สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 547 เชื้อเชิญ
ปิศาจด่านเจี้ยว
หากเป็นก่อนหน้าที่จะได้รับบาดเจ็บ จั่วม่อมีความมั่นใจอย่างเต็ม
เปี่ยมว่าสามารถจัดการกับบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันในหมัดเดียว แม้กล่าว
โดยทั่วไปแล้วระดับพลังของมันก็เป็นปิศาจด่านเจี้ยวเช่นเดียวกัน ทว่า
สังขารปิศาจมหาทิวาของมันรั้งอันดับสองในบรรดาสังขารปิศาจด่านเจี้ยว
ทั้งมวล ช่วยให้มันสามารถเหยียบย่าปิศาจในด่านเดียวกันแทบทั้งหมดไว้
ใต้ฝ่าเท้า กระทั่งปิศาจด่านถงหลิ่ง23ทั่วไปยังมิใช่คู่มือของจั่วม่อ
แต่ยามนี้… จั่วม่อฝืนยิ้มขมขื่น ลำพังปิศาจด่านเจี้ยวเพียงผู้เดียวก็
สามารถเหยียบย่าเมืองเศษหินจนราบเป็นหน้ากลอง
“คิดไม่ถึงว่าจะได้พบพานยอดฝีมือด่านเจี้ยวในสถานที่เล็ก ๆ เช่น
เมืองเศษหิน ข้าช่างมีหน้ามีตานัก” จั่วม่อกล่าวด้วยสุ้มเสียงปลอดโปร่ง
เฉื่อยชา “ขออภัยยิ่ง ผู้น้อยร่างกายไม่สมประกอบอยู่บ้าง ไม่สามารถขยับ
ตัวได้ หากมีที่ล่วงเกินท่านที่นับถือโปรดอย่าได้ถือสาหาความ”
ฝ่ายตรงข้ามแย้มยิ้มเล็กน้อย “อย่าได้กังวลใจไป ผู้น้อยเคยได้ยิน
เรื่องราวของจั่วเซียนเซิงมาสักระยะหนึ่งแล้ว ฟังว่าจั่วเซียนเซิงมิใช่คน
ธรรมดาสามัญ วันนี้ได้พบเห็นกับตายังเหนือล้ากว่าที่คาดไว้เสียอีก ผู้น้อย
เฉาอวี้ เป็นข้ารับใช้ของเขิงอี้ต้าเหริน”
เทียบเท่าจินตัน
คนผู้นี้สุ้มเสียงลุ่มลึก แฝงเร้นความกังวานที่ไม่เหมือนผู้ใดชนิดหนึ่ง
ได้ยินมานานแล้ว?
?
? อาจารย์ปลุกปิศาจผู้สามารถใช้การปลุกแผนผัง
ปิศาจ ช่วยให้ผู้คนยกระดับทะลวงด่านโดยตรง นับว่าหาได้ยากยิ่ง”
จั่วม่อไม่ตอบคำถาม กลับย้อนถามว่า “ท่านที่นับถือไม่ทราบมาหาข้า
ด้วยกิจธุระใด
เฉาอวี้ก็ไม่ซักไซ้ไล่เรียง มองดูจั่วม่ออย่างแฝงความนัย กล่าวว่า “ดู
เหมือนว่าจั่วเซียนเซิงมีความเป็นมาไม่รวบรัดธรรมดาจริง ๆ”
ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อรู้สึกว่าถ้อยวาจาของคนผู้นี้เย็นเยียบ
และอำมหิตอยู่บ้าง ราวกับว่ามีลมเย็นเฉียบพัดมากระทบร่างจากทาง
ด้านหลัง
เฉาอวี้แย้มยิ้ม ทำท่าผายมือ “ผู้น้อยคิดเชื้อเชิญจั่วเซียนเซิงไปเป็น
อาคันตุกะที่เมืองศิลาสักสองสามวัน”
เป็นอาคันตุกะ? เมืองศิลา?
จั่วม่อก็เป็นบุคคลอันชาญฉลาดผู้หนึ่ง ย่อมฟังความหมายข่มขู่ใน
วาจาเหล่านี้ออก
ทันใดนั้นเอง ปิศาจตนหนึ่งพลิ้วกายเข้ามา มือข้างหนึ่งหอบหิ้วร่าง
ของข่าจั๋วที่ไม่ได้สติ
“เจ้ามัวแต่เยิ่นเย้อเสียเวลาอันใด?”
? พวกเจ้ามีหนทางหรือไม่
ในทะเลแห่งจิตสำนึก
จั่วม่อถามผูเยากับเว่ยอย่างร้อนใจ อากุ่ยไม่รับรู้เรื่องราวทางโลก พลังเทพ
ของนางเพียงใช้การได้เป็นบางครั้ง หากตอแยอีกฝ่ายมีโทสะอาจเลวร้าย
สุดคาดคิด แต่ยามนี้มันก็ไม่มีความสามารถที่จะต่อสู้กับผู้ใด จั่วม่อแตกตื่น
ตระหนกยิ่ง
“ด้วยสภาพของเจ้าในตอนนี้ ไม่ว่าวิธีการดี ๆ อันใดล้วนใช้การไม่ได้”
ผูเยากล่าวอย่างเย็นชา
“เฝ้ารอโอกาสที่เหมาะสม!” เว่ยชี้แนะอย่างเยือกเย็น “อีกฝ่ายในเมื่อ
เจาะจงมาหาเจ้าย่อมต้องมีเรื่องร้องขอ ก่อนที่จะล่วงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวโดยวู่วาม”
จั่วม่อครุ่นคิดตาม แล้วสงบใจลงอย่างรวดเร็ว
เว่ยกล่าวไม่ผิด ฝ่ายตรงข้ามเห็นได้ชัดว่ามีจุดมุ่งหมาย
“บางทีพวกมันอาจมาเพื่อแผนผังปิศาจ” ผูเยาหรี่ตาแคบเหมือนคม
มีด นัยน์ตาสีเลือดทอประกายอำมหิต อารมณ์ขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด “ช่าง
ขวัญกล้าบังอาจนัก ถึงกับกล้าล้วงคองูเห่า!”
หากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับจั่วม่อ ในหมู่พวกมันไม่มีผู้ใดมีจุดจบที่ดี
หาเรื่องจั่วม่อก็เท่ากับหาเรื่องพวกมันด้วย
จั่วม่อรู้สึกละอายใจเล็กน้อย เทียบกับสองตัวประหลาดเฒ่านี้แล้ว มัน
ยังคงใจอ่อนเกินไปบ้าง แต่มันก็เป็นชนชั้นผู้นำคนหนึ่ง หลังจากสงบใจ
ระงับความตื่นตระหนกในตอนแรก ความคิดจิตใจก็เริ่มหมุนเร็วรี่
คนทั้งสองล้วนอยู่ในด่านเจี้ยว หลังจากคบหาสมาคมกับลุงอันหย่ามา
หลายวัน จั่วม่อก็ล่วงรู้สภาพทั่วไปไม่น้อย ในอาณาจักรเศษหินอันห่างไกล
และรกร้างกันดารนี้ ปิศาจด่านเจี้ยวถือเป็นระดับชั้นของยอดฝีมือ การที่
ปิศาจชั้นนายกองสองตนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เฉาอวี้
กับสหายของมันยังมาอย่างเปิดเผย ไม่มีความคิดจะปกปิดซ่อนเร้นแม้แต่
น้อย
จั่วม่อขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของอากุ่ย พยายามจัดระเบียบภายใน
ร่างกายอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าอาจไม่เห็นผลในทันที แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่มัน
สามารถกระทำได้ในยามนี้
เฉาอวี้กับสหายมีพาหนะเป็นค้างคาวดำตัวใหญ่มหึมาสองตัว ช่วงปีก
กว้างหกจั้ง บนหลังมีพื้นที่กว้างมากพอที่จะรองรับผู้คนเจ็ดแปดคน
ค้างคาวดำแม้มีสารรูปชวนพรั่นพรึง แต่พวกมันไม่ได้บินเร็วนัก เวลา
ที่พวกมันบิน จะปรากฏสายลมสีดำหมุนวนเป็นทรงกลม ห่อหุ้มพวกมันไว้
ภายใน ช่วยป้องกันแรงลมปะทะ
หลังจากเดินทางต่อเนื่องเป็นเวลาสองวัน ภูเขาสีดำลูกหนึ่งก็ปรากฏ
ขึ้นในครรลองสายตาของจั่วม่อ
ภูเขาทั้งลูกสีดำสนิทราวกับน้าหมึก ตั้งตรงและสูงชัน ลอยอยู่บน
ท้องฟ้า จั่วม่อสังเกตเห็นสายลมหมุนวนเป็นชั้น ๆ รอบภูเขา สายลม
เหล่านี้หอบเอาเศษหินนับไม่ถ้วนลอยขึ้นมาด้วย ก่อเกิดเป็นวงแหวนเศษ
หินคาดอยู่รอบภูเขาเป็นชั้น ๆ
รอจนพวกมันบินเข้าไปใกล้กับวงแหวนเศษหิน เสียงแหลมบาดหูดัง
กึกก้องจนผู้คนแทบหูดับ ประดุจเสียงภูตผีครวญคร่า ชวนให้ผู้ได้ยินถึงกับ
หนังศีรษะชาซ่าน
เฉาอวี้ตลอดการเดินทางคอยเฝ้าสังเกตจั่วม่ออยู่ตลอดเวลา ยามนี้
เมื่อเห็นสายตาของจั่วม่อยังคงสงบเยือกเย็น อดประหลาดใจไม่ได้ ในวง
แหวนเศษหินนี้ ลมแกร่งคมกล้าดุจใบมีด ทั้งยังพัดพาเอาเศษหินแหลมคม
มากมายสุดคนานับหมุนวนด้วยความเร็วสูง หากผู้ใดพลาดพลั้งหลุดเข้า
ไป ต่อให้สังขารแกร่งกล้าเพียงใดก็ไม่แคล้วถูกบดขยี้เป็นผุยผง
“จั่วเซียนเซิงเคยพบเห็นสถานที่คล้าย ๆ กันนี้มาก่อนหรือไม่?”
“ไม่” จั่วม่อตอบอย่างเฉื่อยชา
เฉาอวี้เห็นจั่วม่อไม่คิดสนทนากับมัน จึงแย้มยิ้มเล็กน้อย หุบปากนิ่ง
เงียบงันไปอีกคน
ค้างคาวดำสองตัวพุ่งทะยานเข้าสู่วงแหวนพายุเศษหินโดยไม่รีรอ
ลังเล ม่านโล่แสงพลันสว่างวาบขึ้นรอบกายค้างคาวดำ เสียงแหลมบาดหู
หายวับไปทันที จั่วม่อรู้สึกในสายตาพร่าเลือนวูบ ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยน
ไปทันควัน
เห็นกลุ่มแผ่นศิลาสีดำลอยอยู่กลางอากาศ เรียงตัวเป็นเส้นทาง
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกมันอย่างฉับพลัน ทอดยาวไปในระยะห่างไกลจน
ลับตา
ค้างคาวดำเหินทะยานไปตามเส้นทางศิลา หลังจากนั้นไม่นาน พวก
มันก็บินตรงเข้าหาตำหนักสีดำที่อยู่เบื้องหน้า
ที่ประตูตำหนัก เห็นสององครักษ์ปิศาจยืนอยู่สองฟากข้าง หนึ่งในนั้น
เห็นเฉาอวี้กับพวกก็แย้มยิ้มพลางกล่าว “เจ้าไฉนเพิ่งมาเอาป่านนี้ เจี้ยจู่
(เจ้าผู้ครองอาณาจักร) รอคอยจนแทบหมดความอดทนแล้ว”
เฉาอวี้ฝืนยิ้ม “ระหว่างทางเราไม่กล้าหยุดพักผ่อนแม้สักชั่วครู่ชั่วยาม
กระทั่งหยุดพักดื่มน้ายังไม่กล้า จนกระทั่งมาถึงที่นี่”
จั่วม่อดวงตาทอประกายวูบ เจี้ยจู่! อาณาจักรเศษหินย่อมมีเจี้ยจู่เพียง
หนึ่งเดียว จั่วม่อจดจำที่ลุงอันหย่าเคยกล่าวไว้ได้ เจี้ยจู่แห่งอาณาจักรเศษ
หินเรียกว่าเขิงอี้
“บ่นกับข้าไปจะได้อะไรเล่า” ปิศาจองครักษ์ผู้เฝ้าประตูกล่าวปนหัว
ร่อ จากนั้นเพ่งพิศดูจั่วม่อพลางจุปาก “เด็กน้อยผู้นี้หรืออาจารย์ปลุกปิศาจ
ที่เจ้าพามา เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ผิดพลาด! นี่มันคนป่วยหนักชัด ๆ! สตรีนาง
นั้นก็อัปลักษณ์เหลือทน!”
ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่อในใจบังเกิดความคิดฆ่าฟันอย่างรุนแรง
มันจ้องมององครักษ์ผู้นั้นอย่างลึกซึ้ง จดจำรูปโฉมของอีกฝ่ายไว้มั่น
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก
“พลังงานฆ่าฟันของจั่วม่อรุนแรงกว่าแต่ก่อนมาก” เว่ยเปรยขึ้นเบาๆ
ผูเยากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “นี่เป็นเรื่องดี เจ้าเด็กน้อยปกติไม่ค่อยมี
แรงจูงใจ มันมักจะเอาแต่พึงพอใจในสิ่งที่มีมากเกินไป”
“มันปฏิบัติต่ออากุ่ยไม่เหมือนผู้ใด” เว่ยกล่าวอย่างมีนัย
“สตรีมีอิทธิพลมากที่สุด!” ผูเยาสำนึกเสียใจอยู่บ้าง “หากรู้เช่นนี้
เสียก่อน ข้าจะผลักสตรีสักสองสามนางให้แก่มันเสียนานแล้ว!”
“อากุ่ยไม่เลวเลยจริง ๆ” เว่ยดูเหมือนคิดถึงเรื่องบางประการ สุ้ม
เสียงเต็มไปด้วยร่องรอยหวนคำนึง
“ทำอย่างไรจะสามารถผลักสตรีอีกสักนางสองนางไปให้แก่เจ้าเด็ก
น้อยนี้ได้… …” ผูเยารำพึงรำพันอยู่คนเดียว
“นี่หรืออาจารย์ปลุกปิศาจที่เจ้าหาพบ
บุรุษผู้หนึ่งลากเสียงถาม
จั่วม่อหาได้แยแสสนใจมันไม่ เพียงเพ่งมองเจี้ยจู่แห่งอาณาจักรเศษ
หิน
เขิงอี้ทั้งไม่สูงและไม่กำยำล่าสัน ร่างกายถึงกับผอมบางเป็นอย่างยิ่ง
เป็นความผอมบางที่ชวนให้จั่วม่อรู้สึกถึงความไม่ธรรมดา สวมชุดยาวสี
ขาวสะอาดสะอ้าน สิ่งที่ทำให้จั่วม่อประหลาดใจที่สุด คือมันไม่สามารถ
สัมผัสพลังฆ่าฟันจากร่างของคนผู้นี้แม้แต่น้อย
เขิงอี้ผู้นี้คางแหลมเป็นพิเศษ ใบหน้าหมดจดงดงาม สิ่งที่สะดุดตา
ที่สุดคือนัยน์ตาสีเหลืองอำพันที่คล้ายคลึงกับดวงตางูเป็นที่สุด
แต่หากมีคนประเมินมันต่าเกินไปเพราะเหตุนี้ แน่นอนว่าจะไม่ได้ตาย
ดี!
ด่านเจียง!
เจี้ยจู่ที่ดูราวกับจะสามารถปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อผู้นี้ เป็นปิศาจ
ด่านเจียงตนแรกที่จั่วม่อเคยได้พบพาน!
สมกับที่เป็นราชันของอาณาจักรหนึ่ง!
ปิศาจด่านเจียงเทียบเท่าซิวเจ่อด่านหยวนอิง ต่อให้จั่วม่อฟื้นคืน
สภาพอย่างสมบูรณ์ เกรงว่ายังไม่ใช่คู่มือของเขิงอี้ผู้นี้
“มันเป็นปิศาจงูกระมัง
จั่วม่อถามเว่ยอย่างใคร่รู้
“อา ปิศาจอสรพิษเขี้ยวขาวที่หาได้ยากยิ่ง!” เว่ยสุ้มเสียงแฝงแวว
เคร่งเครียดที่ยากจะพบพาน
“ปิศาจอสรพิษเขี้ยวขาว?”
“อา ปิศาจงูเชื้อสายนี้เป็นปิศาจงูโบราณประเภทหนึ่ง พวกมันสืบ
ทอดสังขารปิศาจอันพิเศษเฉพาะยิ่ง เรียกว่าสังขารปิศาจเขี้ยวขาว” เว่ย
แจกแจงเร็วรี่ “พวกมันขอเพียงทะลวงฝ่าไปยังด่านเจียงสำเร็จ จะฝึกปรือ
สังขารปิศาจเขี้ยวขาวสำเร็จด้วย สังขารปิศาจเขี้ยวขาวเป็นสังขารปิศาจ
ด่านเจียง”
จั่วม่อหัวใจตกวูบ สังขารปิศาจมหาทิวาของมันเป็นสังขารปิศาจด่าน
เจี้ยว ต่าชั้นกว่าสังขารปิศาจเขี้ยวขาวของผู้อื่นถึงสองระดับ แม้ว่าเว่ย
ไม่ได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจน แต่จั่วม่อก็ทราบว่าความห่างชั้นระหว่าง
พวกมันทั้งสองมิอาจหยั่งวัดได้
คราวนี้กระทั่งผูเยายังพูดไม่ออก สังขารปิศาจมหาทิวาจัดอยู่ลำดับ
สองในหมู่สังขารปิศาจด่านเจี้ยว หากเผชิญสังขารปิศาจด่านถงหลิ่งทั่วไป
ยังพอมีโอกาสอยู่บ้าง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับปิศาจด่านเจียง มันกระทั่ง
โอกาสหลบหนียังไม่มี
“อา เราต้องคิดหาหนทางอื่น” จั่วม่อเริ่มสงบใจลง
ผูเยากับเว่ยสบตากันวูบ ต่างเห็นเค้าตื่นตะลึงในดวงตาอีกฝ่าย พวก
มันรู้สึกเหนือความคาดหมายไม่น้อย ภายใต้สถานการณ์เสียเปรียบและ
พลังฝีมือห่างชั้นกันถึงเพียงนี้ นึกไม่ถึงว่าจั่วม่อจะยังคงเต็มไปด้วยขวัญ
กำลังใจและจิตวิญญาณการต่อสู้อย่างเปี่ยมล้น
แต่แล้วการปรึกษาหารือระหว่างจั่วม่อ ผูเยาและเว่ยกลับถูกเสียงของ
เฉาอวี้ขัดจังหวะกลางคัน
“เจี้ยจู่! บริวารพบจั่วเซียนเซิงในเมืองเศษหินโดยบังเอิญ บริวารเห็น
มันปลุกแผนผังปิศาจให้แก่เด็กหนุ่มผู้หนึ่งด้วยสายตาตัวเอง ผลก็คือเด็ก
หนุ่มผู้นั้นฝ่าทะลวงขึ้นไปยังด่านเว่ยโดยตรง”
ภายในหอใหญ่บังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง ปิศาจเหล่านี้ล้วน
มีสีหน้าไม่เชื่อถือ แม้ว่าการปลุกแผนผังปิศาจจะเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่
ปิศาจชั้นต่า แต่การทะลวงฝ่าด่านข้ามขั้นโดยตรง นับว่ายากจะพบพาน
เป็นอย่างยิ่ง
เขิงอี้สีหน้าทอแววประหลาดใจอยู่บ้าง “อ้อ เจ้ากำลังจะบอกว่ามัน
สามารถช่วยให้เด็กหนุ่มผู้นั้นฝ่าด่านข้ามขั้นเป็นด่านเว่ยเช่นนั้นรึ?”
“ใช่ขอรับ เรื่องนี้บริวารประจักษ์ด้วยสายตาตัวเอง” เฉาอวี้กล่าว
อย่างนอบน้อม จากนั้นชี้ไปยังข่าจั๋วที่ยังไม่ฟื้นคืนสติ กล่าวต่อไปว่า “มัน
เรียกว่าข่าจั๋ว เป็นศิษย์ของจั่วเซียนเซิง”
“เจี้ยจู่ คนผู้นี้เรียกว่าข่าจั๋วจริง บริวารเคยพบเจอมันมาก่อน มันฝีมือ
ไม่เลว แต่บริวารไม่เคยได้ยินว่ามันมีเหล่าซือ อย่าว่าแต่ยังเป็นเด็กน้อยผู้
หนึ่ง” ท่ามกลางกลุ่มคน ปิศาจร่างสูงผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าวแย้ง “เฮอะ!
ข้าว่าเฉาอวี้อุปโลกน์ขึ้นเองเสียมากกว่า!”
เฉาอวี้ไม่เหลือบแลปิศาจตนนั้น เพียงกล่าว “เจี้ยจู่ ท่านสามารถปลุก
ข่าจั๋วขึ้นมาลองสอบถามดู”
เขิงอี้แย้มยิ้ม โบกมือตัดบท “อาอวี้รอบคอบระมัดระวัง จะต้องไม่
ผิดพลาดกับเรื่องเพียงเท่านี้”
กล่าวจบคำ มันก็ลุกขึ้นยืน เดินตรงเข้าหาจั่วม่ออย่างแช่มช้า