สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 548 จนปัญญา
นัยน์ตาสีเหลืองอำพันเห็นได้ชัดว่าไม่มีความประสงค์ร้าย แต่จั่วม่อ
รู้สึกราวกับว่าถูกสายตาคู่นั้นคว้าขยุ้มที่ลำคอ แทบหายใจไม่ออก
นี่คือความแตกต่างของพลังฝีมือเช่นนั้นหรือ?
กระแสพลังนับไม่ถ้วนอาละวาดอย่างกราดเกรี้ยว ถาโถมพลุ่งพล่าน
ไปทั่วร่าง ราวกับคลื่นน้าทะลักทลาย
แรงกดดันไร้สภาพที่กดทับมัน ไม่ต่างจากฟองอากาศ ท่ามกลางเสียง
ปะทุเบา ๆ เพียะ แตกสลายไปทันที
จั่วม่อรู้สึกร่างกายปลอดโปร่งโล่งสบาย สามารถหายใจหายคอได้อีก
ครั้ง พลังภายในร่างมันสูญเสียเป้าหมายที่ต่อต้าน ค่อย ๆ สงบลง
นับตั้งแต่ต้นจนจบ จั่วม่อสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนแม้สักแวบ การ
เปลี่ยนแปลงอันรุนแรงภายในร่างมันไม่มีผู้ใดระแคะระคายแม้แต่น้อย
เขิงอี้ดวงตาทอแววขบคิดใคร่ครวญ จากนั้นแย้มยิ้มเล็กน้อย “ครา
ครั้งนี้เราเชื้อเชิญจั่วเซียนเซิงมา เพราะมีเรื่องบางประการอยากขอความ
ช่วยเหลือ”
ข่าจั๋วตรวจร่างกายดรุณีน้อยที่นอนสลบไสลอยู่บนเตียงอย่าง
ระมัดระวัง หญิงสาวอายุเยาว์นางนี้รูปโฉมคล้ายคลึงกับเขิงอี้เป็นอย่างยิ่ง
สมควรเป็นธิดาของมัน หรือไม่ก็ญาติสนิทชิดใกล้ หญิงสาวสะคราญปาน
ล่มเมือง ริมฝีปากอ่อนละมุนเผยอเล็กน้อย คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น ราวกับว่า
นางกำลังทนทุกข์ทรมาน
?” จั่วม่อเพิ่งเคยได้ยินถ้อยคำเหล่านี้
เป็นครั้งแรก
เว่ยเบือนสายตาไปมองผูเยา ผูเยาแค่นเสียง จากนั้นกล่าว “แผนผัง
ปิศาจบนร่างกายมิใช่ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง รอจนเจ้าขึ้นสู่ด่านใหม่
แผนผังปิศาจบนร่างเจ้าก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน จะยิ่งเติบโตมาก
ขึ้น เพียบพร้อมสมบูรณ์มากขึ้น นี่คือความหมายของคำว่าเติบโต อย่างไร
ก็ตาม หากมีบางสิ่งเกิดขึ้นระหว่างนั้นจนขั้นตอนการเจริญเติบโตถูก
ขัดจังหวะ จะกลายเป็นเช่นสตรีนางนี้เอง”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้!” ความเข้าใจในแผนผังปิศาจของจั่วม่อเพิ่มพูนขึ้น
ทุกวัน ผูเยาเพียงชี้แนะมันก็เข้าใจทันที
พร้อมกันนั้นก็ค้นพบในบัดดล ว่านี่เป็นปัญหายุ่งยากประการหนึ่ง
ปัญหาเช่นนี้มิใช่จะแก้ไขได้โดยง่าย เนื่องเพราะมูลเหตุเกิดจากฐาน
ราก
จริงดังคาด เว่ยสรุปอย่างจนปัญญา “สภาพเช่นนี้ ในภพปิศาจไม่มี
หนทางรักษา!”
ผูเยาก็เงียบกริบเช่นกัน มันอาจศึกษาค้นคว้าแผนผังปิศาจ แต่สภาพ
เช่นนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตการค้นคว้าของมัน
จั่วม่อรู้สึกศีรษะพองโต
ข่าจั๋วทำการทดสอบสุดท้ายเสร็จสิ้น ล่าถอยออกมาด้วยใบหน้าชุ่ม
เหงื่อ มันมองดูจั่วม่ออย่างมีความหวัง รู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่พอจะคร
นามือเหล่าซือของมัน
“จั่วเซียนเซิง เป็นอย่างไรบ้าง?” เขิงอี้ถามทันที นัยน์ตางูสีเหลือง
อำพันมองดูจั่วม่ออย่างเย็นชา
จั่วม่อรู้สึกหนังศีรษะชาซ่าน ทราบว่าหากไม่มีการแสดงออกเสียบ้าง
วันนี้มันอย่าคิดหมายเดินออกไปจากที่นี่ได้
“เจี้ยจู่เป็นปิศาจอสรพิษเขี้ยวขาว!” จั่วม่อโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน
“จั่วเซียนเซิงช่างรอบรู้นัก” เขิงอี้ดวงตาทอแววแปลกใจวูบ ควร
ทราบว่าปิศาจอสรพิษเขี้ยวขาวเป็นปิศาจที่หาได้ยากชนิดหนึ่ง มีคนรู้จัก
ไม่มากนัก ผู้อื่นเพียงมองปราดเดียวก็ระบุได้ ลำพังสายตาและความรอบรู้
อันลึกซึ้งนี้ บันดาลให้เขิงอี้บังเกิดความหวังขึ้นสายหนึ่ง
“ว่ากันว่าปิศาจอสรพิษเขี้ยวขาวเมื่อบรรลุถึงด่านเจียง จะสามารถ
สำเร็จสังขารปิศาจเขี้ยวขาวพร้อมกัน ข้าเข้าใจว่าเป็นเพียงคำร่าลือ คาด
ไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง” จั่วม่อปากกล่าววาจาอย่างปลอดโปร่ง แต่ในใจ
หมุนเร็วรี่ ครุ่นคิดหาหนทางอย่างบ้าคลั่ง
ข่าจั๋วรับฟังจนอ้าปากหวอ สำหรับมันเรื่องเหล่านี้ทั้งแปลกใหม่และ
พิสดารนัก
เขิงอี้หรี่ตามองอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นหัวร่อเบา ๆ “จั่วเซียนเซิงรอบรู้
เจนจบอย่างแท้จริง ผู้น้อยไม่นับถือเลื่อมใสก็คงไม่ได้แล้ว เช่นนั้นอาการ
ของบุตรีข้าเป็นอย่างไร คาดว่าจั่วเซียนเซิงคงกระจ่างแจ้งแก่ใจแล้ว
รบกวนจั่วเซียนเซิงอธิบายให้เราผู้เป็นบิดาฟังได้หรือไม่”
จั่วม่อกล่าวอย่างเฉื่อยชา “คุณหนูฝ่าด่านล้มเหลว การเจริญเติบโต
ของสังขารปิศาจของนางถูกขัดกลางคัน เป็นเหตุให้ยามนี้ร่างกายของนาง
ตกอยู่ในสภาพโกลาหลอลหม่าน ชีวิตของนางก็ตกอยู่ในอันตรายด้วย”
เขิงอี้ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า จั่วม่อรู้สึกว่าเขิงอี้จู่ ๆ ก็กลายเป็น
ใหญ่โตมหึมา แรงกดดันมหาศาลโถมทับลงมาจนมันแทบหายใจไม่ออก
คราวนี้ความปั่นป่วนวุ่นวายในร่างมันไม่บังเกิดปฏิกิริยาตอบโต้
เขิงอี้พลันรู้สึกตัว ตระหนักว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ใด รีบ
ระงับยับยั้งพลังสภาวะอันกราดเกรี้ยวของตน จั่วม่อค่อยรู้สึกว่าร่างผ่อน
คลายลง สามารถหายใจหายคอได้อีกครั้ง
ปิศาจด่านเจียงที่ครอบครองสังขารปิศาจ ช่างมีพลังอำนาจน่า
สะพรึงกลัวนัก!
จั่วม่อในใจตื่นตระหนกสุดระงับ ได้ยินเขิงอี้กล่าวด้วยเสียงต่าลึก
“ผู้น้อยเชื้อเชิญอาจารย์ปลุกปิศาจมามากกว่าหนึ่งร้อยคน แต่มีเพียงจั่ว
เซียนเซิงผู้เดียวที่สามารถระบุต้นสายปลายเหตุได้อย่างถ่องแท้ ผู้น้อยนับ
ถือเลื่อมใสยิ่ง จั่วเซียนเซิงในเมื่อตรวจวิเคราะห์ถูกต้อง เช่นนั้นจั่วเซียน
เซิงจะต้องมีหนทางรักษา”
จั่วม่อกัดฟันกล่าวว่า “กล่าวตามความสัตย์ ผู้น้อยก็เพิ่งเคยเห็น
อาการเช่นนี้เป็นครั้งแรก แม้ว่าสามารถระบุต้นสายปลายเหตุ แต่หากให้
คิดหาหนทางรักษา ผู้น้อยก็ไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย”
เขิงอี้แย้มยิ้ม “จั่วเซียนเซิงถ่อมตัวเกินไปแล้ว”
เขิงอี้แม้กำลังแย้มยิ้ม แต่จั่วม่อรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นเย็นเยียบเสีย
เหลือเกิน
จั่วม่อทราบดีว่าเรื่องนี้มันไม่อาจบ่ายเบี่ยงได้ ความคิดหมุนเร็วรี่ไม่
หยุดยั้ง กล่าวสืบต่อว่า “ผู้น้อยไม่ได้ถ่อมตัวจริง ๆ แม้ว่าอาการเช่นนี้ผู้น้อย
เพิ่งจะเคยเห็นกับตาเป็นครั้งแรก แต่กลับได้ยินได้ฟังมาไม่น้อย ฟังว่าเป็น
อาการที่ไม่สามารถรักษาได้”
“ไม่สามารถรักษาได้!” เขิงอี้ตะลึงงัน ดวงตาทอประกายโศกเศร้าวูบ
หนึ่ง แต่เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
จั่วม่อสะท้านใจวูบ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของเผ่า
ปิศาจช่างน่าอัศจรรย์ใจโดยแท้!
“ผู้น้อยเชื่อว่าจั่วเซียนเซิงจะต้องมีหนทาง” เขิงอี้เน้นเสียงอย่างแช่ม
ช้า
จั่วม่อทราบว่าช่วงเวลาสำคัญที่สุดมาถึงแล้ว มันกล่าวอย่างเยือกเย็น
ว่า “ผู้น้อยพอมีความคิดอยู่บ้าง แต่เป็นไปได้หรือไม่ยังต้องทดลองดูก่อน
ทว่าวาจาขอกล่าวไว้ล่วงหน้า หากเจี้ยจู่ต้องการให้ผู้น้อยทดลองดู ท่าน
ต้องมีความอดทนให้มากไว้ ชีวิตธิดาท่านเป็นสิ่งสำคัญ ไม่อาจทดลองดู
พร่าเพรื่อ ความคิดนี้ยังต้องการการทดสอบเป็นจำนวนมาก”
ได้ฟังประโยคที่ต้องการ เขิงอี้แย้มยิ้มพลางกล่าว “ย่อมต้องเป็น
เช่นนั้น ข้าจะสั่งการลงไป ให้อำนวยความสะดวกแก่จั่วเซียนเซิงอย่าง
จั่วม่อสายตาเลื่อนไปยังใบหน้าไร้ความรู้สึกของอากุ่ย ไม่ทราบเพราะ
เหตุใด จู่ ๆ มันหวนนึกถึงเท้าเปล่าอันงดงามชวนตะลึงลาน ที่มันมองเห็น
ผ่านเรือนผมที่สะบัดพลิ้วไปตามสายลมทะเลทราย
บนพื้นหินหยาบกระด้าง เท้าเปล่างดงามละเอียดอ่อนคู่นั้นทั้งไร้ที่ติ
และน่าดู เพียงแต่เท้าเปล่าคู่เดียวกันนี้เอง ท่ามกลางสายลมและเม็ดทราย
เหลี่ยมคม ทุกย่างก้าวสั่นระริกด้วยภาระที่แบกอยู่บนหลัง แต่ยังคง
พยายามก้าวต่อไปอย่างไม่รู้จักเจ็บปวดหรือเหนื่อยล้า
นางแบกมันก้าวไปทีละก้าว ทีละก้าว ไม่เคยหยุดยั้งหรือทอดทิ้งมัน
ยามนั้นสายตาส่วนใหญ่ของมันถูกบดบัง เห็นภาพเพียงส่วนเสี้ยว แต่
ส่วนเสี้ยวภาพเหล่านี้ช่วยให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้น
จั่วม่อดวงตาสาดประกายเจิดจ้า อารมณ์ขุ่นมัวหดหู่ปลิวหายวับ เต็ม
ไปด้วยกำลังวังชา สถานการณ์เลวร้ายเบื้องหน้าไม่ได้ทำให้มันท้อแท้ มัน
เชื่อมั่นว่าสามารถทลายอุปสรรคเหล่านี้ได้
อากุ่ย … … ข้าจะต้องพาเจ้าออกไปจากที่นี่ให้จงได้!
จั่วม่อสัตย์สาบานกับตัวเอง
มันเริ่มใคร่ครวญสถานการณ์เฉพาะหน้า แม้ว่ามันจะติดอยู่ในกรงขัง
แต่ยังมีช่องว่างให้พักหายใจหายคอ ภายในระยะเวลาอันสั้น มันไม่
จำเป็นต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย
ระยะเวลาจำนวนนี้เพียงพอให้มันกระทำเรื่องราวบางประการ…
เรื่องราวที่อาจจะช่วยให้มันพลิกสถานการณ์ได้
ปาลามองดูรายการสินค้าในมือ เจ็บปวดใจจนแทบอยากตาย
นับตั้งแต่ที่อาจารย์ปลุกปิศาจแปลกประหลาดผู้นั้นมาถึง วัตถุดิบนับไม่
ถ้วนก็อันตรธานหายไปจากคลังสินค้าของมัน ปาลาผู้นี้เป็นพ่อบ้านของ
อย่างไรก็ตาม มันไม่กล้าก่อปัญหาให้กับรายการเบิกวัตถุดิบเหล่านี้
แต่ไหนแต่ไรมาทุกผู้คนล้วนทราบกระจ่างถึงความรักใคร่หวงแหนที่เจี้ยจู่
มีต่อคุณหนู หากเพราะเหตุนี้ทำให้เจี้ยจู่มีโทสะ สิ่งที่รอคอยมันอยู่ก็มีแต่
ความตายเท่านั้น
มันได้แต่กัดฟัน ตกลงส่งมอบวัตถุดิบออกไป
ปาลายังเข้าใจในตัวจู่เหรินของมันเป็นอย่างดี เจี้ยจู่หาใช่คนที่ถูก
หลอกลวงได้โดยง่าย เมื่อถึงเวลาหากอาจารย์ปลุกปิศาจบัดซบนี้ไม่อาจ
รักษาคุณหนูได้ มันจะต้องตายอย่างน่าอนาถ!
ภายใต้เงื้อมมือของเจี้ยจู่ คิดใคร่ตายยังไม่ง่ายนัก!
บรรดาอาจารย์ปลุกปิศาจคนก่อน ๆ ไม่มีผู้ใดได้กลับออกไปทั้งที่ยังมี
ชีวิต
ที่พำนักเล็ก ๆ ของจั่วม่อยังมีสองปิศาจเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา
เพียงแต่พวกมันเพียงรับผิดชอบเฝ้าระวังด้านนอก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่
เกิดขึ้นภายใน
“เจ้าจดจำแผนผังปิศาจที่ข้าสอนจนขึ้นใจแล้วหรือไม่?”
“เช่นนั้นก็ลงมือเถอะ” จั่วม่อไม่เสียเวลากล่าวมากความ เวลาเป็น
ทรัพยากรสำคัญที่สุดสำหรับมันในตอนนี้
ข่าจั๋วเริ่มลงมือสลักแผนผังปิศาจหอยเปลือกเหล็กหมื่นชั้นลงบนมือ
ขวาของจั่วม่อ แผนผังปิศาจนี้แม้เป็นแผนผังปิศาจด่านเจี้ยว แต่ไม่
ซับซ้อนเท่าใด ข่าจั๋วใช้เวลาสองชั่วยามก็แล้วเสร็จ
จากนั้นข่าจั๋วนำหนึ่งในน้ายาที่ตระเตรียมเอาไว้ออกมา น้ายาเหล่านี้
พวกมันหลอมกลั่นจากวัตถุดิบที่รีดไถมาจากปาลาด้วยเหตุผลว่าพวกมัน
จะนำไปใช้ในการทดสอบ ข่าจั๋วจุ่มน้ายา เริ่มวาดทับลงบนแผนผังปิศาจ
ซ้าแล้วซ้าอีก
ความรู้สึกร้อนลวกแล่นผ่านมาจากฝ่ามือ จั่วม่อปิติยินดียิ่ง
ข่าจั๋วเปลี่ยนน้ายาไปเรื่อย ๆ ยังคงวาดทับซ้าแล้วซ้าเล่า
ความรู้สึกร้อนลวกแผดเผายิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ จั่วม่อรู้สึกว่ามือ
ขวาของมันกำลังจะถูกแผดเผาเป็นเถ้าถ่าน มือทั้งข้างแดงฉานราวกับ
เหล็กหลอมเหลว
ในที่สุดข่าจั๋วก็นำน้ายาขวดสุดท้ายออกมา เป็นน้ายาที่ส่องประกาย
เรืองรองด้วยแสงสีน้าเงินเยือกเย็น
เสี้ยวพริบตาที่น้ายาสีน้าเงินกระทบถูกแผนผังปิศาจ ความรู้สึกเย็น
สบายก็ก่อตัวขึ้น จั่วม่อรู้สึกสุขสบายจนแทบครวญครางออกมา
น้ายาสีน้าเงินเยือกเย็นเมื่อทาทับลงบนแผนผังปิศาจ จะถูกแผนผัง
ปิศาจดูดซับเข้าไปในทันที
แผนผังปิศาจทั้งผืนเปลี่ยนเป็นสีน้าเงินเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว ปก
คลุมมือขวาของจั่วม่อทั้งหมด
รอจนน้ายาส่วนสุดท้ายซึมหายเข้าไปในแผนผังปิศาจ เหตุ
เปลี่ยนแปลงก็อุบัติขึ้น!
ขบวนของซู่หลงเผชิญปัญหายุ่งยาก
ปิศาจหลายกลุ่มกำลังจดจ้องพวกมันตาเป็นมัน จิตเจตนาประสงค์
ร้ายย่อมเป็นที่เห็นได้ ปิศาจที่เป็นผู้นำร้องตวาดอย่างโอหังลำพองว่า “ฟัง
เหยียให้ดี วางทรัพย์สินและม๋อเป้ยครึ่งหนึ่งไว้ที่นี่ แล้วเหยียจะไว้ชีวิตพวก
เจ้า แต่หากพวกเจ้าไม่ไว้หน้าเหยีย เหยียก็จะไม่เกรงอกเกรงใจแล้ว”
ซู่หลงมองไปยังเพื่อนร่วมคณะที่มีประสบการณ์มากกว่าผู้ใด เยี่ยหลิง
ก่อนการเดินทางครั้งนี้ ในคณะนอกจากเยี่ยหลิงแล้ว ไม่เคยมีผู้ใดเคยมา
เยือนภพปิศาจมาก่อน
เยี่ยหลิงสีหน้าไม่สู้ดี ลดเสียงเบาแทบเป็นกระซิบ “พวกมันเป็นโจร
ในละแวกนี้สมควรไม่มีขุมกำลังที่ครองอำนาจ เป็นเหตุให้พวกโจรเข้ายึด
พื้นที่โดยง่าย”
“โจร?”
?”
เยี่ยหลิงสีหน้ากระอักกระอ่วน “มีมากทีเดียว” จากนั้นอารมณ์พลุ่ง
พล่านขึ้นมาทันที กล่าวอย่างเร่าร้อน “ดังนั้นพวกเราจึงต้องการเจ้าเหนือ
หัวของเรา มีเพียงเหนือหัวของเราเท่านั้นจึงสามารถนำสันติสุขมาสู่ใต้หล้า
อีกครั้ง!”
ซู่หลงพอฟังให้สบใจนัก ตบบ่าเยี่ยหลิงอย่างหนักแน่น “พูดได้ดี!”
อย่างฉับพลันทันใด ซู่หลงเรียกศาสตรามารประจำตัวออกมา กล่าว
อย่างเคร่งขรึม “แสงสว่างของต้าเหรินสาดส่องมาไม่ถึงสถานที่นี้ เช่นนั้น
เราจะเบิกทางให้แก่ต้าเหรินเอง!”
ในคณะที่มาด้วยกันนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชนชั้นสุดยอดในบรรดายอด
ฝีมือค่ายเว่ย ที่ผ่านมาพวกมันเพียงจงรักภักดีต่อจั่วม่ออย่างสุดจิตสุดใจ
แต่ไม่เคยมีจุดมุ่งหมายหรือจิตปณิธานใด ทว่านับตั้งแต่เยี่ยหลิงปรากฏตัว
ขึ้น ปิศาจที่คลั่งไคล้ขั้นสุดผู้นี้ช่วยให้ค่ายเว่ยได้ย้อนกลับมาประเมินตัวเอง
อีกครั้ง
จิตปณิธาน สิ่งที่มีคุณค่าพอให้อุทิศตน สำหรับค่ายเว่ย เหล่าผู้คนที่
เคยเป็นเพียงทาสฝึกตน ผ่านพบความยากลำบากแสนสาหัส ถ้อยคำอันโอ่
อ่าเหล่านี้ไม่ต่างจากแสงสว่างสาดส่องนำทางท่ามกลางโลกอันมืดมิด
เป็นธรรมดาที่พวกมันต้องคิดว่ามีทาสฝึกตนมากมายที่ยังคงมีชีวิต
น่าอเนจอนาถ ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างแทบไม่เป็นผู้เป็นคนเหมือนเช่นพวก
มันในครั้งนั้น
องครักษ์ทุกข์ยากทั้งหมดเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม มีเพียงแต่ต้าเหริน
เท่านั้นที่สามารถช่วยเหลือเหล่าทาสฝึกตนให้พ้นจากชะตากรรมอัน
เลวร้าย พวกมันไม่ว่าไปยังที่ใด ขอเพียงเป็นดินแดนในปกครองของจั่วม่อ
จะไม่มีทาสฝึกตนอีก
อย่างเงียบเชียบ ค่ายเว่ยเริ่มตั้งจิตปณิธานอันเรียบง่ายของพวกมัน
คนผู้เดียวที่ค้นพบความเปลี่ยนแปลงคือแม่นางน้อย แต่แม่นางน้อย
รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เลว ถึงกับเป็นสิ่งที่ดีเสียด้วย กองทัพที่มีจิต
? เหยียมา
จากกองกำลังภูเขามังกรอันโด่งดัง! กระทั่งเด็กร่าไห้ยังต้องหยุดร้อง! ฮึ่มฮึ่ม
กล้าขัดขืนรึ เหยียจะสั่งสอนให้เจ้าทราบว่าอันใดเรียกว่าการสังหารหมู่…
…” ปิศาจที่เป็นหัวหน้าแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา
ซู่หลงแม้แต่ตายังไม่กะพริบ ชุดเกราะหนาหนักพลันปรากฏขึ้นบน
ร่าง
บรรดาองครักษ์ทุกข์ยากด้านหลังมันพากันเรียกชุดเกราะประจำตัว
ออกมาอย่างพร้อมเพรียง ซู่หลงถือง้าวใหญ่ในมือ ปลายง้าวที่เหมือน
จะงอยปากนกแดงฉานดุจแช่ด้วยโลหิต
ซู่หลงทราบแน่แก่ใจว่าความสามารถในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึก
ของมันสามัญธรรมดายิ่ง เทียบไม่ได้กับแม่นางน้อยผู้เป็นยอดแม่ทัพ
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพิชัยยุทธ์หรือกระบวนทัพค่ายกลใดที่ผูเยาหรือเว่ยเรียก
ให้มันฝึกฝน มันจะต้องฝึกฝนให้สำเร็จสมบูรณ์อย่างเข้มงวดกวดขัน
เข้มงวดกวดขันจนถึงขั้นสุดยอด!
แม้ว่าจะเป็นการเดินทางปกติ พวกมันก็จะรักษารูปขบวนทัพเอาไว้
ต่อให้พวกมันเพียงเดินจากค่ายพักไปยังสนามฝึก พวกมันก็ยังจะรักษารูป
ขบวนทัพอย่างเคร่งครัด
ในการเดินทางไกลครั้งนี้ พวกมันก็ยังคงรักษารูปขบวนทัพตามปกติ
สิ่งที่ผูเยากับเว่ยต้องการจากค่ายเว่ย คือพวกมันจะต้องเร่งเร้าพลัง
ของกระบวนทัพค่ายกลเสร็จสิ้น พร้อมรบภายในสองลมหายใจ ซู่หลงกลับ
รู้สึกว่ามันไม่มีความสามารถ และต้องการเวลาในการรับมือศัตรูมากขึ้น
ดังนั้นยังคงฝึกฝน จนกระทั่งลดระยะเวลาเหลือเพียงครึ่งลมหายใจ
นี่เป็นมาตรฐานอันสูงล้า จนแม้แต่ผูเยากับเว่ยยังต้องตกตะลึง
ในเวลานี้เอง มาตรฐานอันสูงส่งนี้ถึงคราสำแดงอานุภาพให้ชน
ชาวโลกได้ประจักษ์
อีกฝ่ายยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยคด้วยซ้า ค่ายกลปิศาจสังหารภูต
อีกาพลันระเบิดพลังฤทธิ์ ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาซึ่งต้องใช้องครักษ์
ทุกข์ยากอย่างน้อยหนึ่งร้อยคน เป็นกระบวนทัพที่พวกมันเชี่ยวชาญที่สุด
ไอหมอกสีดำพวยพุ่งออกจากร่างของบรรดาองครักษ์ทุกข์ยาก
ประดุจลูกธนู รวมรั้งเข้าหาซู่หลงด้วยระดับความเร็วอันชวนสะท้านใจ
ครึ่งลมหายใจ!
ซู่หลงผู้ปกคลุมด้วยหมอกควันดำทมิฬไม่รีรอลังเล สะกิดเท้าพุ่งลิ่วไป
เบื้องหน้าอย่างฉับพลัน ง้าวทมิฬดำตวัดฟันกวาดอย่างหักโหม!
“ฆ่า!”
หมอกดำที่ห่อหุ้มร่างพลันทะลักทลายไปยังง้าวทมิฬ กลายเป็นพลัง
ง้าวรูปจันทร์เสี้ยวดำทะมึน แหวกฝ่าอากาศเสียงแหลมสูง ฟันใส่กลุ่มศัตรู
อย่างกราดเกรี้ยว!
“บังอาจนัก!” ปิศาจหัวหน้ากลุ่มโจรทั้งเดือดดาลทั้งตื่นตระหนก มัน
ร้อยไม่คิดพันไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถึงกับชิงลงมือก่อนจริง ๆ กระบวนทัพของ
ค่ายเว่ยผนึกรวมรั้งรวดเร็วเกินไป กระบวนท่าของซู่หลงก็มาเร็วเกินไป รอ
จนพลังง้าวดำสนิทฟาดฟันมาถึงตรงหน้า พวกมันค่อยบังเกิดปฏิกิริยา
ตอบสนอง
พลังง้าวทมิฬรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ!
พลังง้าวเมื่อฟาดฟันมาถึงกลุ่มโจรปิศาจเคราะห์ร้าย พลังงานสีดำที่
ตอนแรกฟันออกมาจากง้าวยังมีขนาดเพียงไม่กี่ฉื่อ ยามนี้ถึงกับขยายใหญ่
มหึมาเกินยี่สิบจั้ง!
พลังง้าวรูปจันทร์เสี้ยวมหึมาที่ไม่ต่างจากคมเคียวแห่งยมทูต!
ฟาดฟันใส่ทุกสิ่งที่ขวางอยู่เบื้องหน้า!
เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง!
ไม่ว่าโจรหน้าไหนเมื่อถูกพลังง้าวทมิฬฟันใส่ ล้วนปลิวลิ่วดุจว่าวสาย
ป่านขาด เลือดเนื้อสาดกระเซ็นเป็นฟูฝอยกลางอากาศ พวกมันกระทั่ง
เวลาจะกรีดร้องยังไม่มี ก็ถูกเสียงคำรามกระหึ่มก้องของพลังง้าวกลบกลืน
ลงไป
บนพื้นดินเต็มไปด้วยเลือดเนื้อเลอะเลือน เศษชิ้นส่วนร่างกายและ
แขนขาฉีดขาดกระจายเกลื่อน กระทั่งพื้นดินที่พลังง้าวดำกวาดใส่ยังถูก
แผดเผาจนดำเกรียม ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลือ
ภาพอันน่าขนพองสยองเกล้านี้ทำเอาทุกผู้คนตะลึงพรึงเพริด
เห็นกองกำลังปิศาจฝั่งตรงข้าม บริเวณใจกลางขาดหายไป กลายเป็น
ช่องว่างขนาดใหญ่มหึมา กลุ่มโจรปิศาจที่เมื่อสักครู่ยังเคยยืนอยู่ตรง
ช่องว่างนั้นล้วนหายไปหมดสิ้น หรืออาจกล่าวว่ากลายเป็นเลือดเนื้อเลอะ
เลือนไปหมดแล้วจึงจะถูกต้องกว่า บรรดาปิศาจกองโจรที่เหลือรอดสีหน้า
ทอแววประหนึ่งโลกกำลังจะล่มสลาย พลังง้าวสีดำขณะที่ฟาดฟันสหาย
ของพวกมันดับสูญไปมากมาย ในสายตาของพวกมันเห็นแต่ความมืด
ทะมึนราวกับว่าท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นค่าคืนอย่างกะทันหัน!
กลิ่นคาวโลหิตตลบอบอวล ปกคลุมทั่วบริเวณ ยิ่งเพิ่มความหวาดผวา
สุดระงับ เหล่าโจรเย็นเฉียบไปถึงก้นบึ้งหัวใจ ในประวัติศาสตร์ของกอง
กำลังภูเขามังกร พวกมันไม่เคยพบพานคู่ต่อสู้ที่น่าขนพองสยองเกล้าถึง
เพียงนี้มาก่อน
หรือว่าคนเหล่านี้คือกองทัพชั้นยอดจากที่ใดสักแห่ง?
แม้แต่คนโง่งมที่สุดยังบอกได้ชัดเจน ว่าคราครั้งนี้พวกมันเตะถูก
กระดานเหล็กเข้าให้แล้ว สภาพอเนจอนาถของบรรดาสหายที่แยกไม่ออก
ว่าใครเป็นใคร ช่วยให้พวกมันซาบซึ้งไปถึงทรวงว่ากองกำลังร้อยกว่าคนนี้
ดุดันอำมหิตถึงเพียงไหน!
ตูม!
กลุ่มโจรที่เหลือล้วนตอบสนองเช่นเดียวกัน แตกฮือหลบหนีอย่างไม่
คิดชีวิต!
ซู่หลงซึ่งกำลังจะลงง้าวที่สอง ต้องชะงักมือทันที พฤติการณ์อ่อนแอ
ขลาดเขลาของศัตรูเป็นที่ดูแคลนของพวกมันนัก
“กองกำลังภูเขามังกร… …ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าไฉนพวกเราไม่เคย
ได้ยินชื่อพวกมัน… …” บางคนพึมพำอย่างเหยียดหยาม
การลงมืออันเกรี้ยวกราดดุดันของค่ายเว่ยมิเพียงข่มขู่ศัตรูจนขวัญ
กระเจิง กระทั่งผู้คนของฝ่ายมันเองยังไม่เว้น สำหรับเหล่าอสูรบุปผายัง
พอทำเนา พวกมันเคยเห็นความดุดันของค่ายจูเชวี่ยมานับครั้งไม่ถ้วน
เพียงเท่านี้จึงไม่นับเป็นอะไรได้ คนเหล่านั้นยังบ้าคลั่งยิ่งกว่าค่ายเว่ยเสีย
อีก
แต่สำหรับหนานเยว่ คังเจ๋อและอสูรอื่น ๆ รวมไปถึงเยี่ยหลิงล้วน
ตะลึงลานจนตาค้าง!
ไม่ซักถาม ไม่ทักทาย พวกมันไม่รอให้ผู้อื่นกล่าววาจาจบประโยคเสีย
ด้วยซ้า ไม่มีคำเตือน เพียงฟาดฟันรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ เหี้ยมหาญดุดัน
สุดเปรียบปาน!
นี่มันเครื่องจักรสังหารอันไร้ปราณีชัด ๆ!
เยี่ยหลิงในฐานะปิศาจสายเลือดแท้ย่อมเคยพบเห็นค่ายกลปิศาจ
สังหารภูตอีกามาบ้าง แต่ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาที่เหี้ยมหาญดุดันถึง
เพียงนี้ กลับเพิ่งจะเคยพบพานเป็นหนแรก!
สมกับที่เป็นกองทัพหลักของเจ้าเหนือหัว!
มันเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใสจนแทบจะเป็นคลั่งไคล้ และเมื่อ
หวนนึกถึงกองทัพของตน ให้รู้สึกละอายใจนัก มันลอบตั้งใจแน่วแน่ รอจน
กลับไปจะต้องขอคำชี้แนะจากซู่หลงต้าเหรินให้จงได้ แบบฉบับการต่อสู้
อันเกรี้ยวกราดดุดันเช่นนี้ เป็นอาวุธร้ายที่มันเองก็คิดใคร่ครอบครอง! มี
“ร้ายกาจยิ่ง… …” คังเจ๋อกลืนน้าลายอย่างฝืดคอ สีหน้าเขียวคล้า
หมิงเจวี๋ยจื่อฝืนยิ้มขื่น “ต้าเหรินช่างสรรหาคู่แข่งอันยอดเยี่ยมให้แก่
เราเสียจริง!”
หนานเยว่บนใบหน้ายังหลงเหลือร่องรอยประหวั่นพรั่นพรึง แต่นาง
ขบริมฝีปาก กล่าวอย่างดื้อดึง “เราต้องพยายามให้มากกว่านี้!”
พวกมันในที่สุดก็กระจ่างใจว่าผูเยาไฉนตั้งข้อเรียกร้องต่อพวกมันสูง
นัก ยามนี้ไม่ว่าความคิดคัดค้านหรือว่าไม่พอใจที่เคยมี ต่อหน้าพลังอัน
แกร่งกล้าปานสยบใต้หล้าของพวกซู่หลง ล้วนอันตรธานหายไปทันควัน!
พวกมันแม้ไม่กล่าวออกจากปาก แต่ในใจของแต่ละคนมุ่งมั่นเด็ด
เดี่ยว พวกมันจะต้องเพียรพยายามให้มากขึ้นอีก!
ซู่หลงโดยธรรมชาติแล้วไม่ใช่บุคคลอันปราดเปรื่อง ปฏิกิริยา
ตอบสนองไม่ได้เฉียบไวนัก เห็นฝ่ายตรงข้ามพากันหลบหนีอย่างลนลาน
มันก็ไม่ไปไล่ล่าให้เสียเวลา
“ไปกันเถอะ เราต้องรีบเดินทางให้เร็วกว่านี้” ซู่หลงกล่าวเสียงลึก
เยี่ยหลิงคืนสติในบัดดล พยักหน้ารับคำ “ใช่ รีบไปพบองค์ราชันเป็น
สิ่งสำคัญที่สุด!”
ขบวนคาราวานเริ่มออกเดินทางอีกคำรบ เหตุการณ์ที่กระทั่งไม่อาจ
เรียกว่าเป็นการต่อสู้เมื่อครู่นี้ไม่ได้อยู่ในความคิดของพวกมันเลย พวกมัน
เพียงหวังว่าจะสามารถบรรลุถึงอาณาจักรเศษหินโดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม พวกมันต้องคิดไม่ถึงเป็นแน่ ว่าสถานที่ที่พวกมันกำลัง
เดินทางผ่าน เป็นอาณาจักรแห่งโจรอย่างแท้จริง!
ข่าวที่ว่าพวกมันทำลายล้างกองกำลังภูเขามังกรแพร่สะพัดไปทั่ว ดุจ
โยนก้อนหินลงไปในน้า ก่อให้เกิดระลอกตามมาไม่ขาดสาย
แสงสีน้าเงินอันเงียบสงบบนมือขวาของจั่วม่อสาดแสงเจิดจ้าบาดตา
ส่องสว่างไปทั้งห้อง
แสงสีน้าเงินนี้ก่อกำเนิดขึ้นจากการปะทะชนกันของกระแสพลังอัน
ปั่นป่วนภายในร่างมัน แผ่ซ่านออกมาจากแผนผังปิศาจอย่างต่อเนื่อง การ
ชนกันในยามนี้เป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของพลังในร่าง
มัน หาใช่การปะทะชนอย่างมีรูปแบบตามปกติเหมือนเช่นก่อนหน้านี้
การปะทะชนเช่นนี้เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของ
จั่วม่อ แต่มันแทนที่จะตื่นตระหนก กลับแตกตื่นยินดีอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากสลักแผนผังปิศาจลงไปแล้ว ต้องพึ่งพากระบวนการที่
คล้ายคลึงกับการปลุกแผนผังปิศาจ เพื่อกระตุ้นให้แผนผังปิศาจเริ่มสำแดง
ฤทธิ์ มีเพียงหลังจากปลุกแผนผังปิศาจแล้วเท่านั้น การเชื่อมโยงระหว่าง
แผนผังปิศาจกับเลือดเนื้อจึงค่อยขมวดเข้าหากัน กลายเป็นผูกพันแนบชิด
ทีละน้อย
ยามนี้กระแสพลังที่โคจรอย่างผิดปกติ โถมทะลวงเข้าใส่แผนผัง
ปิศาจหอยเปลือกเหล็กหมื่นชั้นอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้นช่วยให้แผนผังปิศาจ
ผสานเข้ากับเลือดเนื้อร่างกายของมันอย่างรวดเร็วจนเหลือเชื่อ
กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปอย่างต่อเนื่องสองชั่วยามเต็ม ก่อนที่
แสงสีน้าเงินจะค่อย ๆ มืดมัวลง จากนั้นเลือนหายไป
จั่วม่อสัมผัสได้ชัดเจนว่ามือขวาของมันแข็งแกร่งทนทานจนถึงขั้นที่
ไม่อาจจินตนาการได้ในอดีต ถึงกับรู้สึกว่าหากยามนี้มันใช้มือเปล่าต้าน
ปะทะกระบี่บินตรง ๆ มันจะไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย
นี่ทำให้จั่วม่อเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างล้นเหลือ
บัดนี้เหลือเพียงการชักนำกระแสพลังปั่นป่วนภายในร่าง ไปยังมือ
ขวาที่แกร่งดุจหินผา
นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด!
จั่วม่อแม้จิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวสักปานใด ยังคงรู้สึกตึงเครียดกังวล
อย่างที่ยากจะพบพาน
สายตามันหันไปมองใบหน้าของอากุ่ยโดยไม่รู้ตัว จากมุมนี้ มัน
มองเห็นปลายคางของอากุ่ยโดยบังเอิญ จั่วม่อพลันพบว่าผิวพรรณบริเวณ
คางของอากุ่ยเรียบลื่นนวลเนียน แตกต่างจากใบหน้าอย่างชัดเจน
การค้นพบอย่างฉับพลันนี้ กลับช่วยปัดเป่าความตึงเครียดกังวล
ออกไปจนหมดสิ้น
มันหัวร่อออกมา