สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 570 เหตุและผล
หลัวหลีในยามที่หวนรำลึกถึงเหตุการณ์ สุ้มเสียงทั้งแผ่วเบาและแหบ
ต่า ราวกับว่าเป็นเสียงละเมอของผู้ที่ตกอยู่ในห้วงฝันร้าย
“จู่ ๆ รอยแยกแห่งความโกลาหลก็ปรากฏขึ้น กองทัพปิศาจบุกเข่น
ฆ่าออกมา พวกมันมาอย่างกะทันหันเกินไป พวกเรากระทั่งเวลาจะ
หลบหนียังไม่มี อาณาจักรคลื่นเรืองรองเริ่มรวบรวมสำนักที่พอจะมีกำลัง
อยู่บ้าง ผู้ที่รับผิดชอบเป็นคนจากคุนหลุน พวกมันมีพลังฝีมือสูงเยี่ยมยิ่ง
ท่านเจ้าสำนักกับเหล่าอาจารย์อาล้วนถูกพวกมันกะเกณฑ์ไปยังแนว
หน้า!”
จั่วม่อต่อยหมัดกระแทกพื้นอย่างเดือดดาล สะเก็ดหินกระเด็นว่อน
หมัดของหมัดฝังจมลึกในพื้นหินแข็ง สีหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด แม้ว่าพวก
มันจะแยกจากกันไปคนละทาง แต่บรรดาอาจารย์ทั้งสี่ล้วนดีต่อมัน คอย
ดูแลปกป้องมันด้วยวิธีการของตนเอง จั่วม่อเมื่อมีกองทัพใต้ร่มธงของตน
ย่อมล่วงรู้ดีว่าแนวหน้าเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุด เป็นตำแหน่งที่การต่อสู้
ดุเดือดรุนแรงมากที่สุด ผู้ที่สามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้มีไม่มากนัก
มีผู้คนเพียงสองประเภทเท่านั้นที่จะถูกส่งไปยังแนวหน้า หนึ่งคือกอง
พันชั้นยอด อีกหนึ่งคือตัวเบี้ยใช้แล้วทิ้ง
“นับตั้งแต่ที่ศิษย์พี่ใหญ่หายตัวไปจากถ้ากระบี่ คนจากคุนหลุนก็เฝ้า
แต่วนเวียนมาหลายครั้งหลายหน เพื่อเค้นถามท่านเจ้าสำนักเกี่ยวกับถ้า
กระบี่ มีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรง จนอาจารย์อาซินแทบจะ
ชักกระบี่แตกหักกัน หลังจากนั้นศักดิ์ฐานะในอาณาจักรคลื่นเรืองรองของ
สำนักก็ตกต่าลง สำนักอื่น
ๆ ยังดีอยู่ เหล่า
ศิษย์ดั้งเดิมไม่มีผู้ใดจากไป จะอย่างไรไม่ว่าไปที่ใด ก็ไม่ได้แตกต่างกัน
สำนักเราคล้ายกลับคืนสู่วันคืนก่อนที่จะโยกย้ายสำนักไปจากภูเขาสุญตา
แต่ทว่าเรื่องราวไหนเลยจะง่ายดายปานนั้น ต่อมามีสำนักข้างเคียงมา
รุกรานเรา อาจารย์อาซินไล่ทุบตีพวกมันออกไป ไม่มีผู้ใดสนใจเรื่องนี้มาก
นัก สถานที่ใดไม่มีความขัดแย้งกันเล่า เพียงแต่ในช่วงเวลานี้เอง รอยแยก
แห่งความโกลาหลพลันปรากฏขึ้นและกองทัพปิศาจมาถึง”
“คุนหลุนมาหาเรา ต้องการให้เหล่าอาจารย์อาไปยังแนวหน้า ท่าน
เจ้าสำนักไม่ยินยอม ท่านบอกว่าอาจารย์อาหญิงสี่ไม่มีฝีมือในการสู้รบ
ต้องการให้นางรั้งอยู่เบื้องหลังจะดีกว่า ทว่าคุนหลุนไม่เห็นด้วย พวกมันยก
พลล้อมรอบสำนักเรา อาจารย์อาหญิงสี่ในที่สุดก็จำใจยินยอม แต่ยังร้อง
ขอให้บรรดาศิษย์รั้งอยู่ที่แนวหลัง คราวนี้คุนหลุนไม่คัดค้าน… …”
หลัวหลีพอเล่าถึงตรงนี้ สีหน้าพลันกลายเป็นบิดเบี้ยว
“แต่ผู้ใดจะทราบได้ ทันทีที่ท่านเจ้าสำนักกับเหล่าอาจารย์อาจากไป
คนของคุนหลุนก็ฝังอาคมหวงห้ามลงในร่างของพวกเรา พวกมันอ้างว่า
เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเราคิดคดทรยศต่อพวกมัน ระหว่างทางพวกเราถูก
กองทัพปิศาจบุกโจมตี คนจากคุนหลุนบีบบังคับให้พวกเราไปถ่วงเวลา
กองทัพปิศาจเอาไว้สักระยะหนึ่ง มิเช่นนั้นพวกมันจะกระตุ้นอาคมหวง
ห้ามสังหารเราในทันที เราได้แต่เชื่อฟังพวกมัน ยินยอมไปแต่โดยดี จากนั้น
คนของคุนหลุนก็ฉวยโอกาสหลบหนีไปทันที ทอดทิ้งพวกเราไว้เบื้องหลัง
พวกเราบ้างถูกฆ่าตายอย่างทารุณ บ้างบาดเจ็บสาหัส ที่หลงเหลือล้วนถูก
คร่ากุม ในฐานะทาสข้าได้ผ่านมือปิศาจมากมาย ก่อนจะมาตกอยู่ในมือ
ปิศาจตนที่เจ้าพบเห็น”
“คุนหลุน คุนหลุน คุนหลุน!” จั่วม่อเค้นเสียงลอดไรฟันทีละคำอย่าง
ยากเย็น ดวงตาแดงฉานด้วยสายเลือด ผู้ใดจะคาดคิดได้ว่าคุนหลุนจะ
กระทำการต่าช้าถึงเพียงนี้
“ศิษย์น้อง หลินเชียนสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าเจ้าเป็นอสูรปิศาจ มันมัก
กล่าวถึงอะไรสักอย่างเกี่ยวกับดาวพร่างกลางทิวา ท่านเจ้าสำนักเคยได้ยิน
ข่าวลือ จึงจงใจไม่ติดตามเจ้ากลับมาตามคำสั่งของพวกมัน หลังจากที่ศิษย์
พี่ใหญ่หายตัวไปโดยไร้ร่องรอย ท่านเจ้าสำนักเศร้าเสียใจยิ่ง ผมเผ้า
กลายเป็นขาวโพลนในชั่วข้ามคืน ในช่วงนี้เองท่านเจ้าสำนักเริ่มบอกเล่า
เรื่องราวหลายสิ่งต่อข้า ท่านบอกว่า ท่านเมื่อเก็บเจ้ากลับมาในครั้งนั้น
ๆ … … เช่นนั้นปล่อยให้เจ้าไป ยังจะดีเสียกว่า
ส่งตัวเจ้าให้แก่คุนหลุน… …”
จั่วม่อพอฟังถึงตรงนี้ ก็ไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป น้าตาสองสาย
ไหลทะลักลงมาอย่างปวดร้าวรันทด หลั่งรินอาบสองแก้มเหมือนเด็กเล็ก ๆ
ร่องรอยไม่พอใจเล็กน้อยที่เคยมีอันตรธานหายไปหมดสิ้น ความโศกเศร้า
แสนสาหัสและความสำนึกเสียใจที่ไม่อาจบรรยายออกมา ผุดพลุ่งท่วมท้น
จนแทบกลืนกินมันลงไป
หลัวหลีสะอึกสะอื้น ราวกับร่าไห้เป็นเพื่อนมัน
เนิ่นนานหลังจากนั้น จั่วม่อพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดใจ เงย
หน้าขึ้น ถามว่า “แล้วศิษย์น้องศิษย์น้องหญิงคนอื่น
?”
“ข้ารู้เพียงแค่เสี่ยวกั่วกับศิษย์น้องหญิงหลี่ยังมีชีวิตอยู่ พวกนางก็ถูก
คร่ากุมมาเช่นกัน ศิษย์น้อง เจ้าต้องหาทางช่วยเหลือพวกนางด้วย!” หลัว
หลีไขว่คว้าจั่วม่อ ดวงตาสีเทาซีดเต็มไปด้วยอาการวิงวอน
จั่วม่อชมดูจนเจ็บปวดใจยิ่ง ผงกศีรษะรับอย่างไม่ลังเล กล่าวอย่าง
เด็ดเดี่ยวว่า “วางใจเถอะ ข้าจะต้องช่วยพวกนางให้จงได้!”
จากนั้นถามว่า “ศิษย์พี่รอง ท่านทราบหรือไม่ว่าผู้ใดซื้อพวกนางไป?”
หลัวหลีก้มศีรษะครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวว่า “เป็นสตรีเผ่า
ปิศาจนางหนึ่ง นางดูเหมือนจะเรียกว่าเสียกงจู่ (องค์หญิงแสงอรุณ)”
“เสียกงจู่… …” จั่วม่อทวนฉายานามอันเสนาะหูนั้นหลายครั้งหลาย
หน ราวกับเกรงว่ามันจะลืมเลือนไป
ดูเหมือนมันจะต้องเร่งสืบเสาะว่าเสียกงจู่เป็นผู้ใด
จั่วม่อลอบแผ่พุ่งพลังสายหนึ่งใส่หลัวหลี เป็นเหตุให้หลัวหลีรู้สึกว่า
หนังตาหนักอึ้ง หลับใหลไปในบัดดล จั่วม่อตรวจดูอาการบาดเจ็บทางกาย
ของหลัวหลี สีหน้าเปลี่ยนเป็นย่าแย่ยิ่ง
เส้นชีพจรปราณภายในร่างของหลัวหลีถูกทำลายสิ้น อาการบาดเจ็บ
หนักหนาสาหัสถึงปานนี้ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้ไม่มีทางฟื้นฟูจนหายดีดังเดิมอีก
“คุนหลุน!”
จั่วม่อไม่เคยเคียดแค้นชิงชังสำนักใดถึงเพียงนี้มาก่อน ไม่เคยเลย!
ซีเหมินหนิงร่าดื่มสุราพลางรับฟังคำรายงานจากลูกสมุน
“หัวหน้า ท่านคาดคำนวณแม่นยำยิ่ง ค่ายเว่ยหลบเข้าไปในเมืองมหา
สันติจริง ๆ!” ลูกสมุนผู้นั้นสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใส
“ฮ่าฮ่า นี่หาได้น่าประหลาดอันใดไม่ ค่ายเว่ยแม้ร้ายกาจ แต่จำนวน
คนไม่เพียงพอ หากพวกมันมีคนมากกว่านี้อาจเปิดศึกกับปู้เกิ้นอย่างซึ่ง
หน้า คนเหล่านี้ไม่ได้ถือศีลกินเจ ความเป็นมาของพวกมันต้องไม่รวบรัด
ธรรมดาอย่างแน่นอน” ซีเหมินหนิงกล่าวพลางแย้มยิ้มเล็กน้อย
“มังกรเข้มแข็งไม่ข่มเหงงูเจ้าถิ่น พวกมันแม้ร้ายกาจ ยังได้แต่
รับประทานขี้เถ้าเท่านั้น” เสียงอาชิ่งสอดคำขึ้นมา
“ฮ่าฮ่า ถูกของอาชิ่ง ความเป็นมาของพวกมันจะถูกเปิดเผยอย่าง
รวดเร็ว อาศัยตัวอ่อนปิศาจมากมายถึงเพียงนี้ ย่อมมิใช่มีเพียงแค่เราที่
สนใจ เมื่อถึงเวลาคงน่าดูชมมากแล้ว” ซีเหมินหนิงกล่าวปนหัวร่อ
“มีแต่ต้องกวนน้าให้ขุ่น เราจึงสามารถฉวยโอกาสจับปลาได้” อาชิ่ง
ยังคงสอดปากอย่างพอเหมาะพอดี
ซีเหมินหนิงหัวเราะร่วนอย่างถูกอกถูกใจ
“ค่ายเว่ยพอเข้าไปในเมือง พวกมันก็บาดหมางกับหลันเทียนหลง”
ลูกสมุนรีบรายงานข่าวสารที่ได้รับมาอย่างออกรส
“หลันเทียนหลง?”
? นี่ดูไม่เหมือนแบบฉบับตามปกติของหลันเทียนหลงแม้แต่น้อย
ผู้นำค่ายเว่ยจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างพิเศษเฉพาะ มิเช่นนั้น
พฤติการณ์ของหลันเทียนหลงในครั้งนี้ เกรงว่าไม่มีคำอธิบายได้
เป็นพลังฝีมือสูงเยี่ยม หรือว่าฉากหลังอันยิ่งใหญ่?
ซีเหมินหนิงขบคิดใคร่ครวญ หากบอกว่าคนผู้นี้มีพลังฝีมือสูงเยี่ยม
จนแม้แต่หลันเทียนหลงยังต้องระวังตัว ก็เรียกได้ว่ากล่าวเกินเลยไปแล้ว
เท่าที่มันสืบค้นมาได้ ผู้นำค่ายเว่ยเป็นบุรุษหนุ่มที่คล้ายอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี
ด้วยซ้า บุรุษวัยเยาว์เช่นนี้ไหนเลยจะมีพลังฝีมือสูงล้ากว่าหลันเทียนหลง
ได้?
มันจึงไม่เชื่อเรื่องนี้!
เช่นนั้นก็หลงเหลือเพียงเหตุผลเดียว ฉากหลัง! หลันเทียนหลงจะต้อง
รู้จักฉากหลังของคนผู้นี้ ดังนั้นจงใจหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอย่างชาญฉลาด
ซีเหมินหนิงรู้สึกว่านี่จึงเป็นไปได้มากที่สุด มันเคยประมือกับหลันเทียน
หลงมาก่อน ล่วงรู้นิสัยใจคอดุดันอำมหิตของคนผู้นี้ดี หลันเทียนหลงไม่ได้
เรียบง่ายรวบรัดเหมือนที่ผู้คนเข้าใจ
ข้อสันนิษฐานนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการช่วยสนับสนุน
ยกตัวอย่างเช่น ค่ายเว่ยอันกล้าแกร่งเกรียงไกร อาจเป็นองครักษ์ส่วนตัวที่
ตระกูลของเด็กหนุ่มส่งมาคุ้มครองมัน
ฉากหลัง… …ฉากหลังของมันคืออะไร?
ในเวลานี้เอง สมุนอีกคนหนึ่งเข้ามารายงาน
“หัวหน้า ปู้เกิ้นเข้าเมืองแล้ว!”
ซีเหมินหนิงตื่นจากห้วงภวังค์ ปรบมือหัวร่ออย่างถูกอกถูกใจ “เมือง
มหาสันติไม่ได้ครึกครื้นถึงเพียงนี้มานานมากแล้ว!”
“มีหนทางรักษามันหรือไม่
จั่วม่อจ้องมองผูเยากับเว่ยตาเขม็ง
ผูเยานิ่งเงียบงัน เว่ยก็ไม่เอ่ยปาก
จั่วม่อรู้สึกผิดหวังในทันที เมื่อครู่พอมันรับปากช่วยเหลือเสี่ยวกั่วกับ
ศิษย์พี่หญิงหลี่อิงฟ่ง มันก็พบเห็นความปรารถนาที่จะตายในดวงตาของ
ศิษย์พี่หลัวหลี จั่วม่อไหนเลยจะไม่ทราบกระจ่าง ภายใต้สภาพเช่นนี้ไม่น่า
แปลกใจที่หลายคนจะสูญสิ้นความต้องการมีชีวิต เนื่องเพราะหัวใจของ
พวกมันตายไปแล้ว
จั่วม่อไม่ทราบจะเกลี้ยกล่อมหลัวหลีด้วยวิธีใด ได้แต่ใช้เวทวิชาสะกด
ให้มันหลับใหลไปชั่วคราว
ในความเงียบงันของบรรยากาศสิ้นหวังอับจน ผูเยาพลันกล่าวว่า
“อาจบางทีพอมีหนทางสายหนึ่ง เพียงแต่…นี่แทบไม่ต่างจากความตาย”
“หนทางใด?”
ยูเยากล่าวช้า ๆ ว่า “ครั้งหนึ่งบนสมรภูมิ ข้าพบเวทวิชาที่ไม่สมบูรณ์
จากซิวเจ่อผู้หนึ่ง ลองอ่านดู แล้วเจ้าจะเข้าใจเอง”
กล่าวจบคำ ก็ซัดลูกกลมแสงลูกหนึ่งให้จั่วม่อ
จั่วม่อรับดวงแสง เพ่งจิตเข้าไปอ่านดูชั่วครู่ ในที่สุดค่อยเข้าใจว่าผูเยา
หมายความว่าอย่างไรที่ว่าไม่ต่างจากความตาย
นี่เป็นเวทวิชาที่ขนานนามว่า ‘กุญแจเป็นตาย’ เป็นเคล็ดวิชาที่ยังไม่
เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทว่าเลิศพิสดารสุดเปรียบปาน ซึ่งความจริงเรียกว่าเวท
วิชายังถือว่าไม่ถูกต้องนัก ในความเห็นของจั่วม่อนี่เป็นเพียงหลักการที่บ้า
ระห่าจนแทบถึงขั้นเสียสติ แวทวิชาแขนงนี้ไม่ลึกลับซับซ้อน ตรงกันข้าม
กลับเรียบง่ายอย่างที่นึกไม่ถึง
นั่นคือพลิกฟื้นจากความตาย อาศัยสภาวะของความตายเข้าสู่วิถี!
ในข้อสมมติฐานนี้ เชื่อว่าการตายของมนุษย์เป็นเพียงกระบวนการ
ประเภทหนึ่ง ดังเช่นการเจาะทะลุลงไปในขนมเปี๊ยะที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้น
ๆ ผ่านลงไปทีละชั้น ๆ รอจนเจาะผ่านชั้นสุดท้าย จึงจะเป็นความตายที่
แท้จริง
ผู้ที่คิดค้นวิชานี้คาดเดาว่า ตอนที่ยังอยู่ในระดับชั้นด้านบน แม้จะเป็น
ความตายเช่นเดียวกัน แต่ยังคงเป็นเพียงความตายเทียมเท่านั้น สถานะ
แนวคิดอันแปลกพิสดารถึงปานนี้ แม้จะดูเหลวไหลไร้สาระ ทว่าผู้
จารึกกลับสามารถบ่งบอกบรรยายอย่างเป็นรูปธรรม มิหนำซ้าคนผู้นี้ยัง
ทุ่มเทความพยายามมากมายมหาศาล เพื่อขบคิดหาวิธีกระตุ้นศักยภาพ
ของผู้คน ในขณะที่ชะลอรั้งความตายไปด้วย เพื่อเปลี่ยนพลิกจากความ
ตายกลับคืนสู่ชีวิต
เป็นเช่นเดียวกันกับคำของผูเยา นี่ไม่ต่างอันใดจากความตาย เคล็ด
วิชาทั้งหมดเป็นเพียงการคาดเดา ท้ายที่สุดกระทั่งผู้คิดค้นยังไม่เชื่อว่าเวท
วิชานี้จะใช้การได้ จึงหยุดคิดค้นไป
ดังนั้นเวทวิชานี้จึงไม่สมบูรณ์ตลอดกาล
จั่วม่อยังคงลังเลใจ ไม่ว่ามองจากมุมใด ‘กุญแจเป็นตาย’ ก็เป็นได้
เพียงเรื่องเหลวไหล แต่เคล็ดความที่จารึกเอาไว้ก็ดูเหมือนจะเปี่ยมไปด้วย
มนต์ขลังอันแปลกประหลาด ลอยวนเวียนอยู่ในใจมันไม่ยอมหายไป
แนวคิดหลายประการช่วยจุดประกายความคิดให้แก่มันไม่น้อย
มันบังเกิดความรู้สึกอย่างเลือนราง เคล็ด ‘กุญแจเป็นตาย’ วิชานี้
สมควรเป็นยอดวิชาอันน่าแตกตื่นสะท้านใจแขนงหนึ่ง
เพียงแต่โอกาสเป็นไปได้ก็เลือนรางยิ่ง ทว่าสภาพของหลัวหลีเองก็
แทบไม่ต่างจากตายไปแล้ว… …
ในเวลานี้เอง หลัวหลีค่อย ๆ ฟื้นตื่นอย่างช้า ๆ
มันลืมตาอย่างอ่อนล้า รอจนพบเห็นจั่วม่ออยู่ข้างกาย ค่อยฝืนยิ้มให้
คราหนึ่ง ดวงตาของมันเป็นสีเทาซีด ว่างเปล่าและไม่มีประกายชีวิต
ซิวเจ่อแม้ทรงพลังอำนาจ แต่หากหัวใจของพวกมันตายไปแล้ว พลัง
ชีวิตของพวกมันจะสูญสลายรวดเร็วกว่าคนทั่วไปมาก เนื่องเพราะหัวใจ
เป็นแหล่งกำเนิดพลังทั้งหมดของพวกมัน
จั่วม่อเมื่อเห็นดวงตาของหลัวหลี พลันพบว่าผิดท่า มันไม่มีเวลาลังเล
ใจอีกแล้ว
“ศิษย์พี่ใช่ปรารถนาความตายหรือไม่?” จั่วม่อถามอย่างกะทันหัน
หลัวหลีประหลาดใจไม่น้อย แต่ก็พยักหน้ารับ กล่าวอย่าง
ตรงไปตรงมาว่า “ตอนนี้ข้าไม่เหลือสิ่งใดอีกแล้ว เส้นชีพจรปราณทั้งร่าง
เสียหายหมดสิ้น ตันเถียนถูกทำลาย ต่อให้มีเทพโอสถก็ไม่อาจเยียวยา
รักษาข้าได้ ครั้งนี้สามารถได้พบศิษย์น้องอีกคราก็นับว่าสวรรค์เมตตาข้า
มากแล้ว ข้าไม่เหลือสิ่งใดให้ห่วงหาอาวรณ์อยู่ในโลกนี้อีก อาศัยร่างพิการ
ของข้า รังแต่จะคอยถ่วงรั้งศิษย์น้องเจ้าเท่านั้น ข้ายังรู้สึกว่าชีวิตช่างเหน็ด
เหนื่อยและปวดร้าว ความตายมิเพียงไม่ใช่เป็นความทุกข์ทรมาน แต่ยังจะ
เป็นสิ่งที่ช่วยปลดเปลื้องข้าต่างหาก”
จั่วม่อจ้องมองดวงตาหลัวหลีอยู่ตลอดเวลา เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ หลัว
หลีหน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย ทราบว่าอีกฝ่ายตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
“ศิษย์พี่ ท่านไม่คิดแก้แค้นคุนหลุน?
?” จั่วม่อถามเสียงดุดัน
“ศิษย์น้อง อย่าได้… …” หลัวหลีฝืนยิ้มขมขื่น
“ข้าในที่นี้มีเวทวิชาแขนงหนึ่ง สุ่มเสี่ยงอันตรายยิ่ง แต่อาจบางทีเป็น
ความหวังเดียวของท่าน” ในยามนี้จั่วม่อได้แต่ฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่
ยอดวิชาซึ่งไม่สมบูรณ์แล้ว มันล้วงม้วนหยกเปล่าออกมาจารึกเคล็ด
‘กุญแจเป็นตาย’ ยื่นส่งให้แก่หลัวหลี
หลัวหลีเข้าใจว่าจั่วม่อเพียงพยายามเกลี้ยกล่อมมัน แต่ก็ไม่อยาก
ปฏิเสธกุศลเจตนาของศิษย์น้องผู้ประหนึ่งญาติสนิทผู้นี้ ดังนั้นรับมาโดยไม่
เกี่ยงงอน
แต่แล้วหลังจากกวาดตามองเร็ว ๆ รอบหนึ่ง มันก็ร่างแข็งทื่อ ตะลึง
ลานอยู่กับที่!