สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 568 มหาสันติไม่ดับสูญ
บนทะเลสีดำกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด เห็นมหานครอันใหญ่โตโอฬารและ
งามตระการลอยอยู่เหนือผิวทะเล โครงร่างของตัวเมืองแผ่กว้างออกสอง
ฟากข้าง วาดเป็นเส้นสีเหลืองหนาทึบทอดยาวไปตามแนวเส้นขอบฟ้า
มองไม่เห็นสุดปลาย
“ลงไปเถอะ” ถังเฟยพลิ้วกายลงจากพรมแมลงพายุทรายเป็นคนแรก
“บริเวณนี้ไม่อนุญาตให้เหินบิน”
ได้ยินเช่นนี้ ทุกคนทยอยกระโดดลงมา เก็บพาหนะปิศาจของพวกมัน
ไป
เห็นภาพอันโอ่อ่าโอฬารเบื้องหน้า พวกมันอดร้องอุทานอย่างตื่น
ตระหนกไม่ได้ ท้องทะเลกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตที่ทอดขวางหน้า บันดาลให้
ทุกคนสำนึกตัวว่าเล็กกระจ้อยร่อยนัก
จั่วม่อเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ก้มลงมองดูอย่างใกล้ชิด ค่อยกล่าว
อย่างประหลาดใจ “ทะเลดำนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ?”
“อา มิผิด ทะเลดำนี้เรียกว่าทะเลไร้ธุลี เมื่อครั้งกระโน้น ปรมาจารย์
ซือจื่อหมิงดำริจะสร้างเมือง เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ทั่วหล้ามารวมตัวกัน ของ
กำนัลมากมายส่งมาจากเจ็ดจอมปิศาจด่านไสว้ มิหนำซ้ายังมีสี่สิบหกจอม
ปิศาจด่านเจียง ทยอยเดินทางมาจากทุกสารทิศทั่วทั้งอาณาจักรร้อยเถื่อน
เพื่อมีส่วนร่วมในการก่อสร้างมหานครแห่งนี้ หลังจากใช้เวลาก่อสร้างถึง
สามปีเต็ม พวกมันค่อยสร้างเมืองมหาสันติไม่ดับสูญแล้วเสร็จ” เถาซิง
ถอนหายใจคราหนึ่ง จากนั้นกล่าวต่อ “ในเวลานั้นยังไม่มีทะเล มีแต่เพียง
บ่อน้าแห่งเมืองมหาสันติ แต่หลังจากนั้น มีผู้คนมากมายเดินทางมาเยี่ยม
เยือนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ผู้แสวงบุญทุกคนที่เดินทางมาที่นี่ จะนำขวดบรรจุ
น้าไร้รากมาจากบ้านเกิดของพวกมันเพื่อเทลงในบ่อ บ่อน้าเติบโตขยับ
ขยายขึ้นเรื่อย ๆ สองร้อยปีให้หลังก็ก่อกำเนิดเป็นทะเล และเมื่อราวหนึ่ง
ร้อยปีที่แล้ว จอมปิศาจด่านไสว้สองตนผนึกกำลังกัน นำวารีหนักหน่วง
ทมิฬดำมาจากเก้าโลกันตร์ใต้พิภพ หลอมสร้างด้วยเคล็ดวิชาลับ กลายเป็น
ทะเลไร้ธุลีดังเช่นทุกวันนี้”
จั่วม่อพอฟังจบถึงกับอ้าปากหวอ ปรมาจารย์ซือจื่อหมิงเป็นบุคคล
เยี่ยงไรกันจึงทรงอำนาจอิทธิพลถึงปานนี้? ทุกผู้คนด้านหลังมันรวมทั้ง
ถังเฟยล้วนมีสีหน้าอัศจรรย์ใจ
หากเป็นในกาลก่อนจั่วม่ออาจไม่ค่อยล่วงรู้ระดับความแข็งแกร่งของ
เผ่าปิศาจ แต่บัดนี้มันไหนเลยจะไม่ทราบกระจ่างชัดเจน จอมปิศาจด่าน
ไสว้ทุกตนล้วนเป็นเจ้าผู้ปกครองแว่นแคว้นอันทรงอำนาจอิทธิพล ไม่ว่า
ผู้ใดในหมู่พวกมัน ก็แข็งแกร่งพอที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในภพ
ปิศาจด้วยกันทั้งนั้น กระทั่งจอมปิศาจด่านเจียง ผู้ใดมิใช่เจ้าผู้ครอง
อาณาจักรแห่งหนึ่ง?
สี่สิบหกจอมปิศาจด่านเจียงถึงกับยินยอมใช้เวลาสามปีเต็ม ช่วยเหลือ
คนผู้นี้สร้างเมือง หากมิใช่เถาซิงบอกเล่าด้วยตัวเอง จั่วม่อต้องไม่ยินยอม
เชื่อเรื่องนี้เป็นแน่
เถาซิงสีหน้าทอแววเทิดทูนบูชา จ้องมองเมืองมหาสันติด้วยความ
ภาคภูมิใจอยู่บ้าง “ปรมาจารย์บรรพบุรุษของข้าก็มีส่วนร่วมในการสร้าง
เมืองมหาสันติเช่นกัน”
จั่วม่อในที่สุดไม่อาจระงับความงุนงงสงสัย ต้องถามว่า “ปรมาจารย์
ซือจื่อหมิงที่แท้เป็นใครกันแน่? ไฉนได้รับความเคารพศรัทธามากมายถึง
ปานนี้?”
เถาซิงเผยสีหน้าเคารพศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น “การแสวงหาพลัง
อำนาจของเผ่าปิศาจเราคล้ายเป็นสัญชาตญาณชนิดหนึ่ง เราสามารถทำ
ได้ทุกอย่างเพื่อแสวงหาพลัง แต่ในประวัติศาสตร์ยังมีปราชญ์ผู้เที่ยงธรรม
บางท่าน ที่ถึงแม้ว่าไม่มีพลังฝีมืออันเข้มแข็ง แต่ครอบครองสติปัญญาไร้ผู้
เปรียบติด พวกท่านล่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง สามารถชี้ตรงไปยังหัวใจของเหล่า
ปิศาจ พวกท่านมีจิตใจเสียสละ เป็นที่เคารพนับถือของปิศาจนับหมื่น ชีวิต
ของปรมาจารย์ซือจื่อหมิงเรียกได้ว่าเป็นตำนานบทหนึ่ง เมื่อตอนที่ยังอายุ
เยาว์ก็นับเป็นยอดอัจฉริยะผู้หนึ่ง ร่าเรียนได้ดีกว่าคนส่วนใหญ่มาก ตัว
ท่านเองไม่มีความสามารถเชิงยุทธ์ แต่ความเข้าใจในแก่นแท้ของพลัง
กลับเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ ท่านพเนจรไปทั่วหล้า ทุกที่ที่ย่างเท้า
ไปถึง จะถ่ายทอดสิ่งที่ท่านล่วงรู้ให้แก่ผู้อื่นโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทน
เจ็ดจอมปิศาจด่านไสว้และสี่สิบหกจอมปิศาจด่านเจียง ล้วนเป็นผู้คนที่
ได้รับคำชี้แนะจากท่าน ท่านยังช่วยคลี่คลายข้อบาดหมางนับครั้งไม่ถ้วน
แผ่น้าใจไมตรีไปทั่วทุกแห่งหน ยอดคนเช่นนี้ไหนเลยจะไม่เป็นที่เคารพนับ
ถือของผู้คนมากมายสุดคนานับได้”
จั่วม่อพอฟังต้นสายปลายเหตุ อดนับถือเลื่อมใสคนผู้นี้มิได้ สามารถ
ชี้แนะจอมปิศาจด่านไสว้และจอมปิศาจด่านเจียง มิทราบคนผู้นี้จัดอยู่
ระดับใด?
“เดินทางไปพลางสนทนาไปพลางเถอะ” เถาซิงมองดูสีหน้าตะลึง
ลานของทุกคน กล่าวกระตุ้นเตือนด้วยรอยยิ้ม มันเดินนำไปยังทะเลไร้ธุลี
เป็นคนแรก รอจนย่างเท้าลงบนผิวน้าของทะเลไร้ธุลี ทันใดนั้นปรากฏ
โลมาดำตัวหนึ่งผุดขึ้นจากน้า รองรับเท้าของเถาซิงอย่างนุ่มนวล
จั่วม่อพอเห็นเข้า ให้สนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง มันรีบเลียนแบบเถาซิง
และเป็นไปตามคาด โลมาดำอีกตัวหนึ่งผุดขึ้นรองรับมันเอาไว้
“นี่เป็นโลมาต้อนรับที่เปี่ยมไปด้วยไมตรีจิต ท่านทั้งหลายไม่ต้องห่วง
กังวลไป” เถาซิงรีบอธิบาย
ทุกคนพอฟังก็พากันก้าวลงบนพื้นผิวทะเล ปรากฏฝูงโลมาผุดขึ้นมา
ช่วยบรรทุกพวกมันตรงไปยังเมืองมหาสันติในทันที เหล่าโลมาดำบางครั้ง
ส่งเสียงร้องอย่างร่าเริงแจ่มใสดังกังวาน
ถังเฟยหันมากล่าวกับจั่วม่ออย่างเคร่งเครียด “ไม่ว่ากองพันเกิ้นจะ
ร้ายกาจสักเพียงใด พวกมันยังไม่กล้าโจมตีเมืองมหาสันติ จนกระทั่งบัดนี้
ยังไม่เคยมีกองพันใดบังอาจอาละวาดในเมืองมหาสันติมาก่อน แต่ท่าน
ต้องระวัง เมืองมหาสันติแม้ไม่อนุญาตให้กองทัพต่อสู้กัน แต่พวกมันไม่
ห้ามการต่อสู้ระหว่างบุคคล สืบเนื่องเพราะเคล็ดวิชาฝึกปรือวิถีปิศาจที่
ซือจื่อหมิงถ่ายทอดออกไปเมื่อครั้งอดีต เมืองมหาสันติกลับกลายเป็น
สวรรค์ของยอดยุทธ์ ในเมืองนี้หากปฏิเสธการท้าสู้ของผู้อื่นรังแต่จะถูกหัว
ร่อเยาะเท่านั้น”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้” จั่วม่อผงกศีรษะรับรู้ แม้ว่าหากสัประยุทธ์ด้วย
กองทัพมันจะยังเทียบปู้เกิ้นไม่ติด แต่หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว มันก็หาได้
เกรงกลัวอีกฝ่ายไม่
ในยามนี้มันกับเถาซิงเป็นแมลงปอบนเชือกเส้นเดียวกัน ไม่ว่ารุ่งโรจน์
หรืออัปยศล้วนถูกล่ามไว้ด้วยกัน จั่วม่อพลันถามว่า “จะมีปิศาจด่านไสว้
หรือไม่?”
“ย่อมไม่” ถังเฟยสีหน้าแปลกพิกล
เจ้าผู้นี้ใช่เข้าใจว่าจอมปิศาจด่านไสว้ว่างงานนักหรือ? หรือคิดว่าทุก
วันพวกมันเอาแต่เกียจคร้านเฉิดฉายไปมา?
นางในใจแม้ครุ่นคิดเช่นนี้ ปากกลับตอบอย่างจริงจัง “แต่จะมีจอม
ปิศาจด่านเจียงอยู่มากมาย เนื่องเพราะเคล็ดวิชาฉบับสมบูรณ์ของสิ่งที่
ซือจื่อหมิงเคยถ่ายทอดออกไปในอดีต ล้วนรวบรวมเอาไว้ในเมืองแห่งนี้
ปิศาจด่านเจียงที่ติดคาอยู่ที่คอขวด ไม่อาจรุดหน้าต่อไปได้ จะมาที่นี่เพื่อ
เสาะแสวงหาความก้าวหน้า”
“ประเสริฐยิ่ง ประเสริฐยิ่ง” จั่วม่อรู้สึกเบาใจลงมากในทันที
ถังเฟยพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ในใจอึดอัดขัดข้องยิ่ง นางคิดไม่ถึงว่า
จั่วม่อจะมีความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น จนไม่กังวลสนใจกับปิศาจด่านเจียง
คนอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม นางไม่คิดกระตุ้นเตือนให้จั่วม่อระมัดระวัง นาง
ปรารถนาให้จั่วม่อลองสะดุดหัวทิ่มสักครา เมืองมหาสันติเต็มไปด้วย
พยัคฆ์ซ่อนมังกรเร้น ชุมนุมยอดยุทธ์นับไม่ถ้วน ยอดฝีมือที่พิชิตไปโดยไร้ผู้
ต้านไม่ได้ปรากฏขึ้นมานานหลายสิบปีแล้ว
โลมาดำรวดเร็วยิ่ง แต่กระนั้นพวกมันยังต้องว่ายน้ากว่าสองชั่วยาม
เต็ม ก่อนที่จะพาพวกจั่วม่อมาถึงประตูเมืองมหาสันติ
เมื่อบรรลุถึงเมืองมหาสันติ กำแพงเมืองสูงตระหง่านทะยานฟ้าทอด
เงาดำดุจกลุ่มเมฆทะมึนมืด ปกคลุมพวกมันจนมืดมิด บันดาลให้ผู้คนรู้สึก
เจียมเนื้อเจียมตัวในความเล็กกระจ้อยร่อยของตนเอง จั่วม่อแหงนมองจน
คอตั้งบ่า ยังไม่อาจมองเห็นได้ว่ากำแพงสูงปานใด
เหล่าโลมาดำพาคณะของจั่วม่อไปยังบันไดหิน บันไดหินเหล่านี้ทอด
ยาวขึ้นไปถึงประตูเมืองโดยตรง
จั่วม่อแบกอากุ่ยขึ้นหลัง พลิ้วร่างขึ้นไปตามขั้นบันไดหิน โลมาดำ
เปล่งเสียงร้องเริงร่าครั้งหนึ่ง ก่อนจะดำหายลงไปในทะเลไร้ธุลี คนทั้งคณะ
ติดตามจั่วม่อไปอย่างกระชั้นชิด บางครั้งบางครายังพากันทอดถอนชมเชย
รวมทั้งถังเฟยด้วย นางเองก็เพิ่งเคยมายังเมืองมหาสันติเป็นครั้งแรก
ก้าวพ้นขึ้นไปจากบันไดหิน เห็นลานกว้างแผ่โล่งอยู่เบื้องหน้า ลาน
กว้างแห่งนี้มีรัศมีหลายพันจั้ง ราบเรียบสม่าเสมอราวกับตัดออกมาจากหิน
ก้อนเดียว บนพื้นสลักไว้ด้วยแผนผังปิศาจอันซับซ้อนและวิจิตรบรรจง
ราวกับผืนพรมเลิศหรูแผ่กว้างทอดยาวไปในระยะไกล ความยิ่งใหญ่
อลังการเช่นนี้บันดาลให้ผู้คนอัศจรรย์ใจสุดระงับ แม้แต่จั่วม่อยังพูดไม่ออก
มองดูแผนผังปิศาจอันงามวิจิตรที่ถูกสลักไว้ ทุกผู้คนแทบไม่กล้าเหยียบย่า
ลงบนพื้น
โอ่อ่าหรูหรา! โอ่อ่าหรูหรากระไรปานนี้!
รอจนเดินผ่านเข้าไปในประตูเมือง พวกมันรู้สึกราวกับเดินเข้าไปใน
อีกโลกหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คลื่นเสียงเอะอะอึกทึกของเมืองใหญ่
ซัดเข้าปะทะใบหน้าอย่างถนัดถนี่
ทุกผู้คนค่อยคลายใจลง ภายใต้ความประณีตงดงามจนแทบหายใจ
หายคอไม่ออกของประตูเมือง จู่ ๆ พลันปรากฏภาพอันคุ้นเคยขึ้นเบื้อง
หน้า ช่วยฉุดดึงพวกมันกลับมาสู่โลกดั้งเดิมของตน ดังนั้นอดคลายใจลง
ไม่ได้
ถนนหนทางกว้างขวางยิ่ง กว้างถึงหลายร้อยจั้ง สามารถรองรับ
พาหนะปิศาจขนาดใหญ่ได้อย่างสบาย บางครั้งสามารถเห็นปิศาจขี่
พาหนะปิศาจรูปลักษณ์ประหลาดแทบทุกประเภท ตัวปิศาจเองก็มีรูปโฉม
แตกต่างหลากหลาย บ้างมีเขา บ้างมีสี่ขา บ้างมีปีก ทำให้จั่วม่อชมดูจน
ตาลายละลานไปหมด ทั้งยังกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของมันขึ้นมา
แต่ในไม่ช้าความรู้สึกอยากเห็นของจั่วม่อก็เปลี่ยนเป็นขวัญหนีดีฝ่อ
ภายในชั่วระยะเวลาสั้น ๆ มันถึงกับพบพานปิศาจด่านถงหลิ่งอย่างน้อยหก
ตน เมืองมหาสันติช่างสมคำร่าลือโดยแท้ เต็มไปด้วยยอดยุทธ์เดินกัน
กลาดเกลื่อนไปหมด!
ชนชั้นถงหลิ่งเป็นขุมกำลังหลักของกองทัพ ระดับพลังฝีมือของพวก
มันสัมพันธ์โดยตรงกับความแข็งแกร่งของกองทัพ ในอาณาจักรที่ห่างไกล
ออกไปสักหน่อย ปิศาจด่านถงหลิ่งกระทั่งสามารถเป็นเจ้าผู้ครองอาณา
เขตเล็ก ๆ ได้ แน่นอนว่าชนชั้นถงหลิ่งย่อมไม่ถึงกับทำให้จั่วม่อต้องทอด
ถอนอย่างอัศจรรย์ใจ แต่เป็นเพราะมันเพิ่งเข้าเมืองมาเพียงชั่วครู่ กลับพบ
พานถงหลิ่งถึงหกเจ็ดตนบนท้องถนน และดูเหมือนว่าทุกที่ภายในเมืองจะ
สามารถพบพานชนชั้นถงหลิ่งได้ทั่วไป ช่างไม่ทราบว่าจำนวนถงหลิ่ง
ภายในเมืองจะน่าจะพรึงกลัวถึงขั้นใด?
จนถึงตอนนี้ มันก็ยังไม่พบพานชนชั้นเจียงแม้แต่ตนเดียว แต่ก็
เพียงพอให้ต้องเพิ่มความระแวดระวังขึ้นอีกอักโข
เถาซิงคล้ายสังเกตเห็นความตื่นตกใจของจั่วม่อ ลดเสียงกล่าวเบา ๆ
ว่า “อย่าได้หุนหันพลันแล่น โครงสร้างขุมอำนาจภายในเมืองมหาสันติ
สลับซับซ้อนมาก ยอดยุทธ์ที่อยู่ที่นี่ ไม่ว่าคนใดก็ล้วนแล้วแต่มีฉากหลังเป็น
ขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ หากเจ้าล่วงเกินผู้คนมากเกินไป กระทั่งทอดร่างเป็น
ซากศพยังไม่ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด แม้ว่าเมืองมหาสันติจะไม่อนุญาตให้
มีการลอบสังหาร แต่เรื่องแบบนี้มักจะเกิดขึ้นในเงามืด ยังจะมีผู้ใดสามารถ
ห้ามได้? จดจำไว้ อย่าได้ใจร้อนวู่วามเป็นอันขาด!”
เมื่อครั้งยังเยาว์ เถาซิงเคยอาศัยอยู่ในเมืองมหาสันติชั่วระยะหนึ่ง
สนิทสนมคุ้นเคยกับทุกสิ่งในเมืองนี้ดี คราครั้งนี้การที่ถูกกองทัพยักษา
เขียวจู่โจมทำร้ายระหว่างทาง กระตุ้นเตือนให้มันค้นพบอันตรายที่ผิดปกติ
บัดนี้เมื่อเข้าถึงเมืองมหาสันติค่อยรู้สึกวางใจลงมาก ในเมืองมหาสันติมี
ยอดฝีมือมากมาย มิหนำซ้าขุมกำลังส่วนใหญ่ก็ยินดีไว้หน้ามันอยู่หลาย
ส่วน
สิ่งเดียวที่มันหวาดวิตกก็คือจั่วม่อ เถาซิงอาศัยอยู่ในเมืองมหาสันติ
นานปี เคยพบเห็นบุรุษหนุ่มนับไม่ถ้วนต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในเมืองมหา
สันติ อัจฉริยะอายุเยาว์เหล่านี้เต็มไปด้วยความทระนงถือดี ไม่ล่วงรู้ว่าปลัก
น้าในเมืองมหาสันตินั้น แท้ที่จริงแล้วลึกล้าน่าสะพรึงกลัวปานใด
ยามนี้มันผูกติดอยู่กับจั่วม่อ หากจั่วม่อตอแยความยุ่งยาก มันก็ไม่
อาจหลีกเลี่ยงได้ มันยังติดค้างหนี้บุญคุณจั่วม่อ ต้องชดใช้ตัวอ่อนปิศาจ
จำนวนมาก
นึกถึงตัวอ่อนปิศาจเหล่านั้น เถาซิงปรารถนาจะโบยบินกลับไปยัง
เมืองไร้จุดจบในทันที จะได้ชดใช้หนี้สินของมันโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในเวลานี้เอง เสียงเอะอะอึกทึกดังกระหึ่มขึ้น
เห็นกองทหารขนาดใหญ่เคลื่อนขบวนผ่านกลางถนนอย่างทระนง
ภาคภูมิ พวกมันล้วนเป็นแรดมังกรสีน้าเงินสูงสามจั้ง ร่างกายห่อหุ้มอยู่ใน
เกล็ดหนาประดุจโล่เกราะ ฝีเท้าหนักหน่วงถึงที่สุด แต่ละย่างก้าวทำเอา
พื้นดินไหวสะเทือน
ทั้งกองกำลังย่าเท้าอย่างพร้อมเพรียง คล้ายเมืองทั้งเมืองสั่นสะเทือน
เลื่อนลั่นเป็นจังหวะ
เห็นบุรุษร่างใหญ่ศีรษะล้านเลี่ยนผู้หนึ่ง นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนหลัง
แรดมังกรน้าเงินตัวที่อยู่ด้านหน้าสุด คนผู้นี้กำยำล่าสันยิ่ง ผิวพรรณสีฟ้า
อ่อนแปลกตา เต็มไปด้วยลวดลายสีดำ ใบหน้าดุร้ายถมึงทึง ดวงตาเล็ก
เรียวทอประกายอำมหิต นั่งอยู่บนหลังของแรดมังกรน้าเงิน ร่างโยกไกวไป
ตามจังหวะย่างก้าวของแรดมังกรน้าเงิน ดูประหลาดลี้ลับอย่างยากจะบ่ง
บอกบรรยาย
สังเกตเห็นจั่วม่อกำลังมองคนหัวล้านผู้นี้ เถาซิงกวาดตามองตาม
จดจำผู้มาได้ในทันที “นี่สมควรเป็นตระกูลหลันจากอาณาจักรลั่ว พวกมัน
เป็นหนึ่งในเชื้อสายปิศาจมังกรแขนงหนึ่ง เป็นนักสู้โดยกำเนิด ในบรรดา
คนรุ่นหลัง ผู้ที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลหลันมีอยู่สองคน เรียกว่าหลันเทียน
หลง28กับหลันหยง29 คนผู้นี้สมควรเป็นหลันเทียนหลง… …”
จั่วม่อม่านตาหดแคบลงเล็กน้อย มันคุ้นเคยกับพลังสภาวะของหลัน
เทียนหลงเป็นอย่างดี ด่านเจียง! นี่คือจอมปิศาจด่านเจียงคนแรกที่มันพบ
พานในเมืองมหาสันติ!
สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยยอดฝีมือโดยแท้ จั่วม่อใจสะท้านสั่นไหว
ผู้อื่นหาได้ปกปิดซ่อนเร้นพลังสภาวะของตนไม่ พลังสภาวะสุดหฤโหดสุด
อหังการแผ่ซ่านออกมาโดยไม่ออมรั้ง
ลำพังสภาวะของผู้อื่นก็เพียงพอให้จั่วม่อทราบแน่แก่ใจ ว่าพลังฝีมือ
ของคนผู้นี้หาได้อ่อนด้อยกว่ามันไม่
จั่วม่อเขม้นมองอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยละสายตาจากหลันเทียนหลง กวาด
มองไปในขบวนด้านหลัง ทันใดนั้นเอง มันพลันม่านตาหดแคบลงถึงที่สุด
ร่างแข็งทื่ออยู่กับที่
มันศีรษะลั่นอึงอล หูอื้อตาลาย ไม่ได้ยินวาจาของเถาซิงอีกต่อไป
28 มังกรฟ้าน้าเงินคราม
29 หลัน – สีน้าเงิน,คราม หยง – อนุญาต,ยอม
จั่วม่อเบิกตามองแรดมังกรน้าเงินที่ช่วงท้ายขบวนอย่างเหลือเชื่อ
ความรู้สึกหลากหลายที่ยากจะบ่งบอกบรรยายประดังประเดขึ้นมาพร้อม
กัน ร่างเขม็งตึงเครียดดุจแท่งเหล็กกล้า!