สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 551 วาสนาในคราเคราะห์
เทียบกับก่อนหน้านี้ที่แตกซ่านกระจัดกระจายอยู่ทั่วร่าง ขุมพลังที่
เก็บกักอยู่ในมือขวาของมันยามนี้แทนที่จะเข้าสู่สภาพสมดุล กลับทวีความ
กล้าแข็งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
วังวนพลังงานดูเหมือนจะขยายตัวด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้
ชัดตา พลังที่เติบโตกล้าแข็งขึ้นเรื่อย ๆ บันดาลให้วังวนในยามนี้ยิ่งน่า
ประหวั่นพรั่นพรึงกว่าเดิม การปะทะชนระหว่างกระแสพลังยิ่งมายิ่งเร่ง
ร้อน ยิ่งนานยิ่งดุเดือดรุนแรง คลื่นพลังระลอกแล้วระลอกเล่ากวาด
กระเพื่อมออกมา ทำให้กระแสวังวนที่ถูกบีบอัดถึงที่สุดนี้ ยิ่งกลับกลายเป็น
ปั่นป่วนวุ่นวายกว่าเดิม
ไม่น่าแปลกใจที่จั่วม่อจะตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี หากกระแสพลัง
ยังคงทวีความกล้าแข็งขึ้นด้วยระดับความเร็วอันบ้าคลั่งเช่นนี้ ต่อให้หอย
เปลือกเหล็กหมื่นชั้นจะแข็งแกร่งทนทานสักเพียงใด ยังไม่อาจต้านทาน
กระแสพลังวังวนที่อยู่ภายในฝ่ามือของมันได้นานนัก!
จั่วม่อร้อยไม่คิดพันไม่คิดว่าการชักนำกระแสพลังที่แตกซ่านวุ่นวาย
มารวมกันไว้ในมือข้างเดียว จะเป็นเหตุให้ขุมพลังเติบโตกล้าแข็งขึ้นอย่าง
มหาศาลเช่นนี้!
นี่ยังหมายความว่าเวลาหนึ่งเดือนที่ผูเยากล่าวไว้ก่อนหน้า บัดนี้หด
สั้นลงจนแทบไม่หลงเหลืออีกแล้ว!
จั่วม่อสีหน้าเคร่งขรึมลง ขยับเคลื่อนไหวตามสัญชาติญาณ แต่แล้ว
พบว่าในร่างว่างเปล่า ไร้ซึ่งพลังใด อดรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้างไม่ได้
ทันใดนั้นมันผุดความคิดหนึ่งขึ้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากมันชักนำขุม
พลังที่อยู่ในฝ่ามือขวา กลั่นเกลาจัดระเบียบเสียใหม่ แล้วส่งกลับคืนเข้าไป
ในร่างเล่า… …
ความคิดพอบังเกิด มันก็ลงมือนำไปก่อนแล้ว มันยามนี้ไม่มีเวลาให้
สูญเสียแม้แต่ชั่วแวบ จั่วม่อทดลองชักนำพลังส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ จากวังวน
พลังงานในฝ่ามือขวาของมัน แต่สิ่งที่ทำให้ต้องหดหู่ใจก็คือ ไม่ว่าจะใช้เวท
วิชา ศาสตร์อสูรหรือทักษะปิศาจ มันก็ไม่มีปัญญาชักนำพลังออกจากวัง
วนพลังงานแม้สักส่วนเสี้ยว
วังวนพลังงานหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน กระแสพลังอันปั่นป่วนทั้งมวล
ถูกดูดรั้งอย่างแนบแน่นอยู่ภายในวังวน ไม่มีทีท่าว่าจะรับฟังจั่วม่อแม้แต่
น้อย
จั่วม่อแม้หดหู่ใจอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับท้อแท้หมดหวัง รีบระงับสติ ขบ
คิดใคร่ครวญอีกรอบ
?
พลังวังวนคล้ายชะลอช้าลงอย่างฉับพลัน เหล่ากระแสพลังอัน
ปั่นป่วนคล้ายขยายใหญ่ขึ้นในสายตามัน ค่อย ๆ เผยรูปลักษณ์ให้มันเห็น
กระจ่างชัดเจนขึ้น
พลังทั้งสามเมื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งจะกลับกลายเป็นพลังเทพ!
จั่วม่อรำพึงเบา ๆ ดวงตาทอประกายขึ้นทีละน้อย
ทันใดนั้นมันเปลี่ยนเป็นท่วงท่าประหลาด นี่เป็นท่าเริ่มต้นของเคล็ด
วิชาฝึกปรือพลังเทพซึ่งบันทึกไว้ในใบไม้ทองคำ และแทบจะในทันทีทันใด
ที่มันกระทำท่วงท่าพิลึกพิลั่นนี้ ไอพลังสีทองสายหนึ่งก็ลอยออกมาจากวัง
วนพลังในฝ่ามือขวา
ความคิดจิตใจของจั่วม่อกระจ่างชัดเจน โดยไม่ชะงักรั้งรอ มัน
แปรเปลี่ยนท่วงท่าอย่างต่อเนื่องดุจเมฆล่องน้าริน ไอพลังสีทองทยอย
ล่องลอยออกมาจากวังวนพลังอย่างไม่ขาดสาย ไอพลังสีทองเหล่านี้คล้าย
ไม่ได้รับผลกระทบจากแรงดูดรั้งอันเกรี้ยวกราดของวังวนพลังแม้แต่น้อย
ไอพลังงานเหล่านี้บางเบาดุจเส้นผม พากันลอยขึ้นเหนือพลังวังวน
อย่างแช่มช้า … พวกมันเป็นพลังเทพ พลังเทพสุริยัน!
ในเวลานี้เอง ลำแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นซึ่งสถิตอยู่ภายในร่างของ
จั่วม่อ พลันส่องสว่างขึ้น
ไอพลังเทพที่ว่ายเวียนอยู่เหนือวังวนพลังชะงักค้างอย่างกะทันหัน
จากนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์สาดประกายวาบ พลังเทพคล้ายเผชิญแรงดึงดูดไร้
สภาพขุมหนึ่ง ทะลวงฝ่าแรงดึงดูดของวังวน หลุดออกมาในทันใด จากนั้น
ไหลผ่านจากใจกลางฝ่ามือ เคลื่อนขึ้นไปตามท่อนแขนของจั่วม่อ!
พลังเทพเบาบางเท่าเส้นผมเหล่านั้นพอหลุดพ้นจากฝ่ามือ ก็ผสาน
เข้ากับเลือดเนื้อร่างกายของจั่วม่อในบัดดล
ความรู้สึกของพลังงานอันล้นเหลือ เริ่มแข็งกล้าขึ้นทุกขณะ
ประหนึ่งว่าร่างกายอันแห้งผากของมันทันใดนั้นกลับกลายเป็นชุ่มฉ่า
ไปด้วยหยาดฝน เลือดเนื้อทุกหยาดหยดของมันดูดซับไอพลังเทพเหล่านี้
อย่างหิวกระหาย
ท่วงท่าอันสะดุดติดขัดก่อนหน้านี้คล้ายฝังแน่นลงไปในกระดูกของ
จั่วม่อ ประดุจเมฆล่องน้าไหล แต่ละท่วงท่าต่อเนื่องตามกันไม่ขาดสาย ให้
ความรู้สึกเรียบง่ายรวบรัด ทว่าเต็มไปด้วยปลอดโปร่งไร้ข้อผูกมัด
ไอพลังเทพล่องลอยออกจากฝ่ามือขวาของจั่วม่อไม่หยุดยั้ง โคจรไป
ยังทุกส่วนในร่างกายของจั่วม่อ ไม่มีซอกมุมใดถูกละเว้น
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นบัดเดี๋ยวมืดบัดเดี๋ยวสว่าง ประหนึ่งว่าเป็น
แสงไฟจากหอสัญญาณ คอยนำทางให้แก่เรือน้อยใหญ่ยามค่าคืน หาก
จั่วม่อในยามนี้มีเวลาพอจะหันมาเพ่งพิศดูแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นเสีย
หน่อย มันจะต้องค้นพบอย่างตื่นตะลึงว่าแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นเจิด
จรัสกว่าเดิมมาก
“มันเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง!” เว่ยโพล่งออกมาอย่างกะทันหัน
มันมีสีหน้าซับซ้อนยิ่ง ทั้งตื่นตะลึง เหลือเชื่อ งุนงงและเคลือบแคลง
สงสัย แต่ขณะกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ สุ้มเสียงก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ไยมิใช่ ไม่เช่นนั้นข้าจะรับมันเป็นศิษย์หรือ?”
“อย่าห่วงไปเลย” เว่ยหัวร่อเบา ๆ “ข้ามิได้ประสงค์ร้ายต่อมันแน่
ยอดอัจฉริยะเช่นนี้ไหนเลยจะขาดแคลนศัตรูได้ ไม่จำเป็นต้องให้ข้าช่วย
เพิ่มจำนวนศัตรู ข้าเพียงแค่คาดหวังกับมันเท่านั้น!”
นัยน์ตาสีเลือดของผูเยาสาดประกายวาบ “เช่นนั้นเจ้าคิดทำอะไร?”
“เจ้าจดจำได้หรือไม่ว่าในอดีตเราพ่ายแพ้อย่างไร?”
เว่ยยิ้มน้อย ๆ แต่รอยยิ้มนั้นปราศจากความอบอุ่นแม้แต่น้อยนิด
“ว่ากระไร? กองกำลังภูเขามังกรน่าขายหน้าถึงเพียงนี้?” ปิศาจสุนัข
ป่าตาเดียวคำรามอย่างเดือดดาล มันผู้นี้สายตาเหี้ยมโหด ใบหน้าถมึงทึง
รอยแผลเป็นตัดไขว้บนใบหน้า ทำให้รูปโฉมของมันน่าสะพรึงกลัวอย่าง
บอกไม่ถูก
ทั่วทั้งอาณาจักรขุนเขาอริยะ ปิศาจสุนัขป่าตาเดียวผู้นี้เป็นตัวแทน
ของความหวาดกลัว มันมิใช่แค่เพียงหัวหน้าค่ายโจรที่ใหญ่โตที่สุด แต่ยัง
เป็นผู้นำที่มีชื่อกระเดื่องดังที่สุดในอาณาจักรขุนเขาอริยะอีกด้วย
อาณาจักรขุนเขาอริยะเป็นดินแดนที่ถูกปกครองโดยกลุ่มโจร เป็นรัง
โจรที่เลื่องชื่อในปฐพี ประกอบด้วยกองโจรใหญ่น้อยนับเป็นพัน ๆ กลุ่ม
เหล่าพ่อค้าสัญจรไม่มีผู้ใดกล้าเดินทางผ่านภูมิภาคนี้ และเนื่องจาก
รอบบริเวณไม่มีขุมกำลังยิ่งใหญ่ใด จึงไม่เคยมีคนมากำจัดเภทภัยใน
รูปแบบกองโจรจำนวนมหาศาลนี้ เมื่อเวลาผ่านไป อาณาจักรขุนเขาอริยะ
ก็กลับกลายเป็นรังโจรอย่างเต็มตัว พวกมันอาละวาดปล้นชิงไปรอบ ๆ
เส้นทางสายไหมทุกเส้นทางในละแวกใกล้เคียงล้วนอยู่ในขอบเขตการ
ปล้นชิงของพวกมันทั้งสิ้น
ส่วนกองโจรที่ขวัญกล้าบังอาจขึ้นมาอีกสักหน่อย ถึงกับขยายพื้นที่
ปล้นชิงห่างไกลออกไป
ในอาณาจักรขุนเขาอริยะ มีปิศาจเพียงประเภทเดียวที่สามารถอยู่
รอด นั่นก็คือโจร
เมื่อมีคนกล้ามาอาละวาดอวดโอหังถึงอาณาจักรขุนเขาอริยะของ
พวกมัน ปิศาจสุนัขป่าตาเดียวไหนเลยจะทนทานรับไว้ได้
“หัวหน้า คนกลุ่มนี้แข็งแกร่งยิ่ง! สมควรไม่ได้มาจากกองกำลังทั่วไป
พวกมันมีจำนวนไม่มาก เพียงหนึ่งร้อยกว่าคนเท่านั้น” ลูกสมุนโจรกล่าว
อย่างระมัดระวัง มันไม่ได้เห็นการต่อสู้ด้วยสายตาตัวเอง ข่าวสารทั้งหมด
ล้วนล่วงรู้มาจากผู้ที่โชคดีรอดชีวิตของกองกำลังภูเขามังกร
“กองกำลังภูเขามังกร เหล่าเศษสวะ!” ปิศาจสุนัขป่าตาเดียวแค่น
เสียงเหยียดหยาม “พวกมันล้วนขี้ขลาดตาขาว! เหล่าเศษสวะที่น่าขาย
หน้าของอาณาจักรขุนเขาอริยะเรา”
ปิศาจสุนัขป่าตาเดียวกล่าวราวกับว่าตนเป็นเจี้ยจู่แห่งอาณาจักร
ขุนเขาอริยะก็มิปาน
ดวงตาข้างเดียวของมันสาดประกายเหี้ยมเกรียม ตวาดว่า “กระทั่ง
กองทัพมีชื่อยังไม่กล้ามารังควานหาเรื่องที่อาณาจักรของเรา! นี่กระไร
เพียงแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้น ช่างเหิมเกริมนัก! พวกมันที่แท้คิดว่าพวกมัน
เป็นตัวอะไร!”
สมุนผู้นั้นหุบปากเงียบอย่างรู้ความ ไม่ได้โต้แย้งหรือกล่าวคล้อยตาม
มันทราบกระจ่างถึงอารมณ์ดุเดือดวู่วามปานเปลวเพลิงของผู้เป็นหัวหน้า
ท่านหัวหน้าชิงชังรังเกียจเรื่องการเสียหน้ามากที่สุด หากมันไม่หุบปาก
เงียบ อาจบางทีเผลอกล่าววาจาผิดหูไปบ้าง เกรงว่าไม่อาจรักษาศีรษะ
เอาไว้ได้
“ไป! ส่งข่าวไปยังกองกำลังอื่น ๆ กองโจรใดสามารถบดขยี้ตัวบัดซบ
เหล่านี้จนสิ้นซาก ข้าจะยกที่ว่างให้แก่มันหนึ่งที่!” ปิศาจสุนัขป่าตาเดียวหรี่
ตาอย่างเหี้ยมเกรียม สั่งการเสียงลึก
ลูกสมุนผู้นั้นพอฟัง ชักรู้สึกเห็นอกเห็นใจกลุ่มคนที่บุกรุกเข้ามาใน
อาณาจักรขุนเขาอริยะอยู่บ้าง พวกมันจบสิ้นแล้ว! หัวหน้าเมื่อโยนรางวัล
ล่อใจนี้ออกไป คนร้อยกว่าคนเหล่านี้ เกรงว่ากระทั่งเศษกระดูกก็ไม่มีเหลือ
ปิศาจสุนัขป่าตาเดียวเป็นผู้เข้มแข็งที่สุดในอาณาจักรขุนเขาอริยะ
ต่อให้มิใช่เจี้ยจู่ก็ไม่ต่างอันใดจากเจี้ยจู่ มีเพียงมันที่กล้าบุกโจมตีเมืองแกร่ง
ทุกสารทิศ ทุกครั้งที่มันยกกำลังเข้าปล้นเมือง จะกลับมาพร้อมทรัพย์
สมบัติก้อนโตที่หลายฝ่ายพากันอิจฉาตาร้อนเป็นที่สุด กฏเกณฑ์ของปิศาจ
สุนัขป่าตาเดียวก็คือกองโจรใดมีความดีความชอบมากที่สุด จะได้รับ
อนุญาตให้เข้าร่วมปล้นชิงกับมัน นี่เป็นการค้าที่ได้กำไรมหาศาล!
ที่ว่างหนึ่งที่ที่ว่า ก็คือที่ว่างสำหรับเข้าร่วมการปล้นเมืองนี้เอง นับเป็น
รางวัลอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับกองโจรในอาณาจักรขุนเขาอริยะ
ผู้บุกรุกเหล่านั้นช่างน่าเวทนาจริง ๆ … … ลูกสมุนผู้นั้นคิดพลางทอด
ถอนใจ แต่ในยามนี้ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าฝ่ายใดกันแน่ที่น่าเวทนา!
จั่วม่อฟื้นตื่นจากสภาวะเคลิบเคลิ้มมึนเมา เมื่อมันลืมตาขึ้น ดวงตาก็
สาดประกายเจิดจ้าดุจสายฟ้า
ความรู้สึกเต็มไปด้วยพลังอย่างเปี่ยมล้นช่างสนิทสนมคุ้นเคย จนแทบ
สรุปได้ว่ามันฟื้นสภาพอย่างสมบูรณ์แล้ว พลังฝีมือกลับคืนสู่จุดสูงสุด! มัน
หมุนคออย่างช้ าๆ แกรก แกรก แกรก เสียงกระดูกลั่นดังรัวเร็ว ไล่จาก
ลำคอลงไปจนถึงกระดูกก้นกบ
ความรู้สึกสุขสบายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
จั่วม่อตาเป็นประกาย ความปลาบปลื้มยินดียากจะปิดบังซ่อนเร้นได้
พลังเทพในร่างแม้ยังไม่บรรลุถึงจุดสูงสุด แต่พลังเทพของมันในยามนี้ทั้ง
ผนึกรวมรั้งและบริสุทธิ์สดใส ด้านคุณภาพเหนือล้ากว่าในอดีตมาก!
มันทดลองเปลี่ยนพลังเทพกลับเป็นพลังทั้งสาม รู้สึกแทบไม่มีสิ่งใด
ขวางกั้น สิ่งที่ทำให้มันยิ่งปลาบปลื้มประโลมใจกว่าเดิม ก็คือมันเพียงแค่
คิด และแทบจะในเวลาเดียวกัน พลังเทพก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังทั้งสาม
ในทันที สำเร็จลุล่วงในเสี้ยวพริบตาเดียว ตลอดกระบวนการแทบไม่มี
สะดุดติดขัด ราบรื่นและรวดเร็วยิ่งกว่าที่แล้วมามาก
วาสนาในคราเคราะห์!
หลังจากเผชิญเคราะห์ร้ายมหันต์จนแทบเอาชีวิตไม่รอด มันก็ได้รับ
สิ่งดี ๆ กลับคืนมาบ้าง!
เมื่อแปลงมาจากพลังเทพที่บริสุทธิ์กว่าเดิม พลังทั้งสามก็ยิ่งบริสุทธิ์
มากขึ้นด้วยเช่นกัน จั่วม่อรู้สึกอย่างชัดเจนว่ามันอยู่ห่างจากการฝ่าด่านอีก
เพียงเส้นสายใยเดียวเท่านั้น
การฝ่าด่านที่ว่าไม่ใช่เพียงการฝ่าด่านของพลังด้านเดียว แต่เป็น
ทั้งหมด! พลังปราณ สังขารปิศาจ พลังจิตสำนึก ทุกประการล้วนแล้วแต่
บรรลุถึงชายขอบแห่งการฝ่าทะลวงด่าน
และสิ่งที่ทำให้มันปิติยินดีที่สุด ก็คือมันมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
ว่าจะสามารถฝ่าด่านสำเร็จโดยไม่ลำบากกินแรง
เนื่องเพราะ… …
จั่วม่อยกมือขวาขึ้นเพ่งตามอง วังวนพลังงานยามนี้หดตัวลงเหลือ
เพียงหนึ่งในสาม ความเร็วในการหมุนช้าลงกว่าแต่ก่อน แต่ยังคงหมุน
คว้างและเติบโตไม่หยุดยั้ง เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ จะฟื้นฟูพลังกลับไปมี
ขนาดเท่าเดิมได้ไม่ยาก
จั่วม่อพลันลิงโลดยินดีสุดระงับ วังวนพลังบนมือขวาของมันไม่ต่าง
จากน้าพุปราณพลังเทพ สามารถมอบพลังเทพให้แก่มันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ตราบเท่าที่มันยังคงยืนหยัดดูดรั้งพลังเทพออกมาจากวังวน พลังเทพของ
มันจะรุดหน้าเพิ่มพูนอย่างไม่หยุดยั้ง
เป็นระดับความก้าวหน้าที่น่าแตกตื่นสะท้านใจ!
จั่วม่อเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น มองดูใบหน้าแข็งทื่อของอากุ่ย อด
ไม่ได้ต้องก้าวเข้าไปขยี้ผมนาง พลางพึมพำอย่างตื่นเต้นระทึกใจ “อากุ่ย
อากุ่ย ข้าทำสำเร็จ! ข้าทำสำเร็จแล้วจริง ๆ!”
ผมยาวดำสนิทอันอบอุ่นละมุนละไมของอากุ่ย กลายเป็นกระเซิง
เหมือนรังนกอย่างน่าสังเวช ทว่านางไม่ได้ใส่ใจไยดี เพียงจ้องมองจั่วม่อ
เท่านั้น
ดวงตาหม่นมัวไร้ประกายของนางคล้ายปกคลุมด้วยม่านหมอกเบา
บางชั้นหนึ่ง
ข่าจั๋วปากอ้าตาค้าง ชั่วพริบตานั้น แรงกดดันอันกร้าวแกร่งที่แผ่ซ่าน
ออกมาจากร่างของจั่วม่อแทบจะโถมทับมันให้หมอบจมอยู่กับพื้น
นี่มัน… …นี่มัน…ฟ้าดินใช่เปลี่ยนพลิกเร็วเกินไปหรือไม่… …
ไม่มีสิ่งใดที่จะให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้คนมากไปกว่าพลังอำนาจของตน
อีกแล้ว หลังจากฟื้นฟูพลังฝีมือส่วนใหญ่ จั่วม่อก็สงบเยือกเย็นลงกว่าเดิม
มาก มันยังไม่ทำการดูดรั้งพลังเทพสืบต่อ เนื่องเพราะพลังเทพที่มันกลืน
กินเข้ามาก่อนหน้านี้ยังดูดซับไม่เสร็จสิ้น เกรงว่ายังต้องใช้เวลาอีกสองสาม
วันกว่าที่กระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์
มันตกลงใจไปเยี่ยมเยือนดรุณีน้อยผู้เป็นธิดาสุดสวาทขาดใจของเขิง
อี้สักครา
เมื่อนึกถึงเขิงอี้ ใบหน้าสงบราบเรียบของจั่วม่อพลันเป็นประกายด้วย
จิตวิญญาณการต่อสู้ มันจะมอบของขวัญสุดระทึกให้เจี้ยจู่ผู้นี้ได้ประหลาด
ใจสักรอบ!
ปิศาจด่านเจียงอย่างนั้นรึ แล้วจะเป็นไร!
เกอหากลัวไม่!