สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 536 เหตุเปลี่ยนแปลงสุดคาดคิด!
พลังเทพทั้งร่างผนึกรวมรั้งอยู่ในฝ่ามือข้างขวา ชั้นแสงสีทองจาง ๆ
ก่อตัวขึ้นเป็นชั้น ๆ ห่อหุ้มฝ่ามือข้างนั้นเอาไว้
ชั่วพริบตานี้จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกว่ามันสามารถทำลายได้ทุกสิ่ง
หากแต่ความรู้สึกนี้ยามมารวดเร็วยิ่ง ยามจากไปยังรวดเร็วยิ่งกว่า
พลังมหาศาลที่ไม่คิดคืนกลับของติ้งเจินถาโถมเข้าหามันในชั่ว
พริบตา โดยไม่ออมรั้งยั้งมือแม้แต่น้อย อากาศผนึกแข็งตัว ความประหวั่น
พรั่นพรึงประดุจเชือกรัดคอจั่วม่อจนหายใจไม่ออก เวลาคล้ายหยุดนิ่งลง
ในเสี้ยววินาทีนี้ บนใบหน้าบิดเบี้ยวถมึงทึงของติ้งเจิน เห็นเส้นเลือดสีดำ
เต้นเร่าอย่างแน่นขนัดราวกับใยแมงมุม รอยยิ้มดุร้ายกระหายเลือดเห็นได้
ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด จั่วม่อสมองขาวว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง ฝ่ามือตบฟาด
สวนเข้าหาติ้งเจินอย่างเกรี้ยวกราด
ตูม!
จั่วม่อรู้สึกราวกับถูกแรดคลุ้มคลั่งพุ่งชนสุดแรงเกิด สายตามืดทะมื่น
สติสัมปชัญญะดับวูบลงทันที ร่างปลิวลิ่วไปด้านหลังดุจว่าวสายป่านขาด
หายลับไปกับตาในม่านหมอกน้าแข็งหนาทึบ
“ตาย! เจ้าต้องตาย!” ติ้งเจินคลุ้มคลั่งฟั่นเฟือน กลางแผ่นอกของมัน
เห็นรอยฝ่ามือสีทองประทับไว้อย่างเด่นชัด แต่มันคล้ายไม่รู้สึกรู้สาแม้แต่
น้อย พลังสภาวะกราดเกรี้ยวทะลักทลายไปทั่ววงต่อสู้ ติ้งเจินผู้เสียสติ
อากุ่ยราวกับลูกธนูหลุดออกจากแล่ง พุ่งหายลับไปในม่านหมอก
น้าแข็ง
ติ้งเจินไม่ไล่ตามนางอีก เอาแต่แหงนหน้าหัวร่ออย่างเสียสติ! ทันใด
นั้นลำแสงเจิดจ้านับไม่ถ้วนพุ่งทะลวงออกมาจากภายในร่างกายของติ้ง
เจิน ประดุจกระบี่ทองคำอันคมกล้า แทงทะลุทั่วร่าง!
ติ้งเจินร่างแข็งค้าง!
ลำแสงสีทองมากมายแทงออกมาจากทั่วร่าง ไม่ต่างจากเม่นทองคำ
ตัวหนึ่ง
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นลั่นโลก กลุ่มแสงสีทองมหึมาสว่างไสวไปทั่วทะเล
เมฆราวกับตะวันยามเที่ยง!
ทุกผู้คนในสายตาท่วมทับด้วยสีขาว มองไม่เห็นสิ่งใดอีก คลื่น
กระแทกอันเกรี้ยวกราดอาละวาดไปทั่วสี่ทิศแปดทาง การระเบิดของ
หยวนอิงผู้หนึ่งอานุภาพร้ายกาจกว่าพลังของอาวุธเวทใด
ทุกคนในยามนี้เหมือนใบไม้ร่วงโลดลิ่วท่ามกลางพายุโหม ไม่มีปัญญา
ยืนหยัดมั่น ปลิวกระเด็นไปคนละทิศละทาง
รอจนกลุ่มแสงจางหาย ฝุ่นควันกระจายไป พวกมันค่อยกลับมา
มองเห็นอีกครั้ง สิ่งที่พวกมันพบเห็นคือหลุมลึกมหึมาที่มีเส้นผ่าน
ศูนย์กลางมากกว่ายี่สิบลี้หลุมหนึ่ง แสดงให้เห็นชัดตาว่าแรงระเบิดครั้งนี้
น่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงไหน!
หลังจากตั้งสติได้ เรื่องแรกที่เหวยเสิ้งกับคนอื่น ๆ ทำก็คือค้นหาจั่วม่อ
กับอากุ่ยอย่างบ้าคลั่ง
มนุษย์หมอกแทบทั้งหมดฟื้นสภาพอย่างรวดเร็ว เคราะห์ดีที่ก่อนเริ่ม
การต่อสู้ ปิงเย่าสั่งให้พวกมันล่าถอยออกไปให้หมด ดังนั้นแต่ละคนรับ
บาดเจ็บไม่มากนัก เมื่อเทียบกับพวกปิงเย่า เหวยเสิ้งที่เข้าปะทะหักหาญ
โดยตรง เวลานี้อาศัยนักรบมนุษย์หมอกเหล่านี้เองเหินทะยานไปทั่วม่าน
หมอกน้าแข็ง ติดตามค้นหาจั่วม่อกับอากุ่ยอย่างเอาเป็นเอาตาย
สร้อยประคำบนข้อมือของเปี๋ยหานพลันสว่างวาบ มันแตะสร้อย
ประคำอย่างไร้อารมณ์ ปรากฏสุ้มเสียงหนึ่งดังเข้าไปในโสตประสาท
“เปลวเทียนของติ้งเจินในหอนักบวชมอดดับแล้ว”
สุ้มเสียงของผู้ส่งสารฟังห่างเหิน ปราศจากความรู้สึก หลังจากรับฟัง
ก็มีแต่ความเงียบสงัดเท่านั้น เปี๋ยหานคล้ายเพิ่งรับฟังเรื่องราวที่ไม่มีส่วน
เกี่ยวข้องกับมัน สีหน้าสงบราบเรียบ ไม่บังเกิดระลอกอารมณ์แม้แต่น้อย
เห็นบรรดาศิษย์ฝ่ายนอกของวัดเสวียนคงจำนวนมาก นอนจมกอง
เลือดอยู่ข้างเท้ามัน
ค่ายกลเคลื่อนย้ายเบื้องหน้าส่องประกายวูบวาบไม่หยุดยั้ง สะท้อน
ประกายน่าขนพองสยองเกล้าอยู่ในแอ่งเลือดที่เนืองนองท่วมพื้น
ชั่วไม่กี่อึดใจให้หลัง ร่างสูงใหญ่กำยำร่างหนึ่งก้าวออกมาจากค่ายกล
เคลื่อนย้าย
ผู้มาพอพบเห็นเปี๋ยหาน สีหน้าทอแววลิงโลดยินดีสุดระงับ โถมเข้าหา
ทันที “เตี้ยนเซี่ย!19”
หากจั่วม่อเห็นภาพนี้ มันจะต้องแตกตื่นตะลึงลาน และจดจำคนผู้นี้
ได้ทันที …ฟู่ฟง! บุคคลลึกลับที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวในอาณาจักรนภาจันทร์
เคยเข้าร่วมประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่แห่งตงฝู ทั้งยังเคยพบพานกันอีก
ครั้งที่เกาะแมกไม้รกร้าง ฟู่ฟงผู้ไม่เคยมีใครทราบประวัติความเป็นมาผู้นี้
ยังเคยใช้ข่าวสารเรื่องสำนักกระบี่สุญตาโยกย้ายไปยังอาณาจักรคลื่น
เรืองรอง แลกกับตำแหน่งของดินแดนลับจากจั่วม่อ
“บริวารได้ยินว่ามีดาวพร่างกลางทิวาปรากฏขึ้นในอาณาจักรนภา
จันทร์ คาดเดาว่าอาจเป็นเตี้ยนเซี่ย จึงเฝ้าติดตามอยู่นาน บริวารนึกไม่ถึง
จริง ๆ ว่าเตี้ยนเซี่ยที่แท้อยู่ในวัดเสวียนคง!” ฟู่ฟงพยายามระงับอารมณ์
อย่างสุดความสามารถ แต่ยังคงสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นยินดีอย่างล้น
เหลือ!
“ลำบากเจ้ามากแล้ว” เปี๋ยหานดวงตาทอแววตื้นตันระคนตื่นเต้น
ยินดีแวบหนึ่ง จากนั้นหายวับไป กลับคืนสู่ความยะเยียบเย็นชาเช่นเคย
“เตี้ยนเซี่ยอย่าได้กล่าวเช่นนี้ ผู้น้อยรับไว้ไม่ได้ … ผู้น้อยรับไว้ไม่ได้
จริง ๆ …” ฟู่ฟงผู้เป็นบุรุษร่างใหญ่โต ถึงกับไม่รู้จะเอามือไม้ไปวางไว้ที่ใด
19 ใช้เป็นคำเรียกเจ้าชายเจ้าหญิง
“อย่าเข้ามาใกล้ข้า บนร่างข้าเต็มไปด้วยอาคมหวงห้าม” เปี๋ยหาน
กล่าวอย่างเฉยเมย ราวกับว่าไม่ใช่เรื่องของตน “เราต้องรีบกลับไปโดยเร็ว
ที่สุด พวกมันจะล่วงรู้เรื่องการหลบหนีของข้าในไม่ช้า”
“เหล่าโจรหัวโล้นที่สมควรตาย!” ฟู่ฟงดวงตาสาดประกายอำมหิต
อย่างเปี่ยมล้น จากนั้นรีบกล่าวอย่างหนักแน่นกับเปี๋ยหาน “เตี้ยนเซี่ยมิ
ต้องกังวล ทุกประการล้วนจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ! เราจะกลับบ้าน
โดยเร็ว ขอเพียงกลับถึงบ้าน อาคมหวงห้ามของวัดเสวียนคงไม่นับเป็น
อะไรได้!”
ฟู่ฟงสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความทระนงถือดี
เปี๋ยหานหันไปมองกองพันบาปเคราะห์ที่ด้านหลังมัน
“เตี้ยนเซี่ย เหล่านี้คือ… …” ฟู่ฟงงุนงงเล็กน้อย
“กองพันบาปเคราะห์” เปี๋ยหานตอบอย่างไร้อารมณ์
ฟู่ฟงดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองกองพันที่เงียบงันดุจไร้ชีวิตอย่างไม่เชื่อ
สายตา
“ข้าจะพาพวกเจ้ากลับบ้าน” เปี๋ยหานกล่าวเบา ๆ กับกองพันที่ไม่
เคยเอ่ยวาจานี้
“ว่ากระไร! เปี๋ยหานนำกองพันบาปเคราะห์หายตัวไป?” เสียงเข้มดัง
ออกมาจากหลังม่าน ต่อให้เป็นคนที่โง่งมที่สุด ยังฟังออกถึงโทสะอันเย็น
เยียบในสุ้มเสียงของเจ้าอาวาส
ศิษย์ผู้นำเรื่องมารายงานเขม็งตึงเครียดจนเนื้อตัวสั่นเทา แต่ยังคง
บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดตามความสัตย์
มันบ่งบอกบรรยายถึงสภาพการตายของบรรดาศิษย์ฝ่ายนอกผู้เฝ้า
คุ้มกันค่ายกลเคลื่อนย้าย เล่าถึงการใช้ทุกวิถีทางติดต่อกับเปี๋ยหาน แต่
ไม่ได้รับการตอบสนอง ทั้งยังไม่สามารถค้นหาร่องรอยของเปี๋ยหานพบ
เจ้าอาวาสที่หลังม่านนิ่งเงียบงันไปนาน
ภายใต้ความเงียบสงัดดุจป่าช้านี้ อากาศคล้ายผนึกแข็งตัว แทบจะรัด
คอศิษย์ผู้นั้นจนหายใจหายคอไม่ออก
ทันใดนั้นเจ้าอาวาสวัดเสวียนคงกล่าวว่า “แล้วอาคมหวงห้ามเล่า
มิใช่ว่ามีอาคมหวงห้ามอยู่บนร่างมันหรอกหรือ?”
“อาคมหวงห้ามก็ไม่ตอบสนองขอรับ” ศิษย์ผู้นั้นหมอบราบกับพื้น
“ข้าทราบแล้ว เจ้าไปได้” เจ้าอาวาสวัดเสวียนคงสุ้มเสียงสงบ
ราบเรียบลงอีกครั้ง บรรยากาศหนักหน่วงในห้องกลับเป็นปลอดโปร่ง
ตามเดิม
“ตรวจสอบตัวตนของเปี๋ยหานอย่างละเอียดอีกครั้ง” เจ้าอาวาส
กล่าวอย่างกะทันหัน คล้ายกล่าวลอย ๆ กับอากาศธาตุ
“ทราบแล้ว!” มีเสียงตอบรับดังออกมาจากความว่างเปล่า
เหวยเสิ้งกับพวกมีสีหน้าน่ากลัวยิ่ง
หลังจากค้นหาต่อเนื่องถึงสิบวันเต็ม พวกมันก็ยังไม่พบพานจั่วม่อกับ
อากุ่ย เผ่ามนุษย์หมอกทั้งเผ่าถูกส่งออกไปค้นหาจนแทบพลิกแผ่นดินทุก
ตารางนิ้ว แต่ไม่มีร่องรอยใดแม้แต่น้อย จั่วม่อกับอากุ่ยคล้ายเลือนหายไป
ในอากาศธาตุเสียเฉย ๆ
ปิงเย่าสีหน้าไม่สู้ดี มันยังไม่ทุเลาหายดีจากการต่อสู้แลกชีวิตกับติ้ง
เจิน
เห็นหน้าปิงเย่า เหวยเสิ้งกัดฟันถาม “มีข่าวหรือไม่?”
?” เหวยเสิ้งเขม้นมอง
“เกรงว่าพวกมันอาจหลุดเข้าไปในแดนต้องห้าม!” ปิงเย่ากัดฟันกล่าว
ออกมา “ว่ากันตามเหตุผล พวกมันสมควรไม่ได้ลอยไปไกลนัก ภายในรัศมี
หนึ่งพันลี้ หลงเหลือเพียงพื้นที่เดียวที่ยังไม่ได้ค้นหา นั่นคือแดนต้องห้าม!”
เหวยเสิ้งกับจงหยูหัวใจดิ่งวูบ พวกมันจดจำได้มั่นว่าปิงเย่าถึงกับ
ยินยอมสละชีวิตทั้งชนเผ่า เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนล่วงล้าเข้าสู่แดนต้องห้าม
แล้วหากจั่วม่ออยู่ในนั้นจริง… …
ทั้งสองฝ่ายกลายเป็นนิ่งเงียบงันไปพร้อมกัน บรรยากาศตึงเครียด
ชวนอึดอัดใจทวีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่สภาพเลวร้ายไปกว่านั้น พลันบังเกิด
เสียงเอะอะดังเข้ามาจากหน้าประตู
มนุษย์หมอกผู้หนึ่งนำบุรุษแปลกหน้าอายุราวสามสิบกว่าปีเข้ามาใน
ห้อง พลางกล่าว “ท่านหัวหน้าเผ่า มันอ้างว่าเป็นผู้ส่งข่าวจากจั่วเซียน
เซิง”
เหวยเสิ้งกับจงหยูผุดลุกขึ้นทันควัน เหวยเสิ้งดวงตาสาดประกายคม
กล้า กล่าวเสียงเข้มว่า “เจ้าเป็นใคร?
?”
คังเต๋อ?
?
เห็นสีหน้าแช่มชื่นและโล่งอกของปิงเย่า เหวยเสิ้งหันไปประสานมือ
คำนับอย่างขออภัย กล่าวว่า “เมื่อครู่เป็นข้าใจร้อนเกินไป ล่วงเกินท่าน
หัวหน้าเผ่ามากแล้ว ท่านหัวหน้าเผ่าโปรดอย่าได้ถือสา!”
หลายวันมานี้พวกมันเฝ้าดูมนุษย์หมอกทุกคนพากันออกไปค้นหา
จั่วม่ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รู้สึกซาบซึ้งตื้นตันจนยากจะบ่งบอก
บรรยาย แต่เมื่อครู่นี้พวกมันแทบจะเปิดฉากขัดแย้งกับปิงเย่าเพราะเรื่อง
แดนต้องห้ามเสียแล้ว
ปิงเย่ากล่าวอย่างรู้สึกผิดว่า “ผู้ที่สมควรขออภัยสมควรเป็นข้า
มากกว่า ข้าไม่อาจดูแลจั่วเสี่ยวเกอให้ดี นับว่าละอายใจมากแล้ว!”
ในที่สุดได้รับข่าวสารจากเกาะเต่า เหวยเสิ้งกับจงหยูค่อยคลายใจลง
ข่าวสารนี้จริงแท้แน่นอน ตอนที่คังเต๋อแยกจากไปยังไม่เคยพบพานมนุษย์
หมอก หากมิใช่จั่วม่อชี้ทางให้โดยละเอียด สหายของคังเต๋อผู้นี้ไหนเลยจะ
ค้นหาสถานที่ลึกลับนี้พบ?
แม้ว่าเนื้อความในม้วนหยกเพียงกล่าวอย่างรวบรัดตัดความและไม่
ชัดเจนนัก เหวยเสิ้งกับจงหยูก็ไม่ไปคิดมาก พวกมันเคยชินกับการที่จั่วม่อ
จะไม่อยู่ในสามัญสำนึกทั่วไปอยู่แล้ว
จั่วม่อในเมื่อยังสามารถส่งข่าวสารกลับมาได้ ก็เพียงพอจะแสดงให้
เห็นว่าในยามนี้มันยังไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
ข่าวนี้ทำให้พวกมันเบิกบานใจเป็นที่สุด
แต่หากเหวยเสิ้งกับจงหยูทราบสถานการณ์ของจั่วม่อในยามนี้
รับรองว่าพวกมันจะต้องวิตกกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่
ฝ่ามือนั้นของติ้งเจินฟาดจนจั่วมือกระดูกแทบหลุดเป็นชิ้น ๆ ทุกครั้ง
ที่อากุ่ยก้าวเท้าไปข้างหน้า มันก็รู้สึกกระแสความเจ็บปวดรุนแรงจนแทบ
ขาดใจตายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่มันไม่ยอมส่งเสียงแม้สักครึ่งคำ สิบวันมานี้
มันได้แต่ถูกอากุ่ยแบกไว้บนแผ่นหลัง
สภาพของอากุ่ยก็เลวร้ายยิ่ง ประกายชีวิตในดวงตานางเลือนหายไป
หมดสิ้น ไม่ว่าจั่วม่อจะพยายามพูดคุยกับนางสักเท่าใด นางก็ไม่เคย
ตอบสนองสักครั้ง
มีเพียงยามที่พวกมันเผชิญอันตราย แสงสีม่วงในดวงตาอากุ่ยจึงลุก
โชนขึ้นอีกครั้ง
อากุ่ยหยุดเดิน วางจั่วม่อลง จากนั้นนั่งลงด้านข้างอย่างเงียบงัน
“อากุ่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่เป็นที่ใด?”
ผูเยากับเว่ยก็ไม่มีหนทางใด นี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันพบเห็นสภาพ
แปลกพิสดารถึงปานนี้
“อ๊า ข้าอยากรู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่กับจงหยูได้รับข่าวจากข้าแล้วหรือยัง?”
?”
?”
? เจ้า
คอยช่วยเหลือข้ามากมาย คงไม่ใช่ความสัมพันธ์ทั่วไปกระมัง
จั่วม่อกล่าวเรื่อยเปื่อยกับตนเองต่อไป ส่วนอากุ่ยยังคงนิ่งงันดุจรูปปั้น
สองชั่วยามให้หลัง อากุ่ยแบกจั่วม่อขึ้นหลัง จากนั้นเริ่มเดินต่ออีกครั้ง
“อากุ่ย เจ้าไฉนไม่เหินบิน? ใช่หลงลืมไปหรือไม่?” บนหลังของนาง
จั่วม่อเริ่มพร่ากล่าววาจาอีกครั้ง “พลังงานสีม่วงโง่เง่านั้น รอจนข้าฝึกปรือ
พลังเทพสุริยันถึงขั้นสูงส่งสุดยอด จะกำจัดมันให้สิ้นซาก!”
อากุ่ยยังคงตั้งหน้าตั้งตาเดินตรงไปข้างหน้า ทีละก้าว ๆ หาได้มี
ปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อยนิดไม่
ที่นี่เป็นดินแดนรกร้างว่างเปล่าแห่งความตาย มีเพียงโขดหินและหน้า
ผาแผ่กว้างไกลอย่างไร้จุดจบ ไม่มีร่องรอยของชีวิต บ่อยครั้งที่พวกมันต้อง
เผชิญกับพายุทราย เมื่อเม็ดทรายก้อนหินถูกสายลมหอบมาปะทะร่าง เป็น
ความเจ็บปวดมหาศาลจนแทบกลั้นใจตาย
แต่ไม่ว่าลมพายุจะรุนแรงสักเท่าใด อากุ่ยก็ไม่เคยเปลี่ยนทิศทางหรือ
หยุดเดิน
ร่างเล็ก ๆ แบบบางของนางแบกจั่วม่อที่กำยำล่าสันไว้บนแผ่นหลัง
ก้าวเดินต้านพายุทรายอย่างทรหด นางดูเหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่
เอ่ยวาจา มีเพียงยามที่นางเดินทางติดต่อกันถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วเท่านั้น
จึงจะหยุดพักผ่อนเป็นเวลาสองชั่วยาม
จั่วม่อเมื่อถูกแบกขึ้นหลัง ใบหน้าก็ซบติดอยู่กับซอกคอของอากุ่ย
ความเจ็บปวดมหาศาลจนแทบอยากตายดูคล้ายไม่เจ็บปวดมากถึงเพียง
นั้นแล้ว และไม่ว่าจะเจ็บปวดมากเท่าใด จั่วม่อก็ไม่เคยปริปากแม้สักครึ่ง
คำ ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันไม่อยากให้อากุ่ยได้ยินเสียงโอดครวญเพราะ
ความเจ็บปวด แม้ว่าจะทราบดีว่าอากุ่ยไม่ได้ยินก็ตาม
แม้แต่คนที่โง่เง่าที่สุด ยังดูออกว่าความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างมัน
กับอากุ่ยนั้นสมควรลึกซึ้งผิดธรรมดา บางทีนางอาจเป็นคนใกล้ชิดกับมัน
จริง ๆ
ยามที่นางไม่ได้ใช้พลังงานสีม่วง ความแข็งแรงของอากุ่ยแทบไม่ต่าง
จากคนธรรมดา
แต่ละก้าวของนางหนักอึ้งยิ่ง สำหรับนางไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแบกรับ
น้าหนักจากร่างสังขารปิศาจอันกำยำของจั่วม่อ
“อากุ่ย ข้าจะเล่าเรื่องขำขันให้เจ้าฟัง เรื่องนี้น่าหัวร่อยิ่ง… …”
จั่วม่อไม่เคยรำคาญที่จะพูดคุยกับอากุ่ย แม้ว่านางจะไม่ได้ยิน แต่ไม่
ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อยังคงปรารถนาจะพูดคุยกับนางให้มากที่สุด
เท่าที่จะทำได้
หลายวันมานี้ปิงเย่าหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา การหายสาบสูญ
ไปของจั่วม่อเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับได้
มันค้อมคารวะหลันอย่างนอบน้อม หลังจากได้รับการเซ่นสรวงบูชา
จากบรรดามนุษย์หมอกอย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งเดือน พลังของหลันกำลัง
ค่อย ๆ ฟื้นฟูขึ้นทีละน้อย หลันยังได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพ
หมอกน้าแข็งที่สาบสูญไปนานปีให้แก่เหล่ามนุษย์หมอกอีกด้วย พลัง
อำนาจของเผ่ามนุษย์หมอกเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่ใน
หัวใจพวกมันมานานนับหมื่นปีถูกปัดเป่าออกไปสิ้น ทุกผู้คนในเผ่ามนุษย์
หมอกล้วนเทิดทูนบูชาหลันจากใจจริง
“เจ้ามีคำถามกระมัง?”
?” ปิงเย่าเงยหน้าขึ้น ถามอย่าง
ตรงไปตรงมา
หลันคิดไม่ถึงว่าปิงเย่าจะถามเรื่องนี้ อดนิ่งเงียบงันไปไม่ได้
“นับตั้งแต่ที่เราโยกย้ายมายังสถานที่แห่งนี้ พวกเราก็เฝ้าพิทักษ์แดน
ต้องห้ามมานานหลายหมื่นปี ไม่เคยมีใครเข้าใจว่าแดนต้องห้ามคืออะไร
หรือไฉนพวกเราต้องเฝ้าพิทักษ์มัน” ปิงเย่ากล่าวด้วยสุ้มเสียงไม่เร็วไม่ช้า
ไม่ตื่นเต้นกังวลใจ เพียงแต่เต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย
เบาะแสทั้งหมดล้วนบ่งชี้ไปยังความจริงประการหนึ่ง นั่นคือในแดน
ต้องห้ามเก็บงำความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้
กระทั่งตัวตนอันทรงพลังเช่นวัดเสวียนคงยังปรารถนาในความลับนี้
เช่นนั้นสิ่งใดกันแน่ที่อยู่ภายในแดนต้องห้าม เมื่อสามารถขึ้นเป็นผู้นำชน
เผ่า ปิงเย่าย่อมต้องมีฝีมือและความเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง หลันแม้สงวน
ถ้อยคำมาก แต่มันยังคงจับเงื่อนงำจำนวนมากได้จากวาจาสั้น ๆ เหล่านั้น
คิดเข้าสู่แดนต้องห้าม พวกมันยังไม่แข็งแกร่งพอ… …
ปิงเย่าขณะเดินออกจากแท่นบูชา สายตาของมันค่อย ๆ เปล่ง
ประกายเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
พวกมันยังคงก้าวเดินตรงไปเบื้องหน้าตลอดทั้งวันทั้งคืน
จั่วม่อกล้าสบถสาบานว่าชั่วชีวิตนี้มันอาจไม่มีโอกาสอีกเป็นหนที่สอง
ที่จะได้เดินเป็นระยะทางยาวไกล ไม่ถูกต้อง ที่มันจะถูกแบกเดินทางเป็น
ระยะทางยาวไกลถึงเพียงนี้อีก ร่างกายของอากุ่ยแทบจะพังทลายลง
เมื่อใดก็ได้ แต่นางดูเหมือนเปี่ยมไปด้วยเรี่ยวแรงกำลังอย่างน่าประหลาด
ใจ หนึ่งวัน หนึ่งคืน แล้วพักสองชั่วยาม จากนั้นเดินต่ออีกหนึ่งวันหนึ่งคืน
นางคล้ายเครื่องจักรกลไกที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
จั่วม่อยิ่งมายิ่งปากมาก พูดพล่ามไม่หยุดหย่อน หากเป็นในกาลก่อน
มันต้องไม่เคยคิดฝันว่าจะมีวันที่มันต้องกล่าววาจามากมายถึงเพียงนี้
ถูกแบกอยู่บนหลังอากุ่ย สองเท้าเปล่าคู่ที่เคยทำให้มันต้องทอดถอน
ชมเชยนับครั้งไม่ถ้วน ค่อย ๆ ก้าวไปทีละก้าว ๆ แต่ละก้าวล้วนเต็มฝืนและ
สั่นระริก มันสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน อากุ่ยก้าวไปหนึ่งก้าว จั่วม่อก็ใจ
สั่นสะท้านเฮือกหนึ่ง ความรู้สึกที่ยากจะบ่งบอกบรรยายแผ่ซ่านขึ้นมาจาก
ก้นบึ้งหัวใจ บีบคั้นจนมันคิดใคร่หุบปากให้สนิท แต่มันทราบดีว่าตนเองไม่
สามารถหุบปากเงียบได้ มันได้แต่พร่าบอกตัวเอง ไม่ว่าจะอย่างไร มันต้อง
กระทำอะไรบางอย่าง
แต่นอกจากวาจาเหลวไหลไร้สาระเหล่านี้แล้ว มันก็ไม่มีปัญญา
กระทำอะไรได้อีก
ไม่เคยมีเวลาใดที่จั่วม่อจะมุ่งหวังและสวดภาวนามากมายถึงเพียงนี้
เพียงขอแค่ให้มันใช้พลังเทพที่พลุ่งพล่านปั่นป่วนอยู่ในร่าง เพื่อแลกกับ
พลังปราณสักเล็กน้อย ขอแค่มีพลังปราณสักเล็กน้อย… มันจะสามารถ
สร้างนกกระเรียนกระดาษได้
ทว่าไม่มีเลยแม้แต่น้อยนิดจริง ๆ
“อา อากุ่ย ข้าเพิ่งค้นพบว่าเจ้าที่แท้ไร้เทียมทานมิใช่หรือ เจ้ายิ่งต่อสู้
มากเท่าไร ก็ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น และยิ่งเจ้าได้รับบาดเจ็บมากเท่าใด ก็
ยิ่งได้รับพลังมากเท่านั้น” จั่วม่อกล่าวอย่างไร้หัวใจ “ก่อนหน้านี้เจ้าใช่ปิด
ซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้หรือไม่ ข้ามักประหลาดใจอยู่เสมอ เจ้าไฉนดี
ต่อข้าถึงเพียงนี้?
? เฮ้ หรือว่า
เจ้าเป็นหนี้จิงสือข้าจริง ๆ… …”
“สถานที่ผีสางที่กระทั่งนกสักตัวยังไม่ยอมถ่ายนี้ พวกเราใช่มาถึง
สนามรบโบราณอีกแห่งหรือไม่?
“อากุ่ย อากุ่ย! ดูนั่น! ดูนั่นสิ! นั่น ที่นั่น! โอ้ สวรรค์ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า พวกเรา
รอดแล้ว! พวกเรารอดแล้ว! อากุ่ย! เจ้าเห็นหรือไม่?
?”
อากุ่ยไม่ตอบสนอง ยังคงเดินตรงดิ่งไปเบื้องหน้า
“อากุ่ย เจ้าอัจฉริยะมาก! โอ้ โอ้ โอ้! สุดยอดอัจฉริยะ! ระยะทางอันรก
ร้างห่างไกลถึงเพียงนี้ เจ้ายังมุ่งหน้ามาถูกทาง เจ้าเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง!
ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ตอนนี้เราต้องหาสอบถามใครสักคน แล้วค่อยพักรักษาตัว
ทันทีที่ข้าหายดี ข้าจะพาเจ้าไปค้นหาตัวอ่อนเมฆวารีอีกครั้ง ข้าจะ… …”
“เจ้าตื่นเต้นมากเกินไปแล้ว”
สุ้มเสียงหยาบกระด้างเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นที่ด้านหลัง
จั่วม่อเสียงขาดหายอย่างฉับพลัน แทบสะดุ้งสุดตัว ภายในร่างมัน
ปั่นป่วนยุ่งเหยิงเสียจนกระทั่งมีคนเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้ยังไม่รู้สึกตัว! มันไม่
สามารถหันหน้ากลับไปดู ไม่มีปัญญามองเห็นคนที่อยู่ด้านหลังมันได้
“ขออภัยยิ่ง สุขภาพของข้าไม่ค่อยดี ไม่สามารถหันหน้าได้” จั่วม่อ
พยายามบังคับสุ้มเสียงให้เป็นปกติ
“อา?”
จั่วม่อในที่สุดก็มองเห็นรูปโฉมของอีกฝ่ายชัดตา
คนผู้นั้นร่างใหญ่มหึมา แทบจะสูงใหญ่เป็นสองเท่าของจั่วม่อ ผิวหนัง
เป็นสีเหลืองทราย คู่ดวงตาสีแดงจาง ๆ ทอประกายแหลมคม จั่วม่อเลื่อน
สายตามองไปยังท่อนแขนของอีกฝ่าย เห็นจากข้อมือไล่ขึ้นไปถึงข้อศอก
ห่อหุ้มด้วยชั้นเกล็ดหนาสีน้าตาล
ปิศาจ!
จั่วม่อตกตะลึงพรึงเพริด แทบหลุดปากตะโกนออกมา หรือว่ามัน
กระเด็นหลุดมาถึงภพปิศาจ?
“คนผู้นี้เป็นปิศาจกิ้งก่า” ในทะเลแห่งจิตสำนึก เสียงเว่ยทำลาย
ความหวังส่วนเสี้ยวสุดท้ายของจั่วม่อ อย่างไรก็ตาม เว่ยไม่แยแสสนใจ
เรื่องนี้ สุ้มเสียงฟังดูตื่นเต้นอยู่หน่อย ๆ เสียด้วยซ้า “ฮะ ดวงตาสีแดงจาง ๆ
มันอาจมีสายเลือดของกิ้งก่าเปลวไฟ”
“พี่ใหญ่ปิศาจกิ้งก่าสบาย!” จั่วม่อตัดสินใจทักทายอย่างเป็นกันเอง
คิดปั้นรอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้า แต่น่าเสียดายที่ใบหน้าของมัน
ยามนี้ก็แข็งทื่อเช่นกัน
“เฮอะ เด็กน้อยที่ลิ้นลมคล่องแคล่วเช่นเจ้า ดูเหมือนจะไม่ใช่ตัวดี”
ความหวาดระแวงในสายตาปิศาจกิ้งก่าสลายคลาย บุรุษสตรีตกยาก
ตรงหน้าดูคล้ายไม่มีพิษมีภัยแม้แต่น้อย มันหัวคิ้วขมวดมุ่นทันที “พวกเจ้า
มาจากที่ใด?”
“มาจากทิศทางที่เราเดินมานี่ละ” จั่วม่อสุ้มเสียงเบิกบานใจ “เราเดิน
กันมาสามสิบกว่าวัน เดินจนแทบเสียสติอยู่แล้ว!”
“สามสิบวัน?” วี่แววกังขาวาบผ่านดวงตาของลุงปิศาจกิ้งก่า “เจ้า
หมายความว่าพวกเจ้าทั้งสองเดินผ่านทะเลทรายเศษหินออกมา?”
“ทะเลทรายเศษหินเช่นนั้นหรือ?
?” จั่วม่อถามอย่างสนิทสนม ไม่ว่าใครหาก
ต้องพูดคุยกับตัวเองเป็นเวลากว่าสามสิบวัน รับรองว่าต้องกระตือรือร้นที่
จะสนทนากับผู้อื่นเช่นเดียวกับมันนี่เอง
“เมืองเศษหิน” ลุงปิศาจกิ้งก่าตอบโดยไม่หันกลับมา
“เมืองเศษหิน… …อ้อ อยู่ในอาณาจักรใด
จั่วม่อถามอย่างสงสัยใจ
“อาณาจักรเศษหิน” ลุงปิศาจกิ้งก่าตอบพลางยังคงเดินดุ่ม ๆ ไปเบื้อง
หน้า
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก
“เว่ย ก่อนหน้านี้เจ้าอยู่ท่ามกลางเผ่าปิศาจ ทราบหรือไม่ว่าอาณาจักร
เศษหินอยู่ที่ใด?”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” ผูเยาหัวร่องอหาย ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทะเลแห่ง
จิตสำนึก
เว่ยเห็นได้ชัดว่าผิวหน้าหนากว่าคนทั่วไป ยังคงตีหน้าราบเรียบ ยิ้ม
พลางมองสบตาจั่วม่ออย่างสงบ
จั่วม่อแม้สูญเสียความสามารถในการควบคุมร่างกายทุกส่วน แต่สิ่งนี้
ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการแสดงสีหน้าในทะเลแห่งจิตสำนึก
ยามนี้มันแสดงสีหน้า…ดูถูกเหยียดหยาม!
มิผิด เป็นดูถูกเหยียดหยาม ดูถูกเหยียดหยามจากก้นบึ้งหัวใจ ดูถูก
เหยียดหยามอย่างลึกล้าที่สุด!
ผูเยายิ่งหัวร่ออย่างสุดกลั้น หัวร่อจนเปลวเพลิงอสูรสีแดงดำ
กระเพื่อมตามไปด้วย
“พวกเจ้าสองคน คนหนึ่งพร่าโอ้อวดกรอกหูข้าอยู่ทุกวี่วันว่าเป็นอสูร
ฟ้า ทระนงองอาจที่หนึ่งในใต้หล้า ส่วนอีกคนออกท่าออกทางราวกับผู้หยั่ง
รู้ดินฟ้า ถามข้า! ถามข้า! ข้ารู้ ข้าเห็น ข้าเจนจบครบถ้วนกระบวนความ!
ถามข้าสิ! ถามน้องสาวเจ้าเถอะ! กระทั่งอาณาจักรเศษหินอยู่ที่ใดยังไม่รู้
ด้วยซ้า! คำถามง่าย ๆ เช่นนี้ไฉนพวกเจ้าที่สูงส่งนักจึงไม่ทราบเล่า?” หนี้
เก่าแค้นใหม่ผสมรวม จั่วม่อชี้หน้าทั้งคู่สบถด่าเร็วปรื๋อ “ข้าสมควรรู้เช่น
เห็นชาติพวกเจ้าทั้งสองเสียนานแล้ว! คนหนึ่งเมื่อครั้งกระโน้นใช้ไข่มุก
โง่เง่ามาล่อลวงข้าที่ยังเป็นเด็กน้อยไม่รู้ความ คุยโวถึงจิงสือมากมายที่
สามารถขายได้ แต่ข้าไม่ได้รับจิงสือแม้แต่ชิ้นเดียว! ส่วนอีกคนตอนเข้ามา
กระทั่งค่าเช่าก็ไม่เอ่ยถึง เอาแต่พร่าพูดแต่คำสาบานเอย ศักดิ์ฐานะสูงส่ง
เอย ฮ่า คนที่กระทั่งอาณาจักรเศษหินยังไม่รู้จัก ยังจะมีคุณสมบัติใดมา
กล่าวถึงศักดิ์ฐานะ?”
เสียงหัวร่อของผูเยาชะงักขาดหายทันควัน เว่ยรอยยิ้มแข็งค้างอยู่บน
ใบหน้า แม้แต่ไฟอสูรยังนิ่งสนิท
หลังจากตำหนิติเตียนจนหนำใจ จั่วม่อพลันรู้สึกดีขึ้นมาก แค่นเสียง
เฮอะอีกคำหนึ่ง แล้วออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกไปอย่างอิ่มเอม
ลุงปิศาจกิ้งก่าไม่ได้มีพลังฝีมือสูงส่งนัก ทั้งยังไม่ได้ฝึกปรือสังขาร
ปิศาจ แต่ร่างกายของมันแข็งแรงมาก เดินดุ่ม ๆ ไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
จากนั้นค่อยสังเกตเห็นว่าแต่ละก้าวของอากุ่ยต้องใช้ความพยายามอย่าง
ใหญ่หลวง จึงรีบหยุดเดิน หันกลับมาร้องบอก “เวย แม่นางน้อย ๆ ให้ข้า
แบกมันเองเถอะ!”
อากุ่ยไม่มีทีท่าว่าจะฟังมัน ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง
จั่วม่อรีบกล่าวขออภัยลุงปิศาจกิ้งก่า “ท่านลุง ขออภัยด้วย นางหู
ไม่ได้ยิน”
ลุงปิศาจกิ้งก่าสายตาอ่อนยวบลงทันควัน มันไม่ทราบครุ่นคิดถึงสิ่งใด
คล้ายสะทกสะท้อนอยู่บ้าง แต่แล้วก็รีบเงยหน้าขึ้น เปลี่ยนเป็นเดินเคียง
ข้างไปกับอากุ่ย แค่นเสียงว่า “เฮอะ พวกเจ้าทั้งสอง คนหนึ่งไม่สมประกอบ
อีกคนก็พิการ ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ที่บ้าน วิ่งพล่านไปทั่วหาอันใด ใช่รำคาญ
ในการชีวิตแล้วหรือไม่?”
จั่วม่อได้แต่ยิ้มหน้าละห้อย ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“พวกเจ้า… ลืมมันไปเถอะ ต่อให้ข้าพูดอะไร พวกเจ้าก็คงไม่ฟังอยู่ดี”
ลุงปิศาจกิ้งก่าสั่นศีรษะ จากนั้นเปลี่ยนเป็นกล่าวว่า “พวกเจ้าไปพักที่บ้าน
ข้าเสียก่อนก็แล้วกัน ข้าอยู่ตัวคนเดียว มีพื้นที่ว่างมากมาย”
กล่าวจบก็ไม่รับฟังคำขอบคุณของจั่วม่อ เดินนำไปข้างหน้าอีกครั้ง
รอจนพวกมันบรรลุถึงเมืองเศษหิน จั่วม่อจึงได้พบเห็นปิศาจอื่น ๆ
ปิศาจเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าเคารพนับถือลุงปิศาจกิ้งก่าไม่น้อย สายตาที่มอง
มายังจั่วม่อกับอากุ่ยก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น อย่างไรก็ตาม
ปิศาจสตรีหลายนางจ้องมองจั่วม่ออย่างเหยียดหยามและไม่เป็นมิตร
สิ่งที่ผิดแปลกจากความคิดของจั่วม่อก็คือ ปิศาจเหล่านั้นหาใช่ปิศาจ
กิ้งก่าหรือปิศาจชนิดใดชนิดหนึ่งทั้งหมดไม่ หากแต่ดูเหมือนว่าเป็นเมืองที่
ปิศาจสารพัดชนิดอาศัยอยู่ร่วมกัน
อาณาจักรเศษหิน เมืองเศษหิน … …อยู่ที่ใดกันหนอ… …เกอก็กำลัง
จะแตกสลายกลายเป็นเศษหินในไม่ช้านี้แล้ว… …
เมืองเศษหินไม่ใช่เมืองใหญ่ มีประชากรไม่มากนัก สภาพอากาศแห้ง
แล้งอบอ้าวยิ่ง เนื่องเพราะตั้งอยู่ริมทะเลทรายเศษหิน นอกจากนี้ยัง
ยากจนข้นแค้น ไม่มีสินค้าพิเศษเฉพาะอันใด วิถีชีวิตเรียบง่ายตามวิถี
ชนบท สิ่งเดียวในสถานที่นี้ซึ่งพอจะมีราคาค่างวดอยู่บ้างก็คือมดขุดเหล็ก
นี่เป็นมดชนิดหนึ่งซึ่งมีประโยชน์หลายประการ เป็นที่ชื่นชอบของเหล่า
ปิศาจที่ชมชอบเล่นกับแมลง
ทุก ๆ ปีจะมีปิศาจจำนวนหนึ่งเดินทางมาเสาะหามดขุดเหล็ก มีเพียง
ช่วงฤดูกาลนั้น เมืองเศษหินจึงจะดูคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง
อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในเมืองน้อยแห่งนี้แล้ว
พวกมันไม่เคยรู้สึกว่าที่แห่งนี้รกร้างกันดารแม้แต่น้อย
อย่าได้เห็นว่าลุงปิศาจกิ้งก่ากำยำล่าสันถึงเพียงนี้ แต่กลับมีนามอัน
ไพเราะเพราะพริ้งว่า อันหย่า (สงบสุขสง่างาม) กล่าวตามความสัตย์ จั่วม่อ
ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่รู้สึกว่านามอันสง่างามนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับลุง
ปิศาจกิ้งก่า
ลุงอันหย่าเปี่ยมน้าใจไมตรียิ่ง แม้ว่าสุ้มเสียงติดจะดุร้ายรุนแรงอยู่บ้าง
แต่กลับดูแลเอาใจใส่จั่วม่อกับอากุ่ยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอากุ่ย บางครั้ง
ยามมองดูอากุ่ย ร่องรอยความหม่นหมองมักฉาบทาอยู่ในดวงตาของลุงอัน
หย่าเสมอ เป็นเหตุให้จั่วม่อคาดเดาว่าลุงอันหย่าอาจจะเคยมีบุตรี
เหมือนกับอากุ่ยคนหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าภายในเมืองเศษหินแห่งนี้ ลุงอันหย่ามีอิทธิพลบารมี
อย่างใหญ่หลวง มันรับหน้าที่สั่งสอนวิชาทักษะปิศาจให้แก่บรรดาปิศาจ
เยาว์วัย เป็นแบบอย่างของเด็กหนุ่มสาวหลายคน
“ระวังจังหวะก้าวเท้าให้ดี ก่อนที่เจ้าจะเรียนรู้วิธีบิน ท่าเท้าเป็นสิ่ง
เดียวที่เจ้าสามารถพึ่งพาได้!”
“รวมกำลังให้ดี! ข้าสอนอะไรเจ้าบ้าง?
?”
อากุ่ยไม่ตอบสนอง แต่จั่วม่อเมื่อทำได้แต่กล่าววาจา ก็กลายเป็นคน
ช่างพูดไปเสียแล้ว เป็นแบบอย่างของคนที่เป็นกันเองเป็นที่สุด ทำให้พวก
มันถูกยอมรับเข้าพวกอย่างรวดเร็ว
ในทะเลททรายเศษหิน หลังจากเดินทางหนึ่งวันนึ่งคืน อากุ่ยจะวาง
จั่วม่อลงพักผ่อนสองชั่วยาม แต่น่าประหลาดที่หลังจากพวกมันเข้ามาใน
เมืองเศษหิน นางก็ไม่เคยวางจั่วม่อลงแม้แต่ครั้งเดียว ลุงอันหย่าเคย
พยายามนำตัวจั่วม่อลงมาหลายครั้ง แต่พอเห็นความระแวดระวังและดื้อ
รั้นตามสัญชาตญาณของอากุ่ย ก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
จั่วม่อได้แต่นอนหลับบนหลังอากุ่ยเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้มันเบิกบาน
ใจก็คือ ยกเว้นการไม่เต็มใจวางมันลงแล้ว อากุ่ยดูเหมือนจะสามารถได้ยิน
วาจาของมันเป็นบางครั้ง
อย่างเช่นยามนี้ ที่มันบอกให้อากุ่ยนำมารับแสงแดดและเฝ้าชมดู
เหล่าปิศาจเยาว์วัยฝึกวิชา
บทเรียนที่ลุงอันหย่าสั่งสอนเด็กหนุ่มเป็นเคล็ดความพื้นฐานที่สุดของ
ขั้นพื้นฐาน จั่วม่อทั้งร่างไม่อาจขยับเคลื่อนไหว แต่สายตายังไม่มีปัญหา ลุง
อันหย่าสมควรมีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน ทุกอย่างที่สั่งสอนล้วนมี
ประโยชน์ใช้สอยจริง กระทั่งจั่วม่อพอชมดูยังรู้สึกได้เรียนรู้มากมาย
มันอาจเคยฝึกปรือทักษะปิศาจมาก่อน ทั้งยังสำเร็จสังขารปิศาจ
ชั้นสูง แต่แนวคิดขั้นพื้นฐานเหล่านี้กลับเป็นส่วนที่มันขาดพร่องมาโดย
ตลอด ยามนี้เมื่อร่างกายไม่อาจกระดิกกระเดี้ย จั่วม่อได้แต่รับฟังการสั่ง
? จั่วม่องุนงงสงสัยอยู่บ้าง
เคราะห์ดีที่ยังมีเว่ย ‘ผู้มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง’ และล่วงรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับ
เรื่องนี้ “ปิศาจชั้นต่ามักจะมีเพียงแผนผังปิศาจระดับต่าอยู่ในร่างกาย และ
การเจริญเติบโตของแผนผังปิศาจก็มักจะไม่สมบูรณ์ พวกมันจำต้องทำ
การปลุกแผนผังปิศาจด้วยวิธีการอื่น เพื่อที่จะสามารถใช้งานแผนผังปิศาจ
ได้”
จั่วม่อตื่นตะลึงอยู่บ้าง “มีเรื่องเช่นนี้ด้วย
ผูเยาแย้มยิ้มเย็นชา กล่าวว่า “นี่เป็นเหตุผลที่เผ่าปิศาจมักให้
ความสำคัญกับสายเลือด ยิ่งเป็นปิศาจที่มีสายเลือดสูงศักดิ์มากเท่าใด
แผนผังปิศาจของมันก็จะยิ่งทรงพลังและสมบูรณ์แบบมากเท่านั้น แน่นอน
?”
? ใน
เมื่อสามารถสลักค่ายกลได้ ไฉนแผนผังปิศาจจะสลักไม่ได้ ค่ายกล
เหล่านั้นเดิมทีก็มาจากแผนผังปิศาจอยู่แล้ว!” จั่วม่อกล่าวอย่างตื่นเต้น
“เจ้าสามารถทดลองดู” ผูเยาตอบปัด ๆ มันไม่สนใจคำถามนี้ ในอดีต
คำถามนี้อาจเคยทำให้มันเต็มไปด้วยความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ เนื่องเพราะ
มันวาดหวังว่าวันหนึ่งจะสามารถครอบครองร่างกายของตนอีกครั้ง แต่
บัดนี้เรื่องนี้ไม่มีคุณค่าความหมายใดอีกแล้ว เพราะมันกับเว่ยไม่สามารถ
แยกจากกันได้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มันจะยังต้องดิ้นรนเสียเวลากับแผนผังปิศาจไป
ทำไมกันเล่า?
?
จั่วม่อไม่สนใจสองวัตถุโบราณที่ไม่น่าเชื่อถือคู่นี้ มันในยามนี้มีแผนผัง
ปิศาจมากมาย รวมถึงแผนผังปิศาจต้าเผิงปีกทองคำที่ผูเยาเคยมอบให้มัน
ศึกษาเมื่อครั้งกระโน้นด้วย
มันตกลงใจว่าก่อนอื่นต้องชมดูขั้นตอนการปลุกแผนผังปิศาจสักครั้ง
มันย่อมไม่เคยพบเห็นเรื่องนี้มาก่อน รู้สึกกระหายใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีความคิดอันหาญกล้าบ้าบิ่นประการหนึ่ง
“ต้าเหริน บอกเราได้หรือไม่ เมื่อใดเหล่าป่านจะกลับมา?”
?” เหลยเผิงรำพึงรำพันกับตัวเอง หัวคิ้วขมวดมุ่น
“เจ้าว่างงานมากใช่หรือไม่!” แม่นางน้อยในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นถาม
“ไม่ใช่เช่นนั้น ไม่ใช่เช่นนั้น!” เหลยเผิงพอเห็นสายตาของแม่นาง
น้อยเขม้นมองมา รีบสั่นศีรษะระรัวเหมือนกลองป๋องแป๋ง “ต้าเหริน ท่าน
มิใช่ไม่รู้ ค่ายเสวียนอู่เพิ่งจะเริ่มตั้งไข่เท่านั้น เหล่าเณรน้อยนั่นย่าแย่สุดจะ
ทนจริง ๆ… …”
“ข้าว่าเจ้าว่างงานมากเกินไปจริง ๆ นั่นละ!” แม่นางน้อยขัดคอกลาง
ประโยค เพียงปรายตามองแวบหนึ่ง เหลยเผิงทำคอย่น แม่นางน้อยกล่าว
อย่างอ่อนโยนว่า “กลับไปบอกม้าฝาน พรุ่งนี้ข้าจะไปตรวจผลงานการ
ฝึกอบรมของพวกเจ้า”
“เหล่าต้า ทำเช่นนั้นไม่ได้… …” เหลยเผิงแทบน้าตาอาบหน้า หากมัน
กลับไปบอกให้ม้าฝานกับเหนียนลู่ทราบว่ามันทำให้แม่นางน้อยมาเยือน …
…แค่คิดก็สั่นระริกไปทั้งตัวแล้ว
แม่น้อยน้อยแย้มยิ้มเขินอาย
“ข้าไปแล้ว! ข้าไปเดี๋ยวนี้เลย!” เหลยเผิงรีบร้อนลนลาน ล้มลุก
คลุกคลานหนีหน้าไปทันที
เหลยเผิงพอจากไป แม่นางน้อยก็รั้งสายตากลับมา เงามืดสาดวาบใน
ดวงตา ศิษย์พี่เหวยเสิ้งส่งข่าวกลับมา ผู้ที่พวกมันต่อสู้ด้วยคือชนชั้นหยวน
อิงจากวัดเสวียนคงกับศิษย์อีกสามคน ฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิตทั้งหมด
แม่นางน้อยทราบดีว่าในเมื่อหนึ่งหยวนอิงกับสามศิษย์ตกตายเช่นนี้
วัดเสวียนคงจะไม่ยอมกล้ากลืนฝืนทน หากพวกมันยินยอมกล้ากลืนความ
สูญเสียนี้ได้ พวกมันก็ไม่ใช่วัดเสวียนคงแล้ว สำนักนักบวชมักจะสมัคร
สมานสามัคคีมากกว่าสำนักทั่วไป ถึงกับต่อต้านคนนอกมากยิ่งกว่า เมื่อ
พวกมันเผชิญศัตรูภายนอกจะยิ่งสามารถรวมกำลังได้อย่างน่าตระหนก
แม่นางน้อยพอได้รับข่าวสารจากจั่วม่อ มันก็เตรียมพร้อมทำศึกทันที
เท่าที่มันทราบ มีกองพันหนึ่งปรากฏขึ้นในอาณาจักรทะเลเมฆแล้วด้วยซ้า
แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด กองพันนั้นพลันหายตัวไปอย่างกะทันหัน
ผู้อื่นเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายมาถึงที่นี่ ค่าใช้จ่ายในการกระทำ
เช่นนี้เป็นจำนวนอันน่าตระหนก ยิ่งเป็นการเคลื่อนย้ายข้ามอาณาจักร ยิ่ง
ต้องจ่ายค่าตอบแทนถึงขั้นน่าอัศจรรย์แล้ว มิหนำซ้าอีกฝ่ายเห็นได้ชัดว่า
ไม่ได้ข้ามผ่านมาเพียงหนึ่งอาณาจักรเท่านั้น
แม้ว่าพวกมันยังไม่ทันค้นพบว่ากองพันนั้นมาจากที่ใด แต่แม่นาง
น้อยมั่นใจว่าเป็นกองพันจากวัดเสวียนคงไม่ผิดแน่!
แต่อีกฝ่ายจู่ ๆ ก็หายตัวไป มิหนำซ้าวัดเสวียนคงก็ไม่ได้ลงมือกับพวก
มันสืบต่อ แม่นางน้อยคาดเดาว่าต้องมีเรื่องสำคัญบางประการเกิดขึ้น ทำ
ให้วัดเสวียนคงยังไม่มีเวลาปันความสนใจมาจัดการกับพวกมันในตอนนี้
แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้มาย่อมต้องมา รอจนพวกมันมีเวลาว่าง วัดเสวียน
คงจะต้องส่งกองทัพมาโจมตีอาณาจักรทะเลเมฆในทันที
และเพื่อหยุดยั้งไม่ให้พวกมันปรากฏขึ้นในอาณาจักรทะเลเมฆอย่าง
กะทันหันอีกครั้ง อาณาจักรทะเลเมฆถูกสั่งห้ามไม่ให้สร้างค่ายกล
เคลื่อนย้ายส่วนตัว สำหรับค่ายกลเคลื่อนย้ายเท่าที่มีทั้งหมดล้วนถูกเฝ้า
ระวังอย่างแข็งขัน แต่แม่นางน้อยก็ทราบดีว่าวิธีการนี้มีช่องว่างรอยโหว่อยู่
มาก หากฝ่ายตรงข้ามไม่สนใจเรื่องค่าใช้จ่าย การที่จะลอบเข้ามาก่อตั้ง
ค่ายกลเคลื่อนย้ายในอาณาจักรทะเลเมฆอีกครั้ง ก็หาใช่เรื่องยากเย็นไม่
วัดเสวียนคงดูเหมือนเป็นขุมอำนาจที่ตระหนี่ถี่เหนียวหรือไม่เล่า?
?
นี่เป็นสิ่งที่แม่นางน้อยนึกยินดี ในช่วงเวลานี้มันเริ่มเตรียมพร้อมแล้ว
เกาะเต่าทุกวันนี้ไม่ใช่ขุมกำลังเล็ก ๆ ที่ทุกคนสามารถบีบเค้นได้ พวกมัน
ครอบครองทรัพยากรของทั้งอาณาจักร และยังมีเกาะเต่า ซึ่งไม่ได้อ่อน
ด้อยตั้งแต่แรก เพียงไม่นานก็แปลงสภาพไปอย่างสมบูรณ์ ทั่วทั้งเกาะเต่า
เตรียมพร้อมที่จะทำสงคราม พากันฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง และเฝ้า
ตระเตรียมอย่างเงียบ ๆ
วัดเสวียนคงแล้วจะเป็นไร?
หากพวกมันกล้ามา รับรองว่าข้าจะไม่ปล่อยให้กลับไปโดยไม่ถลก
หนังพวกมันออกมา!
แม่นางน้อยดวงตาทอประกายเย็นเยียบ
อย่างไรก็ตาม ยามนี้ยังมีปัญหาอื่นที่จะต้องรีบแก้ไข แม้ว่าในข่าวสาร
ที่ส่งกลับมา ศิษย์พี่จะไม่บอกกล่าวตรง ๆ แต่แม่นางน้อยที่ละเอียด
รอบคอบย่อมจับได้ถึงความผิดปกติ… …ศิษย์พี่จะต้องกำลังเผชิญปัญหา
แน่!
ในข่าวที่ส่งมา ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าศิษย์พี่กำลังทำอะไร หรือเมื่อใดจะ
กลับมา ในข้อความเพียงบอกว่าตอนนี้พวกมันยังสบายดี ศิษย์พี่แน่นอน
ว่าย่อมล่วงรู้ว่าวัดเสวียนคงจะต้องล้างแค้น แต่กลับไม่รีบรุดกลับมาทันที
เพียงเท่านี้ก็เห็นได้ชัดว่าศิษย์พี่ต้องเกิดเรื่องขึ้น อาจมีเรื่องราวเหนี่ยวรั้ง …
หรือไม่ก็ไม่สามารถกลับมาได้!
ศิษย์พี่มียันต์เคลื่อนย้ายติดตัวไปด้วย มิหนำซ้ายังสามารถก่อตั้งค่าย
กลเคลื่อนย้ายด้วยตัวเอง ในแหวนยังสะสมวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์ ต่อให้ตก
อยู่ในแดนอสูรปิศาจ ก็สมควรไม่มีเหตุผลที่จะยังไม่กลับมา
นี่ความจริงเป็นการคาดเดาของแม่นางน้อย แต่รอจนศิษย์พี่ส่งข่าว
มาอีกครั้งในวันนี้ กลับช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานนี้อย่างสมบูรณ์
ศิษย์พี่ต้องการให้มันค้นหาว่าอาณาจักรเศษหินอยู่ที่ใด
เป็นไปตามคาด… …
“ต้าเหริน เยี่ยหลิงต้าเหรินกับสือตงต้าเหรินมาถึงแล้ว” องครักษ์โล่ที่
หน้าประตูรายงานเข้ามา
แม่นางน้อยได้สติทันที “เชิญพวกมันเข้ามา”
บนเกาะเต่า แม่นางน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองเข้มงวด
ที่สุด แม้แต่จั่วม่อยังไม่ถูกเฝ้าพิทักษ์มากเท่านี้ จั่วม่อพลังฝีมือสูงเยี่ยมด้วย
ตัวเอง ปกติไม่ต้องการการปกป้องคุ้มครอง เว้นเสียยามต่อสู้
“ต้าเหริน!”
เยี่ยหลิงกับสือตงคารวะทักทายพร้อมกัน
พวกมันเมื่อถูกเจาะจงเรียกหามา ยังสับสนงุนงงไม่คลาย
“พวกเจ้ารู้จักอาณาจักรเศษหินหรือไม่?”
?” เยี่ยหลิงและสือตงสบตากันวูบ จากนั้นสั่น
ศีรษะอย่างพร้อมเพรียง
“ไม่เคยได้ยินมาก่อน” “ชื่อนี้ไม่เคยได้ยินเลย”
แม่นางน้อยสีหน้าทอแววผิดหวังอย่างช่วยไม่ได้
“ต้าเหริน หรือว่าอาณาจักรเศษหินที่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในแดน
ปิศาจ
เยี่ยหลิงถามอย่างรอบคอบ สือตงเองก็มองหน้าแม่นางน้อย เฝ้า
รอคำตอบเช่นกัน
จะว่าไปแล้ว เยี่ยหลิงกับสือตงนั้นมีทัศนคติต่อจั่วม่อและแม่นางน้อย
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เยี่ยหลิงซื่อสัตย์ภักดีต่อจั่วม่อ ยินดีติดตามอย่าง
ไม่มีเงื่อนไข ทั้งยังเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นว่าจั่วม่อมีโอกาสที่จะเป็นราชันที่
แท้จริง ส่วนความเคารพที่มีต่อแม่นางน้อยเป็นความเคารพที่มีต่อ
ผู้บังคับบัญชาเสียมากกว่า แต่ในทางกลับกัน สือตงยังคงเคลือบแคลง
สงสัยต่อความคิดเชิดชูจั่วม่อเยี่ยงจอมราชันของเยี่ยหลิง ทว่าสำหรับแม่
นางน้อยผู้ปราบพิชิตมันอย่างราบคาบ สือตงมีแต่ความเคารพเทิดทูนจาก
ใจจริง
“อา ลองไปสอบถามในกองทัพของพวกเจ้าดู มีผู้ใดรู้จักอาณาจักร
เศษหินบ้างหรือไม่?”
ไม่นานนักพวกมันก็รีบกลับมารายงาน
“ต้าเหริน ผู้น้อยค้นพบแล้ว มีอาณาจักรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเรียกว่า
อาณาจักรเศษหิน แต่อยู่ห่างไกลยิ่ง สถานที่นี้ไม่มีสินค้าพิเศษอันใด ว่ากัน
ว่าเป็นดินแดนในปกครองของผู้ที่เรียกว่าเขิงอี้20” เยี่ยหลิงรายงานอย่าง
ระมัดระวัง ในใจลอบสงสัยใคร่รู้ เสี่ยวเหนียงต้าเหริน (แม่นางน้อยต้าเห
ริน) ไฉนจู่ ๆ ก็สนใจอาณาจักรเศษหินที่ไม่มีคุณค่าความหมายขึ้นมา
หรือว่าอาณาจักรเล็ก ๆ ที่แสนกันดารและห่างไกลนั้นจะมีบางสิ่งที่
ควรค่าแก่การสนใจ
เยี่ยหลิงกับสือตงยามที่ปรึกษาหารือกันเองเป็นการส่วนตัว พวกมัน
ทั้งคู่ล้วนเห็นพ้องต้องกัน ว่าเส้นทางอันยิ่งใหญ่ของเจ้าเหนือหัวของพวก
มันสมควรเริ่มต้นจากอาณาจักรป่าเถื่อนน้อย
อาณาจักรป่าเถื่อนน้อยเป็นอาณาจักรที่พวกมันอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้
เมื่อมีรอยแยกแห่งความโกลาหลที่พวกมันควบคุมเอาไว้ พวกมันสามารถ
บุกเข้าสู่อาณาจักรป่าเถื่อนน้อยอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น
อาณาจักรป่าเถื่อนน้อยในยามนี้หาได้มีการเตรียมพร้อมแม้แต่น้อยนิดไม่
เขิงเป็นแซ่ แปลว่าเคย อี้แปลว่าแก้ไข เปลี่ยนแปลง
อาศัยความเข้มแข็งของเกาะเต่า การพิชิตกองทัพปิศาจท้องถิ่นของ
อาณาจักรป่าเถื่อนน้อยไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
พลังต่อสู้อันน่าพรั่นพรึงของค่ายจูเชวี่ย พวกมันล้วนประจักษ์แจ้ง
เต็มสองตามาแล้ว มิหนำซ้าเท่าที่พวกมันสังเกตเห็น พลังของไพร่พลค่าย
จูเชวี่ยก็ยังคงรุดหน้าก้าวไกลไม่หยุดยั้งด้วยระดับความเร็วอันน่าสะท้านใจ
นี่เป็นเรื่องที่ทำให้พวกมันอัศจรรย์ใจเป็นที่สุด ปกติแล้วกองพันที่บรรลุถึง
ความกล้าแกร่งระดับค่ายจูเชวี่ย แต่กลับยังคงรุดหน้าด้วยความเร็วระดับนี้
นับว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
ค่ายฮุยก็ก้าวหน้าไปด้วยระดับความเร็วอันน่ากลัวดุจเดียวกัน
ทักษะปิศาจชั้นยอดที่พวกมันเคยเฝ้าฝันถึง เมื่อครอบครองอยู่ในมือ
แทบบันดาลให้พวกมันรู้สึกราวกับฝันไป ปิศาจทุกตนในค่ายฮุยฝึกปรือ
อย่างบ้าคลั่งราวกับหิวกระหายมานาน ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใดมาคอย
เคี่ยวเข็ญบังคับพวกมัน ไพร่พลปิศาจแต่ละตนล้วนกระจ่างใจในคุณค่า
ของทักษะปิศาจวิชานี้ดี
สือตงขมวดคิ้วนิ่วหน้า เมื่อทราบว่าอาณาจักรเศษหินเป็นสถานที่
เยี่ยงไร มันก็คิดว่าการโจมตีอาณาจักรเศษหินไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
“ต้าเหริน อาณาจักรเศษหินไม่มีคุณค่าสำหรับเรา” สือตงเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึกโดยเนื้อแท้ ทั้งยังทระนงถือดีเป็นที่สุด สิ่งที่มันคิดในใจมัก
กล่าวออกมาตรง ๆ อย่างไม่อ้อมค้อม นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้
มันถูกกีดกัน ไม่เคยได้เลื่อนตำแหน่งกับใครเขา
เยี่ยหลิงย่อมรู้จักแม่ทัพที่เป็นคู่หูกันผู้นี้ดี ทั้งทราบว่ากิริยาเช่นนี้ไม่สู้
ดีนัก ขณะที่กำลังจะรีบกลบเกลื่อนให้แก่สือตงกลับได้ยินแม่นางน้อยกล่าว
ว่า
“คุณค่า?
?
?” เยี่ยหลิงอกสั่นขวัญ
แขวนแล้ว
“มีเพียงแม่นางอากุ่ย” แม่นางน้อยแบมือกว้าง
เยี่ยหลิงทะลึ่งพรวดเหมือนแมวถูกเหยียบหาง “ไม่มีองครักษ์!
สวรรค์! จะไม่มีองครักษ์ได้อย่างไร! จะไม่มีองครักษ์ได้อย่างไร ท่านเป็น
?” เยี่ยหลิงเดือดดาลจนถลึงตาโปนโต “แม่นางอากุ่ย
เป็นเพียงสตรีอ่อนแอบอบบาง… …”
อากุ่ย…อ่อนแอบอบบาง… …แม่นางน้อยพอฟังประโยคนี้ถึงกับเหงื่อ
ตกเล็กน้อย มองดูเยี่ยหลิงที่เดือดดาลจนแทบจะอาละวาดออกมา มันพลัน
ขัดจังหวะว่า “สงบใจไว้ก่อน สงบใจไว้ ดังนั้นข้าตกลงจะส่งเจ้าไป ข้าเชื่อ
ว่าเจ้าสามารถกระทำภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์!”
“ข้าเยี่ยหลิง จะพิทักษ์เกียรติแห่งเจ้าเหนือหัวของข้าด้วยซีวิต!”
เยี่ยหลิงตะโกนปฏิญาณตนดังกึกก้อง!
แม่นางน้อยลอบกลืนน้าลายอย่างฝืดคอเล็กน้อย ความคลั่งไคล้ช่าง
น่าสะพรึงกลัวโดยแท้!
สือตงพลันเอ่ยปากสอดคำ “เสี่ยวเหนียงต้าเหริน!” (แม่นางน้อยต้าเห
ริน)
เสี่ยวเหนียง…ต้าเหริน… …
แม่นางน้อยหางคิ้วกระตุกกึก ๆ หรี่ตาลงเล็กน้อย พลางแย้มยิ้มเขิน
อาย ท่วงท่าดูไม่มีพิษมีภัย ซึ่งหากเป็นพวกม้าฝานยามนี้คงรีบหมอบกราบ
กรานร้องขอชีวิตแล้ว
ไม่เคยมีใครกล้าเรียก ‘สมญานาม’ นี้ต่อหน้ามันมาก่อน … …ไม่เคยมี!
เจ้าตัวบัดซบนี่… …
สือตงผู้น่าเวทนา เนื่องเพราะม้าฝานกับพวกยามลับหลังมักจะ
เรียกชื่อนี้มาโดยตลอด เรียกจนมันหลงคิดว่าเสี่ยวเหนียงเป็นชื่อจริงของ
แม่นางน้อย เป็นธรรมดาที่จะจดจำมา มิหนำซ้ายังเรียกออกมาอย่างเป็น
ธรรมชาติยิ่ง
กระทั่งเยี่ยหลิงผู้ปราดเปรื่อง ยังไม่สังเกตเห็นสิ่งใดจากใบหน้าที่แย้ม
ยิ้มอ่อนโยนของแม่นางน้อย อย่าว่าแต่สือตงผู้ทื่อด้านถึงปานนี้ ไหนเลยจะ
ทันรู้สึกตัวได้?
สือตงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “หากเป็นเช่นนี้ ผู้น้อยเสนอให้เข้ายึด
ครองอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยเป็นลำดับแรก!”
“อาณาจักรป่าเถื่อนน้อย?” แม่นางน้อยงงงันวูบ
“คืออาณาจักรที่พวกเราอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ ปลายทางอีกด้านหนึ่ง
ของรอยแยกแห่งความโกลาหล มันเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ไม่มีขุม
กำลังที่แข็งแกร่งอันใด” สือตงร่ายยาว “มีเพียงชิงยึดครองอาณาจักรป่า
เถื่อนน้อยเอาไว้ จึงสามารถรับประกันได้ว่าทางถอยของเราจะไม่ถูกปิด
กั้น”
“แต่ศิษย์พี่สามารถใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย” แม่นางน้อยแย้ง
“ต้าเหรินอาจยังไม่ทราบ” คราวนี้เยี่ยหลิงเป็นผู้กล่าว มันเคยเป็นแม่
ทัพกองเสบียง เชี่ยวชาญในด้านนี้ยิ่งกว่าผู้ใด “สำหรับค่ายกลเคลื่อนย้าย
ระยะไกลมากเช่นนี้ จะประกอบไปด้วยเงื่อนไขที่เข้มงวดยิ่ง ในระหว่างการ
ใช้งานจะมีความเสี่ยงสูงมาก จุดอ่อนที่ใหญ่โตที่สุดก็คือระหว่างเปิดใช้งาน
จะก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่ทรงพลังยิ่ง จนไปดึงดูดผู้เข้มแข็งภายใน
อาณาจักรนั้น ๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้”
แม่นางน้อยขมวดคิ้ว “พวกหนานเยว่กับคังเจ๋อก็เดินทางผ่านค่ายกล
เคลื่อนย้ายมายังอาณาจักรทะเลเมฆเรา”
“นั่นเพียงหมายความว่าในอาณาจักรเดิมของพวกมันไม่มีผู้เข้มแข็ง
พอที่จะยื่นมือเข้าแทรกแซง” เยี่ยหลิงพอเยือกเย็นลง คล้ายเปลี่ยนเป็นคน
ละคนกับสาวกผู้คลั่งไคล้เมื่อครู่ “ต้าเหริน ควรทราบว่าเผ่าปิศาจมีสัญชาติ
ญาณหวงแหนดินแดนอย่างแรงกล้า ไม่ว่าพฤติกรรมใดที่อาจรุกล้าดินแดน
ของพวกมัน ก็เท่ากับยั่วยุให้เกิดสงคราม และระหว่างที่ค่ายกลเคลื่อนย้าย
กำลังทำงาน ผู้เข้มแข็งเหล่านี้เพียงแค่ยื่นมือเข้าแทรกแซงเล็กน้อยเท่านั้น
ก็เพียงพอจะก่อกวนจุดหมายปลายทางของค่ายกลเคลื่อนย้ายได้แล้ว
การปรากฏขึ้นของเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาราวกับหยาดฝน
ชโลมพื้นดินอันแห้งผาก เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยนำพาให้ปิศาจเดนตาย
เหล่านี้ มุ่งไปสู่โลกใบใหม่อย่างสมบูรณ์
พวกมันทั้งหมดล้วนรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด!
เนื่องเพราะเหตุนี้เอง ทำให้สือตงกล้าเอ่ยปากปฏิญาณเช่นนี้
แม่นางน้อยนิ่งเงียบงันไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตกลงใจแน่วแน่
“ประเสริฐ! สือตงเจ้าจะเปิดศึกยึดครองอาณาจักรป่าเถื่อนน้อย ให้ค่าย
เสวียนอู่เฝ้าพิทักษ์รอยแยกแห่งความโกลาหลแทน เยี่ยหลิงกับซู่หลงให้
เลือกคนจำนวนหนึ่งจากค่ายเว่ย มุ่งหน้าสู่อาณาจักรเศษหินเพื่ออารักขา
ศิษย์พี่โดยเร็วที่สุด อา ให้พวกหนานเยว่ไปกับพวกเจ้าด้วย”
ค่ายฮุยล้วนเป็นเผ่าปิศาจ ต่อให้จู่ ๆ หันหัวหอกกลับไปโจมตีบ้านเกิด
เมืองนอนก็จะไม่ถือว่าเป็นคนนอก แต่หากผู้ลงมือเป็นค่ายจูเชวี่ย เกรงว่า
จะกระตุ้นให้ทั่วทั้งอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยผนึกกำลังกันรับมือ จะยิ่ง
ก่อกวนให้เรื่องราวยุ่งยากกว่าเดิม
เยี่ยหลิงกับสือตงรับคำสั่งล่าถอยไปอย่างลิงโลดยินดี
คำสั่งของแม่นางน้อยถ่ายทอดออกไป รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ทั่วทั้งเกาะเต่าเริ่มขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ประดุจฟันเฟืองมหึมาใน
เครื่องกลไกขนาดยักษ์
สือตงแม้ทระนงถือดีแต่ไม่ใช่ตัวโง่งม มันทราบว่าในเมื่อลั่นปาก
ออกไปต่อหน้าแม่นางน้อย มันจะต้องทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงอย่างยอด
เยี่ยมให้จงได้
แล้วอย่างไรจึงเรียกว่ายอดเยี่ยม
เร็วที่สุด!
ยิ่งเร็วยิ่งดี!
ขุมกำลังหลัก ๆ ของอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าพญามาร
กำลังยื่นเงื้อมหัตถ์เข้าใกล้พวกมันแล้ว
ค่ายที่รับหน้าที่คุ้มกันรอยแยกแห่งความโกลาหลเปลี่ยนมืออย่างลับ
ๆ ค่ายฮุยล่วงลึกกลับเข้าไปในแดนปิศาจ ค่ายเสวียนอู่รับหน้าที่แทน ซึ่ง
ความจริงม้าฝานอยากไปแนวหน้าใจจะขาด แต่มันไหนเลยจะกล้าฝ่าฝืน
คำสั่งของแม่นางน้อย
เยี่ยหลิงเป็นเผ่าปิศาจ หนานเยว่กับพวกเป็นอสูร พวกซู่หลงอาเหวิน
ฝึกปรือทักษะปิศาจ ส่วนทาสบุปผาฝึกปรือศาสตร์อสูร
กองคาราวานของพวกมันจึงเร่งรุดเดินทางอย่างสะดวกดายยิ่ง อสูร
ปิศาจมีความสัมพันธ์อันดี เป็นพันธมิตรกันมานานปี ไม่ว่าในระดับชั้นใด
ล้วนคบค้าสมาคมกันอย่างกว้างขวาง กองคาราวานค้าขายของแต่ละฝ่าย
มักเดินทางข้ามไปมาอยู่เป็นประจำ บ่อยครั้งที่พบเห็นพวกอสูรอยู่ในภพ
ปิศาจ หาใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดไม่
ไม่ว่าทักษะปิศาจของค่ายเว่ยหรือศาสตร์อสูรของทาสบุปผาล้วน
บรรลุถึงขั้นลึกล้า บนร่างพวกมันไม่มีร่องรอยกลิ่นอายของซิวเจ่อแม้แต่
น้อย สารรูปของพวกมันดูไม่ต่างอันใดจากอสูรปิศาจสายเลือดแท้
เยี่ยหลิงคบหากับคนทุกระดับชั้น มีความสัมพันธ์อันดีกับคนจำนวน
มาก การเดินทางผ่านอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยของพวกมันราบรื่นยิ่ง
กระทั่งถึงยามนี้ อาณาจักรป่าเถื่อนน้อยยังไม่ระแคะระคายแม้แต่
น้อยว่าสือตงกับเยี่ยหลิงแปรพักตร์ไปจากพวกมันแล้ว แรกเริ่มเดิมทีพวก
มันส่งคนทั้งสองไปเพื่อลองหยั่งเชิง ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก หลังจาก
พ่ายศึกค่ายฮุยก็ยังคงเฝ้ารักษารอยแยกแห่งความโกลาหลอย่างแข็งขัน
ดังนั้นย่อมไม่มีผู้ใดติดใจสงสัยพวกมัน
มองดูภาพทิวทัศน์ที่แตกต่างจากภพซิวเจ่ออย่างสิ้นเชิง ซู่หลงกับ
พวกล้วนอัศจรรย์ใจไม่น้อย
ด้วยความวิตกกังวลในความปลอดภัยของจั่วม่อ พวกมันทั้งหมดถูก
แผดเผาด้วยความกลัดกลุ้มรุ่มร้อน เริ่มมุ่งตรงไปยังอาณาจักรเศษหินด้วย
ความเร็วเต็มพิกัด
แต่อาณาจักรเศษหินห่างไกลเหลือเกิน พวกมันต้องการเวลาสักระยะ
หนึ่ง
ได้ยินผูเยานำข่าวมาจากคุกสิบนิ้วว่าพวกซู่หลงกับเยี่ยหลิงกำลัง
เดินทางมาช่วยเหลือมัน จั่วม่อก็ไม่รีบร้อนจากไปอีก มันตกลงใจรอคอย
พวกซู่หลงกับเยี่ยหลิงอยู่ในเมืองเศษหิน ด้วยสภาพของมันกับอากุ่ยใน
ยามนี้ หากเอาแต่วิ่งพล่านวุ่นวายเท่ากับแส่หาที่ตาย มิสู้รออยู่ในเมืองเศษ
หินจะปลอดภัยกว่า
“อากุ่ย ซู่หลงกับคนอื่น ๆ จะมารับพวกเราในไม่ช้า ถึงตอนนั้นพวก
เราจะปลอดภัย” จั่วม่อรีบพูดคุยกับอากุ่ยอย่างตื่นเต้นยินดี มันไม่ต้องการ
บอกสภาพปัจจุบันแก่แม่นางน้อยและคนอื่น ๆ เนื่องเพราะไม่ต้องการให้
พวกมันต้องมาพลอยกลัดกลุ้มกังวลไปด้วย และยังเป็นเพราะมันไม่คิดว่า
คนเหล่านั้นจะมีหนทางช่วยเหลือมันได้ ต่อให้บอกพวกมันก็ตาม แต่นึกไม่
ถึงว่าแม่นางน้อยจะส่งคนเดินทางไกลมารับพวกมันจริง ๆ
นี่นับเป็นการเดินทางไกลอย่างแท้จริง จากอาณาจักรทะเลเมฆมาถึง
อาณาจักรเศษหิน พวกมันไม่รู้ว่าต้องผ่านอาณาจักรน้อยใหญ่มากมาย
เท่าใด!
ซึ่งความจริงมันเองยังไม่ล่วงรู้ด้วยซ้า ว่ามันกับอากุ่ยไฉนจู่ ๆ มาโผล่
ที่นี่ได้ หลังจากมันถูกฟาดหมดสติไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง กระทั่งผูเยากับเว่ยก็
บอกไม่ได้ อย่าว่าแต่อากุ่ยแล้ว
อาณาจักรทะเลเมฆ… … อาณาจักรเศษหิน… …
หนึ่งเป็นดินแดนห่างไกลในภพซิวเจ่อ อีกหนึ่งเป็นสถานที่รกร้าง
กันดารในภพปิศาจ ระหว่างทั้งสองสถานที่นี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
หรือไม่?
? จั่วม่อจมอยู่ในห้วงความคิดอันลึกล้า
ทันใดนั้นในใจจั่วม่อเกิดประกายวาบดุจสายฟ้า เบาะแสทั้งหมดร้อย
เรียงเข้าด้วยกันอยู่ในใจมันดั่งเรียงร้อยสร้อยไข่มุก
มันหวนนึกถึงถ้อยคำที่อยู่บนใบไม้ทองคำ ซึ่งกล่าวว่าชนเผ่าเทพ
สุริยันสร้างวิหารเทพสุริยันในอาณาจักรทะเลเมฆเพื่อค้นหาของสิ่งหนึ่ง
จั่วม่อเดิมทีเข้าใจว่าหลันถูกจับกุมคุมขังไว้ในแดนผลาญเทพ ก็เนื่องเพราะ
เป็นเชลยสงครามธรรมดาทั่วไป แต่มองจากยามนี้เกรงว่านี่ไม่ใช่เรื่อง
บังเอิญเสียแล้ว
โจรหัวโล้นจากวัดเสวียนคงก็เคยกล่าวถึง ‘ของสิ่งนั้น’ ดูเหมือนว่าตา
เฒ่านั่นจะล่วงรู้เรื่องราวบางประการ มิทราบว่า ‘ของสิ่งนั้น’ ที่โจรหัวโล้น
กล่าวถึงกับ ‘ของสิ่งนั้น’ ที่บอกไว้ในใบไม้ทองคำ จะใช่ของสิ่งเดียวกัน
หรือไม่?
แดนต้องห้ามของมนุษย์หมอก!
ของสิ่งนั้นเป็นไปได้มากว่าอยู่ในแดนต้องห้ามของมนุษย์หมอก!
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าไฉนหลันถูกจับขังไว้ในแดนผลาญเทพ และไฉน
โจรหัวโล้นจึงได้มุ่งเป้าไปที่นั่น ทุกอย่างล้วนอธิบายได้
แต่ไฉนมันกับอากุ่ยจึงมาโผล่ในอาณาจักรเศษหินนี้ได้?
?
หรือว่า ‘ของสิ่งนั้น’ จะอยู่ในอาณาจักรเศษหิน
จั่วม่อสั่นศีรษะ โยนความคิดไร้เหตุผลนี้ทิ้งไปด้านหลัง ในระหว่างที่
พักอาศัยอยู่ในบ้านของลุงอันหย่า มันก็มีความเข้าใจในสภาพทั่วไปของ
อาณาจักรเศษหินโดยคร่าว ๆ อาณาจักรเศษหินเป็นเพียงอาณาจักรเล็ก ๆ
ทั่วไปในหมู่อาณาจักรน้อยใหญ่มากมายในภพปิศาจ ที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งใดควร
ค่าแก่การสนใจ สิ่งที่มีมากมายและอุดมสมบูรณ์ที่สุด ก็คือเม็ดทรายและ
เศษหินในทะเลทรายเศษหิน
ตามที่ลุงอันหย่าเล่าให้ฟัง ทะเลทรายเศษหินกว้างใหญ่เกินสามในสี่
ส่วนของอาณาจักรเศษหิน ตั้งอยู่ใจกลางอาณาจักร เมืองปิศาจอื่น ๆ ส่วน
ใหญ่ก็เป็นเช่นเดียวกันกับเมืองเศษหิน กระจายตัวอยู่รอบชายขอบของ
ทะเลทรายเศษหินนั่นเอง
ไม่ว่ามองจากมุมใด อาณาจักรเศษหินก็เป็นดินแดนรกร้างห่างไกล
เหี่ยวแห้งกันดารยิ่งกว่าอาณาจักรทะเลเมฆเสียอีก ซิวเจ่อที่อาศัยอยู่ใน
อาณาจักรทะเลเมฆยังมีจำนวนมากกว่าบรรดาปิศาจในอาณาจักรเศษหิน
มาก
สถานที่เช่นนี้ไหนเลยจะมีสิ่งของล้าค่าถึงปานนั้นได้
เช่นนั้นมันกับอากุ่ยไฉนถูกส่งมาที่นี่ หรือว่าเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ?
จั่วม่อไม่อาจเข้าใจได้
มันรีบโยนข้อสันนิษฐานเหล่านี้ออกไปจากใจ ต่อให้มีสมบัติล้าค่าอยู่
จริง ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมัน มันเป็นห่วงแม่นางน้อยกับพวกทางนั้น
มากกว่า ในเมื่อซู่หลงกับอาเหวินกำลังเดินทางมาที่นี่ ค่ายเว่ยย่อมขาด
ผู้นำทัพ เกาะเต่าเท่ากับสูญเสียกองทัพที่มีกำลังต่อสู้ไปหนึ่งกองพันเป็น
การชั่วคราว
วัดเสวียนคงจะไม่ยอมกล้ากลืนโทสะครั้งนี้
มันไม่ทราบว่าศิษย์น้องกงซุนจะสามารถต่อต้านการรุกรานของพวก
หัวโล้นได้หรือไม่ เคราะห์ดีที่วัดเสวียนคงอยู่ห่างไกลมากจากอาณาจักร
ทะเลเมฆ ฝ่ายตรงข้ามไม่สะดวกต่อการส่งกองทัพมาเป็นจำนวนมาก อีก
ทั้งยังไม่สามารถทำศึกระยะยาว เนื่องเพราะศัตรูหลักของพวกมันไม่ใช่
อาณาจักรทะเลเมฆ แต่เป็นอสูรปิศาจ
หากพวกมันสามารถหยุดยั้งการโจมตีระลอกแรกได้ ที่เหลือก็ไม่หนัก
หนาแล้ว!
แต่มันไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงความกังวลของมันในเรื่องนี้ มันเชื่อว่า
ศิษย์น้องกงซุนยังมองทะลุปรุโปร่งกว่ามันอีก
ประเสริฐ เวลานี้มันควรจัดการตัวเองเสียก่อนเป็นลำดับแรก สารรูป
ปวกเปียกไม่เป็นผู้เป็นคนเช่นนี้ ช่างดูขัดตาโดยแท้
อากุ่ยก็คงเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน… …
จั่วม่อนอนพังพาบอยู่บนหลังอากุ่ย เส้นผมของนางหลุดลุ่ยปกคลุม
ใบหน้า หลังจากเผชิญลมทรายมานานหลายวัน เรือนผมของอากุ่ยยังคง
สะอาดสะอ้าน ปราศจากฝุ่นละออง กอรปด้วยความเงางามชวนสะท้านใจ
แฝงเร้นความรู้สึกอันลี้ลับอยู่บ้าง
น่าเสียดายที่มันไม่สามารถมองเห็นใบหน้าอากุ่ยได้… …
“ไฮ้ อากุ่ย ข้าว่าเราเปลี่ยนท่าแบกกันบ้างดีหรือไม่?”
? อากุ่ยเข้าใจด้วยหรือ
จั่วม่อเบิกบานใจยิ่ง รีบร้องบอก “อากุ่ย อากุ่ย เปลี่ยนท่า มามามา มา
ลองเปลี่ยนท่าแบกดูบ้าง… …”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบคำ มันรู้สึกร่างตึงวูบ หมุนเหวี่ยงอย่างรุนแรง
มันในที่สุดก็เปลี่ยนท่วงท่าเสียที… …ไม่ทราบกี่วันกี่คืนแล้วที่ต้องจม
อยู่บนหลังอากุ่ย… … อากุ่ย เจ้ายอดเยี่ยมยิ่ง!
จั่วม่อแทบร่าไห้อย่างปลาบปลื้ม
“อากุ่ย อากุ่ย เราสามารถเปลี่ยนท่าอีกครั้งได้หรือไม่?” จั่วม่อกล่าว
เสียงละห้อย
คราวนี้อากุ่ยนิ่งเงียบงัน ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย
จั่วม่อชักรู้สึกหวาดวิตกอยู่บ้าง แขนของมัน… … แขนของมัน
เบียดเสียดอยู่กับบางส่วนที่อิ่มเต็มและนิ่มนวลของอากุ่ยอยู่ตลอดเวลา
?
แย่แล้ว มีคนมา!
จั่วม่อแตกตื่นลนลาน
อนิจจา! สวรรค์เป็นพยาน! เกอไม่เคยแตกตื่นลนลานถึงเพียงนี้มา
ก่อนเลย! ต่อให้เผชิญหน้ากับอสูรปิศาจ หยวนอิง จินตัน สมบัติวิเศษแห่ง
ฟ้าดิน เกอยังไม่ขวัญหนีดีฝ่อเท่านี้!
เพราะเหตุใด ไฉนข้าต้องแตกตื่นลนลานถึงเพียงนี้… …
จั่วม่อต้องการหารอยแตก มุดหนีลงไปใต้พื้นในบัดดล
ปัง ประตูเปิดออกอย่างร่าเริง
“อาจั่ว อาจั่ว!” ตงจื่อกับพวกพากันโถมเข้ามาอย่างตื่นเต้นระทึกใจ
แต่รอจนพวกมันเห็นจั่วม่อชัดตา ล้วนยืนตะลึงพรึงเพริดอยู่กับที่
เงียบกริบดุจป่าช้า
“ฮืม… …ฮืมฮืม พวกเจ้าไฉนทำหน้าเช่นนั้น?”
“อ้อ ใช่ใช่ เราจะมาบอกเจ้าว่าอาจารย์ปลุกปิศาจมาถึงแล้ว เจ้าอยาก
ดูหรือไม่?” ตงจื่อปากแม้กล่าวเช่นนั้น แต่สีหน้าแปลกพิกลยิ่ง กระทั่งคน
สัตย์ซื่อถือมั่นเช่นตงจื่อ เห็นสตรีนางหนึ่งโอบอุ้มบุรุษผู้หนึ่งเช่นคู่บ่าวสาว
ยังรู้สึกหน้าร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก
อาจารย์ปลุกปิศาจ!
ในสายตาของเผ่าปิศาจ การเปิดใช้งานแผนผังปิศาจจะกระทำด้วย
การปลุกแผนผังปิศาจที่ยังหลับใหลให้ตื่นขึ้น ดังนั้นผู้ที่มีอาชีพลงมือปลุก
จึงเรียกว่าอาจารย์ปลุกปิศาจ แต่อาจารย์ปลุกปิศาจหาใช่อาชีพที่มีหน้ามี
ตาอันใด เนื่องเพราะมีแต่ปิศาจชั้นต่าเท่านั้นที่ต้องการความช่วยเหลือใน
การปลุกแผนผังปิศาจของพวกมัน ปิศาจชั้นสูงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวิธีการ
ต่าต้อยเช่นนี้ ทว่าบรรดาอาจารย์ปลุกปิศาจยังได้รับความเคารพจาก
ปิศาจชั้นต่าอย่างลึกซึ้ง เนื่องเพราะพวกมันรอบรู้อย่างกว้างขวาง
จั่วม่อกระตือรือร้นสนใจขึ้นมาทันที หลงลืมความอับอายไปเสียสิ้น
รีบถามว่า “อยู่ที่ใด อยู่ที่ใด?”
ในเมืองแห่งนี้มีปิศาจอยู่ไม่มากนัก จั่วม่อลองประมาณการโดย
คร่าวๆ สมควรไม่เกินห้าหมื่นเท่านั้น หากเป็นเมืองซวีหลิง พวกมันทั้งหมด
กระทั่งมุมหนึ่งของเมืองก็ยังยัดลงไปไม่เต็ม เนื่องเพราะสถานที่ห่างไกล
ผืนดินแร้นแค้นกันดาร ปิศาจส่วนใหญ่ในเมืองล้วนยากจน ผลก็คือไม่มี
ปิศาจเข้มแข็งใดมาสนใจสถานที่แห่งนี้ ทำให้ห่างไกลจากการต่อสู้ไปด้วย
เมื่อจั่วม่อออกมาบนถนนในสภาพถูกโอบอุ้มเป็นเจ้าสาว พลันเรียก
เสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหวอย่างสนิทสนม ผู้คนที่นี่ชมชอบบุรุษสตรีที่
แปลกประหลาดคู่นี้ ในสายตาของพวกมัน จั่วม่อช่างพูดจา อบอุ่นและเปิด
กว้าง ส่วนอากุ่ยที่เงียบกริบและเด็ดเดี่ยว ก็เป็นที่ชื่นชอบอย่างท่วมท้นของ
บรรดาป้าๆ น้าๆ ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักของมารดา ทุก ๆ วันหลายคน
จะนำอาหารและเสื้อผ้าอาภรณ์มาให้แก่จั่วม่อและอากุ่ยที่บ้านของลุงอัน
หย่า
“เสี่ยวจั่วจั่ว อากุ่ยของเจ้าไร้เทียมทานจริง ๆ!”
“คู่บ่าวสาว คู่บ่าวสาว! จุ๊จุ๊ กำลังแขนอันกล้าแกร่งนัก เสี่ยวจั่วจั่ว แอบ
อิงอยู่ตรงนั้นคงเคลิบเคลิ้มไม่น้อยทีเดียว ฮ่าฮ่า!”
“โอ้โอ้โอ้ อากุ่ยเจี่ยเจียแข็งแรงยิ่ง! ในภายหน้าข้าก็อยากโอบอุ้มบุรุษ
ของข้าเยี่ยงนี้บ้าง แข็งแกร่ง! น่าประทับใจ!”
“ข้าชมชอบอากุ่ยเหลือเกิน นางช่างอาจหาญนัก ไฉนเมื่อก่อนข้าไม่
ทันคิดถึงกระบวนท่าเช่นนี้บ้างหนอ?
?
อาจารย์ปลุกปิศาจผู้นี้หาได้แก่ชราไม่ อายุเพียงไม่เกินสามสิบสี่สิบปี
ร่างผอมบางยิ่ง ดูคล้ายแส้เส้นหนึ่ง มันถือเข็มยาวเล่มหนึ่ง ความยาวของ
เข็มเกือบเท่าความยาวของท่อนแขน สีหน้าจรดจดจ่อ กำลังใช้เข็มยาวขีด
วาดอย่างระมัดระวัง ด้วยปลายเข็มซึ่งจุ่มของเหลวสีดำที่ไม่ทราบว่าเป็น
อะไร
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อได้ชมดูกระบวนการปลุกแผนผังปิศาจ เต็มไป
ด้วยความกระหายใคร่รู้
ท่วงท่าของอาจารย์ปลุกปิศาจปราดเปรียวว่องไวและสง่างามยิ่ง เต็ม
ไปด้วยจังหวะจะโคนชนิดหนึ่งที่บันดาลให้จั่วม่อนึกถึงการเต้นระบำ สีหน้า
ยิ่งจดจ่อรวมรั้ง ทุกครั้งที่จรดปลายเข็มลงไป น้ายาสีดำที่ปลายเข็มจะหยด
จุดสีดำลงบนผิวหนังของเด็กหนุ่ม จุดดำที่เล็กจ้อยเป็นอย่างยิ่งนี้จะซึบ
ซาบเข้าสู่ผิวหนังและหายไปอย่างรวดเร็ว
จั่วม่อมีดวงตาที่ช่าชองชำนาญถึงเพียงไหน เพียงชมดูอยู่ชั่วครู่ก็
เข้าใจวิธีการบางส่วน
ฮะ?
แต่การกระทำต่อไปของอาจารย์ปลุกปิศาจ ทำให้จั่วม่อตื่นตะลึง รู้สึก
ได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อย!