สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 561 เปิดฉากสงคราม
ทุกผู้คนเงี่ยหูฟังด้วยสีหน้าครุ่นคิด หลังจากขบคิดตามอยู่ชั่วอึดใจ ก็
พากันพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาเริ่มทอแสงร้อนแรงด้วยจิตวิญญาณการ
ต่อสู้ที่ลุกโชน
แม่นางน้อยแย้มยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มเขินอายของเด็กชายข้างบ้าน
ปรากฏขึ้น ดวงตาหลังปอยผมเป็นประกายสุกสว่าง สุ้มเสียงสงบราบเรียบ
เต็มไปด้วยความวิกลจริตสุดบรรยาย “แต่ก่อนหน้านั้น เราต้องยึดรอยแยก
แห่งความโกลาหล ครอบครองดินแดนที่นำไปสู่ภพปิศาจให้จงได้! เราต้อง
มีกำลังทหารมากกว่านี้! เราต้องการทรัพยากรเพิ่มขึ้น! เราจำเป็นต้อง
แข็งแกร่งมากขึ้นอีก!”
ทุกผู้คนดวงตาทอประกายบ้าคลั่ง พวกมันรู้สึกราวกับเลือดในกาย
กำลังเดือดพล่าน
“พวกเจ้าพร้อมแล้วหรือไม่
กงซุนชาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มลี้ลับชั่วร้ายและจิตวิญญาณการ
ต่อสู้อันบ้าคลั่งผสานรวมเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกันกับแสงเงาบนใบหน้า
“พร้อม!” ทุกผู้คนดีดกายลุกขึ้นยืน ร้องตวาดอย่างพร้อมเพรียง
กงซุนชาเดินไปหยุดอยู่ข้างอาณาจักรยุ้งฉางกลางในแผนที่บนภาพ
มายา หมุนตัวกลับมา รอยยิ้มเอียงอายเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันอันเย็นเยียบ
“สงครามเริ่มขึ้นแล้ว!”
ความคืบหน้าของสือตงในอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยนับว่ารวดเร็วยิ่ง ถึง
ตอนนี้มันได้ครอบครองอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย ใน
ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ค่ายฮุยขยับขยายเติบโตขึ้นเป็นสามเท่า นี่ยัง
เป็นสือตงเพียงแค่เลือกเฟ้นเอามาแต่ชนชั้นยอดของกองทัพปิศาจเท่านั้น
อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มันทราบว่ายังต้องใช้เวลาอีกช่วงใหญ่ กว่าที่ค่ายฮุย
โฉมใหม่จะสามารถย่อยสลายเลือดใหม่เหล่านี้จนพร้อมทำศึก
แต่ด้วยเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวา มันเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าจะ
สามารถสร้างค่ายฮุยให้กลายเป็นกองทัพชั้นสุดยอดได้!
แต่ทว่า เห็นได้ชัดว่ามันยังประเมินขุมกำลังของเกาะเต่าต่าเกินไป
สือตงพลันได้รับคำสั่งจากแม่นางน้อย เรียกให้ค่ายฮุยสลับสับเปลี่ยน
ส่งไพร่พลไปยังเกาะเต่าเพื่อเข้ารับการฝึกพิเศษ
ฝึกพิเศษ?
มันงุนงงสงสัยอยู่บ้าง การฝึกอันใดหนอจึงเรียกว่าการ ‘ฝึกพิเศษ’?
อย่างไรก็ตาม สือตงแม้ฉงนใจ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่ง มันก็ทราบว่า
หน้าที่ของตนคืออะไร รีบลงมือจัดสรรกำลังพลส่งไปทันที
จั่วม่อไม่ล่วงรู้ว่าการเดินทางของมันในครั้งนี้ ตกอยู่ภายใต้การเฝ้า
มองของสายตานับไม่ถ้วน
นามอันน่าพรั่นพรึงของค่ายองครักษ์คนฆ่าสัตว์ขู่ขวัญกองกำลังเล็ก
ๆ ทั้งหมด ทั้งยังดึงดูดความสนใจจากขุมกำลังใหญ่ ๆ โดยถ้วนหน้า แม้ว่า
พวกมันไม่คิดตอแยค่ายเว่ย แต่ก็ไม่ได้หยุดยั้งไม่ให้พวกมันลอบสืบสวน
เกี่ยวกับขบวนคาราวานเล็ก ๆ นี้ในทางลับ
สถานที่แห่งนี้เห็นได้ชัดว่าเกิดการต่อสู้ขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งซากร้านค้า
สิ่งปลูกสร้าง รวมไปถึงพื้นดินที่ไหม้เกรียม บ่งบอกเหตุที่เกิดขึ้นได้อย่างชัด
แจ้ง
ทุกผู้คนเส้นประสาทตึงแน่น หากเผชิญกับกองโจรพวกมันหาได้
หวาดวิตกไม่ แต่สิ่งที่พวกมันหวั่นเกรงเป็นอย่างยิ่ง คือการเผชิญพบกับ
กองทัพขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกองทัพซิวเจ่อ
สำหรับพวกโซ่วผิง การต่อสู้กับซิวเจ่อ ศัตรูที่พวกมันไม่คุ้นเคย
นับเป็นเรื่องอันตรายมาก
จั่วม่อเองก็ไม่ต้องการปะหน้ากับกองทัพซิวเจ่อเช่นกัน เนื่องเพราะ
ตัวตนของมันอาจถูกเปิดเผยได้ทุกเมื่อ แม้ว่าค่ายเว่ยแทบไม่ได้ดูแตกต่าง
อันใดจากพวกปิศาจ แต่สำนักใหญ่เหล่านั้นมีฝีมือแปลก ๆ ที่สุดจะหยั่ง
คำนวณอยู่มากมาย ผู้ใดจะทราบได้ว่ามันจะไม่ถูกเปิดโปง หากเป็นเช่นนั้น
ก็ไม่ใช่เรื่องสนุกแล้ว
บรรดาคนที่ชมชอบกำจัดปิศาจพิฆาตอสูรเหล่านั้น แน่นอนว่าจะไม่
ปล่อยพวกมันไปเช่นกัน
หน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์กับค่ายเว่ยพากันระวังป้องกันอย่าง
รอบคอบ แต่ดูจากกิริยาอาการของพวกมันสองฝ่าย อาจเห็นความ
แตกต่างได้อย่างชัดแจ้ง ทุกคนในหน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์ดูหวาดหวั่น
กระวนกระวายใจ ทำท่าราวกับกำลังเผชิญศัตรูตัวฉกาจ ส่วนบรรดายอด
ฝีมือค่ายเว่ยสีหน้าสงบราบเรียบ มีเพียงประกายตาซึ่งลุกวาบเป็นครั้ง
คราว ที่เผยให้เห็นความระแวดระวังของพวกมัน
สูงต่าย่อมเป็นที่เห็นได้ในทันที!
โซ่วผิงลอบสั่นศีรษะ ในใจสะท้านสะเทือนอย่างรุนแรง แต่ในไม่ช้า
มันก็ปลงตก โยนความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปจากใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
ตรงหน้าล้วนผิดธรรมดาทั้งสิ้น
ทันใดนั้นเงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบ แล้วปรากฏขึ้นในขบวนทัพของค่าย
เว่ย
ความเร็วอันเหลือเชื่อ!
โซ่วผิงตื่นตะลึง สายสืบผู้นี้ลำพังความเร็ว ก็เหนือล้ากว่าทุกผู้คนใน
หน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์ไม่รู้ว่าเท่าใด
ท้องฟ้าสับสนอลหม่าน เห็นปิศาจกลุ่มเล็ก ๆ ถูกปิศาจที่มีจำนวน
มากกว่าล้อมเอาไว้อย่างแน่นหนา ฝ่ายผู้โจมตีมีปีกสีเขียวเข้มคู่หนึ่งอยู่บน
แผ่นหลัง เหล่าปิศาจสีเขียวเข้มประหนึ่งฝูงหมาป่าดุร้าย บ้างสามบ้างห้า
?” จั่วม่อถาม หากเป็นแม่นางน้อยอยู่ที่นี่ แน่นอน
ว่าจะไม่ถามคำถามเช่นนี้ แม่นางน้อยดูเหมือนจะรู้จักคุ้นเคยกับอสูรปิศาจ
แทบทุกสายพันธุ์
“พวกมันชมชอบการต่อสู้ บันดาลโทสะได้โดยง่าย ทั้งยังไม่ค่อยฉลาด
นัก ไม่ถนัดในการร่วมมือประสานงาน” เว่ยกล่าวเร็วปรื๋อ “แต่เจ้าต้อง
ระวัง แม้ว่าไพร่พลธรรมดาของพวกมันจะคุณภาพต่า ระเบียบวินัย
หละหลวม แต่เผ่ายักษาเขียวมักให้กำเนิดแม่ทัพบัญชาการศึกได้โดยง่าย
ซึ่งความจริงเผ่าปิศาจงูก็มักให้กำเนิดแม่ทัพบัญชาการศึกได้โดยง่าย
เช่นกัน”
จั่วม่อพอฟัง สายตาก็เลื่อนผ่านไปยังปิศาจในชุดคลุมแดงฉาน ผู้ยืน
ตระหง่านต่อกรกับเหล่ายักษาเขียวกลางสมรภูมิ คนผู้นี้เหี้ยมหาญองอาจ
ในมือปราศจากอาวุธ ยืนหยัดอยู่ด้านหน้ากระบวนทัพ อาศัยมือเปล่าคู่
หนึ่งต้านปะทะทัพยักษาเขียวอย่างคู่คี่ก้ากึ่ง ทุกครั้งที่มันต่อยหมัดฟาดฝ่า
มือ ล้วนบังเกิดลูกไฟพวยพุ่งออกไป ยักษาเขียวตนใดหากบุกเข้ามาอย่าง
ย่ามใจ จะถูกแผดเผาเป็นเถ้าถ่านด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา
การตั้งรับเช่นนี้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เหตุผลที่พวกมันยังไม่
ถึงกับพ่ายแพ้ ส่วนใหญ่เป็นคุณงามความดีของปิศาจร่างใหญ่เสื้อคลุมแดง
ตนนี้เอง
“ต้าเหริน พวกมันดูเหมือนกำลังปกป้องใครบางคน” เยี่ยหลิงเปรย
ด้วยเสียงเบาต่า มันมีประสบการณ์มากมาย เพียงมองปราดเดียวก็
ตระหนักได้ทันที
จั่วม่อทำเสียงรับคำ มันเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน กองทัพนี้หลงเหลือ
ไพร่พลเพียงสามร้อยคน แต่พวกมันยังคงยืนหยัดต้านทาน คุ้มครองชาย
ชราผู้หนึ่งอย่างแข็งขัน
ฝ่ายยักษาเขียวเองก็บาดเจ็บล้มตายจำนวนมหาศาลเช่นกัน แต่พวก
มันกลับยิ่งดุเดือดบ้าคลั่งกว่าเดิม ยังคงโหมโจมตีระลอกแล้วระลอกเล่า จู่
โจมใส่กระบวนทัพค่ายกลของอีกฝ่ายอย่างไม่ออมรั้งยั้งมือ
ในการโจมตีแต่ละระลอก ปรากฏซากศพจำนวนมากร่วงหล่นลงจาก
ฟากฟ้า แต่กระบวนทัพป้องกันของอีกฝ่ายหนึ่งก็บาดเจ็บล้มตายไม่น้อย
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยน ฝ่ายหนึ่งไม่แยแสสนใจต่อการบาดเจ็บล้ม
ตาย อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว การต่อสู้ทั้งดุเดือดรุนแรง
และโหดเหี้ยมอำมหิต มันมักจะเคยได้ยินผูเยากับเว่ยกล่าวถึงอยู่เป็น
ประจำ ว่าเผ่าปิศาจมีฝีมือในการรบ และการสู้รบของพวกมันก็ดุดัน
อำมหิตผิดธรรมดา รอจนวันนี้ได้ประจักษ์แก่สายตาตัวเอง ก็เห็นจะไม่ผิด
ไปจากที่ว่าแม้แต่น้อย หากเทียบกันแล้วการต่อสู้ระหว่างซิวเจ่อด้วยกัน
กลายเป็นขาดพร่องลงทันตา
โซ่วผิงเมื่อพบเห็นกองทัพยักษาเขียว พลันสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่าง
รุนแรง
โดยเฉพาะอย่างเมื่อนับจำนวนยักษาเขียวที่บินอยู่บนท้องฟ้าได้ถึง
เจ็ดแปดร้อยตน ยิ่งมีสีหน้าปั้นยาก ยักษาเขียวไม่ใช่กองโจรกเฬวราก
กองทัพยักษาเขียวเจ็ดแปดร้อยตนเพียงพอจะยึดครองเมืองแห่งหนึ่งโดย
ไม่ลำบากกินแรง
?
การต่อสู้อาจยืดยาวไปถึงคืนพรุ่งนี้ จั่วม่อคาดเดาอยู่ในใจ
แต่การถูกถ่วงเวลาจนล่าช้าเช่นนี้ ย่อมมิใช่สิ่งที่มันปรารถนา
ในขณะเดียวกัน สองฝ่ายที่กำลังต่อสู้ห้าหั่นก็สังเกตเห็นขบวนของ
จั่วม่ออย่างรวดเร็ว
สุ้มเสียงชราภาพพลันดังออกมาจากในกระบวนทัพด้านหลังชายร่าง
ใหญ่ “ท่านที่อยู่ตรงนั้นมิทราบเป็นสหายจากเส้นทางใด? ผู้น้อยเถาซิง
(สุขสันต์รุ่งเรือง) แห่งเมืองไร้จุดจบ สหายได้โปรดยื่นมือเข้าช่วยเหลือสัก
ครา เมื่อสิ้นสุดการรบครั้งนี้ ผู้น้อยจะต้องขอบคุณอย่างสมน้าสมเนื้อ!”
ผู้อื่นแม้กำลังขอความช่วยเหลือ แต่ยังคงรักษาท่วงท่าสภาวะโอ่อ่า
อาจหาญเอาไว้ ในสุ้มเสียงหาได้ปรากฏเค้าแตกตื่นลนลานไม่
“เถาซิง!” โซ่วผิงอุทานอย่างประหลาดใจ ดวงตาเบิกกว้างอย่าง
ฉับพลัน