สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 553 เศษชิ้นส่วน
จู่เหรินทุกคนของเว่ยล้วนเป็นจอมปิศาจยอดอัจฉริยะในยุคสมัยหนึ่ง
นี่ทำให้มันพลอยมีวิชาความรอบรู้ในด้านกองทัพปิศาจอย่างกว้างขวาง ใน
มือของมัน กลยุทธ์การทำศึกของค่ายเว่ยค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่าง
หรือมิฉะนั้น สีหน้าท่าทางของพวกมันก็ราวกับว่ากำลังจะลงมือ
เหยียบย่ามดปลวกที่ไม่สลักสำคัญอันใด!
ซู่หลงต้าเหรินไม่เอ่ยวาจาปลุกปลอบขวัญกำลังใจ เพียงแค่
บัญชาการไปตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน
ยอดเขาแห่งนี้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในบริเวณโดยรอบ ส่วนยอดแทง
ทะลุชั้นเมฆ ตัวยอดเขาเองเป็นพื้นราบเรียบที่มีขนาดพื้นที่ราวเจ็ดสิบกว่า
หมู่
เสาสัญลักษณ์ศึกหนึ่งร้อยยี่สิบเสาฝังแน่นอยู่ในพื้นศิลา โผล่ออกมา
เพียงครึ่งเสาเท่านั้น บรรดาองครักษ์ทุกข์ยากยืนอยู่ระหว่างเสาแต่ละต้น
เห็นได้ชัดว่าเป็นกระบวนทัพค่ายกลชนิดหนึ่ง
กองโจรที่ติดตามพวกมันมาไม่อาจเข้าใจสภาพเบื้องหน้า ดังนั้นไม่
กล้าผลีผลามลงมือจู่โจม ข่าวชะตากรรมอันน่าอนาถของกองกำลังภูเขา
มังกรแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรขุนเขาอริยะตั้งแต่แรก
เมื่อค่ายกลขบวนใหญ่ก่อตั้งแล้วเสร็จ ซู่หลงดวงตาสาดประกายด้วย
จิตวิญญาณการต่อสู้ ปะทุลุกโชนอย่างไร้สุ้มเสียง
ไสหัวเข้ามาเถอะ!
จั่วม่อศีรษะลั่นอึงอล ราวกับว่ามีบางสิ่งระเบิดขึ้นในศีรษะมัน สมอง
ขาวว่างเปล่าไปหมด
ในเวลานี้เอง ดรุณีน้อยภายใต้ปลายนิ้วของมันส่งเสียงอืมม์ออกมาคำ
หนึ่ง
เขิงอี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นปลาบปลื้มปิติ ร้องเรียกโดยไม่รู้ตัว “เหลียน
เอ๋อร์!”
บุรุษหนุ่มกับพวกอีกสองคนสีหน้ามืดมน หากพวกมันพลาดโอกาสนี้
เกรงว่าคิดเกลี้ยกล่อมเขิงอี้อีกคงไม่ง่ายดายแล้ว พวกมันทั้งสามแม้อยู่ใน
ด่านเจียงเช่นเดียวกัน แต่ยังคงครั่นคร้ามต่อสังขารปิศาจเขี้ยวขาวของเขิง
อี้ไม่น้อย
ผู้ใต้บังคับบัญชาของอวี่ไสว้ทั้งสามสบตากันวูบ ดวงตาสาดประกาย
เย็นเยียบ พลันลงมือโดยพร้อมเพรียง
บุรุษหนุ่มสาดพุ่งตรงดิ่งไปทางจั่วม่อกับดรุณีน้อย คิดคร่ากุมนางงาม
นิทรานางนี้ไปใช้ข่มขู่เขิงอี้ ขณะที่ปิศาจอ้วนปิศาจผอมโถมเข้าหาเขิงอี้
จากทิศทางที่แตกต่าง
ชั่วพริบตาที่คนทั้งสามลงมือ เขิงอี้พลันตระหนักถึงจิตเจตนาชั่วร้าย
ของพวกมัน ต้องตวาดเสียงเกรี้ยวกราด “หาที่ตาย!”
นัยน์ตางูสีอำพันเปลี่ยนเป็นสีขาวปนเทา ทะยานเข้ารับหน้าสอง
ปิศาจอ้วนผอมอย่างไม่กลัวเกรง มือขวายกขึ้นเล็กน้อย พลันสาดประกาย
สีขาวปนเทาออกมาอย่างร้อนแรง!
เสียงหวีดแหลมคล้ายดังมาจากนรกโลกันตร์ก็มิปาน
ปิศาจอ้วนผอมสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก ปิศาจอ้วนตวาดก้อง
แผนผังปิศาจสีน้าตาลแดงปรากฏขึ้น คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่กระเพื่อม
ออกมา ปิศาจผอมสองมือทำท่าเป็นกรงเล็บ เปล่งประกายแวววามดุจ
คลื่นพลังงานหลายสิบชั้นไม่อาจยับยั้งฝ่ามือสีขาวเทาของเขิงอี้แม้แต่
ชั่ววูบ!
ปิศาจอ้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง พลังฝีมืออันเข้มแข็งของ
เขิงอี้เหนือความคาดหมายของมันไปมาก ในชั่วพริบตาที่คับขันอันตรายนี้
กรงเล็บของปิศาจผอมพุ่งแหวกอากาศปานสิบมีดคมกล้า ตรงเข้าจู่โจมฝ่า
มือของเขิงอี้จากอีกทางหนึ่ง!
ดวงตาสีขาวเทาของเขิงอี้ไร้อารมณ์ความรู้สึก คล้ายไร้ประกายชีวิต
ฝ่ามือขวายังคงตบฟาดไปข้างหน้า ไม่คิดหลบเลี่ยงการโจมตีของปิศาจ
ผอมแม้แต่น้อย
ปิศาจผอมใบหน้าทอแววดุร้าย เร่งเร้าเคล็ดทักษะปิศาจไปถึงขีดสุด
แผนผังปิศาจสีเขียวเข้มส่องแสงเจิดจ้าอย่างฉับพลัน กรงเล็บกรีดวาดเป็น
ริ้วแสงสีเขียวบาดตากลางอากาศ!
ทั้งสองฝ่ายปะทะหักหาญโดยไม่มีลวดลายใด ๆ ประลองพลังอย่าง
หักโหม!
ตูม!
แสงสีเขียวส่องสว่างเป็นวงกว้างอย่างฉับพลัน ลำแสงแผดจ้า
ประหนึ่งเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงใส่ดวงตาผู้คนจนต้องเบนหลบ!
กร๊อบ!
ท่ามกลางประกายแสงเจิดจ้า บังเกิดเสียงเบา ๆ เหมือนมีบางสิ่ง
แตกหัก
แสงสว่างหายวับไปทันควัน เห็นปิศาจผอมใบหน้าทอแววเจ็บปวด
มือขวาของมันนิ้วหักไปสามนิ้ว!
ปิศาจอ้วนสีหน้าทอแววหวาดกลัว แต่ยังคงมีปฏิกิริยารวดเร็วยิ่ง รีบ
ตวาดเสียงดังฟังชัด “หยุดมือ!”
“เขิงเจี้ยจู่ ไม่ห่วงบุตรีสุดที่รักของท่านแล้วหรือ!” ปิศาจอ้วนเกรงว่า
ในชีวิตนี้ยังไม่เคยกล่าวเร็วปรื๋อถึงเพียงนี้มาก่อน
นัยน์ตาสีขาวเทาของเขิงอี้หดแคบลงทันควัน
มันทราบว่าพฤติการณ์ของพวกมันครั้งนี้เท่ากับฉีกหน้าลงมือ ไม่มี
ทางเลิกราโดยสันติ ด้วยความดุร้ายของเขิงอี้ หากมันคร่ากุมคนไม่สำเร็จ
เกรงว่าวันนี้คงไม่อาจเอาชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ได้!
เขิงอี้ผู้นี้แม้ไม่มีชื่อเสียงกระเดื่องดัง แต่บุรุษหนุ่มไม่มีทางประเมินมัน
ต่าเกินไปเพราะเหตุนี้ หากมิใช่ว่าอวี่ไสว้มีเรื่องราวบางประการรัดตัว จน
ไม่อาจมาด้วยตัวเอง คราครั้งนี้ก็ไม่ถึงรอบให้มันเป็นผู้มาแล้ว แต่กระนั้น
ภายใต้ความรอบคอบระมัดระวัง มันยังจงใจนำสองปิศาจด่านเจียงมาด้วย
แต่กลับคิดไม่ถึงว่าสองยอดฝีมือด่านเจียงนี้เมื่อเผชิญกับเขิงอี้ กลับถูกทุบ
ตีจนมือไม้ปั่นป่วน เพียงประมือหนึ่งกระบวนท่า คนหนึ่งถูกบีบบังคับให้ล่า
ถอย อีกคนรับบาดเจ็บไม่เบา!
สังขารปิศาจเขี้ยวขาวร้ายกาจสมดังคำร่าลือ!
มันแม้มีสายเลือดมังกร แต่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ด่านเจียง แน่นอนว่าไม่ใช่
คู่มือของเขิงอี้
โอกาสเดียวในเวลานี้ คือต้องคร่ากุมธิดาสุดรักสุดหวงของเขิงอี้ให้จง
ได้!
นั่นเป็นนางงามนิทรานางหนึ่ง!
หากมันสามารถคร่ากุมนางไว้ได้ก่อนที่นางจะฟื้นคืนสติ ย่อมจะทำให้
เขิงอี้กลายเป็นพะวักพะวง มันจะสามารถจัดการจนเขิงอี้ยอมก้มหัว
ศิโรราบได้โดยง่าย!
บุรุษหนุ่มเลือดมังกรเร่งเร้าพลังทั้งร่าง ร่างพุ่งวาบดุจสายฟ้า ในชั่ว
พริบตานี้ความคิดจิตใจของมันกระจ่างแจ่มชัดเหนือธรรมดา
แต่แล้วเมื่อใบหน้าของดรุณีนางนั้นผ่านเข้ามาในสายตามัน เมื่อ
มองเห็นใบหน้างามพิลาสนั้นชัดตา เสี้ยวพริบตานั้น มันเกือบจะลืมหายใจ!
ขนตายาวงอนสั่นไหวเบา ๆ คิ้วเรียวโค้งขมวดเล็กน้อยราวกับว่านาง
กำลังสะกดกลั้นความเจ็บปวด บนใบหน้าสวยซึ้งไร้รอยตำหนิดูอ่อนแอ
บอบบาง ชวนให้รักเวทนาโดยไม่รู้ตัว
บุรุษหนุ่มผู้เย่อหยิ่งทระนง บางส่วนในหัวใจพลันอ่อนยวบลง
เสียงแผดร้องตะโกนจากปิศาจอ้วนดังลั่นมาจากเบื้องหลัง บุรุษหนุ่ม
สะท้านขึ้นทั้งร่าง ฟื้นตื่นจากความลุ่มหลงมึนเมา ใบหน้าสวยซึ้งไร้ตำหนิ
ตรงหน้ามันนี้ ช่างเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังอันลี้ลับโดยแท้!
บุรุษหนุ่มฝืนระงับใจที่สะท้านสั่นไหว กัดฟันแน่น ผนึกกำลังทั่วร่าง
คว้าตรงไปยังร่างของดรุณีน้อย
ยามนี้นางอยู่ใกล้แค่เพียงเอื้อมมือเท่านั้น!
บุรุษหนุ่มปิติยินดีอย่างล้นเหลือ ความสำเร็จอยู่แค่เบื้องหน้า หากมัน
คร่ากุมโฉมสะคราญนางนี้ไว้ได้ จะพลิกจากพ่ายแพ้เป็นได้ชัยในบัดดล!
มือขวาของมันกระทบถูกปรางแก้มของดรุณีน้อย รู้สึกได้อย่างชัดเจน
ถึงความนุ่มนวลจากปลายนิ้ว
สำเร็จแล้ว!
ทันใดนั้นเอง ขนตางอนยาวของโฉมสะคราญสั่นพลิ้ว นางลืมตาขึ้น
อย่างช้า ๆ
ดวงตาของดรุณีน้อยประดุจนิลอันเงางาม ประหนึ่งห้วงรัตติกาลไร้
แสงดาว ทั้งลึกล้าและไร้ก้นบึ้ง
ชั่วพริบตาที่นางเปิดดวงตาซึ่งสามารถสะกดสรรพสิ่งคู่นั้น วงหน้า
พิลาสล้าดูคล้ายมีชีวิตชีวาขึ้นอีกอักโข! เป็นความงามปานหยาดฟ้ามาดิน
ที่ไม่สามารถบ่งบอกบรรยายได้ แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่สามารถฉกฉวยลม
หายใจผู้คน แต่ก็ดูคล้ายอสรพิษร้ายในความมืด เจาะทะลวงเข้าไปใน
ดวงใจของบุรุษหนุ่มโดยไร้เสียง
บุรุษหนุ่มตะลึงงัน สีหน้ากลายเป็นเลื่อนลอย มือหยุดค้างอยู่บน
ใบหน้าขาวนวลดุจหิมะของดรุณีน้อยโดยไม่รู้ตัว
“ข้าเรียกว่าเหลียนเอ๋อร์”
เสียงขานนามอ่อนเบาของหญิงสาว ดุจดังล่องลอยมาจากสายลม
คล้ายมีคล้ายไม่มี
“ระวัง!” ปิศาจอ้วนร้องตะโกนอย่างตื่นตระหนก
บุรุษหนุ่มคล้ายไม่ได้ยินเสียงเตือน ยังคงไม่ไหวติง
เพียะเพียะเพียะเพียะ!
โลหิตนับไม่ถ้วนสาดพุ่งออกมาจากร่างบุรุษหนุ่มอย่างพร้อมเพรียง
บุรุษหนุ่มร่างส่ายโงนเงน ล้มคว่าลงท่ามกลางแอ่งโลหิต
ปิศาจอ้วนปิศาจผอมสีหน้าแข็งทื่อ เหม่อมองภาพเบื้องหน้าอย่าง
เหลือเชื่อ พวกมันพบว่ายากจะเข้าใจได้ พวกมันไม่เห็นบุรุษหนุ่มขยับ
เคลื่อนไหว ไม่รู้สึกถึงระลอกพลังสั่นไหวอันใด พวกมันไม่พบสิ่งใดเลย
แม้แต่น้อย!
ทั้งสองปิศาจอ้วนผอมย่อมล่วงรู้ระดับพลังของบุรุษหนุ่มเป็นอย่างดี
คนผู้นี้ยังเยาว์วัยก็บรรลุถึงด่านเจียง มิหนำซ้าอีกไม่นานจะสามารถปลุก
สายเลือดมังกรของตนขึ้น เต็มไปด้วยศักยภาพไร้ขีดจำกัด กระทั่งในตอนนี้
บุรุษหนุ่มก็มีพลังฝีมือเหนือล้ากว่าพวกมันทั้งสอง
แต่… …แต่… …มันถึงกับ…ถึงกับ… …ตายโดยไม่ทันรู้ตัว!
พวกมันคล้ายพบพานผีสางกลางวันแสก ๆ ภาพตรงหน้านี้แปลก
ประหลาดเกินไป อยู่นอกเหนือความเข้าใจของพวกมันอย่างสิ้นเชิง!
“ข้าเรียกว่าเหลียนเอ๋อร์”
โฉมสะคราญหันไปกล่าวกับจั่วม่อ ใบหน้าสวยซึ้งสุดฟ้าสุดดินคล้าย
ชวนให้รู้สึกรักเวทนา
ทว่าจั่วม่อกลับคล้ายไม่ได้ยินอันใด ยังคงนิ่งงันไม่ไหวติง
ดรุณีน้อยหลุบตาลง นัยน์ตางดงามค่อย ๆ หลับพริ้มอีกครา ชั่ว
พริบตานี้ ในจิตใจนางปรากฏฉากเหตุการณ์นับไม่ถ้วนที่ไม่ปะติดปะต่อกัน
นั่นเป็นเศษชิ้นส่วนความทรงจำของคนผู้หนึ่ง
ลูกแก้วห้าสีปริแตก
“… …อย่าได้ลืมเลือน… …”
เสียงกระจ่างแจ่มชัดของเด็กสาว เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและ
หวาดวิตก
“… …จงอย่าได้ลืม… …”
เสียงเด็กสาวดูเหมือนจะพร่าย้าเตือนซ้าแล้วซ้าเล่า
เสียงพร่ากำชับนี้ดังอยู่ตรงหน้ามันชัด ๆ แต่ไม่ว่าจั่วม่อจะดิ้นรนสัก
เท่าใด ก็ไม่อาจมองเห็นใบหน้าของเด็กสาวนางนั้นได้ชัดตา ดูราวกับว่ามี
ชั้นหมอกหนาบดบังสายตามันอยู่ตลอดเวลา ภาพเหตุการณ์ขาด ๆ หาย ๆ
จั่วม่อในใจคล้ายถูกบางสิ่งบางอย่างปิดกั้นเอาไว้ ความโศกศัลย์ที่ไม่
อาจบ่งบอกบรรยายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ทันใดนั้นเอง ภาพที่ปรากฏคราวนี้ทำให้จั่วม่อสะท้านสั่นไหวไปทั้ง
ร่าง!
นั่นเป็นเด็กสาวนางหนึ่ง แบกเด็กหนุ่มผู้หนึ่งไว้บนหลัง นางวิ่ง วิ่ง
และวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ทะลวงผ่านราวป่า ถูกกิ่งก้านหนามคมนับไม่ถ้วน
เกาะเกี่ยวฉีกกระชากร่างกาย เสื้อผ้าอาภรณ์ฉีกขาดเป็นริ้ว ๆ จั่วม่อกระทั่ง
สามารถได้ยินเสียงหายใจหอบหนักของเด็กสาวผู้นั้นได้อย่างชัดเจน เหงื่อ
เม็ดโป้งไหลรี่ลงจากใบหน้านางไม่ขาดสาย
จั่วม่อเหม่อมองด้านล่างของภาพตรงหน้า จ้องมองบางสิ่งที่เหลือเชื่อ
“เหลียนเอ๋อร์! เหลียนเอ๋อร์!” เขิงอี้กระทั่งหางตายังไม่เหลือบแล
ปิศาจอ้วนปิศาจผอม ทันทีที่มองเห็นบุตรี สีหน้าก็ปลาบปลื้มยินดี รีบ
ทะยานเข้าหา คว้ามือของธิดาสุดรักขึ้นมากุมไว้
จั่วม่อดึงปลายนิ้วออกจากหว่างคิ้วของเหลียนเอ๋อร์ นางลืมตาดำขลับ
อย่างเงียบเชียบ จากนั้นกวาดตามองรอบข้าง เมื่อพบเห็นอากุ่ย นางชะงัก
งันวูบ และเมื่อสายตาจับจ้องไปยังเท้าเปล่าของอากุ่ย สีหน้าค่อยเผยแวว
คล้ายเข้าใจเรื่องบางประการ
ที่แท้นางเห็นภาพในใจของบุรุษผู้นี้จริง ๆ เหลียนเอ๋อร์อดตกตะลึงอยู่
บ้างมิได้
นี่มัน… …
“ท่านพ่อ!” สุ้มเสียงนางทั้งนุ่มนวลและสงบราบเรียบ
“เหลียนเอ๋อร์! เจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว! เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ!
ประเสริฐ ประเสริฐยิ่ง!” เขิงอี้ตื่นเต้นยินดีสุดระงับ ในสายตามันเห็นจั่วม่อ
เป็นอากาศธาตุไปแล้ว
“มันช่วยชีวิตข้า” เขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าวเสียงราบเรียบ
“อ้อ อ้อ อ้อ ข้าจะตอบแทนมัน จะตอบแทนมันเป็นอย่างดี! ไม่ว่ามัน
ต้องการอะไรข้าก็จะให้มัน! เหลียนเอ๋อร์ไม่ต้องห่วง!” เขิงอี้ผงกศีรษะรัว ๆ
จั่วม่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งแรกที่มันทำคือมองหาอากุ่ย
รอจนเห็นอากุ่ยยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างกาย ประโยคนั้นก็ผุดขึ้นในใจ ‘นาย
น้อย ไม่ต้องกลัว ข้าจะต้องตามไปพบท่านอย่างแน่นอน’ อดเอื้อมมือ
ออกไปขยี้ผมอากุ่ยไม่ได้
“อากุ่ย ในที่สุดเจ้าตามมาพบข้าแล้ว”
มันความจริงคิดแย้มยิ้มสักครา แต่มิทราบไฉนน้าตาไหลทะลักลงมา
แทน
มันหวนนึกถึงครั้งที่พบอากุ่ยลอยมาติดริมแม่น้าในอาณาจักขุนเขา
น้อย นางทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ถึงยามนี้มันทราบแล้วว่าล้วนเกิดจาก
การตามหามันเอง! มันยังนึกถึงตอนที่ถูกแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงกดทับ
นึกถึงตอนที่เผชิญการโจมตีแลกชีวิตของบรรพชนฟ้ากระจ่าง นึกถึงตอน
ที่พวกมันตกอยู่กลางทะเลทราย นางแบกร่างมันเดินฝ่าลมทรายอย่างไม่
ย่อท้อ เงาร่างของนางทาบทับกับเงาร่างในความทรงจำ ครั้งที่นางแบกร่าง
มันหลบหนีผ่านแนวป่า
จั่วม่อนัยน์ตาพร่าเลือน ภาพร่างของอากุ่ยที่อยู่ตรงหน้าก็พร่าเลือน
ไปด้วย แต่เงาร่างที่พร่าเลือนนี้กับเงาร่างพร่าเลือนในเศษเสี้ยวความทรง
จำ ผสานรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
เป็นเจ้าเองที่ทิ้งลูกแก้วห้าธาตุไว้ภายในร่างข้า
ที่แท้เกิดเรื่องอันใด อากุ่ย เป็นผู้ใดทำร้ายเจ้า?
จั่วม่อสูดลมหายใจลึก คว้ามืออากุ่ยขึ้นมากุมไว้ สีหน้ากลับเป็นปกติ
แต่ในสายตาของมัน สมควรมีบางอย่างที่ไม่ปกติ
มันปลดปล่อยผนึกของลูกแก้วห้าธาตุออกมาแล้ว ซึ่งหมายความว่า
มันทะลวงฝ่าไปยังด่านจินตันสำเร็จเสร็จสิ้น
หวนนึกถึงพลังสีขาวเงิน ต้องหันขวับไปทางเขิงเหลียนเอ๋อร์อย่าง
ฉับพลัน สตรีนางนั้น! มันม่านตาหดแคบลง รวมทั้งเขิงอี้ผู้น่าชัง!
“เมื่อครู่เป็นเรื่องราวใด
จั่วม่อถามผูเยากับเว่ย
เว่ยกล่าวอย่างครุ่นคิด “สมควรเป็นการเหนี่ยวนำพลัง นี่เป็น
ปรากฏการณ์ที่หาได้ยิ่งยาก หมายความว่าพลังทั้งสองฝ่ายมีระดับความ
เข้ากันได้สูงมาก ทั้งยังต้องเป็นพลังที่ตรงข้ามกันคนละสุดปลาย”
จั่วม่อล่วงรู้ว่าการเหนี่ยวนำพลังเป็นเรื่องราวใด สิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นใน
ยามที่พลังซึ่งตรงข้ามกันอย่างสมบูรณ์มากระทบถูกกัน เป็นปรากฏการณ์
ที่ยากพบพาน พลังทั้งสองจะบังเกิดปฏิกิริยาตอบสนองซึ่งกันและกัน
ความสัมพันธ์เช่นนี้จะช่วยเพิ่มพูนพลังของทั้งสองฝ่ายอย่างมหาศาล ไม่
ต้องแปลกใจเลยว่าพลังสีเงินที่ผู้อื่นส่งคืนกลับมามิเพียงไม่สร้างปัญหา
ให้แก่มัน ยังช่วยให้มันฝ่าด่านสำเร็จอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวอีกด้วย
แต่ประเด็นที่น่าตระหนกก็คือตัวมันฝึกปรือพลังเทพ พลังประเภท
เดียวที่สามารถเกิดการเหนี่ยวนำกับพลังเทพของมัน ย่อมต้องเป็นพลัง
เทพเช่นกัน! นี่สรุปได้แน่ชัดว่าสตรีนางนี้ก็ฝึกปรือพลังเทพ!
ทั้งยังเป็นพลังเทพที่ตรงกันข้ามกับพลังเทพของมันคนละสุดปลาย!
“ระมัดระวังให้มาก สตรีนางนี้เป็นอันตราย” ผูเยาเตือนจั่วม่อ
ไม่จำเป็นต้องให้ผูเยาสะกิดเตือน จั่วม่อก็ย่อมทราบว่าผู้อื่นเป็นตัว
อันตราย จนกระทั่งถึงตอนนี้ จั่วม่อพบพานคนในยุคปัจจุบันที่ฝึกปรือพลัง
เทพเพียงสามคน หนึ่งคือตัวมันเอง สองย่อมต้องเป็นอากุ่ย และคนที่สาม
คือเขิงเหลียนเอ๋อร์นางนี้
สตรีนางนี้ลึกล้าสุดหยั่งถึง
แต่มันก็ไม่จำเป็นต้องหยั่งทราบนางเสียหน่อย จั่วม่อคิด
หลังจากเกิดเรื่องเช่นนี้ มันกลับทุเลาหายดีและฝ่าด่านสำเร็จโดยไม่
ตั้งใจ ทำให้ความคิดจะก่อกวนเขิงอี้สลายหายไปชั่วคราว ผู้อื่นยังช่วยให้
มันฝ่าด่านสำเร็จ
ยามกะทันหันมันถึงกับไม่มีอารมณ์แยแสสนใจความบาดหมางที่มีต่อ
เขิงอี้
สิ่งที่ยึดครองความคิดจิตใจทั้งหมดของจั่วม่อในยามนี้ ย่อมต้องเป็น
อากุ่ย เศษเสี้ยวความทรงจำที่ผนึกเอาไว้ในลูกแก้วห้าธาตุทำให้มันแตกตื่น
ตะลึงลานจนแทบพูดไม่ออก
ยามนี้มันเพียงต้องการเสาะหาสถานที่สงบใจ
โดยไม่กล่าวคำใด จั่วม่อคว้าร่างอากุ่ย โถมออกจากที่แห่งนั้นในบัดดล
มันยังได้ยินเสียงสนทนาของเขิงเหลียนเอ๋อร์กับเขิงอี้ เรื่องราวเมื่อ
คลี่คลายลงเช่นนี้ มันก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีผู้ใดสร้างปัญหาให้แก่
ข่าจั๋ว
“อา?”
“คนพวกนี้คิดทำอะไร พวกมันยืนอยู่แบบนั้นมีความหมายใด?”
“ถูกของเจ้า นี่ไยมิใช่พวกเรานำมีดฆ่าโคมาใช้ฆ่าไก่โดยแท้! ฟังคน
ของกองกำลังภูเขามังกรกล่าวขานถึงความแข็งแกร่งของพวกมัน ข้ายังนึก
ว่าพวกมันมีผู้คนมากมาย หนึ่งร้อยคน! ไม่พอให้ข้าใช้แคะฟันเสียด้วยซ้า!”
“หยุดพล่ามไร้สาระกันเสียที พวกมันมีกันแค่หนึ่งร้อยคน แล้วจะ
แบ่งสันปันส่วนกันอย่างไร?
“เปิด!”
ทันใดนั้นควันดำพ่นออกมาจากเสาสัญลักษณ์ศึกหนึ่งร้อยแปดต้น
ควันดำคล้ายขยับขยายตามสายลม ในชั่วกะพริบตาเดียว ก็ปกคลุม
ยอดเขาทั้งหมดราวกลุ่มเมฆดำก้อนมหึมา
ฝูงโจรโถมเข้าไปในเมฆดำอย่างย่ามใจ
ตูม ตูม ตูม!
ควันดำพวยพุ่งออกจากเสาสัญลักษณ์ศึก ม้วนตลบอย่างไม่หยุดยั้ง
พวกมันคล้ายมีชีวิต บัดเดี๋ยวลอยต่าบัดเดี๋ยวขึ้นสูง กระโดดโลดเต้นไม่มีที่
?” จั่วม่อถามอย่างจนปัญญา
ผูเยากับเว่ยพากันนิ่งเงียบงันไป จั่วม่อมิใช่ไม่ทราบว่านี่เป็นปัญหาที่
ยากลำบากสำหรับพวกมัน หากเป็นวิถีฝึกปรือสายอสูรปิศาจ ผูเยากับเว่ย
ย่อมล่วงรู้เรื่องราวมากมาย แต่ในเมื่อเป็นพลังเทพ พวกมันก็ล่วงรู้ไม่มาก
แล้ว
“หากอากุ่ยสามารถกล่าววาจาคงจะดีกว่านี้” จั่วม่อรำพึงเบา ๆ หาก
อากุ่ยสามารถกล่าววาจา นางคงสามารถบอกเล่าเรื่องราวทุกสิ่ง
จั่วม่อทราบว่านี่เป็นเพียงความเพ้อฝัน
มันฝืนสงบใจลง ย้อนคิดไปถึงภาพเหตุการณ์ขาด ๆ หาย ๆ เหล่านั้น
พลันรู้สึกว่ามันได้ค้นพบเรื่องราวหลายประการ
อากุ่ยเรียกมันว่า ‘นายน้อย’ คำเรียกหานี้บ่งบอกเรื่องมากมายหลาย
สิ่ง ชาติกำเนิดของมันอาจจะไม่ธรรมดาสามัญ อากุ่ยแบกมันหลบหนีเอา
ชีวิตรอด ยังมีเศษเสี้ยวความทรงจำที่เต็มไปด้วยโลหิตเนืองนองและการ
เข่นฆ่าสังหารหมู่ บางทีครอบครัวของมันคงประสบชะตากรรมน่าอนาถ
เป็นฝีมือผู้ใด?
?
? เป็นผู้ใดลบความทรงจำของมัน
และเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของมัน
ปริศนานับไม่ถ้วนประดังขึ้นมาพร้อมกัน แทบกดทับจั่วม่อจนหายใจ
ไม่ออก
สงบใจเอาไว้! มันต้องสงบใจเอาไว้!
จั่วม่อขบริมฝีปากจนแทบแตก พยายามสงบระงับใจ แต่เส้นเลือด
เขียวปูดโปนที่เต้นกระตุกไม่หยุด บ่งบอกถึงพายุที่พลุ่งพล่านอยู่ในภายใจ
มัน พลังเทพของอากุ่ยกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด พลังเทพชนิดนี้แปลก
ประหลาดพิสดารยิ่ง จั่วม่อไม่มีปัญญาขจัดมันออกไปจากร่างของอากุ่ย
ในเวลานี้เอง ผูเยาโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน “ยังจดจำหญ้าไหมย้อน
เงาคืนวิญญาณที่ข้าเคยกล่าวถึงได้หรือไม่?”
จั่วม่องงงันวูบ ขบคิดจนหัวคิ้วขมวดมุ่นอยู่ชั่วครู่ ก่อนพยักหน้า “จำ
ได้แล้ว เจ้าเคยบอกว่าหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณสามารถช่วยให้ข้า
ฟื้นฟูความทรงจำ โดยอาศัยเศษเสี้ยวความทรงจำที่มี”
“มิผิด ความทรงจำของอากุ่ยเสียหายสิ้น ดวงวิญญาณของนาง
บาดเจ็บร้ายแรง เกรงว่าบาดแผลในดวงวิญญาณของนางจะเกี่ยวข้องกับ
พลังเทพที่นางฝึกปรือ แต่หากเจ้าต้องการล่วงรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้ …บางที
…เจ้าอาจไม่จำเป็นต้องหวังฟื้นฟูความทรงจำของอากุ่ยเท่านั้น” ผูเยา
กล่าว
?” จั่วม่อถามอย่างร้อนรน
หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ สมควรสามารถฟื้นฟูความทรงจำทั้งหมดใน
อดีตของเจ้าอย่างครบถ้วน!”
“หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณอยู่ที่ใด?”
ผูเยากับเว่ยสบตากันวูบ ล้วนรีรอลังเล
“อยู่ที่ใด
จั่วม่อตวาดถาม
เว่ยกล่าวช้า ๆ “ว่ากันว่าในอาณาจักรน้าพุปรโลกในดินแดนแห่ง
ความมืด มีเบาะแสของหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ”
“หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ… …อาณาจักรน้าพุปรโลก!” จั่วม่อ
พึมพำซ้าไปซ้ามา ดวงตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่