สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 579 ดอกบัวพิโรธพระโพธิสัตว์
สมรภูมิรบของพวกมันทอดยาวหลายร้อยลี้ ดวงแสงเจิดจ้าหลากสีสัน
ส่องสว่างเต็มฟ้า เสียงระเบิดและเสียงกรีดร้องแหลมดังระรัวไม่ขาดหู
ปราณกระบี่ เวทวิชา อาวุธเวท กระบวนทัพค่ายกล ลำแสงหลากสีสัน
ประดุจสายรุ้งพาดผ่านนภา เงาร่างนับไม่ถ้วนโถมทะยานอยู่ท่ามกลาง
คลื่นลำแสงคร่าชีวิตเหล่านี้ ไล่ล่า ต่อสู้ เข่นฆ่าสังหาร การเคลื่อนไหวทุก
ชนิดล้วนบังเกิดขึ้นในสมรภูมิสัประยุทธ์อันสับสนอลหม่าน
ผู้คนบางครั้งถูกบดขยี้เป็นผุยผง บ้างร่วงลิ่วลงจากท้องฟ้า จมหายไป
ในทะเลเมฆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างจินตันด้วยกัน ทั้งสอง
ฝ่ายล้วนจู่โจมอย่างสุดกำลัง ก่อเกิดกลุ่มแสงกว้างใหญ่หลายสิบหมู่ พวก
มันเจิดจรัสดุจดวงตะวันดวงเล็ก ๆ คลื่นพลังอันเกรี้ยวกราดกวาดซัดไปทั่ว
ทุกทิศทาง
ฝ่ายหนึ่งหมายเร่งเผด็จศึกโดยเร็วที่สุด อีกฝ่ายหนึ่งอาศัยรุกแทนตั้ง
รับ โหมจู่โจมกดดันอย่างบ้าคลั่งเพื่อปกป้องมาตุภูมิของตน ดังนั้น
นับตั้งแต่แรกปะทะ การต่อสู้ก็แทบจะดุเดือดเลือดพล่านถึงขีดสุด
ในไม่ช้า ฟ่งเยวี่ยเริ่มรู้สึกกดดันจากการบุกจู่โจมของฝ่ายศัตรู
พวกนางเดิมทีคาดว่ากองกำลังของอีกฝ่ายสมควรแตกพ่ายอย่าง
รวดเร็วหลังจากการปะทะระลอกแรก แต่แล้วอีกฝ่ายกลับเกาะแน่นติด
หนึบกับพวกมันเหมือนตังเม ความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้ามมีไม่มากนัก
พิชัยยุทธ์ของพวกมันก็หาได้เลิศล้าอันใด ในความเห็นของนางพวกมันทั้ง
กระจัดกระจายและยุ่งเหยิงสับสน หาความเป็นระเบียบไม่ได้เลย
แต่กองกำลังที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายเช่นนี้ กลับต่อกรกับพวกนางอย่างคู่คี่
ก้ากึ่งถึงครึ่งชั่วยามเต็ม ไม่ได้เสียเปรียบแม้แต่น้อย
ไฉนเป็นเช่นนี้ไปได้?
นางย่อมทราบว่าเซียนนักรบของฝั่งนางเหน็ดเหนื่อยจากการ
ตรากตรำเดินทางไกล และทราบว่าฝ่ายตรงข้ามมีคนมากกว่า แต่ใน
ความเห็นของนาง อาศัยปัจจัยเหล่านี้ยังไม่เพียงพอจะหยุดยั้งการรุกคืบ
ของพวกนางได้ กองทัพของนางมีความแข็งแกร่งโดยรวมเหนือล้ากว่าอีก
ฝ่ายหลายขั้น พวกนางยังฝึกฝนมาดีกว่า พวกนางมีประสบการณ์ทำศึก
มากกว่า ตามหลักแล้วในเวลานี้พวกนางสมควรกวาดถล่มสนามรบจนราบ
คาบ มิใช่อยู่ในสภาวะคู่คี่ก้ากึ่งเช่นนี้
ฟ่งเยวี่ยฝืนสงบใจลง การที่เจียงเจ๋อไม่ได้อยู่ข้างกาย ทำให้นางรู้สึก
ไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง แต่ในไม่ช้าการฝึกอบรมและประสบการณ์มากมายก็
ค่อย ๆ สำแดงฤทธิ์เดชของพวกมันออกมา
นางเพ่งพินิจพิจารณาสนามรบอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เหลยเผิงดวงตาแดงฉานด้วยสายเลือด มันเป็นปลายดาบที่คมกล้า
ที่สุดของค่ายเสวียนอู่ กระบี่ยักษ์ผลึกทองขนาดเท่าบานประตูไม่ว่าบุก
ผ่านไปยังที่ใด ล้วนเป็นเหตุให้อาวุธเวททั้งหมดแตกกระจาย ในชั่วขณะนี้
มันดูเหมือนจะแกร่งกล้าเกรียงไกรไร้ผู้ต้านติด
พวกมันเป็นเหมือนสากเหล็กร้อนฉ่าที่เจาะผ่านเนย ไม่มีผู้ใดหยุดยั้ง
ได้
ทั้งสองฝ่ายตกลงไปสู่ศึกตะลุมบอนอย่างรวดเร็ว
ม้าฝานดวงตาไม่ได้เฉื่อยชาเหมือนเช่นปกติ แต่คมกล้าดุจอินทรี
สถานการณ์ในยามนี้นับว่าเข้าข้างพวกมันไม่น้อย ค่ายเสวียนอู่สดชื่น
คึกคัก มีเรี่ยวแรงกำลังเต็มเปี่ยม มิหนำซ้าพวกมันมีเปรียบในเรื่องจำนวน
คน การเลือกทำศึกตะลุมบอนจึงเหมาะสมกับพวกมันมากที่สุด ยิ่งพวกมัน
ลากถ่วงการต่อสู้ออกไปได้นานเท่าไรก็ยิ่งดีสำหรับพวกมันมากเท่านั้น
ก่อนอื่นใดทั้งหมด ค่ายเสวียนอู่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน เมื่อช่วงชิง
เป็นฝ่ายมีเปรียบยังพอทำเนา แต่หากพลังสภาวะของอีกฝ่ายกล้าแข็ง
เกินไป ขวัญกำลังใจของพวกมันอาจล่มสลายลงได้ทุกเมื่อ
การสู้รบตะลุมบอนอันสับสนวุ่นวายเช่นนี้ จึงเหมาะเจาะพอดีกับกล
ยุทธ์ย่อยที่พวกมันถนัดจัดเจน
เป็นไปตามคาด หลังจากความตื่นกลัวในการออกศึกครั้งแรกผ่านพ้น
ไป ค่ายเสวียนอู่ก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว กลยุทธ์ย่อยที่ม้าฝานออกแบบมี
ส่วนพิเศษอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือกลยุทธ์ของแต่ละหน่วยทัพสร้างขึ้นตาม
จุดเด่นของสมาชิกผู้เป็นหัวใจหลักของหน่วยทัพนั้น ๆ
สมาชิกผู้เป็นหัวใจหลักหากไม่ใช่สมาชิกของหน่วยเทียนฟงเดิม ก็
เป็นเซียนนักรบที่มีประสบการณ์รบโชกโชน ขอเพียงสมาชิกผู้เป็นหัวใจ
หลักของแต่ละหน่วยทัพไม่แตกตื่นลนลาน ย่อมสามารถรักษาความมั่นคง
ให้กับทั้งหน่วยไปด้วย
สมาชิกผู้เป็นหัวใจหลักเหล่านี้ไม่ได้ทรยศต่อความเชื่อมั่นของม้าฝาน
พวกมันสร้างความมั่นคงให้กับหน่วยทัพของตนอย่างรวดเร็ว ไพร่พลใน
หน่วยเมื่อมีผู้นำที่ดี ก็ยิ่งแสดงฝีมือออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สนามรบยิ่งสับสนวุ่นวาย เหล่าซิวเจ่อแห่งค่ายเสวียนอู่ยิ่งรู้สึกว่าพวก
มันรบอย่างปลอดโปร่งสบายมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อครั้งกระโน้น บรรดาเซียนนักรบสังกัดหน่วยเทียนฟงถูกแม่นาง
น้อยเลือกเฟ้นมาด้วยตัวเอง พวกมันเกือบทั้งหมดยามนี้ล้วนกลายเป็นจิน
ตัน ตารางการฝึกฝนประจำวันของพวกมันยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าเซียน
นักรบทั่วไปมาก
เป็นเวลายาวนานยิ่ง หน่วยเทียนฟงอดีตเคยเป็นมีดที่คมกล้าที่สุดใน
มือของของแม่นางน้อย!
พวกมันแต่ละคนเป็นยอดยุทธ์ที่กรำศึกมาอย่างโชกโชน ต่อให้
เผชิญหน้ากับจินตันของอีกฝ่าย พวกมันก็หาได้อ่อนด้อยกว่าไม่
ฟ่งเยวี่ยพอสงบใจพิจารณา พลันมองแผนการของม้าฝานที่หวังลาก
พวกนางเข้าสู่ศึกตะลุมบอนออกอย่างรวดเร็ว นางขมวดคิ้วฉับ กล่าวเสียง
กระบวนทัพค่ายกลดอกบัวพิโรธพระโพธิสัตว์!
หนึ่งในกระบวนทัพค่ายกลอันเป็นตำนานแห่งวัดเสวียนคง ถือครอง
พลังบุกทะลวงอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ!
ในการศึกยึดครองอาณาจักรขุนเขายะเยือก กระบวนทัพที่เจียงเจ๋อ
ใช้มากที่สุด เป็นกระบวนทัพค่ายกลดอกบัวพิโรธพระโพธิสัตว์นี้เอง
ภายใต้พลังบุกทะลวงอันกล้าแกร่งเกรียงไกรของกระบวนทัพค่ายกล
ดอกบัวพิโรธพระโพธิสัตว์ กระทั่งปิศาจจอมอหังการยังถูกบดขยี้เป็นเถ้า
ธุลี!
บัวเพลิงพิโรธอันกร้าวแกร่งสุดเปรียบปาน!
ในบรรดาสี่มหาสำนัก แต่ละแห่งล้วนมีพิชัยยุทธ์พิเศษเฉพาะของตน
ซึ่งก่อเกิดขึ้นจากระบบวิชาเฉพาะของพวกมันเอง แต่หากเอ่ยถึงในด้าน
ของพลังบุกทะลวงอันแกร่งกร้าวเกรียงไกร ไม่ว่าจะเป็นกระบวนทัพค่าย
กลกระบี่เหินสะบั้นขวางของคุนหลุน กระบวนทัพค่ายกลกงล้อแดนสรวง
ของเทียนหวน หรือกระบวนทัพค่ายกลกระแสทองคำหลั่งไหลของซีเซ
วียน ก็ไม่มีกระบวนทัพใดเทียบได้กับกระบวนทัพค่ายกลดอกบัวพิโรธพระ
โพธิสัตว์แห่งวัดเสวียนคง กล่าวได้ว่ากระบวนทัพค่ายกลดอกบัวพิโรธพระ
โพธิสัตว์เป็นกระบวนทัพค่ายกลที่มีพลังบุกทะลวงกล้าแข็งที่สุดในสวรรค์
สี่ดินแดน!
เซียนนักรบวัดเสวียนคงทุกคน บนแขนพลันปรากฏอสรพิษแดงแห่ง
เพลิงไฟรัดพันอยู่บนท่อนแขนอย่างพร้อมเพรียง
เห็นฝ่ายตรงข้ามพากันล่าถอยอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวนี้ทำให้
บรรดาเซียนนักรบแห่งวัดเสวียนคงยิ่งตื่นเต้นระทึกใจ
? มันจึงไม่เชื่อ
เช่นนั้น
แต่การตอบโต้อย่างฉับไวเกินคาดของฝ่ายตรงข้าม ยังทำให้มันตื่น
ตะลึงอยู่บ้าง มันทราบว่าการต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น บรรดา
สามเณรของค่ายเสวียนอู่เริ่มจะปรับตัวเข้ากับจังหวะของสนามรบได้
หลังจากนี้พวกมันจะสามารถอดทนต่อความกดดันมากกว่าเดิม ขวัญ
กำลังใจของพวกมันย่อมจะไม่ล่มสลายอย่างง่ายดายอีก
“พวกมันกำลังจะบุกทะลวง สมควรเป็นกระบวนทัพค่ายกลดอกบัว
พิโรธพระโพธิสัตว์!” เหนียนลู่ม่านตาหดแคบลง หอบหายใจเล็กน้อย เมื่อ
ครู่นี้มันเพิ่งต่อสู้กับจินตันของฝ่ายตรงข้ามอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
ม้าฝานพยักหน้า มันก็จดจำกระบวนทัพนี้ได้เช่นกัน นับตั้งแต่พวก
มันทราบว่าวันหนึ่งจะต้องต่อสู้ห้าหั่นกับวัดเสวียนคง พวกมันก็เริ่ม
รวบรวมข้อมูลข่าวสารทุกรูปแบบของวัดเสวียนคง รวมทั้งกระบวนทัพ
ค่ายกลที่อีกฝ่ายถนัดจัดเจน ม้าฝานย่อมต้องเคยชมดูผ่านตามาทั้งหมด
มันเลียริมฝีปากอย่างตื่นเต้น ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ
เหนียนลู่หัวร่อฮี่ฮี่ ล่าถอยกลับมาเตรียมการ
ค่ายเสวียนอู่ก่อตั้งกระบวนทัพค่ายกลรูปวงกลมอย่างรวดเร็ว ดูผิว
เผินแทบไม่ต่างจากค่ายกลป้องกันอันดาษดื่นขบวนหนึ่ง
“ตั้งใจให้ดี! พวกเจ้าทั้งหลาย ตั้งใจให้ดี!”
“จงฟัง! ไม่ต้องแตกตื่นลนลาน! เพียงทำไปตามที่เคยฝึกมาก็พอ!”
“ไม่ต้องไปมองพวกมัน พวกมันแค่พยายามขู่ขวัญพวกเจ้าเท่านั้น ไม่
มีอันใดใหญ่โต เมื่อครู่พวกเรามิใช่เพิ่งจะเข่นฆ่าพวกมันไปร้อยกว่าคน
หรือ
เหล่าเซียนนักรบที่มีประสบการณ์ช่วยกันปลอบขวัญบรรดาสหาย
ร่วมค่าย กระบวนทัพค่ายกลที่กำลังจะใช้ออกนี้ พวกมันเพียงเคยฝึกฝนใน
สนามฝึกเท่านั้น ไม่เคยใช้ในการทำสงครามจริงมาก่อน
กระบวนทัพค่ายกลชุดนี้เป็นสิ่งที่ม้าฝานทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลัง
มหาศาลเพื่อคิดค้นขึ้นมา เดิมทีจุดประสงค์เริ่มแรกของพวกมันคือการ
หยุดยั้งสามคลื่นพิฆาตของค่ายจูเชวี่ย แม้ว่าตามหลักการแล้วสมควร
ประสบผลสำเร็จ แต่นอกจากได้แต่ฝึกฝนในสนามฝึกก็ยังไม่เคยนำออกมา
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายกำลังจะทุ่มเทใช้กระบวนทัพรุกจู่โจมอย่างสุดขั้ว
เช่นนั้นกระบวนทัพค่ายกลชุดนี้ก็เหมาะที่จะนำมาใช้ในยามนี้มากที่สุด
แล้ว
ทั้งหมดนี้ล้วนให้แก่เจ้า!
ม้าฝานถลึงจ้องฝ่ายตรงข้ามตาเขม็ง สีหน้าของมันยามเลียริมฝีปาก
คล้ายสุนัขป่าที่กำลังจะไล่ล่าสังหารเหยื่อ! มันย่อมหวาดวิตกอยู่บ้าง แต่สี
หน้ามันกลับเผยอาการตื่นเต้นเร้าใจมากกว่า!
ชั่วขณะนี้เอง ฝ่ายตรงข้ามพลันลงมือ!
กลางเวหา เห็นเปลวไฟนับพันสายลากเป็นทางยาว ประดุจพายุเพลิง
โหมกระหน่าอย่างฉับพลัน!
เสียงกู่คำรามกึกก้องกัมปนาท ทะเลเมฆสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น!
เห็นอสรพิษเพลิงที่รัดพันรอบแขนของเซียนนักรบวัดเสวียนคง
ทั้งหมด ทันใดนั้นขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัว สิ่งที่น่าตื่นตะลึงที่สุดคือ
บรรดาจินตัน แขนขวาทั้งแขนของพวกมันแทบจะถูกห่อหุ้มอยู่ภายใน
เปลวเพลิงร้อนแรงอย่างสมบูรณ์ เปลวไฟของพวกมันยังสีเข้มกว่าเซียน
นักรบทั่วไป สุ้มเสียงจากเปลวเพลิงของพวกมันไม่ดังนัก แต่ลุ่มลึกสุดหยั่ง
บันดาลให้ผู้คนตกตะลึงพรึงเพริด
พวกมันเร่งความเร็ว เร่งความเร็วขึ้นอีก เร่งความเร็วอย่างไม่หยุดยั้ง!
เสียงกึกก้องยิ่งมายิ่งกระหึ่มกังวาน คลื่นอากาศอันน่าพรั่นพรึง
ประดุจขวานยักษ์ ผ่าแยกทะเลเมฆด้านล่างพวกมันจนกระจัดกระจายเป็น
หลายส่วน ก่อเกิดเป็นภาพอันชวนสะท้านใจ ดาบเปลวไฟขนาดยักษ์ตัด
ผ่านทะเลเมฆ!
ซิวเจ่อด่านจินตันที่ด้านหน้าสุดใบหน้าแดงก่า เปลวไฟบนแขนของ
มันลากเป็นทางยาวเหยียดอันสวยสดงดงาม!
ทันใดนั้นมันม่านตาหดแคบลง ร้องตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “พิโรธ!”
หมัดขวาเงื้อไปด้านหลังจนสุดล้า จากนั้นต่อยออกมาด้วยพลัง
ทั้งหมดที่มี!
“พิโรธ!”
เหล่าเซียนนักรบเบื้องหลังมันตวาดก้อง ต่อยหมัดตามติดอย่างพร้อม
เพรียง!
ปราณหมัดแดงเพลิงอันร้อนแรงเกือบพันสายพวยพุ่งออกจากหมัด
ของพวกมัน ประหนึ่งมังกรเปลวไฟพุ่งทะลวงออกจากกรงขัง กู่ร้องคำราม
โถมทะยานไปเบื้องหน้าอย่างดุดัน!
ปราณหมัดที่ยิ่งอยู่ด้านหลัง ยิ่งรวดเร็วกว่าปราณหมัดที่อยู่ด้านหน้า
เริ่มจากปราณหมัดเพลิงเกรี้ยวกราดแถวหลังสุด พากันพุ่งเข้าปะทะปราณ
หมัดเพลิงที่อยู่ด้านหน้าพวกมัน จากนั้นหลอมรวมเข้าด้วยกัน แล้วพุ่ง
ทะยานเข้าหาแถวถัดไป
ชั้นแล้วชั้นเล่า ปราณหมัดแถวหลังไล่ปะทะเข้ามาไม่หยุดยั้ง ก่อเกิด
ปราณหมัดเพลิงเกรี้ยวกราดที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ปราณหมัดแต่ละหมัดไม่
พริบตาดุจประกายไฟ ปราณหมัดเพลิงเกรี้ยวกราดก่อกำเนิดเป็นดวง
ไฟมหึมาลูกหนึ่ง!
ผิวหน้าของลูกไฟยักษ์แตกปะทุอยู่ตลอดเวลา อาจมองเห็นเงาร่าง
ใหญ่ยักษ์อันเลือนราง ติดตามมาด้วยหางเพลิงที่ลากจนเหยียดยาว
ทะเลเมฆใต้ฝ่าเท้าของพวกมัน ถล่มทลายอย่างรุนแรง หลอมละลาย
ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา
ดวงตาโกรธขึ้งของพระโพธิสัตว์ดอกบัวเพลิงจ้องมองอย่างไม่แยแส
ราวกับกำลังทอดตามองมดปลวกฝูงหนึ่ง
ม้าฝานแทบไม่กล้าหายใจ มันถลึงจ้องดอกบัวเพลิงพระโพธิสัตว์ที่พุ่ง
ดิ่งเข้ามา ดวงตาพลันทอแววบ้าคลั่ง
ทันใดนั้นเอง มันเบิ่งตากว้าง กระบี่บินที่ชูขึ้นเป็นเวลานาน สะบัดฟัน
ลงอย่างสุดแรงเกิด
“ฆ่า!”