเย็นเอาไว้ ใช้เวลาว่างสนทนาเรื่องสัพเพเหระกับหัวหน้า
เผ่าปิงเย่า เหล่ามนุษย์หมอกหนุ่มสาวภายในชนเผ่าชมชอบล้อมวงเข้ามา
รับฟังเรื่องราวจากการสนทนาของคนทั้งสอง หลังจากเก็บตัวโดดเดี่ยว
จากโลกภายนอกมายาวนาน พวกมันเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ต่อ
โลกภายนอก
เหวยเสิ้งกับจงหยูออกจากห้วงฌานสมาธิ ท่วงท่าสภาวะของพวกมัน
เริ่มบังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จั่วม่อปิติยินดียิ่ง ดูเหมือนว่า
วาจาเกี่ยวกับพลังเทพของมันมีส่วนช่วยเหลือต่อคนทั้งสองอยู่บ้าง แม้จะ
ไม่ล่วงรู้ว่าพวกมันประสบความสำเร็จมากน้อยเท่าใดก็ตาม
เหวยเสิ้งกับจงหยูเห็นจั่วม่อห้อมล้อมด้วยผู้คนมากมาย ดังนั้นพวก
มันเสาะหามุมเงียบสงบ นั่งลงขบคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับพลังเทพสืบต่อ
เคราะห์ดีที่จั่วม่อร่อนเร่พเนจรผ่านสถานที่มากหลาย มีประสบการณ์
ไม่น้อย มิเช่นนั้นมันคงหมดเรื่องจะเล่าไปเสียนานแล้ว
จั่วม่อไม่ว่ากล่าวเรื่องอันใด เหล่ามนุษย์หมอกหนุ่มสาวก็รับฟังอย่าง
สนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง
?”
?” ปิงเย่าเห็นเช่นนี้ รีบถามอย่างอดรน
ทนไม่ได้
จั่วม่อเมื่อเห็นจงหยูพยักหน้ายืนยันก็แน่ใจทันที อธิบายว่า “ระหว่าง
ทางมาที่นี่ พวกเราพบพานเหล่าหลวงจีนจากวัดเสวียนคง ดูจากร่องรอย
พลังงานที่ทำร้ายพี่ชายท่านนี้ มันสมควรบาดเจ็บภายใต้เงื้อมมือของ
เซียนวรยุทธ์ ข้าจึงคาดเดาว่าอาจจะเป็นฝีมือของหลวงจีนวัดเสวียนคงสี่
รูปนั่น”
“วัดเสวียนคง!” ปิงเย่าสีหน้าเย็นเยียบ หลายวันมานี้มันรับฟังเรื่อง
สภาพการณ์ของโลกภายนอกมาจากจั่วม่อ ย่อมล่วงรู้โดยคร่าว ๆ ว่าวัด
เสวียนคงคืออะไร
ปิงเย่าไม่รีรอลังเล กล่าวอย่างเฉียบขาด “ไม่ว่าจะอย่างไร ต่อให้เผ่า
ของเราต้องต่อสู้จนไม่หลงเหลือแม้แต่คนเดียว ก็จะไม่มีวันยินยอมให้ผู้ใด
ล่วงล้าแดนต้องห้ามเป็นอันขาด!”
กล่าวจบคำ มนุษย์หมอกหลายคนทะยานร่างออกจากหอชุมนุม ส่ง
เสียงกู่คำรามประหลาด ดังกังวานไปทั่วทิศ
ได้ยินเสียงกู่คำรามนี้ นักรบมนุษย์หมอกมากมายไหลบ่ามาจากทุก
ทิศทางดั่งคลื่นน้าถาโถม มารวมตัวกันที่หอชุมนุมในบัดดล
ปิงเย่าพอแจ้งเรื่องราวแก่พวกมัน มนุษย์หมอกทั้งหมดล้วนมีสีหน้า
อำมหิตปรากฏขึ้น
“พี่จั่ว ต้องรบกวนพวกท่านรอคอยอยู่ที่นี่ก่อน… …” ปิงเย่าลดเสียง
ลง หันมากล่าวกับจั่วม่ออย่างขอภัย
“ไฮ้ พี่ใหญ่ปิงกล่าวอันใด!” จั่วม่อโต้แย้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ผู้
น้องเฝ้ารอโอกาสนี้มานานแล้ว! พี่ใหญ่ปิงท่านยังไม่ทราบ แต่ระหว่างที่
พวกเราเดินทางผ่านทะเลเมฆ เหล่าโจรหัวโล้นพยายามลอบทำร้ายพวก
เรา ข้าครุ่นคิดหาทางแก้แค้นมานานแล้ว นึกไม่ถึงว่าโอกาสอันดีงาม
กลับมาหาเองถึงที่! พี่ใหญ่ปิงท่านจะไม่นับรวมพวกข้าด้วยได้อย่างไรกัน!
ยิ่งไปกว่านั้น พี่ชายท่านนี้ต้องรับบาดเจ็บจากการไปตามหาตัวอ่อนเมฆ
วารีให้แก่พวกข้า ท่านยังจะให้เรายืนดูอยู่ข้างหลังเท่านั้น นับเป็นเหตุผล
กลใดกัน!”
ปิงเย่าดวงตาทอประกายนิยมชมชื่น ตบไหล่จั่วม่อหนัก ๆ “ประเสริฐ!
ข้าขอนับเจ้าเป็นพี่น้อง! ไป! พวกเราพี่น้องไปด้วยกัน! เฮอะ! วัดเสวียนคง
แล้วจะเป็นไร!”
“อาจารย์อา คนเมื่อครู่แปลกประหลาดยิ่ง” หมิงจิ้งกล่าวอย่างตื่น
ตะลึงไม่คลาย ร่างสีฟ้าที่ลี้ลับเหมือนเงาภูตพราย หากมิใช่ว่าอาจารย์อาจู่
โจมทำร้ายฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัส ยามนี้พวกมันคงไม่ได้ปลอดภัยไร้
บาดแผลเช่นนี้แน่
ติ้งเจินซึ่งปกติมีสีหน้าเมตตาการุณย์ บัดนี้กลับกลายเป็นยะเยียบเย็น
ชา แค่นเสียงลอดไรฟันว่า “มันคือมนุษย์หมอก!”
ศิษย์ทั้งสามถูกเค้าความดุดันอำมหิตบนใบหน้าของติ้งเจินขู่ขวัญจน
หวาดผวา อึดใจใหญ่หลังจากนั้น ค่อยมีคนถามอย่างระมัดระวัง “อาจารย์
อา มนุษย์หมอกเป็นตัวอะไร
“เศษเดนความชั่วช้าจากสายเลือดโบราณ!” ติ้งเจินคำราม จากนั้น
สังเกตเห็นสีหน้าหวาดกลัวของศิษย์ทั้งสาม สุ้มเสียงค่อยอ่อนลงเล็กน้อย
?
ติ้งเจินคึกคักขึ้นอักโข หากเป็นไปตามนี้จริง การเดินทางของมันครั้ง
นี้ก็คู่ควรแล้ว! ต่อให้หาวัตถุนั้นไม่พบ ลำพังการค้นพบการคงอยู่ของชน
เผ่ามนุษย์หมอก ก็เพียงพอให้สำนักตบรางวัลให้แก่มันอย่างจุใจ
มันหลับตาผนึกมุทรา ใช้เวทวิชาออกมาทันที พลังปราณปะทุขึ้น
เล็กน้อย วงกลมแสงสีทองวาบประกายอยู่บนปลายดรรชนี แต่ไม่มีสิ่งใด
เกิดขึ้น ติ้งเจินลืมตามอง ลอบทอดถอนอย่างจนปัญญา หมอกน้าแข็งลี้ลับ
พิสดารอยู่บ้าง มันไม่สามารถส่งข่าวสารใด ๆ ออกไปภายนอกเสียด้วยซ้า
อย่าว่าแต่จะส่งไปยังสำนัก!
ติ้งเจินยิ่งระแวดระวังกว่าเดิม ผู้สืบเชื้อสายชนเผ่าโบราณที่สามารถ
อยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้ โดยมากมักมีเคล็ดลับอยู่ท่าสองท่า
วัดเสวียนคงเต็มไปด้วยยอดฝีมือมากหน้าหลายตา แบ่งแยกหน้าที่
รับผิดชอบเป็นอย่างดี เรื่องเฉพาะเจาะจงเช่นนี้มักเป็นหน้าที่ของยอดฝีมือ
?”
เปี๋ยหานเรียกดูรายละเอียดจากม้วนหยกอย่างระมัดระวัง เพียงแต่นี่
เป็นรอบที่สิบห้าแล้ว
ข่าวสารรายละเอียดทั้งหมดเป็นสำนักรวบรวมมาให้ ทว่ามองดู
รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเกาะเต่าเหล่านี้ เปี๋ยหานสามารถเห็นได้ว่า
กุญแจอาณาจักรมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทุกอาณาจักร และ
สำหรับทุกคน กุญแจอาณาจักรหมายถึงความมั่งคั่งที่สุดจะหาใดเทียบ! ผู้
ที่ครอบครองกุญแจอาณาจักรจะได้รับความสามารถในการมองดูเส้นชีพ
จรปราณปฐพีและสายแร่ของทั้งอาณาจักร ไม่ต้องกล่าวถึงว่ากุญแจ
อาณาจักรยังสามารถควบคุมบังคับพลังปราณธรรมชาติในอาณาจักรนั้น
ๆ อีกด้วย
โดยทั่วไปแล้ว หลังจากค้นพบอาณาจักรใหม่ได้ไม่นาน กุญแจ
อาณาจักรมักจะถูกค้นพบตามมา เนื่องเพราะซิวเจ่อที่ไหลบ่าไปยัง
อาณาจักรใหม่จะพากันค้นหากุญแจอาณาจักรอย่างบ้าคลั่ง เพราะนี่คือ
ความมั่งคั่งขนาดที่สามารถทำให้คนดี ๆ กลายเป็นเสียสติไปได้
น่าประหลาด กุญแจอาณาจักรแห่งอาณาจักรทะเลเมฆกลับไม่เคยถูก
ค้นพบเลย ประวัติการอยู่อาศัยของซิวเจ่อบนอาณาจักรทะเลเมฆแม้ไม่
เป็นที่ทราบชัด แต่แน่นอนว่าไม่น้อยกว่าหนึ่งพันปี ในช่วงระยะเวลาอัน
ยาวนานนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครออกค้นหากุญแจอาณาจักร เมื่อได้
ครอบครองกุญแจอาณาจักร คนผู้นั้นจึงจะกลายเป็นราชันที่แท้จริงของ
อาณาจักรทะเลเมฆ สามารถบงการอาณาจักรดุจเทพเจ้า
เปี๋ยหานกำลังคาดเดาจิตเจตนาที่แท้จริงของสำนัก
เจ้าอาวาสบอกว่าให้มันไปช่วยเหลือติ้งเจิน แต่เปี๋ยหานไม่เชื่อวาจาผี
สางนี้แม้แต่ครึ่งคำ มันล่วงรู้ศักดิ์ฐานะในสำนักของติ้งเจินดี หากบอกว่า
เจ้าอาวาสส่งกองพันหนึ่งไปเพียงเพื่อช่วยเหลือติ้งเจิน ก็เป็นเรื่องน่าขบขัน
มากแล้ว
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าถึงกับกล้าปล่อยตัวมันออกมาด้วย!
หลังจากได้รับเหรียญหยกแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง มันก็ถูกกัก
บริเวณอยู่แต่ในที่พำนัก ถูกบังคับให้ท่องพระสูตรอยู่ทุกวี่วัน แม้ไม่มีผู้ใด
เฝ้าอยู่หน้าประตู แต่เปี๋ยหานทราบดี ว่ามีดวงตานับไม่ถ้วนคอยเฝ้ามอง
บ้านน้อยของมันจากเงามืดอยู่ตลอดเวลา
บรรดาผู้อาวุโสในสำนักมักชอบกล่าวหาว่ามันดุร้ายกระหายเลือด
คิดถึงเรื่องนี้ เปี๋ยหานอดแย้มยิ้มอย่างเย็นชามิได้
เจียงเจ๋อ (ปราดเปรื่องแซ่เจียง) แม้รูปโฉมสุภาพหล่อเหลา แต่ยามลง
มือเข่นฆ่าหาได้มือไม้อ่อนไปกว่ามันไม่ แต่มันกลับไม่เคยได้ยินเหล่าผู้
อาวุโสตำหนิเจียงเจ๋อว่าดุร้ายกระหายเลือด
ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเนื่องเพราะเหตุผลประการเดียว… …
เปี๋ยหานพลันเงยหน้าขึ้น มองดูกองพันบาปเคราะห์ที่ยังคงยืนนิ่งงัน
อยู่เบื้องหน้ามัน เห็นอักขระพระสูตรของอาคมหวงห้ามสีทองบนร่างพวก
มัน ทอแสงเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน… ช่างบาดตายิ่งนัก
ชั่วอึดใจต่อมา มันก็รั้งสายตากลับมา ดวงตาทอแววครุ่นคิดลึกซึ้ง สี
หน้าปราศจากอารมณ์ความรู้สึก
ทางวัดได้ตระเตรียมค่ายกลเคลื่อนย้ายที่จะส่งพวกมันทั้งกองพันไป
ยังอาณาจักรทะเลเมฆโดยตรงเอาไว้แล้ว ดูเหมือนค่าใช้จ่ายสำหรับภารกิจ
นี้จะเป็นจำนวนอันน่าตระหนกยิ่ง อาจเห็นได้ว่าทางวัดให้ความสำคัญกับ
ภารกิจนี้มากเพียงใด
ค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เชื่อมต่อถึงอาณาจักรทะเลเมฆโดยตรง… …
จากข้อนี้เห็นได้ว่า ทางวัดลอบส่งสายลับเข้าไปแฝงตัวอยู่ใน
อาณาจักรทะเลเมฆเป็นเวลานานแล้ว
พวกมันคิดทำอะไร?
รอจนแสงสว่างจากค่ายกลเคลื่อนย้ายผ่านเข้ามาในสายตามัน เปี๋ย
หานค่อยหลุดจากภวังค์ความคิด
เห็นหลวงจีนหลายรูปยืนอยู่ข้างค่ายกลเคลื่อนย้าย ผู้ที่เป็นหัวหน้า
กลุ่มก้าวล้าออกมา กล่าวอย่างนอบน้อม “เปี๋ยหานต้าเหริน ค่ายกล
เคลื่อนย้ายตระเตรียมไว้พร้อมแล้ว ท่านสามารถออกเดินทางได้ทุกเมื่อ”
เปี๋ยหานกระทั่งหางตายังไม่เหลือบแลพวกมัน เดินตรงลิ่วไปยังค่าย
กลเคลื่อนย้ายด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
กองพันบาปเคราะห์ติดตามหลังมันไปโดยไร้สุ้มเสียง ราวกับกองทัพ
คนตายขบวนหนึ่ง!
ทุกคนเดินทางผ่านหมอกน้าแข็งด้วยความเร็วสูงยิ่ง มนุษย์หมอก
เหล่านี้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่ออาศัยอยู่ในหมอกน้าแข็งโดยเฉพาะ เมื่ออยู่ใน
ม่านหมอกน้าแข็งก็เคลื่อนที่ได้ดั่งใจปรารถนาราวกับมัจฉาในวารี
จั่วม่อจับเค้าลางบางประการได้จากวิธีการเคลื่อนไหวของพวกมัน
มนุษย์หมอกที่ด้านข้างมันจะสร้างแผ่นโล่หมอกน้าแข็งบาง ๆ ขึ้นมา
ชั้นหนึ่ง แผ่นโล่หมอกน้าแข็งรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดนี้เอง ที่ช่วยให้พวก
มันไถลผ่านไปตามม่านหมอกน้าแข็งอย่างสะดวกดาย
จั่วม่อฉุกใจคิด เริ่มลอกเลียนชาวมนุษย์หมอกตามสัญชาตญาณ ตัว
มันเองไม่อาจควบคุมบังคับหมอกน้าแข็ง แต่ก็มีวิธีการอื่น ๆ อีกมากมาย
เริ่มแรกมันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อล้มเหลวติดต่อกันหลายครั้ง จั่วม่อ
ก็ค่อย ๆ ค้นพบเคล็ดลับ
ทีแรกมันใช้พลังปราณ แต่แทบจะในทันทีก็พบว่าพลังปราณถูกเผา
ผลาญไปอย่างรวดเร็วยิ่ง จากนั้นมันเปลี่ยนไปลองใช้พลังจิตสำนึกดูบ้าง ก็
ยังคงสิ้นเปลืองด้วยระดับความเร็วพอ ๆ กัน ท้ายที่สุดจึงพบว่าพลังเทพมี
ประสิทธิภาพมากที่สุด อัตราสิ้นเปลืองพลังน้อยนิดจนแทบไม่รู้สึก หากแต่
การควบคุมพลังเทพก็ยากเย็นกว่าพลังปราณกับพลังจิตสำนึกมาก จั่วม่อ
แทบไม่มีปัญญาคงสภาพเอาไว้ได้
ในไม่ช้าเหวยเสิ้งก็สังเกตเห็นความชุลมุนชุลเกของจั่วม่อ เพียง
เหลือบมองปราดเดียวก็เข้าใจกระจ่าง เหวยเสิ้งฉลาดปราดเปรื่อง
เจตจำนงกระบี่บรรลุถึงขั้นสูงล้า มันมิใช่เรียนรู้หลายอย่างแต่เพียงล่วงรู้
แบบงู ๆ ปลา ๆ ดังเช่นจั่วม่อ จึงคว้าจับเคล็ดลับได้อย่างรวดเร็ว มันใช้
เจตจำนงกระบี่สร้างเป็นแผ่นโล่รูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดล้อมรอบกาย
ระดับความเร็วพุ่งทะยานขึ้นในบัดดล!
ฝีมือที่เหวยเสิ้งแสดงออกมาทำให้ปิงเย่ากับพวกตะลึงงันอยู่บ้าง
แต่แล้วทันใดนั้น ปิงเย่าพลันสีหน้าเคร่งเครียดลง แค่นเสียงอย่างเย็น
ชา “อยู่เบื้องหน้า ข้าพบมันแล้ว!”
ติ้งเจินจู่ ๆ บังเกิดสังหรณ์ร้ายกรีดระงมในใจ ต้องชะงักเท้าลงทันควัน
สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง หันไปตวาดใส่ศิษย์ทั้งสามอย่างร้อนรน
“รีบหนีไป!”
สามหลวงจีนน้อยงงงันวูบ แล้วหน้าเผือดสี แต่พวกมันก็สมกับเป็น
ศิษย์หัวกะทิของสำนักใหญ่ ยามคับขันอันตรายปฏิกิริยาตอบสนองหาได้
เชื่องช้าไม่ รีบดีดกาย แยกย้ายหลบหนีไปคนละทิศทาง!
เสียงสะเก็ดน้าแข็งพลุ่งพล่านปั่นป่วน
เห็นลำแสงสีฟ้าสามสายพุ่งออกมาจากหมอกน้าแข็ง ฟาดใส่ร่างสาม
หลวงจีนหนุ่มอย่างแม่นยำ ชั้นน้าแข็งสีฟ้าแผ่ขยายออกไปด้วยความเร็วที่
เห็นชัดตา สีหน้าหวาดกลัวของพวกมันแข็งค้างอยู่ในสภาพนั้น คน
กลายเป็นรูปปั้นน้าแข็งอันน่าขนพองสยองเกล้าในชั่วพริบตาเดียว
เพียะเพียะเพียะ!
รูปปั้นน้าแข็งทั้งสามล้มฟาดลงกับพื้น แตกกระจายเป็นสะเก็ด
น้าแข็งนับไม่ถ้วน
ติ้งเจินถลึงมองอย่างเดือดดาลคั่งแค้น ดวงตาแดงฉานด้วยสายเลือด
แต่สะกดกลั้นไม่ตอบโต้ เพียงกัดฟันพุ่งลิ่วไปยังหมอกน้าแข็งด้านหนึ่ง!
ในใจมันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มันต้องรีบแจ้งข่าวกลับไปยัง
สำนักให้จงได้! ถึงกับมีชนเผ่ามนุษย์หมอกที่ใหญ่โตเช่นนี้หลงเหลืออยู่
ด้วย!
“คิดหนีหรือ?”
ไอหมอกน้าแข็งบางเบาสองสายพุ่งออกมาจากม่านหมอก จู่โจมเข้า
หาติ้งเจินอย่างรวดเร็ว กลายเป็นลำแสงสีฟ้าร้อนแรงสองสายพุ่งทะลวง
ร่างของติ้งเจินในชั่วพริบตาเดียว
ทว่าปิงเย่าพลันสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย
ติ้งเจินร่างค่อย ๆ สลายเลือนรางในม่านหมอกน้าแข็ง จวบกระทั่งลับ
หายไป สิ่งที่ถูกลำแสงทะลวงร่างกลับเป็นเพียงภาพมายาร่างหนึ่ง!
“ทุกคน ถอยกลับไป!” ปิงเย่าร้องบอกอย่างฉับพลัน
เหล่ามนุษย์หมอกล่าถอยเหมือนคลื่นน้าย้อนลงทะเล ทิ้งปิงเย่ายืนอยู่
ด้านหน้าแต่ผู้เดียว จั่วม่อกับพวกก็ล่าถอยไปด้านหนึ่ง แต่จั่วม่อรอบคอบถี่
ถ้วนกว่า พวกมันทั้งกลุ่มถอยไปเฝ้าระวังทางปีกข้าง เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่น
ฉวยโอกาสหลบหนี
เห็นติ้งเจินร่างค่อย ๆ ปรากฏขึ้น สายตาจ้องมองปิงเย่าเขม็ง เน้น
เสียงกล่าวช้า ๆ ว่า “นึกไม่ถึงว่าจะได้พบพานผู้สืบเชื้อสายชนเผ่าโบราณ
ที่นี่ ติ้งเจินช่างมีโชควาสนานัก!”
ปิงเย่าใบหน้าเรียบเฉย กล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าไฉนคิดบุกรุกแดน
ต้องห้ามของพวกเรา?”
“แดนต้องห้าม?”
?” ปิงเย่าเขม้นมอง
“ฮ่าฮ่า” ติ้งเจินหัวร่อเบา ๆ “อย่าได้เปลืองวาจาแล้ว ข้าเห็นว่าใน
บรรดาผู้คนที่นี่ทั้งหมด มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่มีพลังฝีมือคู่คี่ก้ากึ่งกับข้า
สามารถรั้งข้าเอาไว้ได้หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับพี่ท่านแต่ผู้เดียวแล้ว”
ปิงเย่าไม่กล่าวคำใด สองแขนกางออก สิบดรรชนีแผ่กว้าง ลำแสงสี
ฟ้าสิบสายพวยพุ่งออกจากปลายนิ้ว ราวกับเส้นเชือกแสงสีฟ้าสิบเส้น
อาวุธเวทคู่กายของติ้งเจินพิเศษเฉพาะยิ่ง นั่นเป็นปลาไม้มู่อวี๋ที่ใช้
สวดภาวนาชิ้นหนึ่ง มู่อวี๋เป็นรูปมัจฉาสีดำสนิททั้งตัว ปกคลุมด้วยอักขระ
พระสูตรเล็กละเอียดสีแดงชาด ไม้เคาะก็จารึกเต็มไปด้วยอักขระพระสูตร
อันละเอียดซับซ้อน เต็มไปด้วยมนต์ขลังอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย
ชั่วพริบตาที่มู่อวี๋ปรากฏขึ้นในมือติ้งเจิน จั่วม่อกับพวกพลันสีหน้า
แปรเปลี่ยน!
อาวุธเวทระดับเจ็ด!
นี่ต้องเป็นอาวุธเวทระดับเจ็ดไม่ผิดแน่!
การที่ติ้งเจินถือครองอาวุธเวทระดับเจ็ด หาใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด
ไม่ หากบอกว่าชนชั้นหยวนอิงจากวัดเสวียนคงกระทั่งอาวุธเวทระดับเจ็ด
ชิ้นหนึ่งยังไม่มี ย่อมไม่มีผู้ใดยินยอมเชื่อแล้ว จั่วม่อกับพวกยังรู้ซึ้งถึงพลัง
อำนาจของอาวุธเวทระดับเจ็ดเป็นอย่างดี เนื่องเพราะกงล้อภาวนาของ
จงหยูก็เป็นอาวุธเวทระดับเจ็ด
หากแต่ทั้งสองแม้เป็นอาวุธเวทระดับเดียวกัน ทว่าเมื่อหนึ่งอยู่ในมือ
จินตันและอีกหนึ่งอยู่ในมือหยวนอิง พลังอำนาจที่สำแดงออกมากลับผิด
แผกแตกต่างราวสวรรค์กับแผ่นดิน ซึ่งความจริงอาวุธเวทระดับเจ็ดเป็น
ของวิเศษขั้นสูงสุดที่จินตันสามารถใช้สอย แต่เนื่องเพราะถูกจำกัดด้วย
ระดับพลังบำเพ็ญเพียร ต่อให้เป็นยอดฝีมือจินตันยังมิอาจใช้พลังของ
อาวุธเวทระดับเจ็ดได้เกินกว่าสองส่วน โดยมากใช้ได้เพียงส่วนเดียวเสีย
ด้วยซ้า แต่ยอดคนด่านหยวนอิงสามารถใช้อาวุธเวทระดับเจ็ดได้เต็มพลัง
ความสามารถถึงสิบส่วน
ซิวเจ่อผู้หนึ่งพลังฝีมือจะสูงเยี่ยมเท่าใดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
อย่างเช่นพลังปราณ ระดับการฝึกปรือเวทวิชา ระดับความเข้าใจใน
กฏเกณฑ์แห่งฟ้าดิน อาวุธเวทและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ความห่างชั้น
ระหว่างจินตันกับหยวนอิง เป็นช่องว่างที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจข้ามได้
หยวนอิงผู้หนึ่งเมื่อถูกไล่ต้อนจนตรอก จะสามารถปลดปล่อยพลัง
ทำลายล้างได้ถึงระดับใด… …
มองดูติ้งเจินสีหน้าเคร่งเครียดถมึงทึง มือหนึ่งถือมู่อวี๋ อีกมือถือไม้
เคาะ จั่วม่อได้แต่หวังว่าปิงเย่าจะสามารถรับมือฝ่ายตรงข้ามได้
ไม่ว่าจะอย่างไร ชนชั้นหยวนอิงก็ยังทำให้ผู้คนใจสั่นหวั่นไหวอยู่บ้าง
… …
ขณะที่จั่วม่อพยายามวางท่าสงบเยือกเย็น เหวยเสิ้งกับจงหยูก็พลุ่ง
พล่านไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้อันร้อนแรง
ติ้งเจินทรุดกายลงนั่งบนพื้น ทำทีราวกับว่ามันไม่ได้กำลังถูกล้อม
สังหาร วางปลาไม้มู่อวี๋ไว้ตรงหน้า ศีรษะก้มต่า หลุบตาลงอย่างสำรวม
จากนั้นเริ่มเคาะมู่อวี๋พร้อมกับสวดมนต์ภาวนา
ตง ตง ตง!
สุ้มเสียงของมู่อวี๋ประหนึ่งดังมาจากวัดวาเก่าแก่ในหุบเขาลึกอัน
ห่างไกล คล้ายมีคล้ายไม่มี บัดเดี๋ยวปรากฏบัดเดี๋ยวเลือนหาย
แสงสว่างรอบข้างค่อย ๆ มืดมัวสลัวลง ในสายตาของพวกมัน เห็นสี
ฟ้าสุกใสของหมอกน้าแข็งถูกความมืดมิดกลืนกินเข้าไป เงาร่างมากมาย
คล้ายเดินออกมาจากความมืด กลายเป็นชัดเจนขึ้นทุกขณะ เงาร่าง
?”
?” จั่วม่อเพิ่งได้สติจากความแตกตื่นประหลาดใจ ฟังคำ
รำพึงของเหวยเสิ้ง ต้องตะลึงพรึงเพริดอีกรอบ “ท่านจะบอกว่ามันเป็น
เซียนกระบี่
จั่วม่อเพียงล่วงรู้ว่าเขตแดนเป็นระดับชั้นเจตจำนงกระบี่ที่เหนือล้า
กว่าเจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์ ศิษย์พี่ใหญ่เพิ่งจะบรรลุถึงชายชอบ
ของระดับชั้นนี้
“มันไม่ใช่เซียนกระบี่” ดวงตาร้อนแรงของเหวยเสิ้งไม่ยอมหันเหจาก
ติ้งเจินอีก แต่ปากยังคงกล่าวด้วยเสียงหนักอึ้ง “ไม่ว่าจะเป็นเซียนกระบี่
เซียนยันต์ เซียนวรยุทธ์หรือเซียนสัญจร เมื่อพวกมันฝึกปรือจนบรรลุถึง
ระดับชั้นหนึ่ง วิถีทางทั้งหมดล้วนมาบรรจบที่เดียวกัน นั่นคือบรรลุ ‘เขต
แดน’!”
ยามนี้เอง จงหยูกล่าวเสริมว่า “เซียนวรยุทธ์เรียกสิ่งนี้ว่า ‘มหา
อิสระ’” ในวาจาของมันแฝงเร้นด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้า ระดับความ
เข้าใจของมันไม่สูงล้าเท่าเหวยเสิ้ง แม้ว่าจะครอบครองพลังอธิษฐานที่หา
ได้ยาก แต่ระดับชั้นของมันยังไม่สูงพอ ยังไม่บรรลุถึงขอบเขตที่เรียกว่า
‘เขตแดน’ เหมือนเหวยเสิ้ง
แม้ไม่ล่วงรู้เรื่องพื้นฐานในวิถีการฝึกปรือ แต่จั่วม่อหน้าไม่แดงสักนิด
ยกมือลูบคางพลางกล่าว “สิ่งเหล่านี้ใช่เป็นภาพมายาหรือไม่?
?”
เหวยเสิ้งมีสีหน้าหัวร่อมิได้ร่าไห้ไม่ออก “ทั้งใช่และไม่ใช่… …แต่
โดยนัยแล้วข้าก็หมายความเช่นนั้นละ”
“เช่นนั้นพวกเราทั้งสามสามารถรับมือมันได้กี่กระบวนท่า?”
? พี่ใหญ่ปิงเย่าดูเหมือนพลัง
ฝีมือสูงเยี่ยมยิ่ง”
ปิงเย่ายืนตระหง่านอยู่กลางกลุ่มหลวงจีนกับเปลวเทียน ใบหน้าไม่มี
ร่องรอยหวาดหวั่นพรั่นกลัวแม้สักส่วนเสี้ยว ลำแสงสีฟ้าเบาบางเท่าเส้นผม
สิบสายพลิกพลิ้วอยู่กลางอากาศ ลำแสงทั้งสิบยืดยาวออกไปอย่างไม่
หยุดยั้ง ปลายอีกด้านหนึ่งของลำแสงทั้งสิบทะลวงลึกเข้าไปในความมืด
มองไม่เห็นสุดปลาย
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการต่อสู้ในอีกระดับชั้นหนึ่ง เหนือกว่าระดับฝีมือ
ของจั่วม่อกับพวกไปมาก
เสียงทอดถอนชมเชยของติ้งเจินลอยออกมาจากในทะเลแห่งแสง
เทียน “ผู้สืบทอดแห่งชนเผ่าบรรพกาลร้ายกาจสมคำร่าลือ! ถึงกับสะกด
ข่มไม่ให้เขตแดนตะเกียงเพลิงพุทธะของข้าสำแดงพลังออกมาได้อย่าง
เต็มที่ ยอดเยี่ยมยิ่ง!”
พื้นที่ใต้ฝ่าเท้าของปิงเย่าปกคลุมด้วยหมอกน้าแข็งสีฟ้าสดใสที่มีรัศมี
หนึ่งจั้ง แสงสีฟ้าที่ปลดปล่อยออกมา ท่ามกลางทะเลแสงเทียนมืดทะมึนดู
โดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
ปิงเย่าแม้สีหน้าเย็นยะเยือก แต่ในดวงตาทอประกายเลื่อมใสวูบหนึ่ง
“หากมิใช่ว่าอยู่ภายในหมอกน้าแข็ง ข้าก็ไม่ใช่คู่มือของเจ้าแม้แต่น้อย”
แต่แล้วทันใดนั้นมันสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ดวงตาสาดประกายสี
ฟ้าเรืองรอง “แต่คราวนี้เจ้าก็ตายได้แล้ว!”
มันสองมือกางแผ่กว้าง เส้นใยลำแสงทั้งสิบสายพลันเปล่งแสงเจิดจ้า
พุ่งลิ่วขึ้นกลางอากาศ!
ลำแสงสีฟ้ามากมายเหลือคณานับ กวาดผ่านทะเลเปลวเทียนกับ
บรรดาหลวงจีนที่จุดเทียน
ลำแสงสีฟ้าไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด ล้วนมีกระแสเย็นเยียบเสียดกระดูก
แผ่กระจายไปทุกทิศทุกทาง
เปลวเทียนที่ถูกลำแสงสีฟ้าจู่โจมใส่ไม่ได้มอดดับลง แต่พวกมันหยุด
นิ่งราวกับถูกแช่แข็ง ชั้นน้าแข็งสีขาวแผ่ลามไปตามผิวหน้าของเปลวไฟ
ชั้นน้าแข็งหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ สร้างผลึกน้าแข็งหนาหนักและโปร่งใส ปิด
ผนึกแสงเทียนไว้ภายในอย่างแน่นหนา
ผลึกน้าแข็งวาววับจับตามีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ใจกลางของ
ก้อนสี่เหลี่ยมเป็นเปลวเทียนที่ถูกแช่แข็งคาที่ แสงเทียนสะท้อนอยู่ภายใน
ก้อนสี่เหลี่ยม กลับกลายเป็นสุกสว่างน่าขนพองสยองเกล้าอย่างบอกไม่ถูก
บรรดาผลึกน้าแข็งที่ปิดผนึกเปลวเทียนล่องลอยอยู่กลางเวหาราวกับ
หมู่ดาว
ติ้งเจินเลิกคิ้วขาวโพลน สีหน้ายิ่งมายิ่งเคร่งขรึมสำรวม เปี่ยมตบะ
บารมียิ่งกว่าเดิม
ลวดลายอักขระพระสูตรอันยุ่งเหยิงซับซ้อนบนมู่อวี๋กับไม้เคาะ คล้าย
กลับกลายเป็นมีชีวิตขึ้นมาในบัดดล ค่อย ๆ ขยับเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ
ทันใดนั้นเอง อักขระพระสูตรสีทองตัวหนึ่งพุ่งลิ่วออกมาจากปากของ
ปลาไม้มู่อวี๋ จากนั้นกระแสอักขระสีทองนับไม่ถ้วนพุ่งตามกันออกมา
จากมู่อวี๋ ล่องลอยขึ้นกลางอากาศอย่างไม่หยุดยั้ง
ภายในชั่วพริบตาเดียว บนท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยทะเลอักขระพระสูตร
สีทองวาววับจับตา!
อักขระพระสูตรตัวหนึ่งในบรรดานี้บังเอิญลอยผ่านไปทางจงหยูผู้ยืน
หลับตานิ่ง ทันใดนั้นจงหยูสะท้านขึ้นทั้งร่าง สีหน้าตื่นตระหนกสุดระงับ!