สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 569 การพบพานที่ไม่คาดฝัน
“ตระกูลหลันเป็นตระกูลเก่าแก่มากตระกูลหนึ่ง ประวัติศาสตร์ของ
พวกมันสามารถสืบค้นย้อนกลับไปนับพันปี พวกมันปกครองสาม
อาณาจักร พฤติการณ์โอ่อ่าผ่าเผย แต่เคร่งครัดเข้มงวด พวกมันเหี้ยมหาญ
ดุดัน มีฝีมือทางการศึก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ห้าร้อยปีก่อน ตระกูลของ
พวกมันไม่ได้ให้กำเนิดจอมปิศาจด่านไสว้แม้แต่คนเดียว ดังนั้นอำนาจ
อิทธิพลของพวกมันลดน้อยถอยลงไม่น้อย แต่นั่นก็จนกระทั่งก่อนที่จะ
ปรากฏหลันเทียนหลงกับหลันหยงขึ้น สองพี่น้องนี้เป็นสมาชิกตระกูลที่มี
ความสำเร็จสูงสุดในตระกูลหลันรุ่นปัจจุบัน ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะที่มี
แนวโน้มจะบรรลุด่านไสว้มากที่สุดในรอบห้าร้อยปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หลันเทียนหลง มันร้ายกาจยิ่ง สามารถหยั่งเท้าในเมืองมหาสันติได้อย่าง
มั่นคงปลอดภัย ช่วยให้ตระกูลหลันมีหน้ามีตาขึ้นไม่น้อย… …”
เถาซิงบรรยายยืดยาวราวกับกำลังจาระไนสมบัติในบ้านตัวเอง มัน
เมื่อเคยเติบโตขึ้นมาในเมืองมหาสันติ ย่อมคุ้นเคยกับตระกูลเก่าแก่เหล่านี้
เป็นอย่างดี
เถาซิงผู้กำลังพล่ามจนน้าลายแตกฟอง ไหนเลยจะทันรู้สึกตัวว่า
จั่วม่อวางร่างอากุ่ยลงแล้ว
“โดยทั่วไปตระกูลสูงศักดิ์ หมายถึงทุกตระกูลที่มีจอมปิศาจด่านไสว้
อยู่ในตระกูล ส่วนตระกูลที่ปัจจุบันไม่มีจอมปิศาจด่านไสว้ ต่อให้ยามนี้
พวกมันจะยังคงแข็งแกร่ง ก็ไม่อาจต้านทานพลังแห่งประวัติศาสตร์ได้ ใน
สายตาของผู้อื่น พวกมันเป็นเพียงคหบดีที่ร่ารวยด้วยลาภลอย ไม่มี
รากฐานอำนาจที่แท้จริง ยิ่งไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ที่แท้จริง ใน
เมืองมหาสันติแห่งนี้ ตระกูลที่ไม่มีรากฐานมักต้องถูกดูแคลนเสมอ… …”
เถาซิงทันใดนั้นสุ้มเสียงชะงักขาดหายไปทันควัน ดวงตาเบิกกว้าง
อย่างตื่นตะลึง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา
ภายใต้สายตาขวัญหนีดีฝ่อของมัน เห็นจั่วม่อสะกิดเท้าแผ่วเบา พลิ้ว
กายตรงไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วหยุดยั้งยืนหยัดอยู่กลางถนน ขวาง
กั้นเส้นทางรุดหน้าของกองทัพแรดมังกรน้าเงินด้วยตัวคนเดียว
“ฮะ!” หลันเทียนหลงหรี่ตาลง ทอประกายอำมหิตวาบ ใช้ส้นเท้า
เคาะเบา ๆ ที่สีข้างแรดมังกรน้าเงิน แรดมังกรน้าเงินคู่ใจหยุดกึกในทันที
กองทัพแรดมังกรน้าเงินทั้งขบวนพลันหยุดยั้งลงอย่างพร้อมเพรียง
เหล่าปิศาจตระกูลหลันบนหลังแรดมังกรน้าเงินตัวอื่น ๆ พากันถลึงตา
อย่างเกรี้ยวกราด เขม้นมองจั่วม่อผู้ยืนขวางทางพวกมันเป็นตาเดียว
เสียงเอะอะวุ่นวายบนท้องถนนเงียบหายไปทันควัน ผู้คนทั้งหมดก็พา
กันจ้องมองไปยังจั่วม่ออย่างประหลาดใจ
หลันเทียนหลงอาศัยอยู่ในเมืองมหาสันติกว่าสามปีเต็ม สามปีมานี้ไม่
ทราบผ่านการต่อสู้น้อยใหญ่มากี่ร้อยครั้ง แต่แทบไม่เคยปราชัยมาก่อน
ตระกูลหลันที่เป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คน ส่วนใหญ่เนื่องมาจากเรื่องนี้เอง
ในเมืองมหาสันติ หลันเทียนหลงนับว่ามีชื่อเสียงกะเดื่องดัง เมื่อผู้คน
พบว่ามีคนบังอาจขวางทางกองทัพแรดมังกรของหลันเทียนหลงจะไม่ให้
พวกมันตื่นตระหนกอย่างไรไหว
ภายในชั่วอึดใจเดียว ท้องถนนอันกว้างขวางก็กลับกลายเป็นเตียน
โล่ง นอกจากกองทัพแรดมังกรกับร่างโดดเดี่ยวที่ยืนตระหง่านขวางทาง
ผู้อื่นพากันถอยร่นไปช่วงใหญ่
ซู่หลงกับพวกยังไม่เคลื่อนไหว พวกมันแม้ไม่ทราบว่าต้าเหรินคิดทำ
อะไร แต่พวกมันไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เนื่องเพราะพวกมันเชื่อมั่น
ศรัทธาในตัวต้าเหรินจนถึงขั้นหน้ามืดตามัว
เถาซิงอ้าปากพะงาบ ๆ อยู่ครึ่งค่อนวัน ยังไม่อาจเค้นเสียงหลุดรอด
ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ สีหน้าแตกตื่นสุดระงับ การกระทำอย่างปุบปับของ
จั่วม่อ ทำให้มันรู้สึกสมองขาวว่างเปล่าไปอย่างสิ้นเชิง ถังเฟย โซ่วผิงและ
คนอื่น ๆ ล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยน รู้สึกมือเท้าเย็นเฉียบขึ้นมาทันที
บนท้องถนนที่ทั้งเตียนโล่งและเงียบสงัด มีเพียงเงาร่างโดดเดี่ยว
ลำพังอันเล็กกระจ้อยร่อย ยืนเผชิญหน้ากับกองทัพแรดมังกรร่างมหึมา
อย่างไม่ครั่นคร้าม
“ฮ่า ข้าเพิ่งจากเมืองมหาสันติไปไม่ทันไร ดูเหมือนว่าผู้คนจะไม่รู้จัก
เหล่าหลงผู้นี้อีกแล้ว” หลันเทียนหลงเสียดสีพลางแย้มยิ้มเย็นเยียบ ภายใต้
แสงตะวันเห็นคมเขี้ยวขาววับเป็นประกายน่าขนพองสยองเกล้า มันเงย
หน้าขึ้นเล็กน้อย ทอดตามองจั่วม่อ “เด็กน้อย เจ้าใช่รำคาญในการมีชีวิต
แล้วหรือไม่?”
“ข้าคิดร้องขอคนจากเจ้า” จั่วม่อกล่าวด้วยเสียงต่าลึก แต่มีเพียงคน
ที่คุ้นเคยกับมันเท่านั้น จึงสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ดุเดือดรุนแรงที่เพียร
สะกดไว้ภายใต้สุ้มเสียงแหบลึกอย่างยากเย็น อารมณ์ดุเดือดรุนแรงที่
ประดุจกระแสคลื่นเดือดพล่านอยู่ใต้ชั้นน้าแข็งบาง ๆ พิโรธเดือดดาลโดย
ไร้เสียง!
“ร้องขอคน?” หลันเทียนหลงสุ้มเสียงแปลกใจอยู่บ้าง มันหยีตามอง
จั่วม่อ “ผู้ใด?”
“แรดมังกรน้าเงินตัวที่เจ็ด ในกรง คนที่สวมใส่ชุดยาวสีน้าเงิน” จั่วม่อ
กล่าวเสียงเย็นเยือก
“อ้อ?” หลันเทียนหลงเหลือบมองแรดมังกรสีน้าเงินตัวที่เจ็ดแวบหนึ่ง
มันค้นพบคนที่ว่าอย่างรวดเร็ว เห็นบุรุษหนุ่มที่อยู่ในกรงสายตาเลื่อนลอย
พอฟังว่ามีคนถามหามัน บุรุษหนุ่มนั้นค่อยเหม่อมองจั่วม่ออย่างงุนงง
สายตาทอแววประหลาดใจอยู่บ้าง
หากเหวยเสิ้งอยู่ที่นี่ จะต้องจดจำบุรุษหนุ่มในกรงได้อย่างแน่นอน
มันคือหลัวหลี!
ศิษย์พี่รองของจั่วม่อ หลัวหลี!
หลันเทียนหลงหัวร่องอหาย “ที่แท้เจ้าหมายตาซิวเจ่อน้อยผู้นี้! ฮา
มันหล่อเหลาไม่เบาทีเดียว มิน่าเล่าเจ้าต้องการมัน? ฮ่าฮ่า”
กร๊อบกร๊อบกร๊อบ หมัดที่ตกห้อยอยู่ข้างตัวของจั่วม่อพลันบังเกิด
เสียงกระดูกลั่นไม่ขาดสาย ซึ่งความจริงสุ้มเสียงนี้ไม่ดังนัก แต่ท่ามกลาง
ความเงียบสงัดเช่นนี้กลับฟังสะท้านใจเป็นพิเศษ
เรื่องราวแต่หนหลังบนภูเขาสุญตาคล้ายหมุนผ่านในสายตา แม้ว่า
ด้วยเหตุผลมากมาย มันจำต้องแยกจากสำนักกระบี่สุญตา แต่ความรู้สึกที่
มันมีต่อสำนักกระบี่สุญตานั้นลึกล้าสุดหยั่ง ชั่วชีวิตนี้ไม่มีสิ่งใดมาทดแทน
ได้ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ปกติเพียงฝังลึกอยู่ในใจ แต่ยามนี้เมื่อเห็นศิษย์พี่หลัวหลี
ที่อยู่ในกรงขัง ทุกความรู้สึกในใจมันก็พลันระเบิดออกมา ระเบิดที่พร้อม
จะทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า!
เกิดเรื่องขึ้นกับสำนักกระบี่สุญตา! ต้องเกิดเรื่องขึ้นกับสำนักกระบี่สุญ
ตาไม่ผิดแน่!
จั่วม่อโลหิตในกายคล้ายเดือดพล่าน เจตนาฆ่าฟันอันเกรี้ยวกราดดุจ
สัตว์ร้ายพิโรธที่ทลายกรงขัง พุ่งเข้ากระแทกทำร้ายหัวใจมันตลอดเวลา
ทุกส่วนในร่างกายสั่นระริก สั่นระริกอย่างสุดจะระงับเอาไว้ได้อีก!
จะเป็นไปได้อย่างไร… …
จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!
มันสองตาแดงฉานด้วยสายเลือด
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อไม่ใช่เด็กหนุ่มไม่รู้ความเช่นในอดีตอีกแล้ว มัน
ผ่านโลกมาไม่น้อย มีประสบการณ์โชกโชน ยามนี้ฝืนสูดลมหายใจลึก
พยายามระงับอารมณ์ที่ประดังประเดในใจ แล้วพลันเชิดหน้าขึ้น ดวงตา
แดงฉานด้วยโลหิตจ้องมองอีกฝ่ายเขม็งนิ่ง เอ่ยปากอย่างแช่มช้า สุ้มเสียง
แหบพร่าต่าลึก เค้นเสียงออกมาทีละคำ
“ตามกฎของเมืองมหาสันติ ข้า ขอ ท้าประลอง เจ้า”
ฮือฮา ผู้คนรอบข้างระเบิดเสียงอื้ออึง กฎการท้าประลองภายในเมือง
มหาสันติ หากทั้งสองฝ่ายยอมรับคำท้า ต่อให้สังหารคู่ต่อสู้ก็ไม่เป็นไร ทั้ง
ไม่ต้องชดใช้และไม่ถูกลงโทษ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการท้าประลองที่
ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน
หลันเทียนหลงทันใดนั้นกลับกลายเป็นเหี้ยมหาญดุร้าย รังสีฆ่าฟัน
กวาดวาบออกมาโดยไม่ออมรั้ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างชะงักขาด
หายในบัดดล คล้ายสำลักอยู่ในลำคอ คล้ายว่าจู่ ๆ มีคนขยุ้มบีบคอของ
พวกมันอย่างรุนแรง ผู้คนรอบข้างทั้งหวาดหวั่นยำเกรงทั้งตื่นเต้นเร้าใจ
รังสีฆ่าฟันที่แทบจับต้องได้ของหลันเทียนหลงโหมซัดเข้าใส่จั่วม่ออย่างเร่ง
ร้อน ไม่ต่างจากคลื่นลมเกรี้ยวกราดกระแทกใส่ชายฝั่งน้า กระทั่งผู้คนที่ยืน
อยู่ห่างไกลยังได้รับผลกระทบ ย่อมไม่ต้องเอ่ยถึงจั่วม่อที่รองรับคลื่นพิโรธ
ระลอกนี้เข้าไปตรง ๆ แล้ว
ถังเฟยกับพวกโซ่วผิงสีหน้าขาวซีดไร้สีเลือด ต่อหน้ารังสีฆ่าฟันอัน
ดุดันอำมหิตนี้ พลังฝีมือด่านถงหลิ่งของพวกมันช่างต่าต้อยด้อยค่าดุจมด
ปลวก พวกมันหัวใจดิ่งวูบ ไม่มีปัญญาเข้าใจได้ว่าจั่วม่อไฉนตอแยศัตรูอัน
น่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงปานนี้!
มันใช่เสียสติไปแล้วหรือไม่?
เถาซิงในที่สุดก็ฟื้นจากความแตกตื่นตะลึงลาน ใบหน้าเผือดขาวราว
กระดาษ ยามนี้มันสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อครู่มันไฉนปากมาก บอกเจ้า
ผู้นี้ถึงกฎการท้าประลองในเมืองมหาสันติไปเสียได้? ข้าช่างปัญญาอ่อน
นัก!
หลันเทียนหลงไม่คาดฝันว่าเรื่องราวจะลุกลามจนกลับกลายเป็น
เช่นนี้ มันย่อมไม่หวาดเกรงการต่อสู้ ผู้ที่กล้ามายังเมืองมหาสันติไหนเลย
จะหวาดหวั่นต่อการท้าประลองได้? เพียงแต่นั่นต้องดูด้วยว่าสู้เพื่อสิ่งใด
จะให้มันยอมรับการท้าประลองเดิมพันชีวิต เพียงเพื่อทาสไร้ค่าผู้หนึ่ง มัน
ก็รู้สึกว่าน่าขบขันเกินไป
แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้มันรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง คือมันกลับ
สูดได้กลิ่นอายอันตรายอย่างไม่น่าเชื่อ
บุรุษหนุ่มเบื้องหน้ามันนี้ดูสามัญธรรมดายิ่ง แต่มิทราบเพราะเหตุใด
กลับบันดาลให้มันบังเกิดสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า ราวกับว่าถูก
อสรพิษร้ายเพ่งมองโดยไม่ละสายตา
หลันเทียนหลงผ่านศึกน้อยใหญ่หลายร้อยครั้ง ประสบการณ์โชกโชน
ยิ่ง มันเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ของตน เนื่องเพราะมันทราบดีว่าลางสังหรณ์นี้
มิใช่สิ่งเลื่อนลอย แต่เป็นสัญชาตญาณเตือนที่เกิดจากการสั่งสมเคี่ยวกรำ
ผ่านการสู้รบนับครั้งไม่ถ้วน
มองบุรุษหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า มองท่วงท่าสภาวะเย็นเยียบเฉียบขาดที่
ประหนึ่งว่าต่อให้ต้องบุกฝ่าเข่นฆ่ากับคนทั้งเมือง ก็ต้องช่วงชิงทาสผู้นั้นไป
ให้จงได้
หลันเทียนหลงหรี่ตาแคบลง
รังสีฆ่าฟันพลุ่งพล่านขึ้นในบัดดล หมอกสีฟ้าอ่อนทะลักทลายออก
จากร่างดุจกระแสธาร ชั่วพริบตานี้รัศมีกลิ่นอายของหลันเทียนหลงสะกด
ข่มดวงอาทิตย์จนสูญเสียสีสันที่พึงมี
ทันใดนั้นเอง หลันเทียนหลงพลันแหงนหน้าหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว
รังสีฆ่าฟันสลายวับไปโดยไร้ร่องรอย
“ช่างองอาจห้าวหาญนัก! สมกับเป็นยอดบุรุษ! ข้าหลันเทียนหลง
ชมชอบคบหาสหายที่เป็นยอดบุรุษเฉกเช่นพี่ชายท่านนี้!” กล่าวพลางโบก
มือไปด้านหลัง “นำตัวทาสผู้นั้นมา!”
ผู้ใต้บังคับบัญชาไหนเลยกล้ารีรอ รีบนำหลัวหลีออกมาอย่างรวดเร็ว
“พี่ชายในเมื่อพึงใจมัน ข้าก็ขอกำนัลให้แก่เจ้าแล้ว!” หลันเทียนหลง
ไม่หลงเหลือร่องรอยดุร้ายป่าเถื่อนอันใด ราวกับพลังฆ่าฟันอันดุดันทะยาน
ฟ้าเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา ใบหน้าเต็มไปด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง
ทอแววนิยมชมชื่นอย่างไม่ปิดบัง มิหนำซ้ายังไม่มีทีท่าว่าจะเสแสร้งแกล้ง
ดัดแม้แต่น้อย
จั่วม่อประหลาดใจไม่น้อย หลันเทียนหลงดูเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละ
คนอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์ใจ แต่จั่วม่อยัง
รู้สึกนับถือเลื่อมใสคนผู้นี้อยู่บ้าง ผู้คนทั่วไปไหนเลยจะเปลี่ยนแปลงสีหน้า
ท่าทีได้อย่างพลิกฟ้าคว่าดินดังเช่นหลันเทียนหลง
คำร่าลือที่ว่ามันเป็นนักฆ่าที่ดุร้ายกระหายเลือด ดูท่าจะไม่เป็นความ
จริง คนผู้นี้มีจิตใจลึกซึ้งละเอียดอ่อน หาใช่คนหยาบกร้านธรรมดาสามัญ
ไม่
“พี่หลัน ขอบคุณท่านมาก!” จั่วม่อมิใช่คนโง่เขลา เมื่อสักครู่มันเพียง
ดิ้นรนอย่างจนตรอกเท่านั้น หากลงมือต่อสู้กันจริง ๆ มันก็ไม่มีความ
เชื่อมั่นเอาชัยแม้แต่น้อย
หลันเทียนหลงแย้มยิ้มกว้างขวาง “แค่เรื่องเล็กน้อย ไม่คู่ควรให้เอ่ย
ถึง สามารถคบหาชนชั้นวีรบุรุษเฉกเช่นพี่ชาย ต่อให้ยกพวกมันทั้งหมด
ให้แก่เจ้ายังไม่มีปัญหา!” กล่าวจบคำ มันก็ปลดเหรียญตราสัญลักษณ์
โลหะลงจากข้างเอว โยนให้แก่จั่วม่อ
จั่วม่อยื่นมือรับไว้ สีหน้างุนงงอยู่บ้าง
“พี่น้องหากมีเวลาว่าง เชิญมาที่บ้านซอมซ่อของข้าเพื่อร่าดื่มกันสัก
ครา เราผู้นี้ไม่มีสิ่งอื่นใด เพียงมีสุรามากพอให้พี่น้องได้เมามาย!”
ท่ามกลางเสียงหัวร่อโอ่อ่าอาจหาญ ฝูงแรดมังกรน้าเงินเดินสั่นสะเทือน
จากไปด้วยจังหวะจะโคนอันสะท้านขวัญ สุ้มเสียงหัวร่อยังกังวานแว่วมา
แต่ไกล เต็มไปด้วยความสง่าผ่าเผยและไม่อินังขังขอบ
ถึงตอนนี้จั่วม่อไม่นิยมชมชื่นคนผู้นี้ก็ไม่ได้แล้ว ยอดยุทธ์เลื่องชื่อผู้นี้
เรียกได้ว่าขวัญกล้าใจละเอียดอ่อน นับตั้งแต่ต้นจนจบมันไม่ได้ถามชื่อแซ่
จั่วม่อแม้สักครึ่งคำ มีเพียงพฤติการณ์โอ่อ่าผ่าเผยที่ชวนให้ผู้คนนับถือ
น้าใจ
“ข้าต้องไปรบกวนอย่างแน่นอน!” จั่วม่อร้องไล่หลังด้วยเสียงดังฟัง
ชัด
ท้องถนนคล้ายเริ่มกลับสู่ปกติสภาพ หลายคนเผยสีหน้านับถือ
เลื่อมใส กระบวนท่านี้ของหลันเทียนหลงมิเพียงไม่ทำให้มันเสื่อมเสีย
ชื่อเสียง ยังชวนให้ผู้คนประทับใจกับบุคลิกการวางตัวที่เต็มไปด้วยเสน่ห์
เยี่ยงชายชาติอาชาไนยของมัน
ในขณะเดียวกัน คณะของจั่วม่อไม่ได้ดึงดูดความสนใจของคนรอบ
ข้างมากนัก ทว่าในทางตรงกันข้าม เหล่าคนที่ลอบมองจากในเงามืดกลับ
ยิ่งให้ความสำคัญกับพวกมันมากกว่าเดิม
จั่วม่อประคองหลัวหลีลุกขึ้น หันไปหาพรรคพวก พลางสั่งการเสียง
ลึก “เสาะหาสถานที่เงียบสงบสักครา”
เถาซิงกับถังเฟยคล้ายเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝันกลางวัน พากันระบายลม
หายใจอย่างโล่งอก พวกมันรีบร้อนลนลานนำทุกคนออกไปหาที่พักทันที
เมื่อครู่นี้พวกมันเรียกได้ว่าหวาดกลัวจนหัวหด จั่วม่อจู่ ๆ ก็กระโดดออกไป
ท้าประลองเดิมพันชีวิตกับผู้คนโดยไม่กล่าวซ้าสอง หากเกิดเหตุการณ์
เช่นนี้อีกสักหนสองหน เกรงว่าคราวนี้พวกมันคงถูกขู่ขวัญจนขาดใจตาย
แล้ว
ทันใดนั้นหลัวหลีก็เอ่ยปาก สุ้มเสียงของมันแหบแห้งระคายหู “เจ้า
เป็นใคร? ไฉนช่วยข้า?”
เมื่อครู่นี้ ผู้ที่ประหลาดใจที่สุดเกรงว่าไม่มีผู้ใดเกินหลัวหลี ผู้อื่นเพียง
โผล่ออกมา ก็ชี้ตรงมาที่มันอย่างไม่รีรอลังเล เห็นได้ชัดว่าจะต้องรู้จักมัน
แต่เมื่อมันเพ่งพิศดูรูปโฉมท่วงท่าของคนผู้นี้โดยละเอียด มันก็แน่ใจว่าไม่
เคยพบพานคนผู้นี้มาก่อน แต่สิ่งที่เหลือเชื่อยิ่งไปกว่านั้น คือมันกลับรู้สึก
เคยคุ้นกับคนผู้นี้อยู่บ้างจริง ๆ หากแต่ไม่ว่าจะพยายามนึกทบทวนสัก
เท่าใด ก็จดจำไม่ได้ว่าความรู้สึกคุ้นเคยนี้เริ่มมาจากที่ใด
จั่วม่อลดเสียงเบาต่า กระซิบที่ข้างหูมัน “ศิษย์พี่รอง ข้าคือจั่วม่อ”
หลัวหลีสะท้านขึ้นทั้งร่าง สีหน้าแข็งค้าง ชั่วอึดใจให้หลังน้าตาสอง
สายพลันทะลักลงจากเบ้า
มันในที่สุดก็เข้าใจ ว่าไฉนรู้สึกว่าคนผู้นี้คุ้นหูคุ้นตานัก!
“ไม่ต้องกล่าวอันใดแล้ว เราจะหาสถานที่เงียบสงบ แล้วค่อยสนทนา
กันภายหลัง” สุ้มเสียงสงบเยือกเย็นของจั่วม่อทำให้หลัวหลีสงบใจลง ชั่ว
พริบตานี้ ความรู้สึกนับไม่ถ้วนประดังขึ้นอย่างท่วมท้น ศิษย์น้องละโมบ
น้อยเติบโตขึ้นถึงเพียงนี้แล้ว!
สำหรับเถาซิงผู้เคยอาศัยอยู่ในเมืองมหาสันติมาก่อน การเสาะหาที่
พักขนาดใหญ่สักหลังไม่ใช่เรื่องยาก ในฐานะเฉิงจู่แห่งเมืองไร้จุดจบ เถาซิง
มิเพียงไม่ขัดสนเงินทอง ทั้งยังร่ารวยยิ่ง โดยที่ไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้าแม้แต่
น้อย มันเช่าสวนอุทยานขนาดใหญ่หลังหนึ่ง สวนอุทยานแห่งนี้ใหญ่โตมาก
พอให้ทุกคนเข้าพำนักได้ทั้งหมดอย่างสะดวกสบาย
ค่ายเว่ย หน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์และกองพันถังเฟย เริ่มก่อตั้งแนว
ป้องกันอันเข้มงวดในทันที
จั่วม่อรีบให้ทุกคนออกไป ยกเว้นหลัวหลีกับอากุ่ย มีข้อสงสัยมากมาย
ในใจมันต้องการคำตอบในบัดดล
ที่แท้เกิดเรื่องอันใด?
-จบเล่ม6 ราชาของเราจงเจริญ!-
ติดตามตอนต่อไปใน มหาศึกสามภพ เล่ม 7 มรสุมแดนปิศาจ
มหาศึกสามภพ
เล่ม 7 มรสุมแดนปิศาจ