สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 535 ปะทะหยวนอิง
อักขระพระสูตรประดุจมวลใบไม้ล่องลอยตามสายลม กระจัด
กระจายไปทั่วทุกซอกทุกมุม
ใบไม้สีทองที่น่าดูเหล่านี้ นำพากลิ่นอายสุขสงบอันแปลกพิเศษมา
ให้แก่นักบวชนิกายพุทธ ทำให้ผู้คนดื่มด่ามึนเมาโดยไม่รู้ตัว จงหยูสีหน้า
แปรเปลี่ยนกลับกลาย พลันสืบเท้าไปข้างหน้า ไอพลังอธิษฐานห่อหุ้มกง
ล้อภาวนากากบาทอย่างแน่นหนา อาวุธเวทคู่กายสาดแสงเจิดจ้า!
วงแหวนอักขระพระสูตรบนกงล้อภาวนาเปล่งประกายเรืองรองอย่าง
ฉับพลัน ปรากฏม่านแสงสีทองจาง ๆ ปกคลุมจั่วม่อกับเหวยเสิ้งที่อยู่
ด้านหลัง
ตง!
ท่ามกลางเสียงเคาะมู่อวี๋ คลื่นเสียงสวดภาวนาดังกังวาน!
น้าแข็งผนึกเอาไว้ พลันแตกปะทุ ขยายใหญ่โตอย่างฉับพลัน แต่ละดวง
กลายเป็นดวงไฟขนาดเท่ากำมือ สะบัดพลิ้วลิ่วล่องอยู่กลางเวหา
ต่อหน้าทะเลแสงตะเกียงสีทองดวงน้อยเหล่านี้ ม่านโล่พลังปราณที่
จงหยูใช้ออกอย่างสุดกำลัง ถึงกับเปราะบางไม่ต่างจากเศษกระดาษ!
พลังฝีมือของทั้งสองฝ่ายอยู่คนละระดับชั้นกันอย่างสิ้นเชิง ช่องว่าง
อันกว้างใหญ่ไพศาล สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในเวลานี้
ม่านโล่แสงแตกกระจายในชั่วพริบตา จงหยูแค่นเสียงหนัก ๆ
กระแทกเท้าถอยหลังไม่หยุดยั้ง
เหวยเสิ้งหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย กระบี่ดำตวัดฟันขวาง ทันใดนั้นเบื้อง
หน้ามันคล้ายปรากฏช่องโพรงขึ้นอย่างกะทันหัน เส้นแสงสีทองที่เพิ่ง
ทะลวงม่านแสงของจงหยู พลันถูกกลืนกินหายเข้าไปในช่องโพรง!
“อืมม์!”
เสียงอุทานของติ้งเจินแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
มันเหลือบมองเหวยเสิ้ง สีหน้าประหลาดใจอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้มัน
นับว่าประเมินเหวยเสิ้งไว้สูงไม่น้อยแล้ว แต่กลับยังคิดไม่ถึง ว่าบุรุษหนุ่มที่
ดูเยาว์วัยเป็นอย่างยิ่งนี้ จะบรรลุถึงชายขอบของระดับชั้น ‘เขตแดน’ เป็น
ที่เรียบร้อยแล้ว!
ยอดอัจฉริยะโดยแท้!
คนเช่นนี้มาจากสำนักใดกันแน่… … พวกมันไฉนร่วมหัวจมท้ายกับ
เผ่ามนุษย์หมอกได้?
หรือว่าสำนักนี้มีขวัญกล้าบังอาจเทียมฟ้า ถึงขั้นกล้าฝ่าฝืนกฎที่ไม่ได้
ระบุไว้ของสี่ดินแดนอย่างซึ่งหน้า?
ติ้งเจินใบหน้าวาบประกายนิยมชมชื่นและสงสัยใจอยู่บ้าง ในสายตา
ของมัน ‘เขตแดน’ ของเหวยเสิ้งยังคงหยาบกระด้างและอ่อนด้อยอยู่มาก
เห็นได้ชัดว่าเพิ่งบรรลุถึงชายขอบได้ไม่นานนัก ติ้งเจินแม้ไม่มีอำนาจ
อิทธิพลในสำนักอย่างแท้จริง แต่เนื่องเพราะเหตุนี้เอง มันจึงได้มุ่งเน้นอยู่
กับการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่
นับตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน มันก็ก้าวเท้าเข้าสู่ธรณีประตูแห่ง ‘เขตแดน’
ก่อกำเนิดเป็นเขตแดนตะเกียงเพลิงพุทธะขึ้น ยี่สิบปีมานี้ผ่านการศึกษา
ค้นคว้าและขัดเกลาอย่างพากเพียร เขตแดนตะเกียงเพลิงพุทธะรุดหน้า
ก้าวไกล เข้าสู่ขอบเขตขั้นใหม่อย่างสมบูรณ์!
เจ้าอาวาสวัดเสวียนคงเป็นหนึ่งในน้อยคนที่ล่วงรู้ระดับพลังฝีมือ
แท้จริงของติ้งเจิน ดังนั้นแม้ได้ยินว่าเซินอู๋ไฮ่แห่งเทียนหวนเคยพลาดท่า
เสียทีจนต้องล่าถอยออกจากอาณาจักรทะเลเมฆ เจ้าอาวาสก็ยังคงเชื่อมั่น
ว่าติ้งเจินมีพลังพอที่จะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้
กระแสอากาศสั่นสะเทือนอย่างเกรี้ยวกราด ราวกับมีมือที่มองไม่เห็น
บีบรวมลำแสงสีทองเรียวบางดุจเส้นผมเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นวังวนมหึมา
ปรากฏขึ้นตรงหน้าเหวยเสิ้งอย่างฉับพลันทันใด
เส้นแสงเรียวบางดุจเส้นผมพากันพวยพุ่งเข้าไปในช่องโพรงเบื้อง
หน้าเหวยเสิ้ง
ช่องโพรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในบัดดล!
เหวยเสิ้งสีหน้าแปรเปลี่ยน แต่ยังไม่ทันจะได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง
ช่องโพรงจู่ ๆ แตกระเบิดดังสนั่นลั่นโลก! เหวยเสิ้งสะท้านขึ้นทั้งร่าง แต่ไม่
ยอมล่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว โลหิตสายหนึ่งไหลปรี่ลงจากมุมปาก เหวยเสิ้ง
ที่รับบาดเจ็บสาหัสไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้ สายตาร้อนแรงด้วยจิตวิญญาณ
การต่อสู้ยังคงจับแน่นอยู่ที่ติ้งเจิน!
พลังใจอันเด็ดเดี่ยวนัก พรสวรรค์อันยอดเยี่ยมนัก… …
ติ้งเจินอดทอดถอนชมเชยมิได้ ทว่าน่าเสียดายนัก… …
ดวงตาสำรวมแต่คมกล้าของติ้งเจินพลันสาดประกายแหลมคม!
ปิงเย่าสีหน้าน่าเกลียดสุดทนดู ความแข็งแกร่งของศัตรูเหนือล้ากว่า
มันอย่างเห็นได้ชัด เผ่ามนุษย์หมอกที่สูญเสียสัญลักษณ์ศึก ดิ้นรนเอาชีวิต
รอดอยู่ภายในส่วนลึกของทะเลเมฆมานานนับหมื่นปี ไม่ทันได้ตระหนักว่า
พลังของพวกมันเสื่อมทรุดไปมากมายถึงเพียงนี้แล้ว!
ความเสื่อมทรุดนี้ยิ่งเห็นกระจ่างชัดเจนกว่าเดิม ยามเมื่อคู่มือของ
พวกมันเป็นสุดยอดสำนักดังเช่นวัดเสวียนคง
ไม่ว่าจะอย่างไร พวกมันไม่อาจปล่อยให้หลวงจีนผู้นี้หลุดรอดไปได้!
ปิงเย่าทราบกระจ่างแก่ใจ ว่าหากปล่อยให้ผู้อื่นหนีรอดกลับไปได้ สิ่ง
ที่รอคอยพวกมันเหล่ามนุษย์หมอกมีเพียงการค่อย ๆ ถูกทำลายล้างจนสิ้น
เผ่าพันธุ์อย่างอนาถ ชนเผ่ามนุษย์หมอกในยามนี้เมื่อเทียบกับวัดเสวียนคง
แล้วยังคงอ่อนแอไม่ต่างจากทารกแบเบาะ
แต่บัดนี้หลันหวนคืนสู่ชนเผ่าแล้ว!
ขอเพียงมีเวลาพอ ปิงเย่าเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นว่าเผ่ามนุษย์หมอกที่
มีหลันเป็นแสงไฟนำทาง จะต้องกลับมาแข็งแกร่งทรงพลังอำนาจ ดุจ
เดียวกันกับเมื่อหลายหมื่นปีล่วงมาแล้วอีกครั้ง!
แต่เรื่องนี้ต้องการเวลาที่มากพอ… …พวกมันแน่นอนว่าไม่อาจปล่อย
ให้หลวงจีนผู้นี้มีชีวิตรอดกลับไปได้!
ปิงเย่าไม่เคยรู้สึกเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งเช่นนี้มาก่อน ดวงตาของมันยิ่ง
กลายเป็นสีฟ้าใสกระจ่างมากขึ้น ราวกับว่าสิ่งเจือปนทั้งหลายถูกขจัด
ออกไปสิ้น สะท้อนประกายแสงจากทะเลตะเกียงที่กำลังลุกโชน
ทันใดนั้นกระแสพลังสีฟ้าอ่อนเย็นเยียบดุจน้าแข็ง ม้วนตลบขึ้นจาก
สองเท้าของปิงเย่า
ปิงเย่าพริ้มตาหลับลง ชูสองมือขึ้นสุดล้า เส้นลำแสงสีฟ้าสิบสายเจาะ
ทะลวงเข้าไปในความมืด ประดุจรากไม้แทรกหายเข้าไปในพื้นดิน
ติ้งเจินสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะทุ่มเดิม
พันชีวิตเร็วถึงเพียงนี้! การตัดสินใจลงมือโดยไม่คำนึงถึงชีวิตของปิงเย่า
ถึงกับทำให้จิตแห่งเซนของติ้งเจินสั่นไหวกระเพื่อมเป็นครั้งแรก
รอยกระเพื่อมเล็ก ๆ นี้ก่อให้ก่อความลังเลใจ และกลายเป็นจุดอ่อน
ร้ายแรงถึงชีวิต!
ปิงเย่าพลันลืมตาขึ้น ดวงตาวาบประกายสีฟ้าสด ทันใดนั้นลำแสงสี
ฟ้าสิบสายพลันแตกระเบิด กระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วน!
ทุกหนแห่งที่สายตามองไปถึง ล้วนเต็มไปด้วยสะเก็ดแสงสีฟ้าสดที่
แตกหัก พวกมันคล้ายกิ่งหลิวไร้รากมากมายเหลือคนาค่อย ๆ โปรยปราย
ลงมาช้า ๆ
ติ้งเจินดวงตากลายเป็นตื่นตัวสุดขีด พลังปราณไหลบ่าไปยังไม้เคาะ
ในมืออย่างบ้าคลั่ง
ตง ตง ตง!
ไม้เคาะยิ่งหวดลงบนมู่อวี๋ แสงเทียนที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศก็ยิ่ง
เต้นเร่า และเปลวไฟก็ยิ่งลุกโชนร้อนแรง ขยายใหญ่ขึ้นอีกหลายส่วน
“ไฟกรรม!” จงหยูหน้าขาวซีดเหมือนคนตาย เมื่อครู่มันเพียงปะทะ
กับฝ่ายตรงข้ามหนึ่งกระบวนท่าก็รับบาดเจ็บหนักหนาสาหัส สุ้มเสียงแหบ
พร่า
จั่วม่อเดิมทีคิดหลบฉากออกไปก่อน แต่เมื่อมีจงหยูกับเหวยเสิ้งที่รับ
บาดเจ็บอยู่ด้านข้าง จึงได้แต่โยนความคิดหลบหนีทิ้งไป หนี้เก่าแค้นใหม่
ผสมปนเป มันถลึงตามองติ้งเจินอย่างขุ่นแค้นชิงชัง เฝ้ามองหาโอกาสลอบ
จู่โจมศัตรูผู้ยิ่งใหญ่นี้ให้จงได้!
เมื่อเห็นทะเลไฟกรรมแตกปะทุกลางเวหา จั่วม่อพลันแย้มยิ้มอย่างลี้
ลับ
คิดเล่นไฟหรือ?
?
ไฟกรรมคือเพลิงไฟที่เป็นพิษอย่างยิ่งชนิดหนึ่งของนักบวชนิกาย
พุทธ หากผู้ใดกระทบถูก แม้แต่ดวงวิญญาณอาจถูกเผาผลาญเป็นฝุ่นธุลี
กระทั่งชนชั้นหยวนอิงยังประหวั่นพรั่นพรึง!
แต่จั่วม่อไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย!
ไฟกรรมอาจดูร้ายกาจ แต่ก็เป็นเพลิงไฟระดับหกเท่านั้น อยู่ในระดับ
เดียวกันกับเปลวไฟลายชั้นมหาทิวา อย่าว่าแต่มันยังมีสมบัติวิเศษดังเช่น
เมล็ดผลึกสุริยันอีกด้วย!
ซึ่งความจริงระหว่างมันกับศัตรูมีช่องว่างห่างชั้นกันสุดกู่ ต่อให้จั่วม่อ
มีฝีมือควบคุมไฟสูงล้ากว่านี้ หากเผชิญกับติ้งเจินโดยตรงเกรงว่าไม่มี
โอกาสได้ชัยแม้สักส่วนเสี้ยว
แต่จอมเจ้าเล่ห์ที่เต็มไปด้วยความคิดชั่วร้ายเช่นจั่วม่อ ไหนเลยจะ
ยอมเปิดศึกกับติ้งเจินอย่างโอ่อ่าผ่าเผยได้
ข้อสรุปของศิษย์พี่ใหญ่ ทำให้จั่วม่อเข้าใจความห่างชั้นในด้านพลัง
ฝีมือของทั้งสองฝ่าย ต่อมาการบาดเจ็บของเหวยเสิ้งกับจงหยู ยังช่วยตอก
ย้าให้จั่วม่อเข้าใจความห่างชั้นนี้อย่างซาบซึ้งไปถึงทรวง หากจู่โจมซึ่งหน้า
มันไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย ดังนั้นมันสะกดข่มจิตวิญญาณการต่อสู้อันพลุ่ง
พล่านไว้ภายใน และเฝ้ารอคอยโอกาสอย่างเงียบเชียบ!
มันประดุจอสรพิษร้าย เฝ้ากบดานอยู่ในมุมมืด รอคอยเวลาชั่ว
พริบตาที่จะจู่โจมเอาชีวิต!
รอจนเห็นแสงเทียนขยายใหญ่พรวดพราด กลายเป็นทะเลดวงไฟ
กรรมเหลือคนานับ จั่วม่อพลันลงมือโดยไม่รีรอลังเล!
สองแขนกางแผ่ออกกว้าง ปลดปล่อยเปลวไฟลายชั้นมหาทิวาออกมา
โดยไม่ออมรั้ง ชั้นเปลวไฟของเปลวไฟลายชั้นทะลักทลายออกมาอย่าง
เกรี้ยวกราด!
ในม่านความมืดของเขตแดน จั่วม่อถูกเปลวไฟลายชั้นมหาทิวากลืน
กินลงไปอย่างฉับพลัน คนคล้ายกลายเป็นกองไฟขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง เห็น
เปลวไฟสุกสว่างลุกโชนล้อมรอบกายเป็นชั้น ๆ โดดเด่นสะดุดตายิ่ง!
ไฟกรรมที่ลุกโหมอยู่บนฟ้า กลับหยุดชะงักลงชั่ววูบอย่างน่า
ประหลาด!
ไฟกรรมจัดอยู่ฝ่ายสุดหยิน แต่เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาเป็นเปลวไฟ
สุดหยาง เมื่อเปลวไฟลายชั้นมหาทิวาทะลักทลายออกมา ไฟกรรมบน
ฟากฟ้าไหนเลยจะไม่ได้รับผลกระทบได้!
นี่เป็นการสะกดข่มกันของหยินและหยางตามธรรมชาติแห่งฟ้าดิน!
เขตแดนตะเกียงเพลิงพุทธะของติ้งเจินแม้ผนวกไฟกรรมเข้ามาด้วย
แต่กลับไม่ใช่จุดสำคัญ ดังนั้นมันไม่ได้เสียเวลากลั่นเกลาไฟกรรมมากนัก
นักบวชนิกายพุทธปกติแล้วไม่ชมชอบความร้ายกาจของไฟกรรม จุดนี้เอง
ที่เปิดโอกาสให้จั่วม่อได้ฉกฉวย
การหยุดชะงักของไฟกรรมนี้เป็นเพียงชั่ววูบอันกระชั้นสั้นยิ่ง แต่ชั่ว
วูบสั้น ๆ นี้เอง เศษลำแสงสีฟ้าของปิงเย่าก็ฉวยโอกาสลอดผ่านเข้ามา พุ่ง
ดิ่งลงสู่เบื้องล่าง!
ติ้งเจินสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!
คนผู้นั้น… …คนผู้นั้นไม่เคยให้มันระแคะระคายเค้าลางผิดปกติแม้แต่
น้อย!
ติ้งเจินแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ก่อนหน้านี้มันพบพานคณะของ
จั่วม่อสองสามครั้ง แต่ทุกครั้งสายตาของมันล้วนจับจ้องอยู่แต่กับเหวยเสิ้ง
และจงหยู ไม่เคยสนใจไยดีจั่วม่อแม้แต่แวบเดียว ในสายตาของติ้งเจิน
จั่วม่อธรรมดาสามัญเสียจนหากอยู่กลางฝูงชน ติ้งเจินก็ไม่อาจค้นพบมัน
ได้
แต่เด็กหนุ่มที่ดูธรรมดาสามัญยิ่งผู้นี้ กลับเป็นผู้ยัดเยียดการโจมตี
ร้ายแรงถึงชีวิตให้แก่มันอย่างกะทันหัน!
บุคคลอันลึกซึ้งชั่วร้ายนัก! ถึงกับสามารถปกปิดซ่อนเร้นได้นานถึง
เพียงนี้ ติ้งเจินในใจบังเกิดความเย็นเยียบจับใจ แต่ในยามนี้มันไม่มีเวลาจะ
มาสนใจจั่วม่อ กลุ่มเส้นไหมสีฟ้าที่ดูเปราะบางของปิงเย่า ปลุกเร้าสังหรณ์
อันตรายในใจมันจนกรีดร้องระงม!
สังหรณ์อันตรายร้ายแรงชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นร่วมยี่สิบกว่าปีแล้ว!
เส้นใยสีฟ้าสดเหล่านั้นพอตกถึงพื้น ก็ทะลวงลึกลงไปใต้พื้น จากนั้น
ต้นอ่อนสีฟ้าสดงอกเงยเป็นแผ่นผืน เติบโตงอกงามอย่างรวดเร็ว!
สังหรณ์อันตรายยิ่งมายิ่งแรงกล้า แรงกล้าเสียจนติ้งเจินแทบเข้าใจว่า
มันยืนอยู่ริมหน้าผาสูงเสียดฟ้า หากพลั้งเผลอแม้แต่วูบเดียว จะหล่นร่วง
ลงไปในเหวลึกไร้ก้นบึ้ง ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีก ติ้งเจินเหงื่อเย็นไหลท่วม
แผ่นหลัง สีหน้าขาวเผือด
มันสามารถรู้สึกได้ชัดเจน ว่าต้นอ่อนสีฟ้าเหล่านี้กำลังเจาะทะลวง
ผ่านเขตแดนตะเกียงเพลิงพุทธะของมันอย่างง่ายดาย ประหนึ่งว่าพวกมัน
กำลังแทรกซอนผ่านพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ก็มิปาน!
อะไร… …อะไรกันนี่?
เส้นใยเศษแสงสีฟ้ามากมายเหลือคนา ยังคงตกใส่พื้นอย่างต่อเนื่อง
ชั่วพริบตาเดียวก็เติบโตงอกงามเป็นต้นอ่อนสีฟ้าจำนวนมหาศาล! แทบจะ
เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น เขตแดนตะเกียงเพลิงพุทธะของมันก็ปรุพรุนไป
ด้วยหลุมบ่อช่องโพรง!
ท่าไม้ตายสุดยอดของมันกลับพ่ายแพ้ในลักษณะนี้เอง… …
ชั่วพริบตานั้น ติงเจิ้นสีหน้าเหม่อลอยงุนงง นับตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน มันก็
บรรลุถึงเขตแดนของตนเอง ขนานนามว่าเขตแดนตะเกียงเพลิงพุทธะ
จากนั้นใช้เวลาอีกยี่สิบกว่าปี เฝ้าพากเพียรขัดเกลาจนเข้าใกล้ความ
เพียบพร้อมสมบูรณ์
เขตแดนของมันยิ่งกล้าแข็งมากขึ้น สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มันเชื่อว่าต่อ
ให้เป็นซิวเจ่อด่านหยวนอิงเช่นกัน ก็ไม่สามารถเอาชนะเขตแดนตะเกียง
เพลิงพุทธะของมันได้!
แต่ทว่าเขตแดนตะเกียงเพลิงพุทธะในยามนี้ เต็มไปด้วยรูรั่วปุพรุน
สั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เปลวเทียนสั่นไหว ในใจติ้งเจินพลันปรากฏวาจา
ประโยคหนึ่ง นั่นคือเปลวเทียนวูบไหวกลางสายลม พร้อมจะมอดดับลงได้
ทุกเมื่อ!
มันพลันแก่ชราลงอย่างกะทันหัน ผิวหนังเรียบตึงกลายเป็นเหี่ยวย่น
อย่างรวดเร็ว!
ความพากเพียรยี่สิบกว่าปีไร้คุณค่าความหมาย หัวใจของมันก็คล้าย
ตกตายไปพร้อมกัน
ความมืดเริ่มสลาย เปลวเทียนทยอยมอดดับลง การเปลี่ยนแปลงฝืน
ธรรมชาติล่าถอยออกไป ไม้เคาะในมือขวาแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ ปลา
ไม้มู่อวี๋ระเบิดเป็นสะเก็ดไม้เวียนว่อนทุกทิศทาง ร่วงกราวลงบนพื้น
ทันใดนั้นติ้งเจินจ้องเขม็งไปทางจั่วม่อ
สายตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายคลุ้มคลั่ง เส้นเอ็นเขียวปูดโปนเต้น
เร่าอยู่บนใบหน้าประดุจไส้เดือน ขู่ขวัญผู้คนจนแทบขวัญฝ่อตาย!
เป็นมัน! เป็นมันทำลายเขตแดนตะเกียงเพลิงพุทธะ!
จงหยูสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ร้องเตือนอย่างตื่นตระหนก
“ผิดท่าแล้ว! มันเสียสติไปแล้ว!”
เสียงร้องเตือนยังไม่ทันจะจบประโยค ติ้งเจินก็หายวับไปจากที่!
ปิงเย่าหลังจากทุ่มโจมตีสุดกำลัง สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
แสนสาหัส ยามกะทันหันใบหน้าต้องเปลี่ยนเป็นซีดเผือด แต่มันในตอนนี้
กระทั่งปลายนิ้วยังกระดิกไม่ได้!
จั่วม่อตอบสนองรวดเร็วที่สุด ก่อนที่จงหยูจะร้องเตือน มันก็ค้นพบ
วิกฤติการณ์อยู่แล้ว สัญชาตญาณสั่งให้มันหลบเลี่ยงอย่างสุดชีวิต แต่แล้ว
จู่ ๆ พลันนึกถึงสองคนที่อยู่ด้านหลังมันขึ้นมาได้… …
เหวยเสิ้งกับจงหยูยามนี้ไม่อาจประมือกับผู้คน อากุ่ยหลังจากลงมือ
กับสตรีหมอกครั้งก่อน ก็จมอยู่ในความเงียบงันมาโดยตลอด ส่วนบรรดา
เจ้าตัวเล็ก… …
จั่วม่อเลือดลมฉีดพล่านขึ้นศีรษะ แทนที่จะล่าถอย กลับสะอึกเข้า
รับหน้า!
ไม่มีเวลาจะแปลงพลังเทพกลับเป็นพลังทั้งสาม มันไหนเลยจะมัว
กังวลสนใจกับเรื่องเช่นนี้ รีบเร่งเร้าพลังเทพในกาย ร่างดีดพุ่งสวนเข้าหา
ติ้งเจินในท่วงท่าอันแปลกประหลาด!