สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 559 พบกันอีกครั้ง
“สุ่ยเยวี่ย (จันทร์วารี) หลายวันนี้ดีหรือไม่
สหายผู้หนึ่งร้องทักทาย
เสียงดัง
“ฮ่า! มันจะดีได้อย่างไร?
?” สหายอีกผู้หนึ่งเหลือกตาพลางกล่าวอย่างขุ่นใจ
บุรุษที่เรียกว่าสุ่ยเยวี่ยแย้มยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่โต้ตอบอันใด
“อา ข้ารู้สึกว่าคำถามของข้าออกจะโง่เขลาไปหน่อย” สหายยักไหล่
“เอาเถอะ พวกเราไปกัน ในมือข้าพอมีเงินทองเหลืออยู่เล็กน้อย หากไม่
ออกไปความสำราญเสียบ้างก็นับว่าผิดต่อตัวเองแล้ว”
สุ่ยเยวี่ยยิ้มกว้าง โบกมือเป็นเชิงล่าลาให้แก่บรรดาสหายที่พากันยก
ขบวนออกไป คนผู้นี้ไม่สูงใหญ่ รูปร่างติดจะโปร่งบาง ผมสั้นหยักดูยุ่งเหยิง
เล็กน้อย ทว่านุ่มสลวย ผิวพรรณขาวซีดอยู่บ้าง เป็นเหตุให้มันดูสุภาพ
เรียบร้อยและเปราะบางอมโรค บันดาลให้รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าน่าดู
เป็นพิเศษ ระหว่างทางที่มุ่งหน้ากลับบ้านสตรีหลายนางคอยชม้ายชายตา
ให้แก่มันไม่ได้ขาด ปิศาจสาวที่ขวัญกล้าบังอาจอยู่สักหน่อย ถึงกับแย้มยิ้ม
ทอดสะพานให้โดยตรง
สุ่ยเยวี่ยแย้มยิ้มตอบอย่างมีไมตรีจิต แต่แล้วมันจู่ ๆ สีหน้าแปรเปลี่ยน
เล็กน้อย เพียงวูบเดียวก็กลับเป็นยิ้มละไมตามเดิม บุรุษอมโรคดูผิวเผินไม่
มีสิ่งใดแตกต่างไปจากปกติ เว้นเสียแต่ว่าฝีเท้าของมันคล้ายเร่งเร็วขึ้น
กว่าเดิมอยู่บ้าง
รอจนกลับถึงบ้านน้อย สุ่ยเยวี่ยรีบปิดประตูอย่างแน่นหนา ถึงตอนนี้
ในดวงตาค่อยเผยแววตื่นเต้นลิงโลดออกมา
มันรีบกางฝ่ามือออก เห็นมังกรสีแดงเลือดสดใสปรากฏอยู่บนฝ่ามือ
อย่างชัดเจน มังกรโลหิตเชิดศีรษะขึ้นอย่างทระนง ดวงตาทั้งคู่ทอแววดุ
ร้าย ราวกับว่าสามารถโถมทะยานออกจากฝ่ามือเพื่อขย้ากินผู้คนได้ทุก
ขณะจิต
“เป็นความจริง! ที่แท้มันเป็นความจริง!” มันพึมพำซ้า ๆ ลิงโลดยินดี
แทบคลุ้มคลั่ง สีหน้าคล้ายหัวร่อและคล้ายร่าไห้ไปพร้อมกัน
มันหวนนึกถึงบิดากับท่านปู่ผู้ล่วงลับ คำสั่งเสียสุดท้ายของพวกท่าน
คล้ายคลึงกันยิ่ง
รอคอยเสียงเพรียกแห่งโลหิต!
หลายครั้งหลายหนที่มันเฝ้าสงสัย เสียงเพรียกแห่งโลหิตมีจริง
หรือไม่?
ตระกูลสุ่ยเยวี่ย มันแย้มยิ้มจาง ๆ เมื่อครั้งที่ท่านปู่ชราลง ท่านมักจะ
เล่าตำนานความรุ่งโรจน์ในอดีตของตระกูลสุ่ยเยวี่ย แต่นับตั้งแต่ยัง
เยาว์วัย สุ่ยเยวี่ยก็เพียงรับฟังราวกับเป็นนิทานกล่อมเด็กเท่านั้น เนื่อง
เพราะมันไม่เคยเห็นว่าตระกูลสุ่ยเยวี่ยจะมีความรุ่งโรจน์อันใด สหายของ
มันก็ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินชื่อตระกูลสุ่ยเยวี่ย
สำหรับทักษะปิศาจจันทร์วารี ก็เพียงแค่เหนือล้ากว่าทักษะปิศาจ
ทั่วไปอยู่เล็กน้อย สุ่ยเยวี่ยที่เติบโตเกินวัยเฝ้ามุมานะฝึกปรืออย่างไม่ย่อท้อ
มิหนำซ้าในหมู่คนรุ่นราวคราวเดียวกัน พรสวรรค์ของมันก็เรียกได้ว่าจัดอยู่
ในระดับบน ท่านปู่ถึงกับทอดถอนอย่างเศร้าเสียดายนับครั้งไม่ถ้วน พร่า
รำพันว่าหากทักษะปิศาจจันทร์วารีครบถ้วนสมบูรณ์ พลังฝีมือของสุ่ย
เยวี่ยจะต้องเหนือล้ากว่าปัจจุบันไม่รู้ว่าเท่าใด
ทุกครั้งที่สุ่ยเยวี่ยได้ยินเรื่องนี้ จะรีบปลอบประโลมท่านปู่ของมันเป็น
การใหญ่ บอกว่าอาศัยทักษะปิศาจเท่าที่มี พลังฝีมือของมันก็กล้าแข็งมาก
พอแล้ว
ใบหน้าขาวซีดของบุรุษหนุ่ม เต็มไปด้วยความมุ่งมาดปรารถนาอย่าง
เงียบเชียบ
เขิงเหลียนเอ๋อร์รู้สึกว่าน่าแปลก วันนี้จั่วม่อมิได้ฝึกฝีมือเหมือนที่เคย
ทำ นางสูดได้กลิ่นอายผิดปกติบางประการ นับตั้งแต่วันที่นางก้าวเข้ามา ก็
มีเรื่องอันใดกำลังจะเกิดขึ้น?
ยังไม่ทันที่นางจะได้ข้อสรุป ทันใดนั้นเอง จั่วม่อผุดลุกขึ้นยืนอย่าง
กะทันหัน
แทบจะในเวลาเดียวกัน ตรงเส้นขอบฟ้าห่างไกล พลันปรากฏจุดดำ
เล็ก ๆ ขบวนหนึ่ง
นั่นมัน… …
เขิงเหลียนเอ๋อร์ใจกระตุกวูบ จับจ้องมองดูจุดดำเล็ก ๆ เหล่านั้นตา
เขม็ง ขณะที่สีหน้าของนางสงบเยือกเย็น แต่ในใจยิ่งมายิ่งตื่นตระหนก
ส่วนสาวใช้ของนาง เหยียนเอ๋อร์ ใบหน้าน้อย ๆ ทอแววหวาดกลัวสุดระงับ
กองทัพ!
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาเฉียบคมยิ่ง แม้ยังอยู่ห่างไกลมาก เพียงมอง
ปราดเดียวก็สามารถตัดสินได้ทันที นั่นแม้มีเพียงหนึ่งร้อยกว่าคนเท่านั้น
แต่ดูจากกระบวนทัพอันเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็เห็นได้ว่านี่เป็นกองทัพ
ขบวนหนึ่ง มิหนำซ้ายังเป็นกองทัพที่มีพลังสู้รบกล้าแข็งเป็นอย่างยิ่ง!
ด้านหน้าของกองทัพนั้นชูธงดำผืนหนึ่ง เขียนไว้ด้วยคำ ‘เว่ย’ ขนาด
ใหญ่ที่สามารถเห็นได้แต่ไกล
กองทัพที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาไม่ได้รวดเร็วนัก แต่กระบวนทัพ
เคร่งครัดเรียบร้อยอย่างไม่มีที่ติ ลำพังความตื่นตระหนกจากข้อนี้ก็มากพอ
ให้ธิดาของเจี้ยจู่ เขิงเหลียนเอ๋อร์ ผู้เคยเห็นสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน
ถึงกับตะลึงพรึงเพริด!
ผู้มาคล้ายสังเกตเห็นพวกมันทั้งสี่เช่นกัน กองทัพขบวนนั้นพลัน
เปลี่ยนทิศทาง มุ่งตรงดิ่งเข้าหาพวกมันโดยไม่รีรอ
เฉกเช่นฉลามร้ายกระสากลิ่นเลือด ทั้งกองทัพเร่งความเร็วขึ้นอย่าง
ฉับพลันโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า เสียงกู่อย่างดุดันดังกึกก้อง ประดุจสัตว์
ร้ายนับร้อยกู่คำรามพร้อมกัน บุกตะลุยเข้ามาอย่างสุดกำลัง!
เขิงเหลียนเอ๋อร์มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่นโดยไม่รู้ตัว นางบังเกิด
ความรู้สึกราวกับว่ามีเชือกที่มองไม่เห็นกำลังรัดคอนาง!
“คุณหนู!” เหยียนเอ๋อร์หน้าซีดเผือด เสียงร้องแหลมเต็มไปด้วยความ
ประหวั่นพรั่นพรึง นางดึงแขนเสื้อของเขิงเหลียนเอ๋อร์แรง ๆ คล้าย
พยายามจะฉุดกระชากให้คุณหนูของนางรีบหลบหนี
แต่เขิงเหลียนเอ๋อร์แม้ว่าสีหน้าจะขาวซีด แต่ก็ไม่ขยับเคลื่อนไหว
เนื่องเพราะนางสังเกตเห็นว่าจั่วม่อยังไม่ไหวติง
นี่มัน… …
ความคิดที่แทบจะเหลวไหลไร้สาระ พลันผุดขึ้นในใจนาง
ตูม!
รอจนกำลังฝุ่นสลายหายไป โฉมหน้าที่แท้จริงของกองทัพประหลาด
นี้พลันเปิดเผยออกมาต่อหน้าเขิงเหลียนเอ๋อร์ คำแรกที่ผุดขึ้นในใจของเขิง
เหลียนเอ๋อร์ก็คือ กองทัพชาญศึก นี่เป็นกองกำลังที่มีเพียงร้อยกว่าคน
พลังฝีมือของแต่ละคนในสายตาของนางก็ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง แต่รอ
จนกองทัพอันขะมุกขะมอมนี้ปรากฏขึ้นตรงหน้านาง นางก็ไม่อาจละ
สายตาไปจากพวกมันได้อีก
พวกมันทั้งร้อยกว่าคล้ายเป็นตัวตนเพียงหนึ่งเดียว กระบวนทัพค่าย
กลข่มขู่คุกคามคน ประหนึ่งว่าเป็นเครื่องจักรสังหารที่พร้อมจะลงมือเข่น
ฆ่าศัตรูได้ทุกเมื่อ
“ต้าเหริน!”
หลายคนร้องเสียงแหบแห้งออกมาพร้อมกัน แต่ทุกผู้คนล้วนมีสีหน้า
ลิงโลดยินดี ขวัญกำลังใจเปี่ยมล้นสมบูรณ์ พวกมันจ้องมองจั่วม่อเป็น
ตาเดียว เต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูนอย่างไม่ปิดบัง
มองดูเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนของพวกมัน เห็นความ
เหน็ดเหนื่อยที่ไม่สามารถปกปิดซ่อนเร้น จั่วม่อรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาทันที
มันระงับความรู้สึก ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเฉิดฉัน “ทุกคน ลำบากพวก
เจ้ามากแล้ว!”
“ให้ทุกคนพักผ่อนเสียก่อน” จั่วม่อหันไปบอกซู่หลงเสียงอ่อนโยน
ซู่หลงใบหน้าทอแววปลาบปลื้มยินดี คราวนี้พยักหน้ารับโดยไม่เกี่ยง
งอน ถ่ายทอดคำสั่งให้พักผ่อนออกไป ทุกคนเมื่อได้ยินคำสั่ง พลันทรุดนั่ง
ลงทันที ในตำแหน่งที่พวกมันยืนอยู่นั่นเอง
จั่วม่อเดินตรวจตราในแถวทัพ สำรวจอาการของทุกคน ดูว่าพวกมัน
มีบาดแผลซ่อนเร้นบ้างหรือไม่ พวกมันเพิ่งจะเสร็จสิ้นการเดินทางที่ยาว
ไกลอย่างเหลือเชื่อ ระหว่างทางต้องเผชิญศึกน้อยใหญ่นับครั้งไม่ถ้วน
อาศัยลมหายใจอึดหนึ่งประคองตัวมาถึงที่นี่ ยามนี้เมื่อผ่อนคลายลง ความ
เหน็ดเหนื่อยและอาการบาดเจ็บที่ฝืนระงับเอาไว้ ก็ปะทุขึ้นดุจกระแสคลื่น
น้าถาโถม
เหยียนเอ๋อร์ปากน้อย ๆ อ้ากว้าง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าช่าง
เหลือเชื่อ เหนือกว่าจินตนาการของนางมาก ที่แท้กองทัพนี้… …เป็นของ
คนผู้นี้เอง!
? แต่นางเพิ่งจะเคยเห็นบุรุษ
ที่ถูกสตรีโอบอุ้มราวกับเป็นเจ้าสาวเช่นนี้เป็นครั้งแรก บุรุษที่อ่อนแอถึง
ปานนี้… …
แต่ในเมื่อคุณหนูตกลงใจเช่นนี้ นางก็ไม่มีอะไรจะพูด ไม่ว่าจะอย่างไร
หน้าที่ของนางก็มีเพียงติดตามรับใช้คุณหนูเท่านั้น
ทว่าฉากเบื้องหน้านี้ทำให้นางตะลึงงัน สมองขาวว่างเปล่าไปหมด
ส่วนเขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาสงบเงียบ นับตั้งแต่ต้นจนจบ นางไม่ได้
กล่าววาจาแม้สักครึ่งคำ เพียงเพ่งมองจั่วม่ออย่างลึกซึ้ง
ไม่ทราบว่าครุ่นคิดอันใด
?” เขิงอี้สัมผัสได้ถึงร่องรอยครั่นคร้ามยำเกรงในสุ้มเสียงของ
เฉาอวี้ อดประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้ มันทราบว่าคนของมันผู้นี้ปกติดุดัน
อำมหิตและขวัญกล้าบังอาจยิ่ง สิ่งที่ทำให้เฉาอวี้เสียกิริยาได้ เกรงว่าคง
ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญ
“ค่ายองครักษ์คนฆ่าสัตว์… … นามอันแปลกหูนัก” เขิงอี้กล่าวอย่าง
ครุ่นคิด จากนั้นถามว่า “ฉากหลังของพวกมันคืออะไร
“ไม่ทราบ ไม่มีผู้ใดทราบ พวกมันเป็นกองทัพที่จู่ ๆ ก็ผุดขึ้นโดยไร้
ที่มาที่ไป ทั้งกองทัพมีกันอยู่เพียงหนึ่งร้อยกว่าคนเท่านั้น เดิมทีไม่มีสิ่งใด
น่าสนใจ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งพวกมันตัดผ่านอาณาจักรขุนเขาอริยะ แน่นอน
ว่าต้องเผชิญการล้อมโจมตีจากเหล่าโจรที่ดุร้ายนั้น แต่พวกมันกลับเข่นฆ่า
ฝูงโจรสามพันคนจนพินาศสิ้น โดยที่ฝ่ายตนไม่ได้บาดเจ็บล้มตายแม้แต่คน
เดียว นี่เป็นการศึกที่สร้างชื่อให้แก่พวกมันเอง” เฉาอวี้พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ อด
มิได้ต้องหวนนึกถึงฉากชโลมเลือดท่วมท้นขุนเขาที่ได้เห็นจากภาพมายา สี
หน้ากลายเป็นขัดตาอยู่บ้าง
“อาณาจักรขุนเขาอริยะ อาณาจักรแห่งเหล่าโจร!” เขิงอี้สีหน้า
กลายเป็นหนักอึ้งเคร่งเครียดในทันที “หนึ่งร้อย… …สามพัน… …ไม่
บาดเจ็บล้มตาย… …”
ข่าวนี้ทำให้มันแตกตื่นสุดระงับ อาณาจักรขุนเขาอริยะนับว่าไม่
ห่างไกลจากอาณาเขตของพวกมันนัก ชื่อเสียงอันเลื่องลือของอาณาจักร
แห่งเหล่าโจรย่อมเป็นที่รู้จักกันดี แม้ว่ามันจะไม่แยแสสนใจเหล่าโจร แต่
ฝูงโจรสามพันคนไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย หากอีกฝ่ายมีเพียงหนึ่งร้อยคนจริง
ๆ นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง
หากเป็นกองทัพของมัน… เขิงอี้สั่นศีรษะอย่างช่วยไม่ได้ เว้นเสียแต่
ว่ามันเป็นคนนำทัพด้วยตัวเอง และรวบรวมปิศาจด่านถงหลิ่งและปิศาจ
ด่านเจี้ยวทั้งหมดภายใต้ร่มธงของมันไปด้วย มิเช่นนั้นคงไม่มีทางบรรลุผล
เช่นนี้ได้
ในใจมันพลันปรากฏใบหน้าของบุรุษหนุ่มนั้น บังเกิดความเย็นเยียบ
จับใจ ฉากหลังของคนผู้นี้เกรงว่าไม่รวบรัดธรรมดาอย่างแน่นอน
นึกถึงบุตตรีสุดรักสุดหวงของมัน เขิงอี้ฝืนยิ้มเจื่อนขม คิดมากไปก็ไม่
มีประโยชน์อันใด นอกจากญาติดีกับบุรุษหนุ่มนั้นแล้ว มันยังจะกระทำอัน
ใดได้อีกเล่า?
หลังจากนิ่งเงียบงันไปชั่วอึดใจ มันพลันกล่าวว่า “สั่งการให้องครักษ์
ดาวสวรรค์ติดตามคุณหนูไป ไม่ว่าคุณหนูของพวกเจ้าไปถึงที่ใด พวกมันก็
ต้องติดตามไปถึงที่นั่น ต่อให้คุณหนูไล่พวกมันกลับมา พวกมันก็ต้อง
ติดตามนางไป”
“องครักษ์ดาวสวรรค์!” เฉาอวี้ปากอ้าตาค้าง ยืนตะลึงงันอยู่กับที่
จั่วม่อเหลือบตามองกลุ่มองครักษ์ที่ชุมนุมอยู่รอบกายเขิงเหลียนเอ๋อร์
ต้องประหลาดใจอยู่บ้าง องครักษ์หน่วยนี้มีจำนวนไม่มากนัก แต่ล้วนพลัง
ฝีมือไม่ต่าทราม พวกมันเป็นปิศาจด่านถงหลิ่งเจ็ดตน ที่เหลือล้วนเป็น
ปิศาจด่านเจี้ยว ทว่าแต่ละคนแม้เป็นด่านเจี้ยว แต่ก็เป็นด่านเจี้ยวที่
ใกล้เคียงกับด่านถงหลิ่งเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นหน่วยยอดฝีมือกลุ่ม
หนึ่ง
แต่พอนึกถึงว่าบิดาของผู้อื่นจะอย่างไรเป็นเจี้ยจู่ของอาณาจักรหนึ่ง
จั่วม่อรู้สึกว่าขุมกำลังเช่นนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดายิ่ง
อย่างไรก็ตาม ยอดฝีมือกลุ่มนี้เฝ้าระวังป้องกันเขิงเหลียนเอ๋อร์อยู่
ตลอดเวลา คล้ายไม่คิดออกห่างแม้แต่ก้าวเดียว และดูเหมือนว่าพวกมันไม่
ยอมรับคำสั่งของจั่วม่อ ซึ่งจั่วม่อก็หาได้แยแสสนใจไม่ มันยิ่งภาวนาว่าเขิง
เหลียนเอ๋อร์อยู่ห่างจากมันได้ไกลเท่าไรก็ยิ่งดี กับโฉมสะคราญที่มันไม่อาจ
หยั่งวัดทำความเข้าใจได้นางนี้ จั่วม่อมีแต่ความหวาดระแวงอย่างแปลก
ประหลาด
อากุ่ยดีกว่านางมาก
จั่วม่อพอขบคิดถึงตรงนี้ ก็หันไปมองอากุ่ย สีหน้านุ่มนวลกว่าเดิม แต่
พอนึกถึงว่าอากุ่ยหลังจากรับประทานตัวอ่อนเมฆวารีลงไป กลับไม่ได้ผล
ดังที่หวังเอาไว้ จั่วม่อพลันอารมณ์ขุ่นมัวระคนหนักใจขึ้นมาอีก ระหว่างเผ่า
?” จั่วม่อหันไปถามซู่หลง
“ทั้งหมดพร้อมแล้ว!” ซู่หลงสีทอปิติยินดี “มีองครักษ์ทุกข์ยากหกคน
กับอสูรบุปผาอีกหนึ่งคนฝ่าด่านรุดหน้า นอกจากนี้คุณหนูหนานเยว่ก็ฝ่า
ด่านรุดหน้าสำเร็จเช่นกัน”
เหล่าองครักษ์ทุกข์ยากที่มาในครั้งนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือ
ที่เลือกเฟ้นมาจากค่ายเว่ย การเดินทางแม้เสี่ยงอันตราย แต่เมื่อสำเร็จ
เสร็จสิ้น การเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ก็เป็นประโยชน์ต่อพวกมันอย่างใหญ่หลวง
ส่วนหนานเยว่เป็นคนที่จั่วม่อสั่งสอนด้วยตัวเองยาวนานที่สุด ในกลุ่มอสูร
นับนางพลังฝีมือเข้มแข็งที่สุด รวมกับที่ว่านางทั้งดื้อรั้นและพากเพียร
ฝึกปรือ สิ่งที่นางยังขาดไปบ้างก็คือประสบการณ์เข่นฆ่าประหัตประหารใน
สนามรบจริงเท่านั้น คราครั้งนี้เมื่อเดินทางไกล ระหว่างทางเผชิญศึกน้อย
ใหญ่นับร้อยครั้ง ช่วยหนุนส่งให้นางฝ่าด่านรุดหน้าอย่างรวดเร็ว บรรลุถึง
ด่านหยินเสิน ก่อกำเนิดวิญญาณหยินสำเร็จ ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของอสูร
แยกราตรี (เทียบเท่าจินตัน)
จั่วม่อพอฟังก็มีสีหน้าปลาบปลื้มยินดีเช่นกัน พลังของทุกคนเมื่อ
เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง โอกาสสำเร็จก็ยิ่งมากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
เดิมทีในค่ายเว่ยมีเพียงซู่หลงกับอาเหวินที่บรรลุถึงด่านถงหลิ่ง บัดนี้มี
เพิ่มขึ้นมาอีกหกคน เยี่ยหลงเดิมก็เป็นปิศาจด่านถงหลิ่งอยู่แล้ว ผนวกกับ
อสูรบุปผาผู้หนึ่งและหนานเยว่ที่ฝ่าด่านรุดหน้า ก็เท่ากับว่าในขุมกำลังของ
จั่วม่อยามนี้ มีอย่างน้อยสิบเอ็ดคนที่อยู่ในด่านถงหลิ่ง หรือเทียบเท่าจินตัน
สิบเอ็ดคน
สิบเอ็ดด่านถงหลิ่ง กับอีกหนึ่งด่านเจียง ในกองกำลังหนึ่งร้อยกว่าคน
ส่วนที่เหลือล้วนเป็นทหารชาญศึก กองกำลังนี้ก็เรียกได้ว่าแกร่งกล้าเกรียง
ไกรไม่น้อยหน้าผู้ใดแล้ว
โซ่วผิงลอบจับตามองกองทัพที่อยู่ตรงหน้าซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ค่าย
องครักษ์คนฆ่าสัตว์ ไม่ถูกต้อง สมควรบอกว่าไม่มีผู้ใดรู้จักพวกมันอย่าง
แท้จริงเลยจึงจะถูกต้องมากกว่า มันในฐานะผู้นำหน่วยองครักษ์ดาว
สวรรค์ โซ่วผิงเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงินผู้หนึ่ง ทั้งยังอยู่ในฐานะ
โซ่วผิงอกสั่นขวัญแขวน และไม่ใช่แค่มันคนเดียว คนของหน่วย
องครักษ์ดาวสวรรค์ที่มักจะทระนงถือดีก็ล้วนพากันอกสั่นขวัญแขวน ที
แรกเมื่อโซ่วผิงบอกเตือนพวกมันว่าอย่าได้สร้างปัญหา พวกมันยังไม่
ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง แต่หลังจากผ่านไปสองวัน รอจนพวกมันเห็นกลุ่ม
คนเสียสติค่ายเว่ยที่บ้าคลั่งเหมือนไม่ใช่เผ่าปิศาจ ก็ล้วนพากันพูดไม่ออก
บอกไม่ถูกแล้ว
คนเหล่านั้นเต็มไปด้วยพลังฆ่าฟันชนิดหนึ่ง ที่เพียงแค่เหลือบมองก็
หวาดกลัวแทบตาย
ทว่าเขิงเหลียนเอ๋อร์สงบเยือกเย็นยิ่ง นางฝึกปรือตามกำหนดการเดิม
เวลาว่างจะดื่มชาอย่างเฉื่อยชาและรับประทานขนมอบ ราวกับว่านาง
กำลังเดินทางท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ก็มิปาน
โซ่วผิงรู้สึกนับถือเลื่อมใสคุณหนูอย่างบอกไม่ถูก สมกับที่เป็นบุตรี
ของต้าเหริน ต่อไปในภายภาคหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างของต้าเหรินจะต้องอยู่
ในกำมือของคุณหนูไม่ผิดแน่
จั่วม่อไม่ได้สนใจหน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์มากนัก มาตรฐานสายตา
ของมันถูกแม่นางน้อยกับพวกยกขึ้นสูงจนแทบเสียดฟ้า ระดับฝีมือของ
หน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์แทบไม่อยู่ในสายตามันด้วยซ้า
มันหันมองไปในที่ห่างไกล นั่นเป็นทิศทางของเมืองเศษหิน มันกำลัง
ใคร่ครวญว่าสมควรเรียกข่าจั๋วกับตงจื่อมาดีหรือไม่ แต่หลังจากขบคิด
อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ มันก็ละทิ้งความคิดนี้ไป หนึ่งเป็นเด็กหนุ่มชนบทที่
“เฟ่ยเหลย (สายฟ้าแซ่เฟ่ย) ท่านต้องไปจริง ๆ หรือ?”
?” ใบหน้าอ่อนโยนของเด็กหนุ่มทอแววงงงวย
“อา สิ่งที่ข้าต้องทำ ไม่ว่าจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ นั่นก็คือชะตา
กรรม” เฟ่ยเหลยอธิบายด้วยรอยยิ้ม มันผู้นี้ร่างกำยำล่าสัน คล้ายฝึก
ร่างกายมาเป็นอย่างดี ใบหน้าเป็นเหลี่ยมมุมชัดเจน หยาบกร้านคมชัด
เคราหนาสั้นแซมด้วยสีขาวเล็กน้อย ดวงตาสีเทาอ่อนลึกล้าผิดธรรมดา
“ท่านจะกลับมาสอนข้าอีกหรือไม่?” เด็กหนุ่มถามเสียงละห้อย
“ไม่” เฟ่ยเหลยยังคงแย้มยิ้ม แต่ดวงตาหรี่แคบลง เผยร่องรอยเคี่ยว
กรำของกาลเวลา “เจ้าต้องขยันฝึกฝีมือให้ดี อย่าได้เกียจคร้าน จะสามารถ
เข้าสู่กองทัพได้ในไม่ช้า เอาละ ท่านทั้งหลาย ขออำลา”
กล่าวจบคำ เฟ่ยเหลยหมุนตัว ดีดพุ่งไปข้างหน้าสองก้าว จากนั้น
ทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ เสื้อกันลมยาวประดุจปีกค้างคาวแผ่กว้าง เหิน
ลิ่วไปในท้องฟ้า
มันไม่เหลียวหน้ากลับไปมองแม้แต่แวบเดียว
ดวงตาสีเทาอ่อนลึกล้ามองตรงไปยังที่ห่างไกล เต็มด้วยความกร้าน
กรำของผู้ที่ผ่านโลกมามาก เปลวไฟสีแดงสดแตกปะทุออกมา ลุกโชนโดย
ไร้เสียง
ไม่มีผู้ใดทราบ ในฝ่ามือที่กำแน่นของมัน มีตราประทับรูปมังกรโลหิต
ที่ดูดุร้ายกระหายเลือดรูปหนึ่ง
เสียงแตรศึกที่ถูกผนึกไว้หลายพันปี ดูเหมือนกำลังก้องกังวานอยู๋ใน
โสตประสาทของมัน
เสียงเพรียกแห่งโลหิตจะนำทางมันไปสู่สงครามอันเรืองรอง!
แผนที่อาณาจักรของจั่วม่อได้รับมาจากเขิงอี้ ของสะสมของเจี้ยจู่
นับว่าค่อนข้างดี อาศัยแผนที่ฉบับนี้ จั่วม่อสามารถค้นพบตำแหน่งของ
อาณาจักรน้าพุปรโลกอย่างง่ายดาย
นี่เป็นระยะทางที่ยาวไกลยิ่งกว่าการเดินทางจากอาณาจักรป่าเถื่อน
น้อยมาถึงอาณาจักรเศษหินของซู่หลงเสียอีก
ทั้งอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยและอาณาจักรเศษหินอยู่ในดินแดนร้อย
เถื่อน แต่อาณาจักรน้าพุปรโลกอยู่ในส่วนลึกสุดของดินแดนแห่งความมืด
ระยะทางที่มันต้องผ่านไป แทบจะข้ามพื้นที่ทั้งหมดของภพปิศาจ
ระหว่างทางมีขุมกำลังมากมาย เขตปกครองของพวกมันยังทับซ้อน
กัน แต่เขตปกครองของขุมกำลังส่วนใหญ่ไม่มีรายละเอียดกำกับไว้ ส่วนที่
มีรายละเอียดมีไม่ถึงหนึ่งในสิบเท่านั้น
จั่วม่อพอขบคิดเล็กน้อยก็เข้าใจทันที เขิงอี้แม้มีพลังร้ายกาจ แต่เห็น
ได้ชัดว่าไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่สนใจขยับขยายอำนาจ แผนที่
อาณาจักรเพียงระบุรายละเอียดของพื้นที่รอบ ๆ อาณาจักรเศษหินเท่านั้น
จั่วม่อทราบดีว่าการเดินทางครั้งนี้ยากเย็นแสนเข็ญ แต่ก็ไม่คิด
ท้อถอย มันยังมีความตั้งใจว่าระหว่างทางจะพยายามหาซื้อหญ้าไหมย้อน
เงาคืนวิญญาณไปด้วย เผื่อประสบโชควาสนาสักครา จะได้ไม่ต้องเดิน
ทางไกลให้ลำบาก
เคราะห์ดีที่เผ่าปิศาจมีบ่อเลือด
จั่วม่อเพิ่งจะเคยพบเห็นบ่อเลือดเป็นครั้งแรก บ่อเลือดที่ว่านี้ดูคล้าย
สระน้าขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยของเหลวเดือดปุดที่ดูคล้ายเลือดสด ๆ แต่
จั่วม่อทราบว่าเลือดเหล่านี้ไม่ใช่เลือดจริง ๆ ทว่าเป็นน้ายาพิเศษที่เรียกว่า
น้ายาโลหิตแดงฉาน องค์ประกอบของน้ายาพิเศษนี้ลี้ลับซับซ้อนยิ่ง
เช่นเดียวกันกับซิวเจ่อที่สามารถก่อตั้งค่ายกลเคลื่อนย้ายในภพเซียน
ปิศาจที่สามารถสร้างบ่อเลือดก็มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง
ซู่หลงกับพวกเคยมีประสบการณ์มาหลายครั้ง พากันกระโดดลงไปใน
บ่อเลือดอย่างไม่รีรอ แต่ยังคงอยู่ในรูปขบวนทัพ
จั่วม่อคว้าร่างอากุ่ย กระโดดตามลงไปในบ่อเลือดอย่างไม่ลังเล
อากุ่ยจะไม่โต้ตอบต่อการกระทำของคนผู้หนึ่ง ไม่ว่ามันจะทำอะไร
กับนางก็ตาม นั่นคือจั่วม่อ
โซ่วผิงเมื่อเห็นเช่นนี้ ต้องลอบมองคุณหนูแวบหนึ่ง เห็นคุณหนูยังคงมี
สีหน้าไม่สะทกสะท้าน ทำเอามันอดทอดถอนอย่างเศร้าเสียดายไม่ได้
คุณหนูดูเหมือนจะไม่ได้ชมชอบเด็กหนุ่มผู้นี้ ช่างน่าเสียดายนัก เด็กหนุ่มผู้
นี้แม้ไม่สูงสง่า ไม่หล่อเหลา ไม่ร่ารวย แต่มันเหี้ยมหาญดุดัน มีอำนาจ
อิทธิพลและแข็งแกร่ง!
ตามธรรมเนียมของเผ่าปิศาจเรา คุณค่าของบุรุษอยู่ที่ความเหี้ยม
หาญ… คุณหนู!
นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเหล่าโซ่วพบเห็นบุรุษที่เหี้ยมหาญถึงปานนี้… …
น่าเสียดาย… …อา… …น่าเสียดายจริง ๆ… …
โซ่วผิงคิดวาดฝันพลางรำพึงรำพันอยู่ในใจ หากทั้งคู่เป็นทองแผ่น
เดียวกัน ไม่ทราบจะทรงพลังอำนาจยิ่งใหญ่ไพศาลถึงเพียงไหน
อย่างไรก็ตาม ในใจมันแม้ครุ่นคิดเช่นนี้ บนใบหน้าก็ไม่ได้แสดง
ออกมาแม้แต่น้อย มันติดตามหลังคุณหนูกระโดดลงไปในบ่อเลือดอย่าง
สงบเยือกเย็น
จั่วม่อเมื่อกระโดดลงไปในบ่อเลือด รู้สึกในสายตาเปลี่ยนเป็นสีแดง
เลือด กลิ่นหวานเอียนแปลก ๆ แทรกเข้ามาในนาสิก ที่ประหลาดคือน้ายา
โลหิตแดงฉานไม่ได้ไหลเข้าไปในจมูกเหมือนกับน้า แต่เกาะติดแน่นอยู่บน
ผิวหนังของมันราวกับเยื่อบางๆ ที่เย็นเฉียบ
ทันใดนั้น ปรากฏแรงดึงดูดอันรุนแรงมาจากทางด้านล่าง
ก่อนที่พวกมันจะทันได้ดื้นรนขัดขืน ก็ถูกแรงดึงดูดนี้กระชากตัวลงไป
แล้วหายวับไปจากตรงนั้น
รอจนแรงดึงดูดหายไป จั่วม่อลืมตาขึ้น เห็นซู่หลงกับคนอื่นๆ ลอยอยู่
ในน้ายาโลหิตแดงฉานใกล้ๆ กับมัน น้ายาโลหิตแดงฉานใสกระจ่างดุจผลึก
สีแดง จั่วม่อสามารถมองเห็นทุกคนได้ชัดเจน
โดยไม่ต้องให้สั่งการ องครักษ์ทุกข์ยากหลายคนลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน
ชั่วอึดใจให้หลัง พวกมันส่งสัญญาณว่าปลอดภัย ทุกผู้คนจึงลอยตัว
ตามขึ้นไปอย่างเป็นระเบียบ
บ่อเลือดมิใช่สถานที่ปลอดภัยเสมอไป ก่อนที่สงครามจะเปิดฉากขึ้น
ยังพอทำเนา ขุมกำลังหลัก ๆ ทั้งหมดจะไม่อนุญาตให้บ่อเลือดของตนมี
ปัญหาด้านความปลอดภัย นี่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการสัญจรอย่าง
สะดวกสบายภายในเขตปกครองของพวกมัน พวกมันต้องดูแลรักษา
เส้นทางค้าขายของพวกมันเป็นอย่างดี แต่หลังจากที่สงครามเริ่มดุเดือด
ขึ้น หลายแห่งไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกผ่านไปมา และบ่อเลือดบาง
แห่งเนื่องเพราะไม่มีผู้ปกครอง สุดท้ายกลายเป็นสถานที่ที่กองโจรชมชอบ
ดักซุ่มโจมตีผู้คน
ระหว่างทางซู่หลงเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่ว่านี้มาแล้ว ดังนั้น
คุ้นเคยกับวิธีการรับมือเป็นอย่างดี
เมื่อออกมาจากบ่อเลือด ที่ปรากฏในสายตาของพวกมันเป็นภาพอัน
รกร้างไร้ผู้คนฉากหนึ่ง บันดาลให้จั่วม่อเผยสีหน้าระแวดระวัง
โซ่วผิงกลายเป็นตึงเครียดกังวล รีบส่งสัญญาณให้เหล่าองครักษ์ดาว
สวรรค์ล้อมรอบเขิงเหลียนเอ๋อร์ไว้ตรงกลาง
โซ่วผิงลดเสียงเบาต่า “คุณหนู สถานการณ์ไม่ถูกต้อง”
เขิงเหลียนเอ๋อร์เหลือบมองจั่วม่อแวบหนึ่ง ปากก็ถามว่า “ไม่ถูกต้องที่
ใด?”
“อา ไม่กี่เดือนก่อนบริวารเคยมาที่นี่ ก่อนหน้านี้บริเวณนี้ยังเป็นตลาด
แห่งหนึ่ง” โซ่วผิงกล่าวเร็วปรื๋อด้วยเสียงเบาต่า กวาดตามองรอบข้างอย่าง
ระมัดระวัง
โซ่วผิงแม้กล่าวเสียงเบาต่า แต่ไม่ได้ตั้งใจออมรั้งสุ้มเสียง ทุกคนล้วนมี
โสตประสาทเหนือธรรมดา ย่อมได้ยินสิ่งที่มันกล่าวอย่างชัดเจน
บรรยากาศกลายเป็นเขม็งตึงเครียดทันที