สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 556 ต้าเหรินกำลังตกอยู่ในอันตราย?
ผูเยากับเว่ยจ้องมองจั่วม่อราวกับกำลังมองดูตัวประหลาด
“สายตาของพวกเจ้ามันอะไรกัน… …” จั่วม่ออดรนทนไม่ไหว
“เจ้าฝ่าด่านสำเร็จ” ผูเยาสุ้มเสียงยังคงเฉื่อยชาและเย็นเยียบเหมือน
เช่นปกติ แต่สำหรับจั่วม่อที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมานาน ไหนเลยจะฟัง
ร่องรอยผิดปกติในน้าเสียงของประโยคนี้ไม่ออก
“ข้าย่อมทราบว่าฝ่าด่านสำเร็จ” จั่วม่อบ่นพึมพำ จากนั้นถามด้วย
ความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม “ตอนนี้สังขารปิศาจของข้ากลายเป็นอะไร
แล้ว?
?”
? รอ
ประเดี๋ยว ข้าจำได้ว่าสังขารปิศาจเขี้ยวขาวมิใช่สังขารปิศาจด่านเจียง
หรอกหรือ?”
“เจ้าจำไม่ผิด” สายตาของผูเยายิ่งแปลกพิกลกว่าเดิม
บทที่ 556 ต้าเหรินกำลังตกอยู่ในอันตราย?
ผูเยากับเว่ยจ้องมองจั่วม่อราวกับกำลังมองดูตัวประหลาด
“สายตาของพวกเจ้ามันอะไรกัน… …” จั่วม่ออดรนทนไม่ไหว
“เจ้าฝ่าด่านสำเร็จ” ผูเยาสุ้มเสียงยังคงเฉื่อยชาและเย็นเยียบเหมือน
เช่นปกติ แต่สำหรับจั่วม่อที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมานาน ไหนเลยจะฟัง
ร่องรอยผิดปกติในน้าเสียงของประโยคนี้ไม่ออก
“ข้าย่อมทราบว่าฝ่าด่านสำเร็จ” จั่วม่อบ่นพึมพำ จากนั้นถามด้วย
ความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม “ตอนนี้สังขารปิศาจของข้ากลายเป็นอะไร
แล้ว?
?”
“ร้ายกาจปานนี้เชียว!” จั่วม่อปลาบปลื้มปิติ แต่แล้วพลันชะงักกึก ก้ม
หน้าครุ่นคิด แล้วถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “เจ้ามั่นใจว่าไม่ผิดพลาด? รอ
ประเดี๋ยว ข้าจำได้ว่าสังขารปิศาจเขี้ยวขาวมิใช่สังขารปิศาจด่านเจียง
หรอกหรือ?”
“เจ้าจำไม่ผิด” สายตาของผูเยายิ่งแปลกพิกลกว่าเดิม
จั่วม่องงงันวูบ นิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ ค่อยกล่าวอย่างลังเล “ด่าน
เจียง?
?”
!
ความห่างชั้นของด่านถงหลิ่งกับด่านเจียง ก็คือความห่างชั้นของจิน
ตันกับหยวนอิง สมควรบอกว่าแตกต่างกันตั้งแต่รากฐาน
นี่ไม่สมเหตุสมผล… …เรื่องนี้ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย! จั่วม่อ
ครุ่นคิดอย่างซึมเซา
“สมควรเป็นผลงานของเมล็ดผลึกสุริยัน” ผูเยากล่าว
“รวมถึงหยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียวกับแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นด้วย”
เว่ยเสริม
“อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาจัดอยู่ลำดับเท่าใดในหมู่สังขารปิศาจด่าน
เจียง ข้าจดจำไม่ค่อยได้แล้ว… …”
“ลำดับสาม!”
ได้ยินการสนทนาระหว่างผูเยากับเว่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฟังว่า
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาจัดอยู่ลำดับสาม จั่วม่อพลันสะท้านขึ้นทั้งร่าง หลุด
จากสภาพเหม่อลอยทันที กระชากเสียงถาม “ไฉนไม่ใช่ลำดับสอง?”
ผูเยากับเว่ยหันมามองเป็นตาเดียว สีหน้าท่าทีราวกับว่าพวกมันกำลัง
มองคนปัญญาอ่อน
“หรือมิใช่? สังขารปิศาจมหาทิวาจัดอยู่ลำดับสองในด่านเจี้ยว!” จั่วม่
อกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “จากลำดับสองร่วงลงมาเป็นลำดับสาม ไฉนถอย
หลังลงคลองเล่า!”
“ปัญญาอ่อน!” ผูเยาแค่นเสียง
“คนเช่นนี้ถึงกับสามารถฝึกปรืออุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาสำเร็จ ข้าละ
ไม่ทราบจะกล่าวว่ากระไรจริง ๆ … …” สายตาของเว่ยก็ราวกับมองดูคน
ปัญญาอ่อนผู้หนึ่งจริง ๆ
“ข้าว่านี่จะต้องเป็นเพราะเมล็ดผลึกสุริยันนั่นละ อาศัยสมบัติวิเศษ
เยี่ยงนี้ กระทั่งคนปัญญาอ่อนยังสามารถถือครองอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา
ได้”
“ถูกของเจ้า… …”
ฟังผูเยากับเว่ยนินทาซึ่งหน้าอย่างดูถูกเหยียดหยาม ทำเอาจั่วม่ออด
รนทนไม่ไหวจริง ๆ “เหวยเหวยเหวย บอกกล่าวมาให้ชัดเจน!”
หลังจากฟังผูเยากับเว่ยอธิบายปนถากถางอยู่พักใหญ่ จั่วม่อค่อยมี
ความเข้าใจโดยคร่าว ๆ
การพัฒนารุดหน้าของสังขารปิศาจ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่พ้นไปจาก
ความเกี่ยวพันกับสังขารปิศาจเริ่มแรก ยกตัวอย่างเช่นสังขารปิศาจมหา
ทิวา จัดอยู่ลำดับสองในหมู่สังขารปิศาจด่านเจี้ยว แต่การพัฒนารุดหน้า
ของมันเป็นไปได้มากกว่าหนึ่งเส้นทาง ช่องว่างระหว่างสังขารปิศาจแต่ละ
เส้นทางนั้นแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง มีทั้งสูงทั้งต่า และสำหรับสังขาร
ปิศาจมหาทิวา การพัฒนาไปเป็นอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกานับเป็นเส้นทางที่
ดีที่สุด เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาสังขารปิศาจสายนี้ก็ไม่ผิด
เพียงแต่สังขารปิศาจอันดับหนึ่งของด่านเจี้ยว เมื่อพัฒนาถึงด่านเจียง
มีความเป็นไปได้อยู่สองเส้นทาง ดังนั้นอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาจึงต้องจัดอยู่
ลำดับสามโดยปริยาย
ตามที่ผูเยากับเว่ยว่ามา พวกมันคิดว่าเหตุที่จั่วม่อบรรลุถึงอุปกรณ์
สวรรค์สิบอีกา ย่อมเกี่ยวข้องโดยตรงกับเมล็ดผลึกสุริยันภายในร่างมัน
รวมทั้งพลังเทพสุริยันที่มันฝึกปรือ กระทั่งหยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียวกับ
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นก็เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้เช่นกัน มิเช่นนั้น
ด้วยความเข้มแข็งเดิมของจั่วม่อ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการฝ่าด่านรุดหน้า
จะต้องเป็นสังขารปิศาจรัศมีแสงที่จัดอยู่ลำดับเจ็ดในด่านถงหลิ่ง
หลังจากรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ จั่วม่อค่อยเข้าใจในที่สุด
อย่างไรก็ตาม มันจึงไม่สนใจว่าเป็นผลงานของเมล็ดผลึกสุริยันหรือ
สิ่งอื่นใด เพียงสนใจการจัดอยู่ลำดับสามในด่านเจียงมากกว่า!
เมื่อเคยประจักษ์ความแข็งแกร่งของสังขารปิศาจเขี้ยวขาวที่จัดอยู่
ลำดับสิบหกในด่านเจียง เช่นนั้นอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาที่รั้งลำดับสาม
สมควรต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นอีก!
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา
จั่วม่อทวนคำซ้าแล้วซ้าเล่าในใจ สายตาเหลือบมองไปทางอากุ่ยโดย
ไม่ตั้งใจ
อากุ่ย คราวนี้ข้าได้รับอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา ข้าจะต้องแข็งแกร่ง
ยิ่งขึ้น!
คว้ามือของอากุ่ยมากุมไว้ครู่หนึ่ง คล้ายจะให้ความอุ่นระอุจากมือ
ของมันถ่ายทอดไปยังมือน้อยที่เย็นเฉียบคู่นั้น จากนั้นจั่วม่อหวนกลับไป
ฝึกฝีมือสืบต่อ
มันไม่ต้องการเสียเวลาแม้แต่ชั่วครู่ชั่วยาม
รั้งลำดับสามในหมู่สังขารปิศาจด่านเจียง อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา หาก
มันสามารถดึงพลังทั้งหมดของสังขารปิศาจอันร้ายกาจนี้ออกมาใช้ได้
สมควรช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นในการเดินทางไปยังอาณาจักรน้าพุ
ปรโลกครั้งนี้!
จั่วม่อครุ่นคิดเช่นนี้
มองดูจั่วม่อที่โหมฝึกปรืออย่างคร่าเคร่ง ผูเยากับเว่ยนิ่งเงียบงันไป
“มันพากเพียรพยายามไม่น้อย” เว่ยจู่ ๆ ก็เปรยขึ้นเบา ๆ
ผูเยาจับจ้องมองดูจั่วม่อ สีหน้าคล้ายครุ่นคิด นัยน์ตาสีเลือดลึกล้าสุด
หยั่ง แฝงไว้ด้วยอารมณ์ซับซ้อน
ชั่วอึดใจให้หลัง พลันเอ่ยปาก “ข้าตกลงใจช่วยเหลือมัน”
“ด้วยวิธีใด?”
กงซุนชานอนเหยียดยาวอยู่บนเตียง จับจ้องมองเพดาน ความคิด
ล่องลอยไปไกล
ศิษย์พี่จั่วม่อส่งข่าวเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นทางด้านนั้น
กลับมายังเกาะเต่า ไม่ได้ปกปิดสิ่งใดเป็นความลับ ชนชั้นแกนนำทั้งหมด
ล้วนได้อ่านเรื่องเหล่านั้น
ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าประวัติความเป็นมาของศิษย์พี่จะอัศจรรย์พันลึก
และน่าโศกสลดถึงเพียงนี้!
แม้ว่าเรื่องราวยังไม่สมบูรณ์ แต่ลำพังแค่สิ่งที่ล่วงรู้ในตอนนี้ก็มากเกิน
พอให้พวกมัน เหล่าคนที่เคยผ่านศึกสงครามมาหลายครั้งหลายหนจะสูด
ได้กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้น
อารมณ์ของศิษย์พี่ในตอนนี้ เกรงว่า… …
ไม่ได้ มันไม่อาจปล่อยให้ศิษย์พี่ต่อสู้ตามลำพัง มันต้องทำอะไรสัก
อย่าง!
กงซุนชาผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรงอย่างฉับพลัน! ชั่วอึดใจให้หลัง ดวงตาใส
กระจ่างเหมือนเด็กชายข้างบ้านก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้น ในส่วนลึกของดวงตา
จิตวิญญาณการต่อสู้เบ่งบานเหมือนดอกไม้กลางสายลม
พวกมันต่อสู้เคียงข้างกันเสมอ!
ร้อยเถื่อนแดนทมิฬ… …อาณาจักรน้าพุปรโลก… …ช่างท้าทายเสีย
จริง!
จิตวิญญาณของมันลุกไหม้ โลหิตในกายแทบเดือดพล่าน แต่ความคิด
จิตใจของแม่นางน้อยสงบเยือกเย็นผิดธรรมดา เริ่มใคร่ครวญว่าจะทำให้
จิตเจตนาของมันเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไร
แน่นอนว่าต้องมีแผนการรบที่เหมาะสมที่สุด!
“ต้าเหริน!” องครักษ์หน้าประตูเคาะเรียกอย่างนอบน้อม
“มีเรื่องใด
ถูกขัดจังหวะความสนุก แม่นางน้อยขมวดคิ้วเล็กน้อย
องครักษ์ผู้นั้นเปิดประตูเข้ามาในห้อง ยื่นส่งม้วนหยกให้แก่แม่นาง
น้อย รายงานว่า “เมื่อสักครู่นี้เหวยเสิ้งต้าเหรินมาเยือน ส่งม้วนหยกนี้ให้
สั่งว่าให้มอบให้แก่ต้าเหริน”
ศิษย์พี่ใหญ่? แม่นางน้อยงงงันวูบ
มันรับม้วนหยกมาดู ชั่วอึดใจให้หลัง ต้องเผยสีหน้าเจื่อนขม
ศิษย์พี่ใหญ่…ไปเสาะหาศิษย์พี่จั่วม่อด้วยตัวเองเพียงลำพัง!
“ถึงศิษย์น้องกงซุน … … พี่น้องรักใคร่ผูกพัน ข้าลองถามใจตัวเอง ไม่
สามารถนั่งชมดูอยู่เฉย ๆ ได้ … …หัวใจเฉกเช่นกระบี่ สมควรบุกฝ่าโดยไม่
ย่อท้อ เพื่อขัดเกลาใจกระบี่ … … ครั้งนี้ล่วงรู้ว่าพลังของข้าไม่แข็งแกร่งพอ
มันเงยหน้าขึ้น ปอยผมตรงหน้าผากกระพือพลิ้วโดยปราศจากลม แม่
นางน้อยบนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเขินอายอันเฉิดฉัน
“ฮ่าฮ่า เช่นนั้นก็เสียสติไปด้วยกันทั้งหมดเถอะ!”
บรรยากาศภายในเกาะเต่ากลายเป็นตึงเครียดในบัดดล
ความเข้มงวดในการฝึกอบรมของค่ายจูเชวี่ยกับค่ายเว่ยเพิ่มสูงขึ้น
จนถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน บรรยากาศตึงเครียดช่วยให้พวกมันเข้าใจชัด
แจ้ง เกิดเรื่องราวบางประการขึ้นแล้ว! ข่าวคราวแพร่กระจายไปในหมู่สอง
ค่ายหลักอย่างรวดเร็ว จั่วม่อต้าเหรินกำลังประสบปัญหา!
ค่ายจูเชวี่ยและค่ายเว่ยติดตามจั่วม่อออกมาจากอาณาจักรขุนเขา
น้อย ความผูกพันลึกล้ายิ่งกว่าพี่น้อง ฟังว่าต้าเหรินประสบปัญหา แต่พวก
มันกลับไม่ได้รับคำสั่งให้รวมพล มีเพียงคำสั่งให้ฝึกปรือหนักขึ้น คนเหล่านี้
พลันเข้าใจทันที ว่าอาศัยพลังของพวกมันในยามนี้ยังไม่เพียงพอจะ
ช่วยเหลือต้าเหรินได้
โดยไม่จำเป็นต้องให้กระตุ้นเตือน สองค่ายหลักเริ่มโหมฝึกหนักอย่าง
ดุเดือดเลือดพล่าน
ในไม่ช้าก็มีคำสั่งส่งตรงถึงเหล่าตระกูลใหญ่ในอาณาจักรทะเลเมฆ
ค่ายทัพใหม่ ค่ายชิงหลง (มังกรเขียว) กำลังจะก่อตั้งขึ้น ขอให้แต่ละตระกูล
ส่งศิษย์ที่เด่นล้าเข้าร่วมการคัดเลือกคน ตระกูลที่มีศิษย์ถูกคัดเลือกจะ
ได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้น
คำสั่งนี้ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ในอาณาจักรทะเลเมฆ ขณะที่มหาค่าย
กลหมื่นเกาะขยับขยายออกไปวันต่อวัน ทุกตระกูลล้วนทราบว่าใน
อาณาจักรทะเลเมฆ กฎของของเกาะเต่าไม่อาจฝ่าฝืนได้ และมีเพียงตอบ
รับคำสั่งของเกาะเต่าเป็นอย่างดีเท่านั้น จึงสามารถรับประกันประโยชน์ที่
พวกมันจะได้รับในภายภาคหน้า
ยอดยุทธ์อายุเยาว์นับไม่ถ้วนหลั่งไหลไปยังเกาะเต่าตามคำเรียกหา
สือตงพอได้รับคำสั่งล่าสุด อดงุนงงอยู่บ้างไม่ได้
ความคืบหน้าของฝ่ายมันรวดเร็วเหนือความหมายของมันไปมาก แต่
มันนึกไม่ถึงว่าแม่นางน้อยต้าเหรินยังคงไม่พอใจ และสั่งให้มันเพิ่ม
ความเร็วขึ้นอีก เร่งยึดครองอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยให้เร็วกว่านี้
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้มันประหลาดใจ คือแม่นางน้อยต้าเหรินอนุญาต
ให้มันขยับขยายค่ายฮุย เร่งเกณฑ์ไพร่พลเพิ่มขึ้น
เรื่องร้ายแรงบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น!
สือตงแม้ทื่อด้านตรงไปตรงมา แต่ก็เป็นบุคคลอันชาญฉลาดผู้หนึ่ง
ความคิดแรกของมันประหวัดนึกไปถึงจั่วม่อต้าเหริน
จั่วม่อต้าเหริน … …ต้าเหรินผู้ซึ่งเยี่ยหลิงเห็นว่าสามารถขึ้นเป็นจอม
ราชัน… …
มันขบคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถ่ายทอดคำสั่งให้กะเกณฑ์ไพร่พลเพิ่มขึ้น
เตรียมขยับขยายกองทัพค่ายฮุย จากนั้นยังสั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการ
ฝึกอบรมขึ้นอีกขั้น
“ต้าเหริน! ใช่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือไม่?”
? อันตรายมากหรือไม่?
ต้องให้พวกเราส่งกำลังไปสนับสนุนหรือไม่?”
ปฏิกิริยาอันรุนแรงของผู้ช่วยแม่ทัพ ทำให้สือตงพิศวงงงงวยไม่น้อย
“เจ้าร้อนใจนักหรือ?”
ผู้ช่วยแม่ทัพงงงันวูบ แล้วกล่าวอย่างหนักแน่น “ย่อมแน่นอน นั่นคือ
เจ้าเหนือหัวของเรา!”
26 หวังหรืออ๋อง หมายถึงราชา ในที่นี้พวกปิศาจใช้เรียกจั่วม่อ
“เจ้าก็คิดว่าต้าเหรินสามารถกลายเป็นจอมราชันด้วย?”
ผู้ช่วยแม่ทัพลืมเลือนกระทั่งค้อมกายคารวะสือตง รีบเผ่นออกไป
ทันที มันต้องรีบกระจายข่าวนี้ออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!
เจ้าเหนือหัวจงเจริญ!
“ของเหล่านี้เป็นแผนผังปิศาจที่ต้าเหรินส่งมา รวมทั้งข้อสรุปทั้งหมด
เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย” ปรมาจารย์ซุนเป่ากวาดตามองผู้คนที่รวมตัวอยู่
ด้านล่าง กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ระหว่างนี้ให้ทั้งหมดวางงานอื่น ๆ เสียก่อน
ช่วยกันค้นคว้าแผนผังปิศาจให้เร็วที่สุด!”
ทุกผู้คนพยักหน้ารับคำ แต่ลอบประหลาดใจอยู่บ้าง ควรทราบว่าแม้
ภารกิจของค่ายจินวูจะค่อนข้างหนักหนาและยากลำบาก แต่บรรยากาศ
อิสระเสรีมาก สองปรมาจารย์ปกติมักอนุญาตให้ทุกคนศึกษาค้นคว้าไป
ตามใจชอบ จะรวบรวมพลังของทุกคนมาช่วยกันก็เฉพาะเวลาที่มีภารกิจ
พิเศษและเร่งด่วนเท่านั้น
หรือว่ามีเรื่องเร่งด่วนเกิดขึ้น?
ทุกคนมีสีหน้างุนงงสงสัย
ปรมาจารย์จี๋เหว่ยสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียดเช่นกัน ยื่นม้วนหยกส่ง
ให้แก่ทุกคน
“ท่านอาจารย์ ที่แท้เกิดเรื่องอันใด?”
?”
? พวกมันใช่ละเลยหน้าที่
หรือไม่ แม่นางน้อยต้าเหรินอยู่ที่ใด?”
“สวรรค์! บอกข้าทีว่าไม่จริง… …”
บรรดาซิวเจ่อสายการผลิตที่ยังอายุเยาว์พากันเดือดดาลทะยานฟ้า
หากแม่นางน้อยอยู่ที่นี่ เกรงว่าพวกมันคงมีคนโถมเข้าไปตะคอกถามเป็น
แน่
นั่นคือต้าเหริน! ต้าเหรินผู้ซึ่งค่ายจินวูทั้งค่ายสัตย์สาบานว่าจะติดตาม
ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เป็นผู้ใดถ่ายทอดเวทวิชาและสารพันความรู้ให้แก่
พวกมัน เป็นผู้ใดมอบไฟอีกาทองคำให้แก่พวกมัน พวกมันไม่มีวันลืมเลือน
พวกมันไฉนไม่เคยต้องห่วงหน้าพะวงหลัง กระทั่งสามารถกระทำทุกอย่าง
ได้ตามใจปรารถนา ทุกคนจดจำได้มั่นว่าเป็นผู้ใดที่ประทานทั้งหมดนี้ให้แก่
พวกมัน!
บัดซบ! เรื่องนี้ยอมไม่ได้!
“หุบปากให้แก่ข้า!” ปรมาจารย์จี๋เหว่ยตวาดดังกึกก้อง ทำให้ทุกคน
เงียบสงบลงทันควัน
ปรมาจารย์ซุนเป่าใบหน้าไร้รอยยิ้ม ในดวงตาคล้ายลุกโชนด้วยเปลว
ไฟ “ทุกคน อย่ามัวแต่เสียเวลาไร้สาระ จงรีบศึกษาม้วนหยก ภายในนั้น
บันทึกข้อสรุปและการค้นคว้าทั้งหมดเกี่ยวกับแผนผังปิศาจที่ต้าเหริน
เข้าใจ พวกเราต้องรีบทำความเข้าใจปัญหาทั้งหมด ภายในระยะเวลาที่สั้น
ที่สุด! มีแต่หนทางนี้จึงจะช่วยต้าเหรินได้!”
ในดวงตาทุกคนคล้ายแผ่พุ่งเปลวไฟออกมา
“แล้วจากนั้น พวกเราจะเริ่มสลักแผนผังปิศาจ!”
“นี่คือสงคราม!”
จั่วม่อไม่ล่วงรู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนเกาะเต่า
มันจมอยู่กับการฝึกฝีมือจนลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ในกาลก่อนจั่วม่อไม่
เคยเสาะแสวงหาพลังอำนาจ สำหรับมันที่ไม่เคยมีความทะเยอทะยาน
ยิ่งใหญ่อันใด ขอเพียงไม่อ่อนแอ ก็เพียงพอที่จะมีชีวิตอย่างสุขสำราญ แต่
ยามนี้ความปรารถนาในพลังอำนาจของมันแทบจะถึงขั้นไร้เหตุผล มัน
ทราบกระจ่างใจเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาวิธีเยียวยารักษาอากุ่ย
หรือการสืบค้นชาติกำเนิดของมัน ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับรากฐานประการ
หนึ่ง นั่นคือพลังอำนาจ พลังอำนาจที่แข็งแกร่งพอ!
ทุกวี่วัน มันทางหนึ่งจมอยู่กับการคร่าเคร่งฝึกฝีมือราวกับไม่รู้จัก
เหน็ดเหนื่อย อีกทางหนึ่งรอคอยให้พวกซู่หลงเดินทางมาถึง หากข้อมูลที่
มันสืบเสาะมาไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมากนัก อาณาจักรน้าพุ
ปรโลกก็มิใช่สถานที่ที่มันสามารถบุกฝ่าไปตามลำพังได้
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา
สังขารปิศาจลำดับสามในด่านเจียง มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว
ตามที่คาด เว่ยรอบรู้เกี่ยวกับสังขารปิศาจแทบทุกชนิด ช่วยให้การฝึกฝน
ของจั่วม่อมุ่งเน้นไปยังจุดสำคัญ โดยไม่มัวเสียเวลาเปลืองเรี่ยวแรงสูญ
เปล่า ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน พลังฝีมือของจั่วม่อก็ทวีความกล้าแข็ง
รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด ในที่สุดก็มีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับอุปกรณ์
สวรรค์สิบอีกา
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา อีกาหมายถึงอีกาทองคำซึ่งเป็นตัวแทนแห่ง
ดวงอาทิตย์ นามนี้จึงอ้างถึงสิบดวงอาทิตย์ที่สถิตอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ทั่ว
ร่างของมัน พวกมันดูคล้ายรอยสักที่สลักเสลาลงไปอย่างประณีตบรรจง
แทบไม่เหมือนแผนผังปิศาจแล้ว
ที่สะดุดตาคนที่สุด คือแผนผังปิศาจรูปดวงอาทิตย์ดวงที่อยู่กึ่งกลาง
หว่างคิ้วของมัน วงกลมอันสมบูรณ์พร้อมประกอบขึ้นจากลวดลายวิจิตร
ซับซ้อน รอบดวงอาทิตย์สีทองเข้มมืดทะมึน ล้อมไว้ด้วยลวดลายคล้ายฟัน
แหลมคมที่เป็นสัญลักษณ์ของรังสีแสงแห่งดวงอาทิตย์
จั่วม่อรูปโฉมมิได้หล่อเหลา แต่เมื่อปรากฏตราสัญลักษณ์แห่งดวง
อาทิตย์อยู่กลางหว่างคิ้ว กลับเพิ่มประกายลี้ลับสูงสง่าให้แก่มันชั้นหนึ่ง
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา ดวงอาทิตย์แต่ละดวงหมายถึงแหล่งกำเนิด
พลัง มันต้องสั่งสมพลังให้ถึงระดับหนึ่ง จึงจะสามารถเปิดใช้งานดวง
อาทิตย์แต่ละดวงได้ หนึ่งดวงอาทิตย์คือหนึ่งแปลง สิบดวงอาทิตย์
หมายถึงการแปลงร่างทั้งสิบ
ตามคำแยกแยะของเว่ย ปิศาจที่ฝึกปรือสังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์
สิบอีกาได้สำเร็จ นับว่ายากจะพบพาน แต่ที่ยากจะพบพานยิ่งกว่า คือผู้ที่
บรรลุถึงการแปลงร่างทั้งสิบอย่างสมบูรณ์พร้อม
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา การแปลงร่างแต่ละครั้งทรงพลานุภาพสยบใต้
หล้า และสิ่งที่น่าพรั่นพรึงยิ่งไปกว่านั้น คือพลังของอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา
ก่อน ก็กลับกลายเป็นเครื่องถ่วงรั้งไปเสียแล้ว จั่วม่อได้แต่คอยกลั่นเกลา
พลังเทพจากมือขวาของมัน แปลงเป็นพลังปราณกับพลังจิตสำนึกอย่างไม่
หยุดยั้ง ใช้วิธีนี้ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา
จั่วม่อเดิมทีคาดว่ากระบวนการปรับสร้างเสถียรภาพนี้จะต้องใช้
เวลานาน นึกไม่ถึงว่าเพียงแค่สิบวัน พลังปราณของมันก็บุกทะลวงไปยัง
ด่านหยวนอิง และพลังจิตสำนึกฝ่าด่านเยาฝู่ (ตำหนักอสูร) เป็นที่เรียบร้อย
นี่สมควรมีเหตุผลหนุนเสริมหลายประการ
ประการแรกคือพลังเทพอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ วังวนพลังในมือขวา
ของจั่วม่อยังคงทวีพลังแข็งกล้าขึ้นทุกขณะ ปริมาณพลังเทพที่มันสามารถ
ดึงออกมาใช้ในแต่ละวันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกเหนือจากความ
ประหลาดใจและปลาบปลื้มยินดี จั่วม่อยังอดหวาดวิตกอยู่บ้างไม่ได้ หาก
ระดับความเร็วเช่นนี้ยังดำเนินต่อไป ในไม่ช้าพลังเทพที่กำเนิดออกมาจาก
วังวนพลัง จะมีปริมาณมากล้นเกินกว่าที่มันจะสามารถกลั่นเกลานำไปใช้
ได้ทัน
ส่วนอีกประการหนึ่งก็คือ แม้ว่าอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาจะไม่มั่นคง
อย่างยิ่ง แต่จะอย่างไรก็เป็นสังขารปิศาจด่านเจียง เหนือล้ากว่าด่านจินตัน
และด่านหยินเสินอยู่หนึ่งด่านเต็ม ๆ ต่อให้จั่วม่อฝืนฝ่าด่านสังขารปิศาจ
สำเร็จโดยการพึ่งพาสมบัติวิเศษ แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังด่านเจียง ก็
ย่อมเหนือล้ากว่าอีกสองด่านพลังอย่างสิ้นเชิง
ทุกวิถีทางชักนำไปยังปลายทางเดียวกัน แม้ว่าพลังสังขารเมื่อเทียบ
กับพลังปราณและพลังจิตสำนึกแล้ว นับว่ามีส่วนผิดแผกแตกต่างกันอยู่
มาก แต่ก็ยังมีหลายต่อหลายส่วนที่จั่วม่อสามารถศึกษาเป็นแบบอย่าง
และทำการลอกเลียนมาใช้กับอีกสองพลังที่เหลือได้
ด้วยประการฉะนี้เอง อีกสองพลังที่ล้าหลังจึงฝ่าด่านไล่ตามพลัง
สังขารขึ้นมาทัดเทียมกันในเวลาเพียงไม่นาน
ผูเยากับเว่ยไม่ได้แปลกใจที่จั่วม่อบรรลุด่านหยวนอิง ในสายตาของ
พวกมันนี่เป็นเรื่องธรรมดา นับตั้งแต่สังขารปิศาจทะลุถึงด่านเจียง ย่อม
ต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่สิ่งที่ผูเยาตื่นเต้นยินดี
อยู่บ้าง ก็คือจิตสำนึกของจั่วม่อในที่สุดก็ก่อกำเนิดตำหนักอสูร บรรลุถึง
ด่านเยาฝู่เสียที
อสูรที่ก่อกำเนิดตำหนักอสูรเรียกว่าอสูรราหู ในภพอสูรสามารถนับได้
ว่าเป็นชนชั้นยอดฝีมืออย่างเต็มภาคภูมิ
พรสวรรค์ทางด้านศาสตร์อสูรของจั่วม่อเลิศล้าอย่างแท้จริง แต่น่า
เสียดายที่เมื่อเทียบกับสังขารปิศาจอันน่าอัศจรรย์แล้ว ยังคงอ่อนด้อยกว่า
บ้าง ทำให้ผู้เยารู้สึกว่าจั่วม่อแม้เป็นศิษย์ของมัน แต่เว่ยกลับเป็นคนได้หน้า
ไป คราครั้งนี้เมื่อจั่วม่อก่อกำเนิดตำหนักอสูร ก็หมายความว่ามันสามารถ
ถ่ายทอดศาสตร์อสูรให้จั่วม่อมากขึ้นกว่าเดิม
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยเป็นวิชาที่
เหมาะกับอสูรราหูมากกว่า มีเพียงบรรดุด่านเยาฝู่ขึ้นไป จึงสามารถสำแดง
อานุภาพออกมาได้ถึงขีดสุด!
อย่างไรก็ตาม ผูเยายังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ มันกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับ
การทำเรื่องราวบางประการ
?
?” เว่ยถามผูเยา
“ข้าไม่รู้” ผูเยาดวงตาสีโลหิตลึกล้าสุดหยั่ง “มันยาวนานเกินไป ข้าไม่
รู้ว่าพวกมันจะยังคงจดจำได้หรือไม่?
?” เว่ยจับจ้องมองตาผูเยา
ผูเยาสั่นศีรษะ “มันอาจไม่เต็มใจที่จะรับมรดก”
“ข้าก็ว่าอย่างนั้น” เว่ยผงกศีรษะเห็นพ้อง
“แต่มันต้องการพลังอำนาจ” ชุดยาวของผูเยาสะบัดพลิ้วแม้ว่าจะไม่
มีลมก็ตาม สุ้มเสียงลุ่มลึก “มันยังไม่เข้าใจตัวเอง เราเองก็ยังไม่เข้าใจมัน
อย่างแท้จริง ศัตรูของมันดูเหมือนจะยิ่งใหญ่มหึมากว่าที่มันคิดเอาไว้มาก
มันจะมีหนทางเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น”
เว่ยแย้มยิ้มเล็กน้อย “ช่างคล้ายคลึงกับของเรายิ่งนัก”
ผูเยาคล้ายถูกสะกิดความทรงจำที่ซุกซ่อนเอาไว้ ดวงตาสีเลือดทอ
แววซับซ้อน แต่ก็กลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว “ยิ่งไปกว่านั้น
เรียกให้พวกมันติดตามจั่วม่อมิใช่เรื่องไม่ดี ตระกูลที่ยังคงยึดมั่นต่อสัตย์
สาบานมาตลอดหลายพันปีโดยไม่ล้มเลิกละทิ้ง พวกมันสมควรหวนคืนสู่
ความรุ่งโรจน์!”
เว่ยทอดถอน “เพียงไม่ทราบว่าพวกมันยังหลงเหลือกันอยู่กี่คน”
ผูเยานิ่งเงียบงันไป มันเองก็ไม่ล่วงรู้เช่นกัน
บ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง ข้างกายนางยืนไว้ด้วยแม่นางอายุเยาว์นางหนึ่ง
ดูจากเสื้อผ้าอาภรณ์ สมควรเป็นสาวใช้ประจำตัวของเขิงเหลียนเอ๋อร์
สองนางยืนห่างจากจั่วม่อห้าจั้ง ไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาใกล้มากไปกว่า
นั้น
“เจ้าจะไปอาณาจักรน้าพุปรโลกใช่หรือไม่?”
?”
จั่วม่อเข้าใจในบัดดล ย่อมต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ที่นี่คือบ้านของนาง
เขตปกครองของบิดานาง ดูเหมือนว่าการสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับหญ้าไหม
ย้อนเงาคืนวิญญาณของมันจะไปสะกิดความสนใจของเขิงอี้เข้า โฉม
สะคราญที่งามล้าอย่างเหนือจริงนางนี้กลับยิ่งบันดาลให้มันรู้สึกถึง
อันตรายอย่างแรงกล้า ถึงแม้ว่าการที่พลังฝีมือของมันรุดหน้าก้าวไกล จะมี
บางส่วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากสตรีนางนี้ มิหนำซ้าพลังเทพสีเงินของผู้อื่น
ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้มันฝ่าด่านสำเร็จก็ตาม
แต่ไม่ว่าจะเป็นระดับพลังฝีมือหรือจิตเจตนาของสตรีอันตรายนางนี้
มันก็ไม่อาจหยั่งวัดได้เลยแม้แต่น้อย
“ข้าฝึกปรือพลังเทพจันทรา” ใบหน้าชวนลุ่มหลงตายของเขิงเหลียน
เอ๋อร์ทอแววเลื่อนลอยอยู่บ้าง นางกล่าวพลางเงยหน้าขึ้น แสงจันทร์เหนือ
?” จั่วม่อในที่สุดก็เข้าใจ ว่าไฉนพลังเทพของผู้อื่น
เกิดการเหนี่ยวนำกับพลังเทพของมันได้
“ข้าจะไปอาณาจักรน้าพุปรโลกกับเจ้าด้วย” เขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าว
เสียงราบเรียบ
“เจ้าจะไปกับข้า ไปที่อาณาจักรน้าพุปรโลกด้วย?”
? จะตามข้าไปอาณาจักรน้าพุปรโลก ฮ่า
ฮ่า”
“มิผิด” เขิงเหลียนเอ๋อร์จ้องมองจั่วม่อด้วยดวงตาสงบนิ่ง
จั่วม่อฟังออกว่าในสุ้มเสียงของผู้อื่นแฝงไว้ด้วยความแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
ต้องชะงักเสียงหัวร่อ ขมวดคิ้วกล่าวว่า “เรื่องขำขันนี้ข้าไม่เห็นขันด้วย ข้า
ไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับเจ้า เรื่องระหว่างเราถือว่าหักกลบลบหนี้กันไปจะดีกว่า
ข้าไปของข้า เจ้าก็อยู่ของเจ้า จะติดตามข้าไปทำอะไร?”
สุ้มเสียงของเขิงเหลียนเอ๋อร์ไพเราะเสนาะหูอย่างบอกไม่ถูก “รวบรัด
ยิ่ง เนื่องเพราะเจ้าฝึกปรือพลังเทพสุริยัน ส่วนข้าฝึกปรือพลังเทพจันทรา”
“ข้าไม่เข้าใจ” จั่วม่อสั่นศีรษะ
“หากร่วมฝึกปรือ พลังเทพของพวกเราจะรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วยิ่ง
กว่า” เขิงเหลียนเอ๋อร์อธิบาย จั่วม่อกระจ่างใจในบัดดล “เจ้าหมายถึงการ
เหนี่ยวนำพลังงานใช่หรือไม่?”
“มันเรียกว่าบำเพ็ญคู่” เขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าวเสียงอ้อยอิ่ง “เป็น
ประโยชน์มากสำหรับเจ้า”
จั่วม่อไม่คล้อยตาม “ข้าไม่ต้องการ”
“เพราะมือขวาของเจ้ารึ?”
ทว่าทางจั่วม่อกลับไม่รู้สึกขบขันด้วย มันใจหายวาบ อีกฝ่ายดูเหมือน
จะสนิทสนมคุ้นเคยกับความลับของมันมากกว่าที่มันคาดเอาไว้… กระทั่ง
วังวนพลังงานบนมือขวาของมันยังล่วงรู้
สตรีนางนี้… …
“ข้ามิได้มีเจตนาร้าย เจ้าควรทราบ วังวนพลังงานในมือขวาของเจ้า
เติบโตรวดเร็วเกินไป แต่เจ้าเพียงดูดซับได้ไม่มากนัก รอจนกระแสพลังที่
อยู่ภายในนั้นกล้าแข็งถึงระดับหนึ่ง เจ้าจะควบคุมมันไม่ได้อีกต่อไป”
นางมองตาจั่วม่อตรง ๆ พลางกล่าวสืบต่อ “บำเพ็ญคู่สามารถช่วย
แก้ปัญหานี้ได้”
จั่วม่อแบมือ “แล้วทำไมข้าต้องเชื่อเจ้า?”
“เนื่องเพราะทันทีที่พลังเทพของเจ้าปลุกข้าให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง มันก็
ทิ้งรอยประทับเอาไว้ในกายข้าด้วย หากเจ้าตาย ข้าก็มิอาจมีชีวิตอยู่” เขิง
เหลียนเอ๋อร์กล่าวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “และหากข้าตาย พลังเทพของ
เจ้าจะแตกสลาย”
“ฮ่า! แต่งเรื่องราวได้น่าฟังนัก!” จั่วม่อหัวร่อเสียงเย็น
“บำเพ็ญคู่… …เมื่อมันเริ่มต้นขึ้น ก็ตัดสินชะตากรรมของเรา ข้าเมื่อ
โคจรพลังเทพ เจ้าจะสามารถรับรู้ได้เช่นกัน” นางขณะเอ่ยคำ แสงจันทร์
รอบกายพลันสว่างไสวขึ้นทันที
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง พลังเทพของมันสั่นไหวไปเอง
โดยที่มันไม่ได้บังคับควบคุม!
“นี่คือการเหนี่ยวนำที่เจ้าเอ่ยถึง หากเจ้าโคจรพลังเทพ พลังเทพของ
ข้าก็จะสะท้อนพลังเทพของเจ้าเช่นกัน” วาจาของเขิงเหลียนเอ๋อร์ทะลวง
เข้าไปในหูของจั่วม่ออย่างชัดเจน
บัดซบ!
“ข้าคิดว่าติดตามเจ้าไปเสียเลยจะปลอดภัยกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้อง
ตายอย่างลึกลับโดยไม่รู้สาเหตุในวันใดวันหนึ่ง”
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก
จั่วม่อร้องถามผูเยาอย่างร้อนใจ “ที่นางกล่าวมาเป็นความจริง?”
ผู้ที่อธิบายได้ชัดเจนกลับเป็นเว่ย “เป็นความสัตย์จริง ผู้ที่บำเพ็ญคู่ใน
ยุคโบราณมักจะร่วมเรียงเคียงคู่ อยู่หรือตายไม่พลัดพรากจากกัน!”
“ร่วมเรียงเคียงคู่ อยู่หรือตายไม่พลัดพรากจากกัน?
?” ผูเยาพึมพำอย่างครุ่นคิด
จั่วม่อแม้เดือดดาลกับสถานการณ์ที่ออกมาเป็นเช่นนี้ แต่เขิงเหลียน
เอ๋อร์กระทั่งดวงตายังไม่กะพริบ นางค่อย ๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างหรูหรา
สง่างาม ภายใต้แผงขนตายาวงอน ดวงตาดำขลับสดใสของนางคล้ายปก
คลุมด้วยม่านหมอกเลือนรางชั้นหนึ่ง
อากุ่ยนั่งอย่างไม่รู้สึกรู้สาอยู่ด้านหลังจั่วม่อ นางไม่ต่างจากหุ่นเชิดตัว
หนึ่ง แข็งทื่อ ไร้ชีวิตชีวา
เบื้องหน้าอากุ่ย จั่วม่อจับตามองเขิงเหลียนเอ๋อร์อย่างหวาดระแวง
หัวคิ้วขมวดมุ่นไม่คลาย มันจนปัญญากับสตรีที่ไม่รู้ว่าผุดขึ้นจากที่ใดนางนี้
จริง ๆ
รอจนตั้งสติได้ จั่วม่อเริ่มขบคิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน แต่ไม่ว่าจะขบ
คิดจากมุมใด เรื่องนี้ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องดีสำหรับมัน
จั่วม่อไม่สนใจเรื่องบำเพ็ญคู่แม้แต่น้อย มันแม้กำลังแสวงหาพลัง
อำนาจ แต่ยามนี้มันก็กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเติบโตรุดหน้าอย่างรวดเร็ว
แต่แล้วจู่ ๆ กลับปรากฏสตรีแปลกหน้าร่วมชะตากรรมเป็นตายไปพร้อม
กับมัน จะให้มันยอมรับได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้อื่นประสบอันตราย ก็เท่ากับว่ามันต้องเผชิญกับ
อันตรายด้วยเช่นกัน ในชั่วพริบตา ความเสี่ยงของมันก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
อย่างฉับพลันทันใด
บำเพ็ญคู่อุบาทว์บัดซบ!
โดยเฉพาะยิ่งเมื่อเห็นท่าทีสงบเยือกเย็นของอีกฝ่าย จั่วม่อยิ่งอึดอัด
ขัดใจอย่างบอกไม่ถูก
จั่วม่อสั่นศีรษะอย่างจนปัญญา ตัดสินใจไม่เสียเวลากับเรื่องที่ไม่มี
ทางเปลี่ยนแปลงนี้อีกต่อไป มันหันกลับไปฝึกฝีมืออีกครั้ง เพียงแต่เมื่อ
คำนึงถึงความปลอดภัย มันก็คุ้มครองอากุ่ยไว้ทางด้านหลัง กระทั่งตัวมัน
เองยังไม่ทราบว่าทำเช่นนี้ออกมาโดยไม่รู้ตัว
แสงสีทองอร่ามสาดส่องออกมาจากร่างของจั่วม่อ เปล่งประกาย
ท่ามกลางความมืดมน
แทบจะพร้อมกันกับที่จั่วม่อโคจรพลังเทพ เขิงเหลียนเอ๋อร์ร่าง
สะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง แก่นสารแสงจันทร์จาง ๆ ห่มคลุมร่างกายของนางไว้
ภายใน
จั่วม่อพลันรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของเขิงเหลียนเอ๋อร์ในทันที
พลังเทพภายในร่างมันคึกคักแจ่มใสผิดธรรมดา พลังเทพที่มักจะ
แทรกซึมเข้าไปในเลือดเนื้อและยึดติดแนบแน่นกับร่างกาย กลับถูกดึง
ออกมาไม่ขาดสาย แล่นพล่านอย่างมีชีวิตชีวา วังวนพลังงานในมือขวา
ของจั่วม่อหมุนช้าลง พลังเทพจากวังวนไหลบ่าขึ้นมาตามแขนขวา ผสาน
รวมเข้ากับพลังเทพที่ลอยออกมาจากเลือดเนื้อร่างกาย จากนั้นโคจรไปทั่ว
ร่างของจั่วม่อ
จั่วม่อเมื่อสังเกตเห็นเส้นทางโคจรหมุนเวียนของพลังเทพ พลันหวน
คิดถึงเคล็ดความในใบไม้ทองคำโดยไม่รู้ตัว บังเกิดความรู้แจ้งประการหนึ่ง
ใบไม้ทองคำบันทึกเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพสุริยัน แต่เนื่องด้วย
ช่องว่างอันยาวไกลของยุคสมัย จั่วม่อยากจะทำความเข้าใจเคล็ดความ
เหล่านั้น หลายต่อหลายส่วนพาให้มันสับสนงุนงงนับครั้งไม่ถ้วน แต่บัดนี้
เมื่อเห็นพลังเทพโคจรผ่านร่างกายด้วยเส้นทางอันแปลกใหม่ ประโยคอันลี้
ลับคลุมเครือในใบไม้ทองคำ ก็ดูเหมือนจะเข้าใจได้ในทันที
จมอยู่กับความปลาบปลื้มยินดีต่อความกระจ่างแจ้ง จั่วม่อหลงลืม
เวลาที่ผ่านไปโดยสิ้นเชิง
แสงสีทองที่จั่วม่อปลดปล่อยออกมาถูกระงับยับยั้งอยู่รอบกาย แต่ไม่
ห่างออกไปนัก แก่นสารแสงจันทร์ที่ล้อมรอบกายของเขิงเหลียนเอ๋อร์ กลับ
หนาแน่นเข้มข้นจนแทบจับต้องได้
จันทราเคลื่อนคล้อย ราตรีค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป รุ่งอรุณเยือนกราย
อย่างเงียบเชียบ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีสันเป็นจางลง
ชั่วพริบตาที่ดวงอาทิตย์โผล่พ้นเส้นขอบฟ้า จั่วม่อร่างสะท้านขึ้นครา
หนึ่ง เปล่งแสงสีทองเจิดจ้าบาดตาประดุจดวงอาทิตย์อันร้อนแรง
สนองตอบต่อดวงอาทิตย์ที่เส้นขอบฟ้าดวงนั้น!
ตูม!
เมล็ดผลึกสุริยันในร่างจั่วม่อทันใดนั้นแผ่พุ่งเปลวไฟมากมาย
มหาศาลออกมา เปลวไฟสีทองทับซ้อนเป็นชั้น ๆ ห่อหุ้มเมล็ดผลึกสุริยัน
เอาไว้ภายใน จากนั้นของเหลวสีทองไหลบ่าเข้าไปตามเส้นทางโคจรของ
พลังเทพก่อนหน้านี้
ของเหลวสีทองไม่ได้โคจรรวดเร็วนัก แต่ร้อนลวกสุดทานทน ให้
ความรู้สึกราวกับกำลังลุกไหม้แผดเผา สิ่งที่ทำให้จั่วม่อตื่นตะลึงมากที่สุด
คือของเหลวสีทองนี้แผ่ซ่านพลังสภาวะสุดอหังการตามธรรมชาติ! เป็น
ความอหังการสุดเปรียบปาน ราวกับว่าใต้หล้าแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้ง
มันได้!
ประหนึ่งว่ามันกำลังแผดคำรามกึกก้องกัมปนาท เต็มไปด้วยความไม่
ยินยอมพร้อมใจ!
คล้ายว่ามันเฝ้าฝันใฝ่ วันหนึ่งจะกลายเป็นดวงอาทิตย์โผล่พ้นเส้น
ขอบฟ้า ฉายแสงเจิดจรัสอยู่กลางท้องนภา!
ชั่วพริบตานี้ ภาพอันแปลกพิสดารฉากหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าจั่วม่อ
เห็นท่ามกลางความว่างเปล่าอันเวิ้งว้างและมืดทะมึน เพลิงสวรรค์เส้นหนึ่ง
ถือกำเนิดขึ้น เติบโตขึ้นตามกาลเวลา ก่อเกิดเป็นลูกไฟดวงหนึ่ง หลังจาก
หลายล้านปีล่วงผ่าน ลูกไฟก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ใหญ่โตจนแทบมีขนาด
เท่ากับดวงอาทิตย์ที่แท้จริง
ทันใดนั้นเอง ปรากฏมือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากความว่างเปล่า มือที่ดู
ธรรมดาสามัญยิ่งข้างหนึ่ง มือนั้นเพียงคว้าจับเบา ๆ แต่กลับเปี่ยมไปด้วย
พลังอำนาจอันน่าพรั่นพรึงอย่างที่ไม่เคยพบพานมาก่อน มือข้างนั้นบีบ
กระชับเข้ามาจากทุกทิศทาง
ร่างมหึมาของดวงอาทิตย์ถูกบังคับบีบอัด จวบจนกระทั่งกลายเป็น
เมล็ดผลึกสุริยัน… …
ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อพลันเข้าใจในบัดดล เข้าใจอย่างซาบซึ้ง
ถึงความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างแรงกล้า นั่นเป็นความไม่ยินยอม
พร้อมใจที่ไม่สามารถคงอยู่บนฟากฟ้า!
ภาพประหลาดนี้หากจะเป็นความฝัน ก็เป็นความฝันของดวงอาทิตย์
ที่กลับกลายมาเป็นเมล็ดผลึกสุริยันดวงนั้น!
ของเหลวสีทองอันร้อนเร่าทันใดนั้นไหลผ่านเข้าไปในหัวใจของจั่วม่อ
จั่วม่อจู่ ๆ ร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ทรวงอกรู้สึกราวกับจะลุกไหม้
แผนผังปิศาจรูปดวงอาทิตย์อันวิจิตรซับซ้อนกลางแผ่นอกค่อย ๆ
เปล่งแสงสว่างไสวขึ้น
ตูม!
ลำแสงสีทองเจิดจ้าฉายส่องออกมาจากทรวงอกของจั่วม่อ
พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลอัดแน่นอยู่ในร่างของจั่วม่อ ในชั่วพริบตานี้
จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกเหยียดหยันดูแคลนใต้หล้า กระทั่งเทือกเขาใหญ่โต
มหึมาและทะเลทรายอันไร้ที่สิ้นสุด ล้วนเป็นเพียงฝุ่นธุลีใต้ฝ่าเท้ามัน
ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบ แล้วหายวับไปทันควัน
แผนผังปิศาจรูปดวงอาทิตย์บนแผ่นอกของจั่วม่อคล้ายกลับ
กลายเป็นมีชีวิต หมุนคว้างอย่างแช่มช้า จั่วม่อสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน
เมื่อของเหลวสีทองเข้าไปในหัวใจมัน ก็เปลี่ยนเป็นลูกไฟดวงหนึ่ง หมุน
คว้างอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
ความรู้สึกของพลังอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์แผ่ซ่านไปทั่วร่าง!
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา ดวงอาทิตย์ดวงแรกจุติแล้ว!
แก่นสารแสงจันทร์สลายไปพร้อมกับที่ดวงอาทิตย์ดวงแรกถือจุติ เขิง
เหลียนเอ๋อร์หันขวับไปมองจั่วม่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ไม่
หลงเหลือความเฉื่อยชาสุขสงบเหมือนเช่นก่อนหน้านี้อีก! สีหน้าท่าทีของ
นางราวกับว่ากำลังมองตัวประหลาดสุดพิสดารตัวหนึ่ง!
มันถึงกับรุดหน้าไปอีกขั้น!
แม้ว่านางไม่สามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงในร่างจั่วม่ออย่างแน่
ชัด แต่ก็สามารถมองเห็นได้ชัดตา พลังฝีมือของจั่วม่อบุกฝ่าขึ้นไปถึง
ระดับชั้นใหม่แล้ว
อาศัยการบำเพ็ญคู่ พลังเทพจันทราในกายนางก็เติบโตรุดหน้าไม่
น้อย เพียงแต่หากเทียบกับอีกฝ่าย ก็เรียกได้ว่าเล็กน้อยมากจนไม่คู่ควรให้
เอ่ยถึง
นางสีหน้าตะลึงลาน ดวงตาดำขลับเต็มไปด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
สิ่งที่นางฝึกปรือคือพลังเทพจันทรา นี่แตกต่างจั่วม่อ นางได้รับสืบ
ทอดมรดกวิชาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งความจริงนางคาดเดาได้แต่แรก
ว่าพลังเทพของจั่วม่อได้รับผ่านโชควาสนาโดยบังเอิญ เคล็ดวิชาฝึกปรือ
พลังเทพของจั่วม่อมีหลายจุดขาดพร่อง หลายส่วนไม่ลงตัว มันกระทั่งไม่รู้
ด้วยซ้าว่าพวกมันทั้งสองตกสู่ชะตากรรมบำเพ็ญคู่ได้อย่างไร
แต่คนเช่นนี้ เพียงชั่วข้ามคืนกลับฝ่าด่านรุดหน้าไปอีกขั้น!
ซึ่งความจริง เมื่อนางมาปรากฏตัวต่อหน้าจั่วม่อและพบเห็นมันอีก
ครั้ง นางก็ลอบตื่นตระหนกอยู่ในใจ นับตั้งแต่ที่จั่วม่อปลุกนางฟื้นตื่นขึ้นมา
เพิ่งจะผ่านไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่พลังฝีมือของจั่วม่อเห็นได้ชัดว่า
รุดหน้าก้าวไกลดุจติดปีกบิน
เพิ่งจะทะลวงเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างด่านถงหลิ่งกับด่านเจียง พลัง
ของนางยังคงอยู่ในช่วงเติบโตรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่กี่วันมานี้ นางยัง
คร่าเคร่งฝึกปรืออย่างหนักหน่วง พลังฝีมือของนางเรียกได้ว่าพุ่งทะยานไป
ข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งเมื่อยามที่ซือฟู่ยังมีชีวิตอยู่ ซือฟู่มัก
ชมเชยพรสวรรค์อันเลิศล้าของนางอยู่เป็นประจำ นางคือศิษย์ที่มี
พรสวรรค์มากที่สุดและมีความสำเร็จสูงสุดในการสืบทอดหลายพันปี เขิง
เหลียนเอ๋อร์เชื่อมั่นเช่นนั้นมาโดยตลอด
ทว่า… …
มองดูตัวประหลาดที่อยู่เบื้องหน้า ความเชื่อมั่นของนางสั่นคลอน
อย่างน่าอนาถ
นางเหม่อมองจั่วม่อ ราวกับกำลังชื่นชมผลงานชิ้นเอกก็มิปาน
“อีกกี่วัน
ซู่หลงถามเสียงขรึม เบื้องหลังมันเป็นบรรดาองครักษ์
ทุกข์ยากที่ยังคงรักษากระบวนทัพอย่างเคร่งครัด แม้กำลังเคลื่อนที่เร่งรุด
อย่างสุดกำลังก็ตาม
“หากทุกอย่างราบรื่น เช่นนั้นก็อีกไม่เกินสิบวัน!” เยี่ยหลิงพยายาม
รักษาความตื่นตัว แต่สุ้มเสียงของมันเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอย่าง
ปิดไม่มิด
หลายวันมานี้พวกมันไม่ได้หยุดพักผ่อนแม้แต่แวบเดียว พากันเร่ง
เดินทางด้วยระดับความเร็วสูงสุด แต่ที่น่ารำคาญที่สุดก็คือการต่อสู้ที่
เกิดขึ้นอย่างประปรายไปตลอดทาง นับตั้งแต่สงครามระหว่างซิวเจ่อกับ
อสูรปิศาจอุบัติขึ้น ความสุขสงบในหลายพื้นที่ก็ลดน้อยถอยลง กองโจร
สามารถพบพานได้ทุกหนแห่ง
พวกซู่หลงเมื่อพบพานกลุ่มโจร ก็ไม่เคยมือไม้อ่อนมาก่อน กองโจรใด
หากหาญกล้ามาขวางทางพวกมันล้วนถูกเข่นฆ่าสังหารสิ้น
ต่อมาเยี่ยหลิงบังเกิดความคิดอันบรรเจิดประการหนึ่ง มันชูธงไว้
เหนือขบวนคาราวานของพวกมัน บนผืนธงเพียงเขียนตัวอักษรหนึ่งคำ
‘เว่ย’ หลังจากเข่นฆ่ากองโจรไปอีกสองสามกลุ่ม นามของค่ายองครักษ์คน
ฆ่าสัตว์ก็แพร่สะพัดไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้คนค้นพบว่าพวกของซู่
หลงก็คือกลุ่มคนที่อาศัยร้อยเข่นฆ่าสามพันในอาณาจักรขุนเขาอริยะ
ข่าวสารเล็ก ๆ นี้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในทันที
นี่ยังช่วยให้ทุกที่ที่ค่ายเว่ยเดินทางผ่าน เหล่าโจรพากันหายหัวไปหมด
สิ้น กระทั่งขุมกำลังท้องถิ่นยังเพิกเฉยต่อกองทัพหนึ่งร้อยคนอันน่าพรั่น
พรึงนี้ พวกมันแน่นอนว่าไม่กล้าตอแยขบวนที่มีธง ‘เว่ย’ โดดเด่นเป็นสง่า
อยู่เหนือกองคาราวาน
นี่นับว่าดีต่อทั้งสองฝ่าย พวกซู่หลงก็เดินทางได้เร็วขึ้น ไม่มัวอ้อยอิ่ง
เสียเวลา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนดูเหมือนจะสนใจเรื่องนี้ไม่
น้อย พากันลอบคาดเดาว่าค่ายเว่ยอาจมีภารกิจพิเศษอันเร่งด่วนบาง
ประการ
ด้วยเหตุนี้เอง ความเร็วในการเดินทางของค่ายเว่ยก็เพิ่มขึ้นทันตา
เห็น
ซู่หลงชมเชยความคิดอันประเสริฐเลิศล้าของเยี่ยหลิงไม่ขาดปาก
ชื่อเสียงเกียรติยศอันใด มันหาได้แยแสสนใจแม้แต่น้อยไม่ ในสมองมันอัด
แน่นไปด้วยความคิดที่ว่าทำอย่างไรจึงจะพบพานต้าเหรินได้โดยเร็วที่สุด
“สิบวัน! อีกแค่สิบวันเท่านั้น!”
ทุกคนคึกคักขึ้นอักโข นับตั้งแต่ก่อตั้งค่ายเว่ยเป็นต้นมา นี่เป็นการ
เดินทางอันยาวไกลที่สุดเท่าที่ชาวค่ายเว่ยเคยกระทำมา พวกมันไม่ทราบ
ว่าข้ามผ่านอาณาจักรมามากมายเท่าใดแล้ว
เคราะห์ดีที่เยี่ยหลิงพกพาม๋อเป้ยมามากพอ นั่นหมายความว่าพวก
มันสามารถอาศัยบ่อเลือดช่วยย่นระยะการเดินทาง บ่อเลือดของเผ่าปิศาจ
และประตูอสูรของเผ่าอสูร เป็นเช่นเดียวกันกับค่ายกลเคลื่อนย้ายของซิว
เจ่อ ทั้งยังต้องจ่ายค่าผ่านทางเหมือน ๆ กัน
มิเช่นนั้นกว่าจะเหาะเหินไปถึงจุดหมายปลายทาง พวกมันอาจต้องใช้
เวลาหลายปี
หนานเยว่ คังเจ๋อและบรรดาอสูร ก็ล้วนแล้วแต่เหน็ดเหนื่อยสิ้นแรงไป
ตาม ๆ กัน แต่เมื่อเทียบกับกาลก่อน ทั้งหัวใจและเจตนารมณ์ของพวกมัน
ก็ยิ่งกล้าแกร่งดุจเหล็กกล้า พวกมันแต่ละคนล้วนฝึกปรือศาสตร์อสูรทรง
อานุภาพตั้งแต่แรก และการต่อสู้น้อยใหญ่มากมายระหว่างการเดินทาง
ครั้งนี้ พอดีช่วยขัดเกลาพวกมันเป็นอย่างดี บัดนี้พวกมันแตกต่างจากเดิม
ราวกับเป็นคนละคน
ภายในสิบวัน พวกมันจะได้พบกับต้าเหริน พอคิดเช่นนี้ทุกคนพบว่า
พวกมันเต็มไปด้วยกำลังวังชา!
ค่ายจินวูเต็มไปด้วยแสงสว่าง แต่เงียบสงัดผิดธรรมดา
เห็นผู้คนพากันนอนแผ่กลาดเกลื่อนอยู่ในห้องมหึมา เสียงกรนดังเป็น
จังหวะคล้ายเสียงกลองปรมาจารย์ซุนเป่าก็นอนอยู่ในมุมหนึ่งเช่นกัน
มิหนำซ้าระหว่างหลับสนิทยังมีน้าลายไหลย้อยออกมา ปรมาจารย์จี๋เหว่ย
ไม่เหลือเค้าเคร่งขรึมเข้มงวด สองขาเหยียดยาวอยู่บนขั้นบันได สองแขน
กางแผ่ ปากอ้ากว้าง ส่งเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหว
พวกมันแต่ละคนล้วนหลับสนิทอย่างสำราญใจ หลายคนยังมีเค้า
ตื่นเต้นยินดีหลงเหลืออยู่บนใบหน้า
ไม่มีผู้ใดลืมตาตื่นขึ้นมาในยามนี้
พวกมันเหน็ดเหนื่อยเกินไป หลายวันมานี้พวกมันไม่ได้หยุดพักผ่อน
แม้แต่ชั่วครู่ชั่วยาม เมื่อพวกมันเหน็ดเหนื่อยสิ้นแรง จะโยนโอสถปราณ
เข้าปาก กระตุ้นพลังงานและความสดชื่นแจ่มใสขึ้นมา จากนั้นกลับไป
ทำงานสืบต่อ! เพียงพึ่งพาโอสถปราณกองโต เฝ้าทุ่มเทศึกษาค้นคว้าโดย
ไม่หลับไม่นอน ทำงานอยู่กับแผนผังปิศาจและวิชาความรู้ที่ต้าเหริน
ส่งกลับมา อย่างเช่นวิธีสลักและปลุกแผนผังปิศาจ
ทุกคนทำทุกอย่างที่พวกมันทำได้ ไม่มีผู้ใดพร่าบ่นว่าตำหนิให้
เสียเวลา
ค่ายจินวูทั้งเบื้องสูงเบื้องต่าราวกับถูกวิญญาณร้ายครอบงำ พากัน
ทำงานอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่คำนึงถึงทุกสิ่ง!`
ทุกคนเข้าใจดีว่านี่คือสงคราม!
จวบกระทั่งวันนี้ พวกมันในที่สุดก็เห็นแสงสว่าง!
การปิดด่านฝึกตนของจงหยูไม่ได้ดึงดูดความสนใจมากเกินไปนัก
เวลานี้เกาะเต่ากำลังเป็นน้าหนึ่งใจเดียว ทุกคนมุ่งเน้นแสวงหาพลังอำนาจ
อย่างดุเดือด หลายคนเลือกวิธีปิดด่านฝึกตน
มันค่อย ๆ ยกแผ่นหินปิดทางเข้า ลำแสงสุดท้ายจากภายนอก ลับ
หายไปต่อหน้าต่อตา
ภายในถ้ากลายเป็นมืดสนิท แต่จงหยูจิตใจสงบเยือกเย็นผิดธรรมดา
ไม่มีผู้ใดทราบว่าการปิดด่านฝึกตนของมันในครั้งนี้คือการปิดด่าน
เป็นตาย ปิดด่านเป็นตายคือการปิดด่านฝึกตนที่สุ่มเสี่ยงอันตรายยิ่ง มี
เพียงรุดหน้าหรือตกตายเท่านั้น ไม่มีหนทางที่สามอีก ในการปิดด่านเป็น
ตาย จิตมารจะกล้าแข็งเป็นสิบเท่าของปกติ หากพลั้งเผลอแม้แต่น้อย อาจ
กลายเป็นสติฟั่นเฟือน ทั้งจิตใจและชีวิตของตนล้วนไม่อาจรักษาเอาไว้ได้
แต่จงหยูไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย เพียงกระทำไปตามปกติ ทรุด
นั่งขัดสมาธิ สวดมนต์ภาวนาเหมือนเช่นทุกวัน
ในกาลก่อน มันเคยตั้งจิตเปล่งคำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผล
สัตย์สาบานจะใช้ร่างวชิระของตนเพื่อปกป้องต้าเหริน
ครั้งนี้ต้าเหรินประสบปัญหา แต่ความแข็งแกร่งของมันในยามนี้กลับ
ไม่อาจช่วยเหลืออันใดต้าเหรินได้
นี่ไยมิใช่น่าอับอายขายหน้านัก?
ในความมืดมิด จงหยูสีหน้าสงบนิ่งเหมือนบ่อน้าโบราณ ไม่ลังเลใจ ไม่
หวาดกลัว มีเพียงความสงบเท่านั้น
เนื่องเพราะนี่คือวิถีทางที่มันเลือก
นี่คือคำมั่นของมัน!