สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 543 ข่าจั๋ว
จั่วม่อกัดฟันแน่น อดทนข่มกลั้นความเจ็บปวดจากพลังที่พลุ่งพล่าน
ปั่นป่วนภายในร่างขณะที่มันกำลังพยายามฟื้นสภาพและจัดระเบียบเลือด
เนื้อร่างกายตัวเองเสียใหม่ ข้อมือของมันค่อย ๆ บิดหมุนอย่างเชื่องช้า
เชื่องช้าเสียจนราวกับว่าไม่ได้ขยับเคลื่อนไหว โชคดีที่มันมีความอดทน
มากพอ ขณะที่ปากกล่าวหยอกเย้าอากุ่ย มันก็คอยขยับกล้ามเนื้อจำนวน
น้อยนิดจนน่าสมเพชของมันไปด้วย
กระแสพลังที่อาละวาดไปทั่วร่าง ทางหนึ่งกระทบกระทั่งกันไม่หยุด
อีกทางหนึ่งก็พากันเพิ่มพูนขึ้นด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก จั่วม่อชัก
เริ่มสงสัยว่าหากมันไม่สามารถหาหนทางแก้ไขได้ในเร็ววันนี้ ผลสุดท้ายที่
รอมันอยู่ เกรงว่าจะเป็นการที่ร่างกายแตกระเบิดเป็นผุยผงไม่ต่างจากเข็ม
เงินของข่าจั๋ว ต่อให้เป็นสังขารปิศาจที่เข้มแข็งแกร่งกร้าวที่สุด ก็ยังคงมี
ขีดจำกัดพลังงานที่สามารถทานทนรับได้
ปรากฏการณ์แปลกประหลาดทั้งมวลนี้ ทำเอากระทั่งผูเยากับเว่ยยัง
จนปัญญา พวกมันไม่เคยเห็นสภาพเช่นนี้มาก่อน
เคล็ดวิชาพื้นฐานที่จั่วม่อลอบเรียนรู้จากลุงอันหย่ามีประสิทธิภาพไม่
น้อย แม้ว่าในยามนี้มันยังขยับได้เพียงข้อมือเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็จุด
ประกายความหวังให้แก่มันสายหนึ่ง
ข่าจั๋วนั่งมึนงงอยู่ด้านข้าง จมอยู่ในภวังค์ความคิดอันลึกล้า มันนั่งอยู่
ในท่านี้มาตลอดทั้งคืน หลังจากที่จั่วม่อซักถามคำถามกองโตเมื่อค่าคืนที่
ผ่านมา มันก็พบว่ามีปัญหามากมายที่มันไม่เคยครุ่นคิดพิจารณามาก่อน
ดังนั้นเฝ้าขบคิดใคร่ครวญโดยไม่รู้สึกตัว
กร๊อบ!
ทันใดนั้นกระดูกข้อมือของจั่วม่อส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ
ความรู้สึกคล่องแคล่วราบรื่นที่ไม่ได้พบเจอมานาน ในที่สุดก็กลับคืน
มา จั่วม่อชะงักงันวูบ จากนั้นกลายเป็นลิงโลดยินดี ทดลองขยับข้อมือ
อย่างรวดเร็ว ความคล่องแคล่วราบรื่นที่ไม่ได้รู้สึกมานานฟื้นกลับคืน
มาแล้วจริง ๆ จั่วม่อพลุ่งพล่านจนจนแทบกู่คำรามให้ถึงชั้นฟ้า!
จั่วม่อหมุนข้อมืออย่างหิวกระหาย หลังจากเคยสูญเสียไปจึงค่อยรู้
คุณค่า
ดูเหมือนความเจ็บปวดก่อนหน้านี้ไม่นับเป็นกระไรได้ ถึงแม้ว่าจะฟื้น
สภาพเพียงมือข้างเดียว แต่ตอนนี้มันก็สามารถกระทำเรื่องราวหลายสิ่ง
หลายอย่างได้แล้ว
นี่ไม่ได้หมายความว่าสภาพเลวร้ายในร่างกายของมันเปลี่ยนแปลงไป
แต่มันในที่สุดก็สามารถเกาะกุมพลังส่วนหนึ่งของตนอีกครั้ง ความรู้สึกที่
สูญเสียแล้วได้กลับคืน นับว่ายากจะบ่งบอกบรรยายเป็นถ้อยวาจาจริงๆ
“อากุ่ย ดูสิ ดูเร็วเข้า มือข้าขยับได้แล้ว!” จั่วม่อสะบัดมือให้ดูราวกับ
อวดสมบัติวิเศษ
อากุ่ยไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย
จั่วม่อก็ไม่เสียกำลังใจเพราะเรื่องนี้ หากอากุ่ยตอบสนองจริง ๆ จึงจะ
น่าแปลกใจ ในอารมณ์แช่มชื่นเบิกบานใจ มันก็เริ่มวางแผนการทันที มัน
ย่อมไม่เคยคิดว่าการเดินทางของมันกับอากุ่ยในครั้งนี้เป็นการท่องเที่ยว
ชมทิวทัศน์ ที่แห่งนี้คือภพปิศาจ เป็นสถานที่ที่ทั้งไม่คุ้นเคยและอันตราย
สุดขีด แม้ว่าเมืองเศษหินจะดูคล้ายสงบสันติสำหรับมัน มันก็หาได้ละทิ้ง
ความระแวงระวังไม่ มันกับอากุ่ยในยามนี้กระทั่งพลังในการปกป้อง
การที่มือข้างหนึ่งฟื้นสภาพสำเร็จ หมายความว่าวิธีการของมันอย่าง
น้อยยังมีส่วนที่ถูกต้อง ตราบเท่าที่มันยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ ปัญหาเรื่อง
การเคลื่อนไหวสมควรแก้ไขได้ในที่สุด แต่จำนวนพลังเลือดเนื้อที่มัน
สามารถควบคุมได้มีขอบเขตจำกัด นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวพลังที่ถูกละเลย
และไม่ได้อาละวาดไปด้วย แต่ต่อให้จั่วม่อผนึกรวมรั้งพลังเหล่านี้ทั้งหมด
เกรงว่ายังไม่ใช่คู่มือของลุงอันหย่าด้วยซ้า
มันต้องคิดหาหนทางอื่น
จั่วม่อขบคิดใคร่ครวญเงียบ ๆ อยู่นาน ดวงตาค่อย ๆ เป็นประกายขึ้น
ทีละน้อย จากนั้นหันขวับไปทางข่าจั๋วที่กำลังจมอยู่ในภวังค์อันลึกล้า เรียก
หาเสียงดัง “ข่าจั๋วเซียนเซิง ข่าจั๋วเซียนเซิง!”
“อา!” ข่าจั๋วหันมาตามเสียงด้วยสีหน้าเลื่อนลอย ชั่วอึดใจให้หลัง สี
หน้ามึนงงค่อยกลับเป็นปกติอีกครั้ง
“ข่าจั๋วเซียนเซิง มาหารือเรื่องเข็มเงินกันเสียทีดีหรือไม่” จั่วม่อสุ้ม
เสียงเต็มไปด้วยแรงดึงดูดใจ
“เข็มเงิน อ๊า เข็มเงินของข้า!” ข่าจั๋วทีแรกงงงันวูบ จากนั้นสีหน้า
กลายเป็นตึงเครียดทันที “เชิญกล่าว เชิญกล่าว!”
เข็มเงินเล่มนั้นเป็นของสำคัญที่สุดของข่าจั๋ว แต่จั่วม่อเผลอทำลาย
เป็นผุยผงโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้จั่วม่อบอกว่าจะชดใช้ให้เล่มหนึ่ง ข่าจั๋วก็ไม่ได้
เชื่อถือวาจานี้จริงๆ แต่มันไม่กล้าล่วงเกินจั่วม่อผู้อาจเป็นปิศาจสูงศักดิ์ ได้
แต่ปล่อยเลยตามเลย เวลานี้จั่วม่อยกหัวข้อนี้ขึ้นมากล่าวอีกครั้ง ข่าจั๋ว
หัวใจฟูฟ่องแทบล่องลอยแล้ว
“เรื่องนี้มีหนทางแก้ไขอยู่สองทาง” จั่วม่อกล่าวยิ้ม ๆ
“ประการแรก ข้าจะชดใช้เข็มที่เหมือนกับเล่มก่อนหน้าให้แก่เจ้าเล่ม
หนึ่ง”
ข่าจั๋วพอฟัง สีหน้าก็เบิกบานใจในทันที
“อย่างไรก็ตาม ด้วยวิธีนี้เจ้าจะต้องรอไปก่อน เจ้าก็เห็นแล้วว่ายามนี้
ข้ามีปัญหาอยู่เล็กน้อย ข้าจำต้องหาหนทางแก้ปัญหาเสียก่อน ดังนั้นเจ้า
ต้องไม่ใจร้อน”
สีหน้าเบิกบานใจของข่าจั๋วพลันห่อเหี่ยว ในที่สุดก็สงบใจลง ถามว่า
“แล้วหนทางที่สองเล่า?”
“หนทางที่สองซับซ้อนกว่าเล็กน้อย” จั่วม่อในแววตาทอประกายชื่น
ชม น้าเสียงเปลี่ยนไป “ข้าแน่ใจว่าเจ้ามีวัตถุดิบสำรองอยู่จำนวนหนึ่ง จง
นำออกมาให้ข้าชมดู บางทีเราอาจสามารถสร้างเข็มเงินเล่มใหม่ได้ทันที”
ข่าจั๋วสั่นศีรษะอย่างผิดหวัง “การสร้างเข็มปลุกปิศาจมิใช่เรื่อง
ง่ายดายปานนั้น”
“อ้อ ที่แท้มันเรียกว่าเข็มปลุกปิศาจ” จั่วม่อสุ้มเสียงราบเรียบ “บางที
อาจได้ หรือบางทีก็อาจจะไม่ ข้าเพียงแค่เสนอแผนการและชี้นำ ที่เหลือ
ข่าจั๋วเซียนเซิงจะต้องลงมือทำเอง ข้าเชื่อว่าข่าจั๋วเซียนเซิงสามารถ
แยกแยะได้ว่าแผนการนี้สมควรเป็นไปได้หรือไม่”
ข่าจั๋วสีหน้าฉงนสงสัย หรือว่าเด็กหนุ่มผู้นี้สามารถออกแบบสร้างเข็ม
ปลุกปิศาจได้จริง ๆ?
ศิลาเลือดไก่ ไม้ผุแห่งไพรสณฑ์ แมลงทานตะวัน… …
จั่วม่อรู้จักคุ้นเคยกับวัตถุดิบส่วนใหญ่เหล่านี้ แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่ไม่เคย
พบเห็นมาก่อน หลังจากกวาดตามองคร่าว ๆ รอบหนึ่ง แผนการในใจก็เริ่ม
เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
มันขอกระดาษกับพู่กันจากข่าจั๋ว ใช้มือขวาที่คืนสภาพแล้วเริ่มขีด
วาดอย่างรวดเร็ว
เมื่อเส้นสายเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นภายใต้ปลายพู่กันของจั่วม่อ ข่าจั๋ว
ใบหน้าทอแววตื่นตะลึง แล้วกลายเป็นปิติยินดีที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ มัน
เริ่มจ้องปลายพู่กันของจั่วม่อตาเขม็ง แทบกลั้นหายใจ ราวกับเกรงว่าเสียง
หายใจของมันจะไปรบกวนจั่วม่อก็มิปาน
ห้องกลับกลายเป็นเงียบสงัด มีเพียงเสียงพู่กันตวัดลากไปตาม
แผ่นกระดาษเบา ๆ
ชั่วอึดใจให้หลัง จั่วม่อค่อยหยุดมือ กวาดตาตรวจสอบอย่างละเอียดถี่
ถ้วน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ค่อยวางพู่กันลง
“ประเสริฐ สิ่งนี้เป็นของเจ้าแล้ว แผนผังปิศาจนี้เป็นแผนผังปิศาจ
ของแมงกะพรุนปรภพ จัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับเข็มปลุกปิศาจเล่มเดิม
ของเจ้า ข้าคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจ้า วัตถุดิบหลักเริ่มแรกให้ใช้ไม้ผุ
แห่งไพรสณฑ์ จากนั้นนำไปแช่ในศิลาเลือดไก่ผสมกับแมลงทานตะวัน”
21
จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เป็นข้าไม่ดีเอง ข่าจั๋วเซียนเซิง
อย่าได้ทำเช่นนี้แล้ว”
ข่าจั๋วไม่หวั่นไหว ยังคงกล่าวต่อไปว่า “ความรอบรู้ของใต้เท้าเหนือล้า
กว่าข่าจั๋วมาก! ข่าจั๋วยังใช้จิตใจของคนชั่วช้าประเมินเจตนาวิญญูชนของ
ใต้เท้า ยามนี้เมื่อมากล่าวถึง ข่าจั๋วนับว่าสมควรตาย!”
จั่วม่อไม่ทราบจะหัวร่อหรือร่าไห้ดี “ตกลงว่าเจ้าอยากจะบอกอันใด
กันแน่
“ใต้เท้า โปรดรับข่าจั๋วเป็นศิษย์ด้วย!” ข่าจั๋วกล่าวเสียงดังฟังชัด
“รับเจ้าเป็นศิษย์
จั่วม่อเหม่อมองข่าจั๋วที่สูงวัยกว่ามันมาก พลัน
รู้สึกแปลกพิกล รีบสั่นศีรษะพลางกล่าว “ไม่ได้ ไม่มีทาง!”
ก่อนหน้านี้จั่วม่อแม้รับพวกหนานเยว่ คังเจ๋อเป็นศิษย์ แต่ก็เนื่อง
เพราะพวกนางมีอายุไม่ต่างจากมันมากนัก จั่วม่อไม่มีปัญหาที่จะ
หลอกลวงพวกนางสักครา แต่หากรับข่าจั๋วที่อายุมากกว่ามันไม่น้อยเป็น
ศิษย์จริงๆ จึงนับว่าแปลกพิกลโดยแท้
“ต้าเหริน ได้โปรดรับข่าจั๋วเป็นศิษย์ด้วย!” ข่าจั๋วไม่ถนัดในการกล่าว
วาจาประจบประแจง ได้แต่กล่าวซ้าประโยคเดิมอย่างแน่วแน่
จั่วม่อเดิมทีรู้สึกว่าข่าจั๋วอ่อนแอและหลอกลวงได้ง่าย แต่เมื่อคนสัตย์
ซื่อถือมั่นกลายเป็นดื้อดึงขึ้นมา พวกมันก็น่ากลัวยิ่ง
หลังจากยันกันอยู่เช่นนี้เป็นเวลานาน จั่วม่อรู้สึกคล้ายกำลังจะเสียสติ
แล้ว
“เอาเถอะ เอาเถอะ ก่อนอื่นให้สร้างเข็มปลุกปิศาจนี่เสียก่อน” จั่วม่อ
กล่าวเสียงละห้อย เรี่ยวแรงของมันแทบจะหมดสิ้นอยู่รอมร่อ หากข่าจั๋ว
เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา มันก็รับมือไม่ไหวแล้ว
ข่าจั๋วผุดลุกขึ้นอย่างตื่นเต้นยินดี “ขอรับ เหล่าซือ!”
ฟังประโยคนี้ จั่วม่อลอบยิ้มเจื่อนขมในใจ มันถึงกับต้องรับคนที่แก่
คราวลุงมาเป็นศิษย์เชียวหรือ
เผ่าปิศาจนี่ช่างบ้าคลั่งอย่างที่เล่าลือกันจริง ๆ!
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อเมื่อสงบใจลงและไตร่ตรองดูอีกครั้ง มันรู้สึกว่า
การรับศิษย์ผู้นี้กลับไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว
ข่าจั๋วเป็นเผ่าปิศาจที่แท้จริง ทั้งยังตระเวนไปทั่วในหลาย ๆ สถานที่
มีประสบการณ์และศักดิ์ฐานะของอาจารย์ปลุกปิศาจเป็นเครื่องป้องกัน
และซ่อนเร้นที่ดีสำหรับตัวมันเอง ตามที่จั่วม่อล่วงรู้มา ในบรรดาเผ่าปิศาจ
ชั้นต่าอาจารย์ปลุกปิศาจมีศักดิ์ฐานะสูงส่งมาก แทบจะไม่มีผู้ใดปฏิเสธการ
ปลุกแผนผังปิศาจให้ตื่นขึ้น กระทั่งปิศาจที่มีพลังอำนาจโดยทั่วไปแล้วยัง
ไม่คิดล่วงเกินอาจารย์ปลุกปิศาจ เนื่องเพราะคนเหล่านี้รอบรู้กว้างขวาง
และมักมีฝีมือทางด้านอื่น ๆ เช่นการเยียวยารักษาและขจัดพิษ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่มันกับอากุ่ยอีกทาง
หนึ่ง
มองจากด้านนี้จั่วม่อชักรู้สึกว่าไม่เลวร้ายเท่าใด
ดูเหมือนว่ามันจำต้องศึกษาแผนผังปิศาจจริง ๆ จัง ๆ เสียแล้ว ใน
เวลาเช่นนี้การสูญเสียเกราะป้องกันที่ดีเช่นนี้ไปอาจไม่ใช่เรื่องดี
และในเมื่อมันยังไม่สามารถนำสิ่งของออกจากแหวนมิติของมัน
การศึกษาเจาะลึกแผนผังปิศาจอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี ซึ่งอาจช่วยให้มัน
หาหนทางฟื้นสภาพได้
ที่สำคัญที่สุด คือมันมีแผนผังปิศาจอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ของเหล่านี้เป็นผู
เยาเก็บสะสมไว้หลายพันปี เวลานี้นับว่าได้ใช้ประโยชน์บ้างแล้ว
เจียงเจ๋อถอนใจเบา ๆ สีหน้าขัดแย้งและซับซ้อนอยู่บ้าง
ในสนามรบเบื้องล่าง เห็นกองทัพปิศาจกำลังต่อสู้อย่างจนตรอก
ปิศาจบางส่วนบุกตะลุยเข่นฆ่าอย่างดุเดือดคลุ้มคลั่ง ทั้งยังไม่ยอมล่าถอย
แม้สักก้าว จิตเจตนาขอต่อสู้จนตัวตายเห็นได้ถนัดชัดเจน แต่ต่อหน้า
กระบวนทัพค่ายกลที่ตั้งมั่นอย่างสมบูรณ์ พวกมันก็ไม่ต่างอันใดจากแมง
เม่าบินเข้ากองไฟ
เจียงเจ๋อคิดไม่ถึงว่าการต่อสู้จะดุเดือดรุนแรงถึงเพียงนี้ แม้ว่ามันจะ
เคยชินกับภาพของความโหดร้ายทารุณมาไม่น้อย แต่ยังต้องตกตะลึงกับ
ภาพเบื้องหน้านี้ อดนับถือเลื่อมใสเหล่าปิศาจที่บ้าคลั่งเหล่านี้อยู่บ้างไม่ได้
นี่เป็นกองทัพที่เด่นล้าขบวนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย!
แต่นับถือเลื่อมใสก็ส่วนนับถือเลื่อมใส นี่ไม่ได้ทำให้เจียงเจ๋อบังเกิด
เมตตาจิต ยังคงเอ่ยคำสั่งการอย่างนุ่มนวลและต่อเนื่อง “ขบวนทัพกลาง
ล่าถอยออกมา สองปีกข้างตีกระหนาบจากสองฟาก”
กองทัพปิศาจจู่ ๆ ค้นพบว่าศัตรูเบื้องหน้าล่าถอยไปอย่างกะทันหัน
พวกมันปิติยินดีในบัดดล ใช่เป็นฝ่ายตรงข้ามไม่อาจต้านทานการบุกตะลุย
อย่างรุนแรงของพวกมันอีกต่อไปหรือไม่?
กระแสบุกทะลวงอันเกรี้ยวกราดนี้ ทำให้ทัพปิศาจที่เพิ่งจะคลายใจลง
เล็กน้อยต้องแตกตื่นตะลึงลาน ประหนึ่งมีดร้อนตัดผ่านเนย กองทัพปีก
ขวาตัดผ่ากลางกองทัพปิศาจทั้งขบวน
กระบวนทัพฝ่ายปิศาจถูกผ่าแยกออกเป็นสองส่วนทันที!
ขวัญกำลังใจที่เพิ่งจะลุกโชนขึ้นพลันตกวูบ ไม่มีผู้ใดทันเห็นกองทัพ
อีกขบวนหนึ่งลอบเข้าประชิดทางด้านหลังของพวกมัน
กองทัพปิศาจที่กำลังแตกตื่นลนลาน ถูกผ่ากลางในบัดดลด้วยการบุก
ทะลวงระลอกที่สอง
มองจากบนท้องฟ้า จะเห็นสองกองทัพตัดแบ่งกองทัพปิศาจออกเป็น
ส่วน ๆ อย่างงดงามสมบูรณ์แบบ
“พวกมันจบสิ้นแล้ว” สตรีข้างกายเจียงเจ๋อบิดกายอย่างเกียจคร้าน
กิริยาเช่นนี้ทำให้เรือนร่างอันเย้ายวนที่เติบโตเต็มสาวของนางอวดส่วนโค้ง
ส่วนเว้าที่ดึงดูดใจออกมา องครักษ์ส่วนตัวหลายคนที่ล้อมรอบพวกมันพา
กันกลืนน้าลายอย่างฝืดคอ ต่อหน้าสตรีอันเย้ายวนเช่นนี้ กระทั่งนักบวช
นิกายพุทธยังต้องหวั่นไหวใจ
เจียงเจ๋อนิ่งเงียบงัน ผมยาวที่ขาวราวหิมะสะบัดปลิวตามสายลม คิ้ว
เรียวยาวพาดตรงทำให้เค้าหน้าดูอบอุ่นอ่อนโยน ร่างสูงสง่าตั้งตรงดุจเสา
หยก เมื่อยืนอยู่กลางเวหาเหนือสนามรบก็มักดึงดูดสายตาผู้คนโดยไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาสงบลึกล้าคู่นั้น ที่ทั้งสดใสกระจ่างและไร้
สิ่งเจือปน ไม่ว่าผู้ใดที่ประสานสบตากับมัน อาจถูกดึงดูดโดยไม่ทันรู้สึกตัว
ในฐานะหนึ่งในตัวแทนที่มีความสำเร็จสูงสุดในบรรดาศิษย์วัดเสวียน
คงรุ่นนี้ ไม่ว่าไปยังที่ใดเจียงเจ๋อก็ดึงดูดสายตาผู้คน ในแดนเสวียนคง
ชื่อเสียงของมันถึงกับระบือลือไกลยิ่งกว่าบรรดามหาสมณะที่มีชื่อเสียงมา
นานปีเสียอีก ในใจของเหล่านักบวชนิกายพุทธรุ่นใหม่ นามเจียงเจ๋อคล้าย
จะแฝงไว้ด้วยมนต์ขลังประการหนึ่ง
ในแดนเสวียนคง มีเพียงผู้เดียวที่สามารถยกขึ้นเปรียบเทียบกับมันได้
เป็นศิษย์พี่ของมัน หนานกงชิงเหลียน
แต่แตกต่างจากเจียงเจ๋อซึ่งเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก หนานกงชิง
เหลียนเป็นเซียนวรยุทธ์เที่ยงแท้ หนึ่งบุ๋นหนึ่งบู๊ แต่ทั้งคู่ก็โดดเด่นเสมอกัน
“มีข่าวเกี่ยวกับเปี๋ยหานหรือไม่?”
? เจ้าคิดถึงมันหรือไร
สตรีนางนั้นเลิกคิ้วเรียวงาม
สีหน้ากระเซ้าเย้าแหย่ โฉมสะคราญที่สั่นไหวจิตใจผู้คนนางนี้เป็นศิษย์พี่
หญิงของเจียงเจ๋อ เรียกว่าฟ่งเยวี่ย (หงส์จันทรา) ทั้งยังเป็นผู้ช่วยแม่ทัพ
ของมันด้วย
ฟ่งเยวี่ยที่มุมปากประดับด้วยไฝเล็ก ๆ เม็ดหนึ่ง แต่มิเพียงไม่ลดทอน
ความงามของนาง กลับยิ่งขับเน้นริมฝีปากสีแดงสดให้ทรงเสน่ห์ปานล่ม
เมือง
“ข้ากำลังคิดว่าหากเปี๋ยหานเป็นผู้นำทัพฝ่ายตรงข้าม… …” เจียงเจ๋อ
ไม่ได้รู้สึกรู้สาอันใดกับฟ่งเยวี่ยแม้แต่น้อย เพียงกล่าวตอบเบา ๆ
“แล้วจะเป็นไร?
? หรือกังวลว่าเจ้าจะพ่ายแพ้
ฟ่งเยวี่ยกล่าวอย่างไร้ปราณี “เจ้าสองคนร่าเรียนมาด้วยกันกระมัง อืมฮืม
หรือว่ามีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษ?”
ฟ่งเยวี่ยจงใจลากเสียงเน้นคำ ‘เป็นพิเศษ’ อย่างยียวน
เจียงเจ๋อคุ้นชินกับนิสัยช่างเย้าแหย่ของศิษย์พี่หญิงฟ่งเยวี่ยมานาน
จึงไม่มีโทสะแม้แต่น้อย เพียงกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ “ท่านเมื่อกล่าว
เช่นนี้ ข้าก็ชักรู้สึกคาดหวังในการต่อสู้กับมันเสียแล้ว”
“ช่างไม่ทราบว่าไฉนท่านเจ้าอาวาสต้องพามันมาด้วย ข้าไม่ชมชอบ
มันตั้งแต่แรกพบ ดวงตาของมันดุร้ายกระหายเลือดเกินไป อย่างกับสัตว์
ร้ายก็มิปาน”
“แล้วเรื่องเกี่ยวกับอาณาจักรทะเลเมฆเล่า?”
“ฮ่า อาจารย์อาติ้งเจินอยู่ในวัดหาได้มีศักดิ์ฐานะใดไม่ ความตายของ
มันไม่นับเป็นอะไรได้ ฮึ่ม หากผู้ที่ตกตายเป็นอาจารย์อาท่านอื่น ก็ไม่ทราบ
ว่าทางวัดจะเฉยชากับเรื่องราวเหมือนในยามนี้หรือไม่?” ฟ่งเยวี่ยขมวดคิ้ว
เรียวงาม สีหน้าโกรธขึ้ง น้าเสียงยิ่งกล่าวยิ่งไม่เกรงอกเกรงใจแล้ว
เจียงเจ๋อกระแอมเบา ๆ “เดิมทีเปี๋ยหานถูกส่งไปช่วยเหลืออาจารย์อา
ติ้งเจิน แต่ในเมื่อเปี๋ยหานจู่ ๆ ก็หักหลังพวกเรา สถานการณ์ทางด้านนี้ก็
ซับซ้อนสับสน ดังนั้นทางวัด… …”
“เจ้าไม่ต้องมากล่าวแก้แทนตาเฒ่าเหล่านั้น ขอกล่าววาจาไม่น่าฟัง
เสียก่อน หากในอนาคตเจ้าจะกลายเป็นน่ารังเกียจเฉกเช่นพวกมัน ขอ
อภัยที่ข้าไม่น้อมสนอง เจี่ยเจียจะไปเล่นด้วยตัวเองแล้ว” ฟ่งเยวี่ยเลิกคิ้ว
ถลึงตา สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความปึ่งชา
เจียงเจ๋อได้แต่ฝืนยิ้มขื่น กับศิษย์พี่หญิงฟ่งเยวี่ยนางนี้ มันจนปัญญา
จะรับมือนางจริง ๆ
“หลังจากที่เจ้าจัดตั้งแนวป้องกันอย่างมั่นคง ข้าจะไปแก้แค้นให้แก่
อาจารย์อาติ้งเจิน! เจ้าเมื่อไม่ยอมไป ข้าจะไปเอง!” ฟ่งเยวี่ยโพล่งขึ้นอย่าง
กะทันหัน
เจียงเจ๋อผู้มีท่วงท่าสงบเยือกเย็นมาโดยตลอด พอฟังพลันหน้า
เคร่งเครียดเย็นชาลง ตวาดเบา ๆ “เหลวไหล!”
“ในอดีตอาจารย์อาติ้งเจินเคยกรุณาชี้แนะข้า ไม่ว่าอย่างไรข้าต้อง
ทดแทนพระคุณท่านให้จงได้!” ฟ่งเยวี่ยกล่าวเสียงสงบราบเรียบ ทว่าเด็ด
เดี่ยวเฉียบขาดนัก
เจียงเจ๋อทอดถอนอย่างเหนื่อยล้า กลายเป็นไม่มีวาจาจะกล่าว
ข่าจั๋วจ้องมองเข็มปลุกปิศาจเล่มใหม่อย่างเคลิบเคลิ้มมึนเมา บรรจง
ลูบคลำไม่ยอมเลิกรา
“เอาล่ะ เอาล่ะ เลิกมองเสียที” จั่วม่อเข้าใจความรู้สึกของข่าจั๋วเป็น
อย่างดี แต่หลังจากข่าจั๋วเฝ้าชมดูและหัวร่ออย่างโง่งมมาตลอดทั้งเช้า มัน
ในที่สุดก็ไม่อาจทานทนได้อีกต่อไป
“ขอรับ ขอรับ ขอรับ เข้าใจแล้วขอรับเหล่าซือ” ข่าจั๋วคล้ายเพิ่งสะดุ้ง
ตื่น ค่อย ๆ ซุกเก็บเข็มปลุกปิศาจอย่างระมัดระวัง
ลุงอันหย่าไม่อาจเชื่อได้ลงว่าจั่วม่อจู่ ๆ จะกลายเป็นเหล่าซือของ
ข่าจั๋ว แต่หลังจากรับฟังจั่วม่อบรรยายถึงเรื่องความเป็นอัจฉริยะของตน
ลุงอันหย่าก็หัวหมุนงุนงงไปหมด สุดท้ายยินยอมเชื่อจะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของเรื่องนี้คือพวกตงจื่อไม่กล้าปฏิบัติต่อจั่ว
ม่อเช่นเดิมอีก ต่อหน้าจั่วม่อ พวกมันกลายเป็นเรียบ ๆ ร้อย ๆ และ
ระมัดระวังตัวยิ่ง พวกมันต้องให้ความเคารพต่ออาจารย์ปลุกปิศาจ เด็ก
หนุ่มสาวทั้งหมดล้วนถูกสั่งสอนมาเช่นนี้
ถึงตอนนี้ไม่มีผู้ใดหัวร่อที่อากุ่ยอุ้มจั่วม่อเยี่ยงเจ้าหญิงอีก ผู้คนพลัน
ตระหนักแน่แก่ใจ ไม่น่าแปลกใจที่อาจั่วมีพลังมาก มันไม่ใช่ปิศาจธรรมดา
ทั่วไปแต่แรก
เพื่อที่จะทำให้ตัวตนในฐานะอาจารย์ปลุกปิศาจของมันน่าเชื่อถือ
ยิ่งขึ้น จั่วม่อเริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับอาจารย์ปลุกปิศาจอย่างจริงจัง
จั่วม่อเดิมทีก็มีฝีมือในแผนผังปิศาจ วิชาหลอมสร้างและค่ายกลยันต์ โดย
ไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายอันใด มันก็พอจะเข้าใจศาสตร์วิชาปลุก
แผนผังปิศาจในระดับหนึ่ง
ศาสตร์วิชาปลุกแผนผังปิศาจไม่ใช่ศาสตร์ที่ลึกซึ้งอันใด สำหรับจั่วม่อ
ตัวประหลาดผู้เคยศึกษาแผนผังปิศาจมามากมาย เมื่อมันเข้าใจศาสตร์
วิชาปลุกแผนผังปิศาจ ความเข้าใจของมันก็เหนือล้ากว่าอาจารย์ปลุก
ปิศาจโดยทั่วไปอยู่หลายขั้น
ข่าจั๋วยิ่งมายิ่งเคารพเทิดทูนจั่วม่อ มันยิ่งอยู่ใกล้ชิดกับเหล่าซือ ก็ยิ่ง
พบว่าความรอบรู้ของเหล่าซือช่างกว้างไพศาลกว่ามันมากนัก
นี่เป็นเหตุให้ข่าจั๋วกระทำทุกอย่างตามการชี้นำของจั่วม่อ เต็มไปด้วย
ความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น
เมื่อถือครองเข็มปลุกปิศาจอีกครั้ง ข่าจั๋วก็สามารถปลุกแผนผังปิศาจ
ของตงจื่อได้แล้ว
ตงจื่อผู้เฝ้ารออย่างกระวนกระวายมานานหลายวัน ให้รีบแล่นมาหา
อย่างลิงโลดยินดี การปลุกแผนผังปิศาจครานี้ดึงดูดความสนใจของ
ชาวเมืองเศษหินจำนวนมาก ตงจื่อเป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดใน
เมือง คนส่วนมากพากันวาดหวังว่าเมืองเศษหินของพวกมันจะสามารถให้
กำเนิดยอดยุทธ์ที่แท้จริงสักคนหนึ่ง
ข่าจั๋วไม่รีรอลังเล ลงมือตรวจสอบคุณสมบัติโดยละเอียดของตงจื่อ
ทุกคนแทบกลั้นหายใจ ด้วยเกรงว่าจะรบกวนสมาธิของข่าจั๋ว
จั่วม่อนอนอยู่ในอ้อมแขนของอากุ่ย เฝ้ามองกระบวนการทั้งหมดด้วย
ความเข้าใจอย่างลึกล้า
ข่าจั๋วเมื่อตรวจสอบจนแน่ใจ กำลังจะเริ่มลงมือปลุกแผนผังปิศาจ แต่
จั่วม่อกลับเอ่ยขัดอย่างกะทันหัน “รอก่อน”
ข่าจั๋วชะงักมือทันควัน รีบเข้ามาเรียนถามจั่วม่ออย่างนอบน้อม
“เหล่าซือมีคำสั่งใด?”
บรรดาปิศาจที่กำลังเฝ้าดูพากันส่งเสียงอื้ออึงเล็กน้อย
แม้พวกมันจะรับรู้ว่าข่าจั๋วกราบจั่วม่อเป็นเหล่าซือ แต่เมื่อเห็นข่าจั๋ว
เรียกขานออกมาเบื้องหน้าผู้คนมากมายยังคงก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่าง
รุนแรง จั่วม่ออายุไม่ห่างจากตงจื่อกับพวกสักกี่ปี ทว่าเด็กหนุ่มผู้นี้กลับ
กลายเป็นเหล่าซือของข่าจั๋วเซียนเซิงที่พวกมันเคารพนับถือไปเสียได้ ควร
ทราบว่าข่าจั๋วแม้ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองเศษหิน แต่ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว
เมืองเศษหินมาเป็นเวลานาน
พรสวรรค์ของตงจื่อนับว่าไม่เลวเลยจริง ๆ จากการพินิจพิเคราะห์
ของเว่ย ตงจื่อสมควรมีสายเลือดของปิศาจวานรที่ราบสูง ปิศาจวานรที่
ราบสูงสายเลือดบริสุทธิ์เป็นยอดนักรบโดยกำเนิด มีทั้งพลัง ความเร็วและ
ความเหี้ยมหาญ
จั่วม่อเฝ้าดูการตรวจสอบของข่าจั๋ว จนสามารถยืนยันว่ามีเศษเสี้ยว
แผนผังปิศาจวานรที่ราบสูงอยู่บนร่างตงจื่อส่วนหนึ่งจริง ๆ ข้อสันนิษฐาน
ของเว่ยไม่ได้ผิดพลาดไปเลย
จั่วม่อเมื่อศึกษาค้นคว้าศาสต์วิชาของอาจารย์ปลุกปิศาจ ตั้งแต่หลาย
วันก่อนมันก็พบว่าการปลุกแผนผังปิศาจนั้นคล้ายคลึงกับแผนผังที่มันสลัก
ลงบนร่างของเหลยเผิงกับพวกมาก แต่เผ่าปิศาจเชี่ยวชาญพลังสังขาร
ดังนั้นพวกมันใช้แผนผังปิศาจ ส่วนซิวเจ่อเมื่อใช้พลังปราณเป็นหลัก พวก
มันจึงใช้ค่ายกลยันต์แทน
เมื่อยืนยันได้ว่าตงจื่อมีเศษเสี้ยวแผนผังปิศาจวานรที่ราบสูงอยู่ในร่าง
จั่วม่อพลันบังเกิดความคิดอันอุกอาจประการหนึ่ง… …นั่นคือมันสามารถ
แก้ไขแผนผังปิศาจวานรที่ราบสูงในร่างตงจื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่?
อาจารย์ปลุกปิศาจแม้สามารถปลุกแผนผังปิศาจ แต่อันที่จริงเป็น
เพียงการช่วยนำแผนผังปิศาจที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างให้ปรากฏออกมาเท่านั้น
กล่าวอีกนัยก็คือเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ไม่ใช่การซ่อมแซม
แผนผังปิศาจทั้งชุดให้สมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม สำหรับจั่วม่อผู้เคยประสบความสำเร็จกับศาสตร์ค่าย
กลสลักร่างมาก่อน ความคิดนี้แม้อุกอาจไปบ้าง แต่ก็สมเหตุสมผล
แต่มันไม่ได้มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ ดังนั้นตกลงใจมอบการตัดสินใจ
ขั้นสุดท้ายให้แก่ตงจื่อ
เมื่อเรียกตงจื่อกับบิดามารดาของมัน รวมถึงลุงอันหย่าเข้าไปในห้อง
จั่วม่อบอกเล่าความคิดของมันอย่างไม่อ้อมค้อม
ทุกผู้คนล้วนตะลึงพรึงเพริด พวกมันพอฟังว่าตงจื่อมีสายเลือดของ
ปิศาจวานรที่ราบสูง ใบหน้าก็ทอแววเหลือเชื่อ จั่วม่อสังเกตเห็นในสายตา
ของตงจื่อเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและแรงปรารถนา
ข่าจั๋วรู้สึกว่าสมองของมันไม่อาจเข้าใจแนวคิดนี้ได้เต็มที่ ซ่อมแซม
แผนผังปิศาจ?
“อาจั่ว เรื่องนี้ไม่อาจล้อเล่น” ลุงอันหย่าสุ้มเสียงเคร่งเครียด “เจ้ามี
ความมั่นใจสักกี่ส่วน?”
“สามในสิบ” จั่วม่อตอบด้วยการประมาณการขั้นต่าเอาไว้ก่อน แต่
หลังจากกล่าวออกจากปาก ค่อยตระหนักถึงความเสี่ยง พลันสำนึกเสียใจ
ขึ้นมา มันหวังว่าจะไม่มีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้นกับตงจื่อ ในช่วงเวลา
นับตั้งแต่มาถึงเมืองเศษหิน ตงจื่อดีต่อมันมาก
ตงจื่อกับบิดามารดาของมันหันไปกระซิบหารือกันอย่างเคร่งเครียด
จากนั้นพวกมันตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ตงจื่อสูดหายใจลึก “อาจั่ว ข้ายินดีทดลองดู!”
“เรื่องนี้อันตรายมาก เจ้ามีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก” จั่วม่อผู้บัดนี้สำนึก
เสียใจอย่างสุดซึ้ง เริ่มกระตุ้นเตือนหวังให้ตงจื่อตัดสินใจใหม่
“ข้าไม่กลัว!” ตงจื่อกล่าวอย่างห้าวหาญ “ข้าต้องการเข้มแข็งขึ้น มี
แต่หนทางนั้น พวกเราจึงไม่ถูกข่มเหงรังแก”
ในเวลานี้เอง บิดาของตงจื่อพลันกล่าวอย่างสุภาพอ่อนน้อม “จั่ว
เซียนเซิง โปรดมอบโอกาสให้แก่ตงจื่อเถอะ! สำหรับตระกูลเรา สำหรับ
เมืองเศษหินของเรา พวกเราต้องการโอกาสนี้”
ลุงอันหย่าถอนหายใจลึกยาว จู่ ๆ ก็ดูแก่ชราลงไปมาก
จั่วม่อทราบว่าเรื่องราวมาถึงขั้นนี้ ทั้งเห็นว่าพวกมันเต็มไปด้วยความ
เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ลุงอันหย่าก็ไม่คัดค้านอีก มันขบคิดแวบหนึ่ง ก่อนจะ
รับปาก “ประเสริฐ! เช่นนั้นข้าจะไม่ทำให้พวกเจ้าผิดหวัง แต่ข้ายังต้องการ
เวลาตระเตรียมอีกสองสามวัน”
ถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบ รวมทั้งตัวจั่วม่อเองด้วยว่าทางเลือกของ
พวกมันในครั้งนี้ กำลังจะสร้างตำนานสะท้านภพปิศาจขึ้นมาบทหนึ่ง!