สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 542 การล่มสลายของแนวหน้าและแนวหลัง
“เจ้าเมื่อกลับไปแล้วก็พากเพียรให้ดีด้วย!” แม่ทัพใหญ่ปิงหลันกล่าว
พลางยื่นส่งคำสั่งโยกย้ายให้แก่มู่ซี นางชื่นชมมู่ซีเป็นอย่างยิ่ง
“ทราบแล้ว! ต้าเหริน!” มู่ซีคารวะตอบอย่างจริงจัง
“ไปเถอะ อย่าได้เสียเวลาแล้ว” แม่ทัพใหญ่ปิงหลันสีหน้าสงบ
ราบเรียบ ขณะกล่าวว่า “พวกเราเองก็จะออกจากที่แห่งนี้ในไม่ช้าเช่นกัน”
“อ๊า!” มู่ซีถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด “ออกจากที่แห่งนี้?
?”
?”
แม่ทัพใหญ่ปิงหลันกล่าวอย่างสงบ
มู่ซีนิ่งงัน
หลังจากมหาพิบัติฟ้าสลาย รอยแยกแห่งความโกลาหลปรากฏขึ้นทุก
หนแห่ง ก่อเกิดทางผ่านนับไม่ถ้วนระหว่างภพอสูรกับภพเซียน การเฝ้า
ป้องกันมหานครนภาโลหิตไม่หลงเหลือคุณค่าความหมายอย่างแท้จริง
เมื่อไม่กี่วันก่อนมู่ซีได้รับจดหมายจากประมุขตระกูล คาดหวังให้นาง
สามารถหวนคืนไปยังตระกูล เพื่อปกป้องตระกูลจากการรุกรานของซิว
เจ่อ
และแทบจะในทันทีทันใดหลังจากนั้น คำสั่งโยกย้ายก็มาถึง และจุด
ยุทธศาสตร์ที่นางถูกย้ายไป ถึงกับเป็นดินแดนบ้านเกิดของนางเอง เรื่องนี้
มู่ซีชาญฉลาดปราดเปรื่อง เมื่อขบคิดเล็กน้อย นางก็เข้าใจกระจ่าง
ถึงตอนนี้สงครามเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ฐานราก
อาณาจักรอสูรที่ปรากฏรอยแยกแห่งความโกลาหลขึ้นกลับกลายเป็นแนว
หน้าของศึกสงครามแทนที่มหานครนภาโลหิต รอยแยกแห่งความโกลาหล
ปรากฏขึ้นทั่วไปโดยไม่มีรูปแบบ เป็นเหตุให้ระหว่างซิวเจ่อกับอสูรปิศาจ
สูญเสียพื้นที่แนวกันชนไป ปล่อยให้พวกมันเผชิญหน้ากันโดยตรงทันที
เป็นบทโหมโรงสู่การต่อสู้ตะลุมบอนอันสับสนวุ่นวาย รอยแยกแห่งความ
โกลาหลคือประตูสู่ดินแดนอีกฟากหนึ่ง เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดที่
ต้องช่วงชิง กุมประตูเท่ากับกุมสิทธิ์ในการเป็นผู้กำหนด ไม่ว่าจะเป็นซิว
เจ่อหรืออสูรปิศาจ ไม่มีผู้ใดยินยอมรามือจากศึกช่วงชิงประตูเหล่านี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอยแยกแห่งความโกลาหลที่ปรากฏขึ้นใน
ตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง หากประตูเหล่านี้ถูกซิวเจ่อยึดครอง ผลสุดท้ายก็
ไม่จำเป็นต้องไปคิดแล้ว
มู่ซีสามารถจินตนาการได้ชัดเจน ว่าการทำศึกช่วงชิงรอยแยกแห่ง
ความโกลาหลหลังจากนี้จะดุเดือดเลือดพล่านถึงเพียงไหน
สถานการณ์เปลี่ยนพลิกรวดเร็วเกินไป กระทั่งบรรดาผู้อาวุโสที่
ปราดเปรื่องยังไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ได้ กองทัพที่แนวหน้าเกือบทั้งหมด
ถูกเรียกกลับสู่ภพอสูร และโยกย้ายไปป้องกันจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่าง ๆ
ต่อให้ซิวเจ่อคิดโจมตีสถานที่ที่มีความสำคัญรองลงมา กองกำลัง
ท้องถิ่นก็จะเป็นเครื่องกีดขวางพวกมันเอง คอยถ่วงแข้งถ่วงขาให้ศัตรู
ล่าช้าลง ซึ่งจะกลายเป็นแนวกันชนให้แก่กองกำลังหลัก ช่วยให้มีเวลา
เตรียมการรับมืออย่างพรักพร้อม สภาผู้อาวุโสใช้วิธีการเช่นนี้เพื่อบรรลุ
เป้าหมายทางยุทธศาสตร์
มู่ซีเข้าใจทุกอย่าง แต่ไม่ได้รู้สึกดีเลยแม้แต่น้อย
ในช่วงวิกฤติการณ์เช่นนี้ สภาผู้อาวุโสกลับเลือกที่จะละทิ้งพวกมัน
เยี่ยงตัวเบี้ย นี่เป็นแผนการที่เกิดจากความอับจนหนทาง นางมิได้เคียด
แค้นชิงชังสภาผู้อาวุโส เนื่องเพราะหากเป็นนางอยู่ในตำแหน่งนั้นนางก็จะ
ใช้กลยุทธ์นี้เฉกเช่นเดียวกัน
แต่ทว่า… …
ในฐานะตัวเบี้ย นางไม่ยินยอมพร้อมใจ!
มู่ซีดวงตาสาดประกายเด็ดเดี่ยว
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นางจะต้องปกป้องบ้านของนางให้จงได้!
แม่นางน้อยเรียกดูข่าวสารที่ส่งมาอย่างระมัดระวัง
หลังจากอ่านอยู่หลายรอบ มันก็จมลงในห้วงการขบคิดใคร่ครวญ ชั่ว
อึดใจใหญ่สายตาก็กลับกลายเป็นกระจ่างแจ้ง มุมปากประดับไว้ด้วย
รอยยิ้มน้อย ๆ
ดูเหมือนว่าวัดเสวียนคงจะยังไม่มีโอกาสมารังควานหาเรื่องพวกมัน
ในเร็ววันนี้ เนื่องเพราะมีรอยแยกแห่งความโกลาหลมากมายนับไม่ถ้วน
และข่าวสารที่จั่วม่อส่งกลับมา ยังเสนอแนะความคิดที่อุกอาจยิ่งกว่า
นั่นคือขอให้เหล่ามนุษย์หมอกช่วยพวกมันเสาะหาเส้นชีพจรปราณปฐพี่ที่
ซ่อนอยู่ในทะเลเมฆ เส้นชีพจรปราณปฐพีเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนพลังงาน
ของมหาค่ายกลได้เป็นอย่างดี
ความคิดอันหาญกล้าบ้าบิ่นนัก!
หรือว่าศิษย์พี่เพียงต้องการหาหนทางประหยัดจิงสือกันแน่
แม่นางน้อยคิดไป ก็อดสั่นศีรษะพลางหัวร่องอหายไม่ได้
?” อาจารย์ปลุกปิศาจวัยกลางคน
ถามด้วยสีหน้าสลดหดหู่ ตงจื่อที่ด้านข้างมีแต่ความตึงเครียดกังวล แผนผัง
ปิศาจของมันจะสามารถปลุกให้ตื่นขึ้นได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับเรื่องนี้
โดยตรง มันตึงเครียดเสียจนไม่ทันสังเกต ว่าอาจารย์ปลุกปิศาจวัยกลางคน
กำลังใช้ถ้อยวาจาที่สุภาพเรียบร้อยในการเรียกร้องหาค่าชดเชย
คาดว่าภายในไม่กี่วัน มันสมควรขยับข้อมือได้บ้าง
อาจารย์ปลุกปิศาจวัยกลางคนคล้ายไม่เชื่อวาจาของจั่วม่อสักเท่าใด
แต่เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ มันก็ไม่มีหนทางอื่นอีก
“ข้าอาจต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าด้วย” จั่วม่อกล่าวหลังจาก
ครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ
“ไม่มีปัญหา” ในเมื่อเกี่ยวข้องกับเข็มเงินสุดรักสุดหวงของมัน
อาจารย์ปลุกปิศาจวัยกลางคนย่อมต้องตอบตกลงอย่างไม่เกี่ยงงอน
“ท่านอาจารย์ปลุกปิศาจ ข้ายังไม่ได้ถามว่าสมควรเรียกหาเจ้าว่า
อย่างไร”
“ข่าจั๋ว”
เรื่องที่ว่าจั่วม่อทำลายเข็มเงินของข่าจั๋วแพร่สะพัดไปทั่วเมืองอย่าง
รวดเร็ว
ภายในบ้านของลุงอันหย่า
ลุงอันหย่าจ้องมองจั่วม่ออย่างเข้มงวด “อาจั่ว ที่แท้เป็นเรื่องราวใด
“อา ข้าทำลายเข็มเงินของข่าจั๋วเซียนเซิงโดยไม่ได้ตั้งใจ” จั่วม่อกล่าว
ด้วยสีหน้าใสซื่อ
“เจ้ามิใช่ว่าเคลื่อนไหวไม่ได้หรือ
ลุงอันหย่าขมวดคิ้ว
“ก็ใช่ แต่ข้าขอให้ข่าจั๋วเซียนเซิงวางเข็มเงินไว้ในมือข้า” จั่วม่อรู้สึก
ว่าคำอธิบายเช่นนี้ดูจะไม่สามารถทำให้ลุงอันหย่าพึงพอใจได้ ได้แต่กล่าว
เพิ่มเติมว่า “อันที่จริงข้าก็เป็นอาจารย์ปลุกปิศาจด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะไม่
ค่อยมีฝีมือก็ตาม”
“เจ้าก็เป็นอาจารย์ปลุกปิศาจด้วย?”
?”
จั่วม่อกล่าวยิ้ม ๆ ทำการโป้ปดหน้าตาย
?”
? เดิมทีไม่ได้ทำขึ้นมา
เพื่อใช้งานหนักจึงบอบบางไปบ้าง ข่าจั๋วเซียนเซิงยังมีวัตถุดิบพร้อมสรรพ
อยู่กับตัว สามารถสร้างขึ้นใหม่เมื่อใดก็ได้ ท่านลุง ท่านไม่เข้าใจอันใดก็
อย่าได้เพิ่มความวุ่นวายแล้ว ข่าจั๋วเซียนเซิง เจ้าว่าถูกหรือไม่?”
ราคาถูกมาก?
? สามารถสร้างขึ้นใหม่เมื่อใดก็
ได้ นี่เจ้าล้อข้าเล่นหรือไม่?
ข่าจั๋วทั้งเจ็บปวดใจทั้งเดือดดาล เพื่อเข็มเงินเล่มนี้ มันต้องพากเพียร
พยายามอยู่หลายปี มิหนำซ้ายังต้องใช้วัตถุดิบที่เก็บสะสมไว้ทั้งหมดไปจน
เกลี้ยงฉาด!
แต่… …มันเหลือบมองใบหน้าเย็นเยียบของอากุ่ยจากปลายหางตา
ต้องใจสั่นสะท้านขึ้นมา เข็มเงินแม้ราคาแพงมาก แต่ชีวิตน้อย ๆ ของมัน
ย่อมสำคัญกว่า!
มันรีบปั้นรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า “ใช่ ใช่ นี่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย ข้า
คิดจะสร้างใหม่สักเล่มอยู่แล้ว ความคิดบางประการของอาจั่วยังช่วยจุด
ประกายให้แก่ข้า ข้าได้กำไรไม่น้อยจริง ๆ!”
ข่าจั๋วในใจร่าไห้จนน้าตาแทบเป็นสายเลือด
คราครั้งนี้ลุงอันหย่าค่อยหลงเชื่ออย่างแท้จริง บนใบหน้าปรากฏ
รอยยิ้มกว้างขวาง “ดีแล้ว ดีแล้ว”
จากนั้นหันกลับมามองจั่วม่อ จ้องเขม็งนิ่งนาน
จั่วม่อเป็นโจรใจหวั่นหวาด ภายใต้การจ้องมองนี้อดตะกุกตะกักถาม
ไม่ได้ “ท่านลุง ไฉนมองข้าเช่นนั้น?”
ลุงอันหย่าแย้มยิ้ม กล่าวปนหัวร่อฮิฮะ “ท่านี้ไม่เลว จงสำราญใจให้
มากเข้าไว้เถอะ! ฮ่าฮ่า!”
จั่วม่ออับอายแทบแทรกแผ่นดิน
ลุงอันหย่าเดินออกจากห้องพร้อมเสียงหัวร่อดังกระหึ่ม มันต้องไป
ดูแลเหล่าปิศาจวัยเยาว์ให้ฝึกฝีมือประจำวัน
ข่าจั๋วค่อยถอนหายใจโล่งอก โชคยังดี โชคยังดี ครั้งนี้มันไม่ได้ทำให้
คนที่เป็นอันตรายนี้ไม่พอใจ… …
วันนี้จั่วม่อไม่ติดตามไปชมดูการสอนวิชาของลุงอันหย่าเหมือนเช่น
ปกติ แต่คอยถามปัญหาเกี่ยวกับแผนผังปิศาจอย่างต่อเนื่อง
ในฐานะอาจารย์ปลุกปิศาจ ข่าจั๋วศึกษาเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ทีแรก
มันไม่ได้สนใจนัก เพียงเพราะตัวตนของจั่วม่อจึงจำยอมตอบคำถามแต่
โดยดี แต่เมื่อคำถามยังคงเจาะลึกลงไปเรื่อย ๆ ความไม่พอใจบนใบหน้า
มันก็ค่อย ๆ หายไป แทนที่ด้วยความตื่นตะลึงและเคร่งเครียด คำตอบของ
มันค่อย ๆ ช้าลง และจมลงไปในการครุ่นคิดใคร่ครวญ
หรือว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ จะเป็นอาจารย์ปลุกปิศาจจริง ๆ?